รีวิวหนัง Toy Story 4 การจากลาครั้งสุดท้าย ? ของเหล่าของเล่น

เกือบ 10 ปี ในที่สุดการผจญภัยของเหล่าของเล่นก็กลับมาโลดแล่นให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ทำให้หลายๆ คนหลงคิดว่า Toy Story 3 (2010) จะเป็นการสิ้นสุดความบันเทิงไปแล้ว ซึ่งในภาคนี้ Toy Story 4 หนังได้ จอช คูลลีย์ (Josh Cooley) โดดมากำกับครั้งแรก แน่นอนว่ายังคงได้ทีมให้เสียงพากย์ทีมเดิม นำโดย ทอม แฮงก์ส (Tom Hanks), ทิม อัลเลน (Tim Allen) และตัวละครใหม่อย่าง คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves)

Toy Story 4

Toy Story 4 ว่าด้วยเรื่องราวของ วูดดี ในบ้านหลังใหม่ร่วมกับ บอนนี และของเล่นของเธอ ซึ่งเขาตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเธอมีความสุขและเหล่าของเล่นได้รับการดูแล แต่การเจอกันอย่างคาดไม่ถึงกับ โบ พีป เพื่อนเก่าของเขา ทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ใหญ่กว่าที่เขาเคยคาดคิดนัก ซึ่งนอกจากตัวละครที่ทุกคนคิดถึงอย่าง โบ พีป ที่กลับมาในภาคนี้แล้ว Toy Story 4 ยังขนทัพของเล่นหน้าใหม่มาสร้างสีสันให้ทุกคนได้สนุกไปกับการผจญภัยครั้งใหม่ของพวกเขาอีกด้วย

เรียกได้ว่าการกลับมาของเหล่าของเล่นก็ยังไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง มีทั้งความสนุกไปกับการผจญภัยของของเล่น ตลกไปกับความซื่อของ บัซไลท์เยียร์ และซาบซึ้งกินใจจนน้ำตาแทบไหล โดยเฉพาะการได้เห็นพัฒนาการอีกขั้นของ วูดดี ของเล่นผู้เปรียบเสมือนผู้เริ่มต้นเรื่องราวทุกอย่าง ซึ่งในภาคนี้นอกจากเราจะได้เห็นนิสัยที่ห่วงทุกอย่างไปเสียหมดของเขา ไม่ปล่อยวาง แถมยังต้องมาพบกับของเล่นตัวใหม่ๆ ที่มาแทนที่เขา ในบางครั้งมักจะแสดงอกมากลบเกลื่อนความรู้สึกเศร้าลึกๆ อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากการการลากับ แอนดี เด็กคนแรกของเขาในภาคที่แล้ว ทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น

แน่นอนว่าหนังก็ยังเพิ่มตัวละครใหม่ๆ เข้ามาให้เราบันเทิงได้อีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์กี ของเล่นที่ทำมาจากส้อม, แกบบี แกบบี ตุ๊กตาในร้านขายของเก่าที่แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนตัวร้าย แต่ท้ายที่สุดก็มีมุมมองที่ต่างออกไปทำให้เราเห็นใจเธอได้ ดุก คาบูม นักซิ่งลีลาเยอะ ให้เสียงพากย์โดยหนุ่มฮอต คีอานู รีฟส์ รวมไปถึง กระต่าย-เป็ด ที่มาขโมยซีนได้ฮาสุดๆ ซึ่งบอกได้เลยว่าตัวละครเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเอกของเรื่องอย่าง วูดดี ได้ก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต เชื่อว่าแฟนหนังต้องมีน้ำตาซึมกันแน่นอน

อย่างที่บอกดูเหมือนว่าคอนเซ็ปต์หนังในภาคนี้จะเน้นสะท้อนไปที่เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่มักจะเกิดกับคนทุกช่วงเวลาของชีวิต เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเหล่าตุ๊กตาใน Toy Story ที่ทยอยจากลากันมาเรื่อยๆ จนมาถึงคิวของนายอำเภอวูดดี แม้จะผูกพันกันแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ต้องวิถีทางเดินของชีวิตที่ต่างกันออกไป เหลือเพียงแต่ความทรงจำดีๆ ไว้ให้ระลึกถึงอยู่ในใจตลอดไป

ส่วนใครที่ใจหายไปในตอนท้ายของภาคนี้นั้น เป็นไปได้ว่าหนังอาจจะมีการสร้างภาคต่อๆ ไปอีกก็เป็นได้ เพราะขนาดภาค 3 ที่หลายคนคิดว่าอาจจะเป็นภาคสุดท้าย หนังก็ยังคงมีการสร้างภาค 4 ต่อ เชื่อเหลือเกินว่าคงมีอะไรให้เราได้ติดตามกันต่อแบบยาวๆ แน่นอน สุดท้ายนี้เกือบลืมบอกไปว่าควรดูให้จบเครดิตเพราะจะมีอะไรฮาๆ ให้เราได้สนุกกันต่ออีก

Toy Story 4 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Shazam! อนาคตอันสดใสของจักรวาลดีซี

หลังจาก Wonder Woman และ Aquaman เจ้าสมุทร ออกฉายให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของภาพยนตร์จากฝั่งดีซีจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลย์อีกครั้ง โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดอย่าง Shazam! ที่ได้ เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (David F. Sandberg) ผู้กำกับจาก Annabelle: Creation (2017) และ Lights Out (2016) มากำกับให้ และยังได้นักแสดงที่คาดว่าจะมาแรง แซเกอรี ลีวาย (Zachary Levi) มารับบทนำในครั้งนี้

Shazam!

Shazam! ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี แบตสัน เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษในการเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในร่างผู้ใหญ่ด้วยการพูดคำว่า ชาแซม ออกมา และได้รับความช่วยเหลือจาก เฟรดดี เพื่อนผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่

โดยเขาต้องผ่านการทดสอบความสามารถหลายอย่างด้วยความสนุกสนานแบบคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในใจ แต่เขาต้องรู้วิธีควบคุมมันให้ได้เร็วที่สุดเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่มี ดร.แธดีอุส ไซวานา เป็นผู้ควบคุม เขาเฝ้ามองพลังของชาแซมและอยากได้พลังนั้นมาเป็นของเขา

จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาให้ชมกันเราก็พอจะทราบแล้วว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จะไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นอีกต่อไปเหมือนเองก่อนๆ ดูเหมือนว่าจากกระแสที่ได้รับจากเรื่องก่อนหน้านี้ใน Aquaman ที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ทำให้หนังออกมาสนุกจนทำรายได้ถล่มทลาย นั่นจึงทำให้ Shazam! กลายเป็นความคาดหวังที่สูงมากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า Shazam! ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย และสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังยิ่งเกินความคาดหมายไปมาก พูดตรงๆ คือมันว้าวจริงๆ หนังทำให้เกิดทุกอารมณ์ เรียกได้ว่าสนุกครบรส ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความดรามานิดๆ เป็นเรื่องดีมากๆ ที่หนังรู้จักดึงเอาความสัมพันธ์ของคำว่าครอบครัวมาเล่น หากจะบอกว่านี่คืออนาคตอันสดใสของจักรวาลนี้ก็ไม่ผิดเลย

โดยเฉพาะในส่วนของนักแสดงที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้เป็นอย่างดี ทั้ง แซเกอรี ลีวาย ที่สวมบทบาทซูเปอร์โร่เด็กในร่างผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวละครเด็กๆ ในเรื่องที่ทำเอาคนดูตื่นตะลึงสุดๆ เมื่อหนังได้เฉลยความลับของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าแทบอยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยทีเดียว รวมไปถึงตัวละคร เฟรดดี ซึ่งแสดงโดย แจ็ก ดีแลนด์ เกรเซอร์ (Jack Dylan Grazer) ที่เรียกได้ว่าเป็นจอมแย่งซีนจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมคือหนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ได้พลาดรายละเอียดสำคัญๆ เช่น การทดสอบพลังความเป็น Shazam! ที่แน่นอนว่าพลังของเขามีมากกว่าการใช้ไฟฟ้าแน่ๆ ในส่วนของตัวร้ายก็ถือว่ามีความโหดเหี้ยมได้ใจทีเดียว แต่อาจจะทำให้เราหลุดขำไปบ้างในหลายๆ ฉากที่เข้าคู่กับพระเอกของเรา เอาเป็นว่าความสนุกที่จะได้รับคุ้มค่ากับราคาตั๋วที่เสียไปแน่นอน

ปล. 1 แอบเห็นอีสเตอร์เอ้กจากตัวละครในหนังของผู้กำกับมาโผล่ด้วย
ปล. 2 หนังมีเอนด์เครดิต 1 ตัว คาดว่าน่าจะเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ

Shazam! 8.5/10 คะแนน เปิดฉายรอบพิเศษ 30-31 มีนาคม เข้าฉายจริง 4 เมษายน 2019

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Bumblebee

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังทั้งหลายต่างตั้งตารอคอยมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ Bumblebee ภาคแยกจากแฟรนไชน์หนังชื่อดังของ Transformers ผลงนการกำกับของผู้กำกับ ทราวิส ไนท์ (Travis Knight) ที่ตั้งใจเล่าเรื่องราวของเจ้ารถโฟล์กสีเหลืองที่เกิดขึ้นในยุค 80s ซึ่งเป็นการเข้ามาอยู่ในโลกครั้งแรกของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ซึ่งงานนี้ก็ได้นักแสดงสาว เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) และ จอห์น ซีนา (John Cena) มาแสดงนำ

Bumblebee

Bumblebee ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1987 บัมเบิลบี ได้มาหลบภัยในลานเศษเหล็กของเมืองริมชายหาดเล็กๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ ชาร์ลี ที่กำลังจะมีอายุครบ 18 ปี เธอได้พบรถโฟล์กสีเหลืองที่ผุพังและในที่สุดเธอก็ได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของบัมเบิลบี

หากใครที่ได้ดู Transformers มาทุกภาคก็พบว่าภาคที่ดีที่สุดของเเฟรนไชน์ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นภาคแรกที่สร้างความประทับใจมากที่สุด ซึ่งมันเป็นความรู้สึกเดียวกันที่ได้ดู Bumblebee เรียกได้ว่าแค่เห็นการรวมตัวต่อสู้กันของเหล่าหุ่นยนต์ออโต้บ็อตส์ในตอนต้นของเรื่องก็ทำเอาแทบน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะพระเอกของเรา บัมเบิลบี ในเวอร์ชั่นที่ยังมีเสียง บอกได้เลยว่าแทบกรี๊ดให้กับเสียงหล่อๆ ที่พากย์โดยนักแสดงจากเขาวงกต ดีแลน โอ’ไบรอัน (Dylan O’Brien)

แน่นอนว่าในภาคแยกนี้เราก็ได้รู้สาเหตุของการไม่มีเสียงของเจ้าหุ่นยนต์เหลืองกันอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ทำให้เขากลับมามีเสียงและมีชีวิตชีวาอีกครั้งไม่ใช่ใครที่ไหน ชาร์ลี แม่สาววัย 18 ปีนี่เอง โดยหนังได้เล่าเรื่องราวความรักความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหุ่นยนต์ออกมาได้อย่างน่ารักและอบอุ่น เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของ บัมเบิลบี ที่ไม่ได้มีแต่ความขี้เล่นเหมือนครั้งที่เจอกันในภาคแรกของ Transformers เพียงอย่างเดียว ในยามปกติเขาก็เหมือนเด็กที่ยังไม่ประสีประสากับโลกใหม่ใบนี้ เมื่อถึงคราวที่ต้องต่อสู้วิญญาณทหารที่หลับใหลอยู่ในร่างเหล็กก็ถูกปลุกขึ้นมาปกป้องเหล่ามนุษย์ จนเกิดเป็นฉากแอคชั่นที่น่าตื่นตาฟัดกันมันแต่อาจจะไม่เท่าการระเบิดภูเขาเผากระท่อมเหมือนของ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay)

โดยรวมแล้วหนังสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี มีครบทุกรส ทั้งสนุกสุขเศร้าและอาจจะมีเคล้าน้ำตาบ้างในบางฉาก อย่างที่เคยบอกแล้วว่าการได้ดู Bumblebee นั้นเหมือนได้กลับไปสัมผัสกลิ่นไอของ Transformers ภาคแรก แต่เป็นเวอร์ชั่นที่น่ารักและอบอุ่นมาก และต้องยอมรับว่า เจ้าบัมเบิลบี และเพื่อนซี๊ ชาร์ลี รับบทโดย เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) นั้นได้ถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่สวยงามออกมาได้อย่างกินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเพลงในยุคนั้นที่อยู่ในวิทยุมาแทนเสียงของเจ้าหุ่นเหลือง เรียกได้เป็นมุกที่สร้างสรรค์และสร้างภาพจำจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของ บัมเบิลบี ที่ไม่เหมือนใคร เชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะอิ่มอกอิ่มใจจนอยากกลับไปดูซ้ำกันอีกแน่นอน

Bumblebee 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

CR.mthai.com

รีวิวหนังใหม่ Aquaman เจ้าสมุทร

เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยร้อยแล้ว สำหรับ Aquaman หรือที่ใช้ชื่อไทยว่า เจ้าสมุทร ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดของจักรวาล DC ที่แฟนหนังหลายคนอาจจะรู้จักเขาพอสมควรจาก Justice League (2017) ภาพยนตร์รวมดาวซูเปอร์ฮีโร่ของฝั่งนี้ ซึ่งเข้าฉายไปในปีที่แล้วและทำออกมาไม่ได้ค่อยถูกใจแฟนหนังเท่าที่ควร ต้องมาดูกันว่าการสร้างเรื่องราวของเจ้าสมุทรจากฝีมือผู้กำกับมากความสามารถ เจมส์ วาน (James Wan) จะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีและความนิยมจากแฟนๆ คืนมาหรือไม่

Aquaman

Aquaman เจ้าสมุทร ว่าด้วยเรื่องราวต้นกำเนิดของ อาเธอร์ เคอร์รี ครึ่งมนุษย์และครึ่งแอตแลนเทียน ที่จะต้องพบกับการผจญภัยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้เขาได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้พบอีกว่าเขามีเกียรติมากพอที่ได้เกิดมาเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรใต้น้ำแอตแลนติส และกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของโลกใบนี้

เรียกได้ว่าก่อนจะเข้าไปดู Aquaman นั้นก็สร้างความตื่นเต้นระทึกใจได้ไม่น้อยเลย หนึ่งล่ะที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าค่อนข้างเอาใจช่วยภาพยนตร์เรื่องนี้ และคาดหวังว่าจะทำออกมาให้ดีสมกับที่รอคอย ประกอบกับการชิมลางกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกของ เจมส์ วาน (James Wan) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีฝีมือในยุคนี้ และในที่สุดเมื่อได้ดูหนังจนจบแล้วก็พบว่าแทบไม่ทำให้ผิดหวังเลย

มาเริ่มกันตั้งแต่พล็อตเรื่องที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะเดากันได้ว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้หนังสนุกน้อยลง เพราะระหว่างทางกว่าจะไปถึงตอนจบนั้นหนังสร้างบันเทิงได้ดีสุดๆ เรียกว่ามันส์ระเบิด สนุกแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ทั้งในส่วนของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของ อาเธอร์ เคอร์รี รับบทโดย เจสัน โมโมอา (Jason Momoa) ที่ดูเหมือนว่าพละกำลังของเขานั้นมีความพิเศษที่ไม่เหมือนใครและด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่ออกจะง่ายๆ สบายๆ ติดจะขี้เล่นก็สามารถเข้าถึงแฟนๆ ส่วนใหญ่ได้มาก

รวมไปถึงการผจญภัยเพื่อพิสูจน์ตัวเองที่แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะได้ค่อยได้เห็นพัฒนาการในเรื่องของความคิดของเขาที่ชัดเจน แต่ภาพรวมของหนังที่ละลานตาไปด้วยสัตว์ใต้ท้องทะลที่มีความแปลกแหวกแนวไปจากเรื่องอื่นและความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรใต้น้ำ ทำให้เราพอจะลืมความสามัญธรรมดาของ อาเธอร์ เคอร์รี ไปได้มาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวละคร เมรา ที่รับบทโดย แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard) นั้นนับเป็นตัวช่วยชูโรงให้หนังน่าดูมากขึ้นไปอีก ฝ่ายตัวละคร ราชินีแอตแลนนา ของ นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) ก็ถือว่าสร้างความเซอร์ไพรส์ได้ไม่น้อยเลย

เห็นข้อดีของหนังมามากก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ติ โดยเฉพาะเรื่องของงาน CGI ที่ในบางจุดยังคงไม่สมบูรณ์ดี บทพูดของทุกตัวละครที่ออกจะโบราณน้ำเน่า รวมไปถึงเรื่องการผูกปมของตัวละครที่ดูง่ายดายเกินไปเหมือนอย่างที่บอกในข้างต้นว่าดูแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก และเราก็จะพบว่าเส้นเรื่องของ Aquaman นั้นคือหนังสำหรับครอบครัวชัดๆ ติดแค่ว่า อาเธอร์ เคอร์รี นั้นอาจจะมีครอบครัวที่ใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเอง

Aquaman เจ้าสมุทร 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์

จ่อคิวรอวันเข้าฉายในไทยแล้ว สำหรับภาพยนตร์รักโรแมนติก Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ฝีมือผู้กำกับหนังรัก ทาคาฮิโระ มิกิ ที่สร้างมาจากมังงะชื่อดัง แถมยังได้พระ-นางสุดฮอตมาเรียกความฟินให้กับแฟนๆ อย่าง หนุ่มหล่อ อิคุตะ โทมะ และสาวสวย ฮิโรเสะ ซึสึ จะจิ้นฟินกระจายแค่ไหนมาดูกัน

Sensei! (My Teacher)

Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะเรื่องดังของอาจารย์ คาซึเนะ คาวาฮาระ ว่าด้วยเรื่องราวของ ฮิบิกิ ชินาดะ เด็กสาวมัธยมปลายที่ได้แอบชอบ โคซากุ อิโต อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ อิโตได้ปฏิเสธคำสารภาพรักของลูกศิษย์ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่เมื่อเขาเริ่มสังเกตถึงความรักที่บริสุทธิ์ของเด็กสาวผู้ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จึงกลายเป็นเรื่องราวสุดโรแมนติก

ด้วยความที่เป็นหนังรักโรแมนติกสัญชาติญี่ปุ่นก็คาดหวังพอสมควรว่าหนังจะทำออกมาได้ดีขยี้ใจคนดู แล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เนื้อเรื่องดูง่าย แต่ละฉากสวยงาม เต็มไปด้วยความฟรุ้งฟริ้ง เรียกว่าเป็นหนังที่สร้างมาเพื่อสาวๆ นั่นเอง เพราะมีการดำเนินเรื่องผ่านนางเอกซึ่งเป็นนักเรียนผู้แอบรักคุณครู และเชื่อว่าคนที่ตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้น่าจะผ่านประสบการณ์การแอบรักมาเหมือนกัน

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคิดว่าจะน่าจะเป็นการสื่ออารมณ์ของตัวละครหลัก ซึ่งก็คืออาจารย์โคซากุ อิโต และเด็กสาว ฮิบิกิ ชินาดะ เพราะเมื่อใดที่มีฉากเข้าคู่กันดูเหมือนเคมีความดึงดูดจะเข้ากันมาก เรียกว่าฟินสุดๆ โดยเฉพาะ อิคุตะ โทมะ ที่รับบทเป็นอาจารย์นั้นหล่อละลายใจมาก น่าจะเป็นคุณครูในฝันที่สาวๆ อยากเจอเลยทีเดียว

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะมีแต่ความฟิน ความจิ้นอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ หนังยังต้องการสื่อประเด็นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมของครูที่พึงมี ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้มีความเข้มข้นมากนัก เหมือนมีมาให้เป็นอุปสรรคข้อขัดแย้งของตัวละครที่ต้องเผชิญมากกว่า และอีกเรื่องทำให้ค่อนข้างขัดใจก็คือบางฉากในหนังก็ทิ้งช่วงนานไป ถ้ากระชับกว่านี้จะดีขึ้นมาก และไม่ยืดเยื้อจนเกินไป

นอกจากเรื่องราวความรักอันสวยงามและความเสียสละของครูหนุ่มสุดหล่อแล้ว หนังก็แทบจะไม่มีประเด็นหนักๆ ให้ต้องคิดปวดสมอง ยกเว้นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมที่ผู้ชมต้องไปชั่งใจคิดเอาเองว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร หากใครอยากผ่อนคลายสมองจากเรื่องเครียดๆ มาดูหนังสบายๆ เชื่อว่าเรื่องนี้จะโดนใจเหมือนกัน

Sensei! หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ 7.5/10 เข้าฉายในไทย 8 กุมภาพันธ์ 2018

ขอบคุณเนื้อหาmthai.com

รีวิวหนัง Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด

หลังจากกำกับหนังแฟรนไชน์ชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็น Star Trek (2009) รวมไปถึง Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (2015) ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์มากฝีมืออย่าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) ก็มาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับ Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราอีกไม่กี่วันนี้ โดยหนังได้ จูเลียส เอเวอรี (Julius Avery) จาก Son of a Gun (2014) มากำกับการแสดง

Overlord

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ว่าด้วยเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในวันดีเดย์ ทหารอเมริกันบุกเข้าไปปฏิบัติภารกิจเพื่อทำลายกองกำลังของนาซี แต่แล้วพวกเขากลับต้องพบกับกองกำลังซอมบี้สุดสยองซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองนาซี นี่จึงเป็นภารกิจอันท้าทายที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

นับตั้งแต่วันที่ได้เห็นตัวอย่างแรกจนได้มาดูหนังนั้น ถือว่าสนุก ระทึกจัดเต็มสุดๆ แม้ว่าหนังจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ไม่ต่างไปจากหนังแอคชั่นเรื่องอื่นๆ แต่พอองค์ประกบทุกอย่างมารวมอยู่ใน Overlord แล้วมันกลับทำออกมาได้สนุกมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสงครามที่ถูกเซ็ตออกมาอย่างสมจริง ซึ่งเต็มไปด้วยความอันตรายมากมาย ทั้งจากทหารของเยอรมัน กับดักระเบิด เรียกได้ว่าสร้างความระทึกให้กับคนดูได้ดีสุดๆ

โดยเฉพาะฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมนั้นทำออกมาได้ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่เสียชื่อผู้อำนวยการสร้าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) จริงๆ แน่นอนว่านอกจากเราจะได้เต็มอิ่มไปกับความโหด ดิบ เถื่อนแล้ว หนังยังได้สร้างความต่างจากหนังสงครามทั่วไป นั่นคือการมีซอมบี้มาอยู่ในเรื่อง ซึ่งจากที่ได้ดูตัวอย่างก็พอจะทราบอยู่แล้วว่ามันมีซอมบี้อยู่ แต่มันเทียบไม่ได้เลยเมื่อเราได้มาเห็นกระบวนการผลิตซอมบี้จริงๆ หนังได้เผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของสงครามที่ไม่ได้มีเพียงการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ห่ำหั่นกันเท่านั้น แต่ฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวร้ายอย่างนาซีเยอรมันยังได้สร้างกองทัพของผีดิบขึ้นมาเตรียมต่อสู้ด้วย

ในการสร้างซอมบี้ผีดิบของ Overlord ถือได้ว่าค่อนข้างแปลกและแตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ มากทีเดียว จากที่เคยได้ดูหลายๆ มาแล้วจะพบว่าซอมบี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเชื้อโรคบางอย่างที่ติดมาจากคนหรือไม่ก็สัตว์ แต่ในเรื่องนี้กลับใช้น้ำมันที่อยู่ใต้ดินมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างซอมบี้ เรียกได้สร้างความแปลกใหม่ได้ดี ยิ่งหนังได้เผยให้เห็นสารพัดวิธีการทดลองของนาซีที่อยากจะสร้างกองทัพอมนุษย์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนดูอย่างเรานั้นเกิดความสยดสยองมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าการสร้างซอมบี้นี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น (หรือเปล่า) ถ้าหากเป็นเรื่องจริงก็น่ากลัวไม่น้อยเลย

ท้ายที่สุดนี้หากใครอยากหนังแอคชั่นมันๆ ขอคอนเฟิร์มเลยว่า ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะทุกนาทีในเรื่องนั้นเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก โหดแบบเลือดสาดสมกับเป็นเรต R มันตั้งแต่ต้นจนจบแน่นอน และถึงแม้ว่านักแสดงจะค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่เชื่อว่าด้วยความที่ไม่รู้จักและไม่ติดภาพจำของเขามาจากการแสดงเรื่องนี่แหละจะเพิ่มความสนุกให้ผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด 8.5/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 8 พฤศจิกายน 2018

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์

เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ ผลงานการกำกับของผู้กำกับดีกรีรางวัลออสการ์ เดเมียน ชาแซล (Damien Chazelle) หลังจากสร้างชื่อใน Whiplash (2014) และ La La Land (2016) งานนี้เจ้าตัวกลับมาร่วมงานกับ ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) พระเอกคู่บุญอีกครั้ง ถึงขนาดเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) เป็นตัวเลือกเดียวที่เขาจะให้มารับบทบาทของ นีล อาร์มสตรอง เลยทีเดียว

First Man

First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของนักบินอวกาศ นีล อาร์มสตรอง และภารกิจอวกาศแห่งตำนานที่ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ไปเดินเล่นบนดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 โดยหนังได้พาเราไปสำรวจความรู้สึกนึกคิดของพ่อนักบินอวกาศคนนี้ นับตั้งแต่การสูญเสียครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อจิตใจของเขา และเหมือนว่าเขาต้องเผชิญกับความสูญเสียเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ จากการสมัครเข้าร่วมโครงการไปเหยียบดวงจันทร์ แม้จะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก แต่มันก็เป็นการบั่นทอนพลังหลายๆ อย่าง

ด้วยฝีมือทางการแสดงของ ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) นั้นได้ถ่ายทอดบทบาทของ นีล อาร์มสตรอง ออกมาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ เขาทำให้ผู้ชมอย่างเรานั้นคล้อยตามไปกับเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสีย โศกเศร้า และความกดดัน ยิ่งได้การสื่ออารมณ์ของนักแสดงสาว แคลร์ ฟอย ( Claire Foy) มาร่วมด้วยก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างมันลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่าตัวละครทุกตัวล้วนแล้วแต่เสริมกันและกันจนทำให้อารมณ์ของหนังออกมาสมบูรณ์

และถึงแม้ว่าหนังจะได้ฝีมือของนักแสดงมากความสามารถมาช่วยพยุงอารมณ์ของหนังให้ออกมาแทบไร้ที่ติ แต่โดยภาพรวมกลับเห็นได้ชัดเจนว่าตัวหนังค่อนข้างจืดชืด แม้จะมีช่วงที่ทำให้เราได้ตื่นตาไปกับการออกไปนอกโลก ได้ไปเห็นอวกาศอันมืดมิด และได้เห็นความสำเร็จของเหล่านักบินอวกาศที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก มันกลับไม่ได้ช่วยให้เราสนุกหรือเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวเหล่านี้มากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เราได้สนุกและลุ้นระทึกเหมือนไปดูหนังซูเปอร์ฮีโร่หรือหนังแนวอื่นๆ แต่ด้วยฝีมือของนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างมืออาชีพ ประกอบกับโปรดักชั่นงานสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ งานภาพที่ถ่ายด้วยกล้องไอแม็กซ์สวยงามแทบไม่มีที่ติ ก็ทำให้เราอิ่มได้เหมือนกัน เชื่อว่าใครที่ชอบเสพงานภาพสวยๆ เป็นต้องร้องซี๊ดแน่นอน ซึ่งหากได้ดูในโรงไอแม็กซ์จะฟินสุดๆ เพราะเหมือนเราได้ไปเดินดวงจันทร์กับ นีล อาร์มสตรอง กันเลยทีเดียว

ขอบคุณเนื้อหาจา่ก mthai.com