รีวิวหนัง Sin City 2 – ซินซิตี้ ขบวนโหด นครโฉด

“หม่าหย่งเจิน” (ฟิลิป อึ้ง) เดินทางมาที่เซี่ยงไฮ้ที่กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด เขาโตมาพร้อมกับศิลปะการต่อสู้และมือขวาอันหนักหน่วงถึงกับขนาดที่ต้องใส่กำไรเพื่อรั้งพลังหมัดของเขาไว้ เขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อทำงานอย่างสุจริต แต่แล้วสถานการณ์กลับบังคับให้เขาต้องมาเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งค์มาเฟีย การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและการอยู่รอดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

Sin City 2

สิ่งที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดจาก Sin City มาจนถึง Sin City: A Dame to Kill For ย่อมหนีไม่พ้นสไตล์ภาพอันเป็นลักษณะพิเศษแตกต่างจากหนังทั่วไป ภาพขาวดำคอนทราสต์จัดจ้านแต้มบางจุดเป็นสีสันแสบตาเหมือนเป็นภาพที่หลุดมาจากการ์ตูนคอมมิก ที่ถูกทำให้เคลื่อนไหวผ่านดีไซน์ช็อตที่สอดคล้องไปกับการเคลื่อนไหวแบบคอมมิกเช่นเดียวกัน ทำให้เมื่อล่วงมากว่าเกือบทศวรรษนับจากที่ได้สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาเป็นหนึ่งในหนังคัลท์ขึ้นแท่น หนังอย่าง Sin City ถูกจดจำในด้านสไตล์ภาพมากกว่าเนื้อหาของตัวหนังเองด้วยซ้ำไป

เนื้อหาทั้งสองภาคของหนัง ว่าด้วยกลุ่มคนดิบในเมืองบาปที่เหล่าตัวละครต่างมีเผชิญชะตากรรมที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ความรุนแรง ความลุ่มหลง ความรัก ความสูญเสีย การแก้แค้น ความเป็นความตาย หนังผูกโยงบทบาทตัวละครต่างๆ เข้าด้วยกันโดยขับเน้นจิตใจอันดำมืดวิปริตของตัวละครเหล่านั้นออกมาอย่างเสียดเย้ย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งร่วมกันของสองผู้กำกับ Frank Miller และ Robert Rodriguez โดยรายแรกเป็นนักเขียนคอมมิกชื่อก้องที่เป็นเจ้าของผลงาน Sin City เวอร์ชั่นคอมมิก โดยทั้งสองตัดสินใจที่จะคงเรื่องราวในคอมมิกไว้ให้สมบูรณ์ที่สุดในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สไตล์ภาพแบบคอมมิกกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงหนังทั้งเรื่องไว้

หากคำว่า “ภาพสวย” เป็นคำที่เราใช้จำกัดความหนังบางเรื่อง เฉกเช่นที่ Sin City ถูกจดจำในด้านงานภาพที่โดดเด่นเกินองค์ประกอบอื่นๆ ของหนัง ผิวเผินเหมือนเป็นคำชม แต่ก็ดูจะส่งผลเสียต่อคุณค่าในด้านอื่นๆ ของตัวหนังไม่น้อย เพราะความน่าสนใจด้านเรื่องราวที่ขับเน้นด้านมืดของตัวละครผ่านพล็อตที่มีองค์ประกอบน่าสนใจ มันสอดรับแล้วไปได้เวิร์คมากๆ กับสไตล์ภาพขาวดำจัดจ้าน หม่นมืด อาบคลุมด้วยทัศนียภาพซอกมุมอับอันเน่าเฟะของเมืองคนบาปที่ฝนตกตลอดเวลา ความรุนแรงกับการสาดกระเซ็นของเลือดแดงฉานตัดกับภาพขาวดำจัด ตัวละครบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผู้ไม่ถูกกลืนเข้าเป็นพลเมืองเมืองคนบาป ที่มีสีสันสดใสเยี่ยงมนุษย์ปกติตัดกับตัวละครย้อมขาวดำอื่นๆ เหล่านี้คือการผสานกันเป็นเนื้อเดียวกันของเนื้อหาและสไตล์ภาพที่แยกจากกันไม่ได้ ทั้งยังขยับขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์และประสบการณ์ของคนดูให้กว้างขึ้นไปอีกด้วย

แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอยู่เช่นกันเมื่อ Sin City: A Dame to Kill For ที่หยิบเอาองค์ประกอบทั้งหมดของคุณงามความดีที่เคยทำไว้ในภาคแรกมาใช้ กลับมีคุณภาพที่ลดหลั่นลงไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ถูกลดทอนเสน่ห์ลงไป บทที่ผูกเรื่องราวได้ไม่กลมกล่อมนัก รวมถึงงานภาพที่นอกจากจะไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้วยังมีหลายๆ ซีนที่ทำได้ธรรมดาซ้ำซากเกินไป ทั้งการที่ยังผูกเนื้อหาบางส่วนอ้างอิงกับภาคแรกและหนังก็ไม่ได้ยืนยันความหลังมากพอสำหรับคนที่ไม่เคยดูภาคแรกก็ดูจะเป็นปัญหาด้ารอรรถรสอยู่ไม่น้อย การไต่เข้าสู่ไคล์แมกซ์ของแต่ล่ะตัวละครก็ดูจะคลายปมไปไม่สุด กล่าวโดยรวมแล้วมันช่างให้ความรู้สึกที่ “ไม่อิ่ม” เอาเสียเลยหลังดูจบ พาเอามนต์ขลังความคัลท์ที่เคยทำไว้จางหายไปไม่น้อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น Sin City: A Dame to Kill For ก็ยังมีความน่าสนใจเมื่อพิจารณาถึงความโดดเด่นแตกต่างของสไตล์หนัง เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ สำหรับคนที่เคยดู Sin City แล้วก็ยังได้ติดตามเรื่องราวของตัวละครหลักที่น่าสนใจหลายๆ ตัวที่สืบเนื่องมาจากภาคแรก และเสน่ห์ดั้งเดิมของตัวหนังที่ยังพอทำให้หายคิดถึงอยู่บ้างแม้อาจจะไม่ได้เต็มอิ่มมากนัก รวมถึงคนที่ไม่เคยดู Sin City มาก่อนก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการได้เปิดรับหนังที่เรียกได้ว่ามีสไตล์ภาพและการเล่าอันมีเอกลักษณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าท้ายที่สุดแล้วเสน่ห์และความโดดเด่นของหนังสไตล์จัดเรื่องนี้ ก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่พบเจอได้ง่ายนักในตลาดหนังที่นับวันยิ่งมีแต่ความเล่าซ้ำจำเจจนแทบแยกไม่ออกว่ามันแตกต่างกันยังไง

รีวิวหนัง Flushed Away ผจญภัยใต้ท่อเมืองลอนดอน

ทีมอาร์ดแมน สตูดิโอ จากอังกฤษที่สร้างชื่อจากเคลย์ แอนิเมชัน หรือแอนิเมชันที่ใช้พลาสติกซีนลักษณะคล้ายดินน้ำมันมาปั้นเป็นรูปตัวละคร อย่าง Wallace and Gromit และ Chicken Run ล่าสุด ทีมเทคนิคเจ้าเดิมก็ใช้ตัวหุ่นเคลย์แอนิเมชันมาผสานเทคนิคสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกหรือ CG แทนที่จะเป็นการถ่ายแบบสต็อปโมชั่น ที่ต้องจับหุ่นขยับทีละเฟรม สำหรับการเคลื่อนไหวในแต่ละท่า สำหรับหนังผจญภัยเรื่อง Flushed Away หนูไฮโซขอเป็นฮีโร่สักวัน

Flushed Away

ทุนสร้างจากค่ายดรีมเวิร์คส์ฝั่งฮอลลีวู้ด แต่หนังยังเป็นอังกฤษทั้งสำเนียง อารมณ์ขันและเรื่องราวเกิดขึ้นในโลกใต้ท่อระบายน้ำเมืองลอนดอน เมื่อเจ้าหนู ‘ร็อดดี้’ สัตว์เลี้ยงในบ้านไฮโซ ย่านเคนซิงตัน สตรีท ถูกเจ้าหนูตัวจุ้นโผล่มาจากท่อน้ำผลักตกชักโครกลงไปสู่โลกเบื้องล่าง ที่รวมพลเมืองหนูทั้งหลาย โดยมีเจ้าคางคกตัวร้าย (หน้าตาคล้าย แจ๊บบา เดอะ ฮัต จาก Star Wars) เป็นมาเฟียที่หวังจะกวาดล้างชาวหนูให้สิ้นซาก แต่หนูไฮโซหนุ่มร็อดดี้พลัดหลงเข้าไปขวางทางแผนการร้ายของมันโดยบังเอิญ พร้อมๆ กับหนูสาวแก่นเซี้ยวชื่อ ริต้า ที่กำลังดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวยากจนของเธอ และขัดขืนการครองอำนาจของเจ้าคางคกเขียว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่พลเมืองอังกฤษทั้งบนดินและใต้ดิน กำลังลุ้นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกแมทช์ในฝัน (ฝันไปเอง) ระหว่างทีมชาติอังกฤษกับทีมชาติเยอรมัน โดยขณะที่หนูทุกตัวกำลังเริงร่าเชียร์บอลอย่างสนุกสนาน พวกเขาไม่ได้ระแวดระวังว่าภัยร้ายครั้งใหญ่กำลังมาถึง

หนังผสานบรรยากาศการผจญภัย การเผชิญโลกที่แตกต่างของ หนูร็อดดี้ จากโลกที่เขาคิดว่าสุขสบายแต่มันกลับกลายเป็นแค่ชีวิตสัตว์เลี้ยงในกรงทอง กับชีวิตที่โลดโผนคลุกฝุ่นแต่มีเพื่อนชาวหนู อยู่กันอย่างเป็นอิสระ กับการล้อเลียนหนังแนวผจญภัยเอาใจครอบครัวดังๆ อีกหลายเรื่อง สีสันตัวละครจึงไม่ได้มีแค่ตัวตลกหรือตัวร้ายสุดเว่อร์ อย่าง เจ้ากบมือสังหาร ส่งตรงจากฝรั่งเศส หรือตัวหนอนยึกยือประจำท่อน้ำ ที่ทำหน้าที่เป็นคอรัสและลูกคู่ของพระเอก ดึงดูดความสนใจได้ทุกฉากเท่านั้น

แต่ยังจะเห็น เจ้าปลาน้อยนีโม หรือ กัปตันแจ็ค โจรสลัดแห่งทะเลแคริบเบียน (เวอร์ชั่นเคลย์แอนิเมชัน) โผล่มาเรียกเสียงฮาเป็นระยะๆ

หนังเรื่องนี้ทำเงินไม่ถล่มทลายในอเมริกา แต่มุขโหดมันฮาสไตล์อังกฤษ ที่แอบจิกกัด เหน็บแนม เพื่อนบ้านชาติใกล้เคียง ในเรื่องวัฒนธรรมธรรมเนียม ประกอบกับหนังที่เล่าการผจญภัย ในแบบล้อเลียนหนังแอ็คชั่นเขย่าขวัญที่แฟนหนังฮอลลีวู้ดคุ้นตากับธีมและท่วงท่าการต่อสู้กันได้ทันทีนั้น คนไทยที่อินกับฟุตบอลโลกและรู้จักมุขเหน็บแนมอันเนื่องมาจากบรรยากาศเชียร์บอลของแฟนบอล อาจจะขำกับมุขตลกของอังกฤษได้มากกว่า

นอกจากมุขแบบอังกฤษแล้ว เพลงประกอบส่วนใหญ่ที่ใช้เพลงป๊อปของอังกฤษ มาช่วยเสริมบรรยากาศจังหวะลุ้นแอ็คชั่น หรือกระทั่งเพลงของทอม โจนส์ และคาแรคเตอร์ของทอม โจนส์ มาช่วยเติมอารมณ์ขันด้วย

ทีมพากย์เสียงตัวละครเอก นำโดย ฮิว แจ็คแมน ในบท หนูร็อดดี้ อาจจะถูกแย่งซีนโดย ตัวผู้ร้ายเจ้าคางคกเขียว ที่เซอร์ เอียน แม็คเคลเลน ทำให้เจ้าคางคกมาเฟียเป็นผู้ร้ายโรคจิตเว่อร์สมบูรณ์แบบ ขณะที่ เจ้ากบมือสังหาร นั้นมีเสียงพากย์ของ ฌอง เรอโน ในฉบับอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศส ได้อารมณ์เสียดสีล้อเลียน(ชาติ)ตัวเองด้วย เช่นเดียวกับ บิล ไนลีย์ (ร็อคเกอร์ชราจาก love Actually) ทำให้เจ้าไวท์ตี้ หนูขาวยักษ์สมองนิ่มลูกสมุนคางคก น่าสงสารมากกว่าน่าเกลียด และ เชน ริชชี่ พากย์เสียงเจ้าหนูซิด หนูจรจัดผู้ผลักร็อดดี้ตกชักโครก ออกลีลากวนๆ ป่วนอารมณ์สมบทบาทแฟนบอลอังกฤษขนานแท้จริงๆ

ส่วนบทนางเอก หนูริต้า พากย์โดย เคต วินสเลต นั้น เป็นไฮไลต์ในฉบับพากย์ไทย จากการที่ ทราย เจริญปุระ พากย์เสียงให้นั่นเอง

รีวิวหนัง Sin City 2 – ซินซิตี้ ขบวนโหด นครโฉด

“หม่าหย่งเจิน” (ฟิลิป อึ้ง) เดินทางมาที่เซี่ยงไฮ้ที่กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด เขาโตมาพร้อมกับศิลปะการต่อสู้และมือขวาอันหนักหน่วงถึงกับขนาดที่ต้องใส่กำไรเพื่อรั้งพลังหมัดของเขาไว้ เขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อทำงานอย่างสุจริต แต่แล้วสถานการณ์กลับบังคับให้เขาต้องมาเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งค์มาเฟีย การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและการอยู่รอดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

 Sin City 2

สิ่งที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดจาก Sin City มาจนถึง Sin City: A Dame to Kill For ย่อมหนีไม่พ้นสไตล์ภาพอันเป็นลักษณะพิเศษแตกต่างจากหนังทั่วไป ภาพขาวดำคอนทราสต์จัดจ้านแต้มบางจุดเป็นสีสันแสบตาเหมือนเป็นภาพที่หลุดมาจากการ์ตูนคอมมิก ที่ถูกทำให้เคลื่อนไหวผ่านดีไซน์ช็อตที่สอดคล้องไปกับการเคลื่อนไหวแบบคอมมิกเช่นเดียวกัน ทำให้เมื่อล่วงมากว่าเกือบทศวรรษนับจากที่ได้สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาเป็นหนึ่งในหนังคัลท์ขึ้นแท่น หนังอย่าง Sin City ถูกจดจำในด้านสไตล์ภาพมากกว่าเนื้อหาของตัวหนังเองด้วยซ้ำไป

เนื้อหาทั้งสองภาคของหนัง ว่าด้วยกลุ่มคนดิบในเมืองบาปที่เหล่าตัวละครต่างมีเผชิญชะตากรรมที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ความรุนแรง ความลุ่มหลง ความรัก ความสูญเสีย การแก้แค้น ความเป็นความตาย หนังผูกโยงบทบาทตัวละครต่างๆ เข้าด้วยกันโดยขับเน้นจิตใจอันดำมืดวิปริตของตัวละครเหล่านั้นออกมาอย่างเสียดเย้ย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งร่วมกันของสองผู้กำกับ Frank Miller และ Robert Rodriguez โดยรายแรกเป็นนักเขียนคอมมิกชื่อก้องที่เป็นเจ้าของผลงาน Sin City เวอร์ชั่นคอมมิก โดยทั้งสองตัดสินใจที่จะคงเรื่องราวในคอมมิกไว้ให้สมบูรณ์ที่สุดในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สไตล์ภาพแบบคอมมิกกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงหนังทั้งเรื่องไว้

หากคำว่า “ภาพสวย” เป็นคำที่เราใช้จำกัดความหนังบางเรื่อง เฉกเช่นที่ Sin City ถูกจดจำในด้านงานภาพที่โดดเด่นเกินองค์ประกอบอื่นๆ ของหนัง ผิวเผินเหมือนเป็นคำชม แต่ก็ดูจะส่งผลเสียต่อคุณค่าในด้านอื่นๆ ของตัวหนังไม่น้อย เพราะความน่าสนใจด้านเรื่องราวที่ขับเน้นด้านมืดของตัวละครผ่านพล็อตที่มีองค์ประกอบน่าสนใจ มันสอดรับแล้วไปได้เวิร์คมากๆ กับสไตล์ภาพขาวดำจัดจ้าน หม่นมืด อาบคลุมด้วยทัศนียภาพซอกมุมอับอันเน่าเฟะของเมืองคนบาปที่ฝนตกตลอดเวลา ความรุนแรงกับการสาดกระเซ็นของเลือดแดงฉานตัดกับภาพขาวดำจัด ตัวละครบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผู้ไม่ถูกกลืนเข้าเป็นพลเมืองเมืองคนบาป ที่มีสีสันสดใสเยี่ยงมนุษย์ปกติตัดกับตัวละครย้อมขาวดำอื่นๆ เหล่านี้คือการผสานกันเป็นเนื้อเดียวกันของเนื้อหาและสไตล์ภาพที่แยกจากกันไม่ได้ ทั้งยังขยับขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์และประสบการณ์ของคนดูให้กว้างขึ้นไปอีกด้วย

แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอยู่เช่นกันเมื่อ Sin City: A Dame to Kill For ที่หยิบเอาองค์ประกอบทั้งหมดของคุณงามความดีที่เคยทำไว้ในภาคแรกมาใช้ กลับมีคุณภาพที่ลดหลั่นลงไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ถูกลดทอนเสน่ห์ลงไป บทที่ผูกเรื่องราวได้ไม่กลมกล่อมนัก รวมถึงงานภาพที่นอกจากจะไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้วยังมีหลายๆ ซีนที่ทำได้ธรรมดาซ้ำซากเกินไป ทั้งการที่ยังผูกเนื้อหาบางส่วนอ้างอิงกับภาคแรกและหนังก็ไม่ได้ยืนยันความหลังมากพอสำหรับคนที่ไม่เคยดูภาคแรกก็ดูจะเป็นปัญหาด้ารอรรถรสอยู่ไม่น้อย การไต่เข้าสู่ไคล์แมกซ์ของแต่ล่ะตัวละครก็ดูจะคลายปมไปไม่สุด กล่าวโดยรวมแล้วมันช่างให้ความรู้สึกที่ “ไม่อิ่ม” เอาเสียเลยหลังดูจบ พาเอามนต์ขลังความคัลท์ที่เคยทำไว้จางหายไปไม่น้อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น Sin City: A Dame to Kill For ก็ยังมีความน่าสนใจเมื่อพิจารณาถึงความโดดเด่นแตกต่างของสไตล์หนัง เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ สำหรับคนที่เคยดู Sin City แล้วก็ยังได้ติดตามเรื่องราวของตัวละครหลักที่น่าสนใจหลายๆ ตัวที่สืบเนื่องมาจากภาคแรก และเสน่ห์ดั้งเดิมของตัวหนังที่ยังพอทำให้หายคิดถึงอยู่บ้างแม้อาจจะไม่ได้เต็มอิ่มมากนัก รวมถึงคนที่ไม่เคยดู Sin City มาก่อนก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการได้เปิดรับหนังที่เรียกได้ว่ามีสไตล์ภาพและการเล่าอันมีเอกลักษณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าท้ายที่สุดแล้วเสน่ห์และความโดดเด่นของหนังสไตล์จัดเรื่องนี้ ก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่พบเจอได้ง่ายนักในตลาดหนังที่นับวันยิ่งมีแต่ความเล่าซ้ำจำเจจนแทบแยกไม่ออกว่ามันแตกต่างกันยังไง

รีวิวหนัง Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า

หนัง Metamorphosis หรือชื่อไทยว่า ปีศาจเปลี่ยนหน้า Metamorphosis บอกเล่าถึงเรื่องลึกลับของครอบครัวหนึ่ง นำโดยผู้เป็นพ่ออย่าง พัค คังกู (รับบทโดย ซอง ดงอิล) ที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน แต่กลับเจอกับเรื่องราวสุดสะพรึ่งและไม่ชอบมาพากลมากมาย จนพวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัว และคำตอบที่ได้คือการพยายามแฝงตัวของปีศาจปริศนา ด้วยการ “เปลี่ยนหน้า” เป็นหนึ่งในพวกเขา แต่เรื่องนี้ดูจะหนักเกินกว่าพวกเขาจะแก้ไขกันเองได้ คนเดียวที่พวกเขาพอจะนึกออกคือ พัค จุงซู (รับบทโดย เบ ซองอู) น้องชายหัวหน้าครอบครัวนี้ที่ปัจจุบันเป็นบาทหลวง แต่ จุงซู กลับลังเลในการให้ความช่วยเหลืออันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการปราบผีของเขาในอดีตจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต และกลายเป็นความฝังใจเขาจนถึงปัจจุบัน แต่สุดท้ายแล้ว เขาจะเลือกเมินเฉยต่อเหตุการณ์นี้เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือจะยอมเสี่ยงเพื่อช่วยครอบครัวที่เหลืออยู่เพียง หนึ่งเดียวของเขาก่อนที่จะสายเกินไป

Metamorphosis

Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นเรื่องราวที่ตรงกับชื่อเรื่องนั้นแหละ (ชื่อไทยเรื่องนี้แปลตรงกับเนื้อเรื่องสุดละช่วงนี้ 555) คือมันเป็นเรื่องราวของบาทหลวงคนหนึ่งที่ได้ทำพิธีไล่ผี แต่ไม่สามารถไล่ได้แถมยังทำให้เด็กที่ถูกปีศาจสิงคนนั้นตาย ซึ่งครอบครัวของบาทหลวงคนนี้ก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ แต่เรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อปีศาจตนหนึ่งได้เปลี่ยนเป็นสมาชิกในบ้านคนแล้วคนเล่าเพื่อมาทำอันตรายพวกเขา ครอบครัวนี้จึงให้บาทหลวงมาช่วยไล่ผีให้

เป็นอารมณ์ที่แปลกใหม่เหมือนกันนะ ที่ได้เห็นบาทหลวง, พิธีกรรมไล่ผีจากหนังทางฝั่งตะวันตก มาอยู่ในหนังเอเชีย เท่าที่นึกออกล่าสุดใกล้ๆ นี้ก็เป็น The Divine Fury (2019) แต่ในเรื่องนี้มันไม่ได้มีความแอ็คชั่นมาฟัดกับผีหรือปีศาจง้างหมัดกันต่อยแต่อย่างใด หากแต่มันคือหนังไล่ผีที่มีการสะท้อนถึงปีศาจ บาปในทางศาสนาคริสต์อีกด้วย

อันดับแรกเลย ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ย สนุกเลยแหละ น่าติดตาม ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย แล้วกราฟมันไต่ระดับความสนุกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ปีศาจแปลงเป็นคนนั้นคนนี้ในครอบครัว พาร์ทนั้นคือพีคมาก ดีที่สุดในเรื่องแล้ว ทั้ง ระทึก ตื่นเต้น น่ากลัว สนุก ลุ้น แต่ดั๊น มาตกม้าตายตอนจบ พาร์ทตอนจบนี่คือกลายเป็นน่าเบื่อไปเลยอะ

พล็อตแลดูแปลกใหม่ น่าสนใจ กับปีศาจเปลี่ยนหน้าที่มาแทนคนนั้นคนนี้ มีกริยาท่าทางที่เปลี่ยนไป แต่น่าเสียดายน่าจะเอาจุดขายปีศาจเปลี่ยนหน้าออกมาได้มากกว่านี้ เล่นกับความสงสัยว่าตัวจริงตัวปลอมอะไรแบบนั้นน่าจะสนุกขึ้นเยอะ

เรื่องการเปลี่ยนหน้าของปีศาจนี่ คือจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้านะ มันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบาปในใจมนุษย์และแปลงเป็นแบบนั้น ซึ่งพาร์ทนี้เรามองว่ามันทำได้ดีเลยแหละ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะมันมีความเกี่ยวโยงกับบาป 7 ประการของศาสนาคริสต์ด้วย เราจะได้เห็นบาปทั้ง 7 สะท้อนปีศาจที่แปลงเป็นเหล่าตัวละครในเรื่องโดยดึงเอานิสัยใจคอด้านมึดออกมาได้ครบท้วน ทั้ง ราคะ, ตะกละ, โลภะ, เกียจคร้าน, โทสะ, ริษยา, อัตตา

มีหลายจุดที่ชวนสงสัยและหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน บางฉากก็อยากจะถามว่าใส่มาทำไม? และไอ้ตัวปีศาจอะนะ ถ้าใครได้ดูถึงเหตุผลของมันจะรู้ว่ามันเป็นปีศาจที่โคตรฉลาด วางแผนโคตรแยบยล (คือหนังไม่ได้บอกชัดเจนหรอกนะว่ามันวางแผนอะไรยังไง แต่ผลที่ออกมามันทำให้เราคิดแบบนั้นว่า เห้ย จะฉลาดไปมั้ยเนี่ย)

ทางด้านนักแสดงบอกเลยว่าสุดทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบทพ่อ แม่ พี่สาวคนโต สาวคนกลาง น้องชายคนเล็ก ต่างรับผิดชอบหน้าที่การแสดงในบทบาทของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในตอนปกติ และตอนเป็นร่างปีศาจ โดยเฉพาะคนแม่ ในตอนที่เป็นร่างของปีศาจ เห้ยคือหลอนมาก น่ากลัว ตื่นเต้น แสดงได้แบบ ช็อคไปเลยครับคุณผู้โช้มมมมมมมม แต่บทที่เราคิดว่าแสดงได้อ่อนที่สุดกลับกลายเป็นตัวพระเอกในบทบาทหลวงนั่นแหละ

สรุปแล้ว Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นหนังพล็อตที่น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้สนุก เพียงแต่ว่าน่าเบื่อในตอนจบแค่นั้นเอง พาร์ทกลางๆ เรื่องช่วง องค์สองของเรื่องนี่คือดีย์เลยแหละ สำหรับเรามันดีกว่าและชอบกว่า The Divine Fury ก็แล้วกัน

รีวิวหนัง Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า

หนัง Metamorphosis หรือชื่อไทยว่า ปีศาจเปลี่ยนหน้า Metamorphosis บอกเล่าถึงเรื่องลึกลับของครอบครัวหนึ่ง นำโดยผู้เป็นพ่ออย่าง พัค คังกู (รับบทโดย ซอง ดงอิล) ที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน แต่กลับเจอกับเรื่องราวสุดสะพรึ่งและไม่ชอบมาพากลมากมาย จนพวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัว และคำตอบที่ได้คือการพยายามแฝงตัวของปีศาจปริศนา ด้วยการ “เปลี่ยนหน้า” เป็นหนึ่งในพวกเขา แต่เรื่องนี้ดูจะหนักเกินกว่าพวกเขาจะแก้ไขกันเองได้ คนเดียวที่พวกเขาพอจะนึกออกคือ พัค จุงซู (รับบทโดย เบ ซองอู) น้องชายหัวหน้าครอบครัวนี้ที่ปัจจุบันเป็นบาทหลวง แต่ จุงซู กลับลังเลในการให้ความช่วยเหลืออันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการปราบผีของเขาในอดีตจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต และกลายเป็นความฝังใจเขาจนถึงปัจจุบัน แต่สุดท้ายแล้ว เขาจะเลือกเมินเฉยต่อเหตุการณ์นี้เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือจะยอมเสี่ยงเพื่อช่วยครอบครัวที่เหลืออยู่เพียง หนึ่งเดียวของเขาก่อนที่จะสายเกินไป

Metamorphosis - ปีศาจเปลี่ยนหน้า

Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นเรื่องราวที่ตรงกับชื่อเรื่องนั้นแหละ (ชื่อไทยเรื่องนี้แปลตรงกับเนื้อเรื่องสุดละช่วงนี้ 555) คือมันเป็นเรื่องราวของบาทหลวงคนหนึ่งที่ได้ทำพิธีไล่ผี แต่ไม่สามารถไล่ได้แถมยังทำให้เด็กที่ถูกปีศาจสิงคนนั้นตาย ซึ่งครอบครัวของบาทหลวงคนนี้ก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ แต่เรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อปีศาจตนหนึ่งได้เปลี่ยนเป็นสมาชิกในบ้านคนแล้วคนเล่าเพื่อมาทำอันตรายพวกเขา ครอบครัวนี้จึงให้บาทหลวงมาช่วยไล่ผีให้

เป็นอารมณ์ที่แปลกใหม่เหมือนกันนะ ที่ได้เห็นบาทหลวง, พิธีกรรมไล่ผีจากหนังทางฝั่งตะวันตก มาอยู่ในหนังเอเชีย เท่าที่นึกออกล่าสุดใกล้ๆ นี้ก็เป็น The Divine Fury (2019) แต่ในเรื่องนี้มันไม่ได้มีความแอ็คชั่นมาฟัดกับผีหรือปีศาจง้างหมัดกันต่อยแต่อย่างใด หากแต่มันคือหนังไล่ผีที่มีการสะท้อนถึงปีศาจ บาปในทางศาสนาคริสต์อีกด้วย

อันดับแรกเลย ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ย สนุกเลยแหละ น่าติดตาม ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย แล้วกราฟมันไต่ระดับความสนุกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ปีศาจแปลงเป็นคนนั้นคนนี้ในครอบครัว พาร์ทนั้นคือพีคมาก ดีที่สุดในเรื่องแล้ว ทั้ง ระทึก ตื่นเต้น น่ากลัว สนุก ลุ้น แต่ดั๊น มาตกม้าตายตอนจบ พาร์ทตอนจบนี่คือกลายเป็นน่าเบื่อไปเลยอะ

พล็อตแลดูแปลกใหม่ น่าสนใจ กับปีศาจเปลี่ยนหน้าที่มาแทนคนนั้นคนนี้ มีกริยาท่าทางที่เปลี่ยนไป แต่น่าเสียดายน่าจะเอาจุดขายปีศาจเปลี่ยนหน้าออกมาได้มากกว่านี้ เล่นกับความสงสัยว่าตัวจริงตัวปลอมอะไรแบบนั้นน่าจะสนุกขึ้นเยอะ

เรื่องการเปลี่ยนหน้าของปีศาจนี่ คือจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้านะ มันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบาปในใจมนุษย์และแปลงเป็นแบบนั้น ซึ่งพาร์ทนี้เรามองว่ามันทำได้ดีเลยแหละ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะมันมีความเกี่ยวโยงกับบาป 7 ประการของศาสนาคริสต์ด้วย เราจะได้เห็นบาปทั้ง 7 สะท้อนปีศาจที่แปลงเป็นเหล่าตัวละครในเรื่องโดยดึงเอานิสัยใจคอด้านมึดออกมาได้ครบท้วน ทั้ง ราคะ, ตะกละ, โลภะ, เกียจคร้าน, โทสะ, ริษยา, อัตตา

มีหลายจุดที่ชวนสงสัยและหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน บางฉากก็อยากจะถามว่าใส่มาทำไม? และไอ้ตัวปีศาจอะนะ ถ้าใครได้ดูถึงเหตุผลของมันจะรู้ว่ามันเป็นปีศาจที่โคตรฉลาด วางแผนโคตรแยบยล (คือหนังไม่ได้บอกชัดเจนหรอกนะว่ามันวางแผนอะไรยังไง แต่ผลที่ออกมามันทำให้เราคิดแบบนั้นว่า เห้ย จะฉลาดไปมั้ยเนี่ย)

ทางด้านนักแสดงบอกเลยว่าสุดทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบทพ่อ แม่ พี่สาวคนโต สาวคนกลาง น้องชายคนเล็ก ต่างรับผิดชอบหน้าที่การแสดงในบทบาทของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในตอนปกติ และตอนเป็นร่างปีศาจ โดยเฉพาะคนแม่ ในตอนที่เป็นร่างของปีศาจ เห้ยคือหลอนมาก น่ากลัว ตื่นเต้น แสดงได้แบบ ช็อคไปเลยครับคุณผู้โช้มมมมมมมม แต่บทที่เราคิดว่าแสดงได้อ่อนที่สุดกลับกลายเป็นตัวพระเอกในบทบาทหลวงนั่นแหละ

สรุปแล้ว Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นหนังพล็อตที่น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้สนุก เพียงแต่ว่าน่าเบื่อในตอนจบแค่นั้นเอง พาร์ทกลางๆ เรื่องช่วง องค์สองของเรื่องนี่คือดีย์เลยแหละ สำหรับเรามันดีกว่าและชอบกว่า The Divine Fury ก็แล้วกัน

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

หนัง Dark Waters หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง กับเรื่องราวของทนายความที่เผชิญหน้ากับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่ ซึ่งบริษัทนั้นได้มีความลับ ปล่อยสารเคมีรั่วไหลมากับน้ำซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

Dark Waters

เรื่องราวว่าด้วย โรเบิร์ต บิลอตตา ทนายความผู้ยอมเสี่ยงต่อทั้งชีวิตตนเองและครอบครัว เพื่อเดินหน้าแฉคดีความของบริษัทยักษ์ใหญ่ ดูปองท์ ผู้ผลิตสารเคมีในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียที่ซ่อนความลับดำมืดอันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ภายในเมืองหลายคน เนื่องด้วยสาเหตุการรั่วไหลของสารเคมีอันตรายร้ายแรงสู่ย่านที่พักอาศัย ที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาว

หลังจากได้ดูแล้วต้องบอกเลยว่าตัวหนังเองนั้นมีความละม้ายคล้ายเรื่อง Spotlight 2015 ที่เป็นเรื่องราวของนักข่าวที่ตีแผ่เบื้องหลังของบาทหลวงล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย หลายคดีที่สร้างแรงต่อต้านศาสนามาแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ยอมรับว่าช่วงแรกๆที่หนังเริ่มปูเรื่องราวให้กับคนดูนั้น ยังไม่สามารถสร้างจุดสนใจ หรือน่าดึงดูดให้กับคนดูได้ดีเท่าเรื่อง Spotlight ช่วงต้นๆ ค่อนข้างเดินเรื่องหนืดเอามากๆ แต่ก็พอจะให้อภัยได้ เพราะช่วงครึ่งหลังของหนังนั้นเต็มไปด้วยการสืบสาวราวเรื่องที่แซบเด็ดสนุกจริงๆ และบางฉากก็สามารถทำให้เราตระหนักถึงชีวิตตัวเองนั้นมีความเสี่ยงแบบในหนังนั้นหรือเปล่า แน่ใจแล้วหรือว่าน้ำที่เราใช้กันทุกวันจะสะอาดจริงๆ?

สรุปแล้วนั้นถ้าคุณเคยติดใจการเดินเรื่อง หรือเรื่องราวแบบ Spotloght 2015 คุณก็ไม่ควรที่จะพลาดชมเรื่องนี้ในโรงเช่นกัน 8/10

หนัง Stray – ผีอยากเป็นลูกคน สร้างจากนิยายสยองขวัญขนหัวลุก

หนัง Stray หรือชื่อไทยว่า ผีอยากเป็นลูกคน สร้างจากนิยายสยองขวัญขนหัวลุกของ สตีเฟ่น คิง แห่งรัสเซีย ‘แอนนา สตราโรบิเนท’ ที่ได้รับรางวัล European Science Fiction Award ปี 2018 นี่คือเรื่องราวของ อีกอร์ (วลาดิเมียร์ โววิเชนคอฟ) และ โพลิน่า (เอเลน่า ไลโดวา) สามีภรรยาที่สูญเสียลูกชายไปอย่างปริศนา เพื่อความสุขของภรรยา อีกอร์จึงตัดสินใจพาเธอไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อเติมเต็มช่องว่างในใจ แต่แล้วพวกเขากลับพบว่าเด็กผู้ชายที่พวกเขารับมาเลี้ยงนั้นมีบางอย่างผิดปกติ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งมีลักษณะและหน้าตาเหมือนกับลูกชายที่พวกเขาสูญเสียไปเมื่อหลายปีก่อน จนกลายมาเป็นความสยอง ที่หลอกหลอนคนดูมาแล้วทั่วประเทศรัสเซีย!

Stray

รีวิว Professor Marston and the Wonder Women

หลังจากเข้าฉายในสหรัฐฯ ไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาพร้อมด้วยคะแนนวิจารณ์ที่ค่อนข้างสูง ในที่สุดก็มีการนำเข้ามาฉายในไทยแล้ว สำหรับ Professor Marston and the Wonder Women ภาพยนตร์ชีวประวัติของผู้ให้กำเนิดฮีโร่หญิงคนแรกของโลก Wonder Woman จากหนังสือการ์ตูนที่กลายเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคเริ่มต้นที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

Professor Marston and the Wonder Women

Professor Marston and the Wonder Women ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนของคนในยุคสมัยนั้นของ Dr. William Mouton Marston นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและนักประดิษฐ์ที่ช่วยค้นคิดเครื่องจับเท็จรุ่นใหม่และได้ให้กำเนิดเรื่องราว Wonder Woman ในปี 1941

มาร์สตันมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกับภรรยาสาว Elizabeth Marston ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและนักประดิษฐ์เช่นเดียวกัน และ Olive Byrne นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตอนหลังได้กลายมาเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของ Dr. William Mouton Marston

ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สาว Wonder Woman และตัวละครนี้ได้ใส่ความเป็นเฟมินิสต์ของสองสาวลงไป ในเวลาต่อมาดอกเตอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งผิวหนังในปี 1947 สองสาวจึงอยู่ด้วยกันและเลี้ยงดูมาร์สตันน้อยร่วมกัน

จากเรื่องราวชีวิตรักของ ดร.มาร์สตัน นักจิตวิทยาชื่อดัง จะเห็นว่าค่อนข้างผิดปกติในสายตาของคนทั่วไป เนื่องจากการใช้ชีวิตในครอบครัวแบบ 3 คนฉันสามีภรรยา เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ของสังคมในสมัยนั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เปิดเผยเบื้องหลังที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

ด้วยเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านสายตาแบบมุมมองพระเจ้า เราจึงได้เห็นความคิด การกระทำของตัวละครว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และยังทำให้เข้าใจความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของพวกเขาได้ ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครแต่ละตัวนั้นก็มีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ แม้การกระทำเหล่านั้นจะทำให้คนอื่นไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็น หากมองกลับกันพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกชีวิตได้ตามแบบที่ตนต้องการ และการที่คนอื่นมาตัดสินการใช้ชีวิตของพวกเขาก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิเช่นเดียวกัน

เนื่องจาก Professor Marston and the Wonder Women ได้เปิดเผยให้เห็นถึงต้นกำเนิดของการ์ตูนและภาพยนตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง Wonder Woman ซึ่งเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยา โดยในหนังได้ย่อยข้อมูลให้ผู้ชมอย่างเราๆ ที่เชื่อว่าไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านจิตวิทยามากนักให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา เพราะด้วยความที่เนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างมีความแปลกมากพอแล้ว จึงเป็นการดีที่มีการลำดับเรื่องได้เข้าใจง่าย เวลาเปลี่ยนพาร์ทการเล่าเรื่องก็ทำออกมาได้ดี ไม่ทำให้สับสน

หลักใหญ่ใจความที่เชื่อว่าหนังต้องการจะสื่อนั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง นั่นคือความรัก อันเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด แม้ว่าความรักของครอบครัวมาร์สตันจะผิดแผกไปจากครอบครัวอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังสื่อออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนคือความรักใคร่ปรองดองของคนในครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาจากสังคมที่รับไม่ได้กับสถานะของพวกเขานั้น แม้ว่ามันจะมีผลกระทบบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ยังคงรักษาความรักนั้นไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากมองในมุมของพวกเขาเราก็จะเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่พวกเขาทำไปทั้งหมด แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่ด้วยความที่มันเกิดขึ้นจริง เราจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะมาหักล้างความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

นอกเหนือจากเรื่องราวที่เป็นที่ฮือฮาแล้ว นักแสดงที่มารับบทก็ทำให้เราประหลาดใจได้ไม่แพ้กัน เพราะด้วยบทบาทที่ถือว่าไม่ได้ง่าย นักแสดงนำทั้งสามคนอย่าง Luke Evans, Rebecca Hall และ Bella Heathcote ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ ออกมาได้อย่างสมจริง จนทำให้หลงเชื่อไปเลยว่าทั้งสามคนนั้นเป็นครอบครัวมาร์สตันไปจริงๆ ทั้งภาพและฉากต่างๆ ยังส่งให้การแสดงในแต่ละฉากนั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัวได้อย่างน่าประทับใจ หากใครต้องการซึมซับเรื่องราวความรักที่เป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ เชื่อว่า Professor Marston and the Wonder Women ไม่ทำให้ผิดหวัง อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เรามีมุมมองความรักที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีและเปิดกว้างมากขึ้น

Professor Marston and the Wonder Women 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 16 พฤศจิกายน 2017

รีวิวหนัง Knives Out – ฆาตรกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่

หนัง Knives Out ปริศนาคดีฆาตกรรมของครอบครัวหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้มาพร้อมหน้ากันเพื่อฉลองวันเกิดของคุณปู่ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อคุณปู่ได้เสียชีวิตลงอย่างปริศนา ทำให้นักสืบต้องเข้ามาสืบหาตัวผู้ร้าย และแน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างมีแรงจูงใจและกลายเป็นผู้ต้องสงสัย!

Knives Out

เรื่องราวว่าด้วย Harlan คุณปู่ประจำตระกูล Thrombey ได้ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องหนังสือใต้หลังคา โดยที่มีรอยมืดกรีดอยู่ที่คอ เหมือนท่านได้ทำการฆ่าตัวตายหลังจากวันเกิดท่านในคืนก่อนหน้า แต่แน่ใจหรือว่าคุณปู่จะฆ่าตัวตายจริงๆ ?

นี่เป็นหนังสืบสวนสอบสวนอีกเรื่องนึงที่มีวิธีการดำเนินเรื่องค่อนข้างไว ถึงใครตามเรื่องไม่ทันอาจจะดูไม่รู้เรื่องก็ได้ ที่เซอร์ไพร์สเลยคือยิ่งดู สิ่งที่คนดูเดานั้นยิ่งเดาผิดกันไปใหญ่ มีการผลิกแพลงเรื่องว่าใครเป็นต้นเหตูหรือเป็นคนฆ่าคุณปู่ได้บ้าง และหนังจบได้แบบหักปากกาเซียนจริงๆ ขนาดฉากที่เฉลยปมคนดูยังต้องตั้งใจตามไม่งั้นอาจจะไม่รู้เรื่องก็เป็นได้

สรุปแล้วนั้น นี่เป็นหนังม้ามืดอีกเรื่องในช่วงนี้ที่ดูแล้วเทใจให้ ในความตั้งใจของการเขียนบท การวางปม ขมวดปม แรงจูงใจของเหตุฆ่าตกรรมในเรื่องนี้ อยากให้มาลองสัมผัส มานั่งเดาเล่นๆระหว่างดู ว่าจะมีใครเด่าตอนจบได้ถูกต้องบ้างหรือไม่ 9/10

รีวิว Cinderella การเติมเต็มในสิ่งที่แอนิเมชั่น- ซินเดอเรลล่า

เรื่องราวของซินเดอเรลล่าได้เดินตามรอยชีวิตของ เอลล่า (ลิลี่ เจมส์) สาวน้อยที่พ่อผู้เป็นพ่อค้าของเธอได้แต่งงานใหม่หลังจากการสูญเสียแม่ไป ด้วยความที่อยากจะให้กำลังใจพ่ออันเป็นที่­รักของเธอ เอลล่าให้การต้อนรับแม่เลี้ยงคนใหม่ (เคท แบลงเชตต์) และลูกเลี้ยงของเธอ อนาสตาเซีย (ฮอลิเดย์ เกรนเจอร์) และ ดริสเซลล่า (โซฟี แมคชีร่า) สู่บ้านของเธอ แต่เมื่อพ่อของเอลล่าได้ด่วน­จากไปอย่างกะทันหัน เธอพบว่าตัวเองได้ตกอยู่ภายใต้ความดูแลของ­ครอบครัวใหม่ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและโหด­ร้าย สุดท้ายเธอได้กลายเป็นเพียงคนรับใช้สาวที่­ร่างกายเต็มไปด้วยขี้เถ้าและถูกเปลี่ยนชื่­อเป็น ซินเดอเรลล่า เอลล่าเริ่มหมดสิ้นความหวัง แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนี้ เธอตั้งใจที่จะรักษาคำพูดสุดท้ายของแม่ที่บอกให้เธอมีความกล้าหาญและจิตใจที่ดี เธอจะไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวังหรือเหยียดห­ยามคนที่มารังแกเธอ และเมื่อเธอได้พบกับชายหนุ่มแปลกหน้าผู้มี­เสน่ห์ในป่า โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าเขาคนนั้นคือเจ้าชายหรือแม้แต่กระทั่งเป็นคนในราชสำนัก เอลล่ารู้สึกเหมือนได้พบกับจิตใจอันดีงาม โชคชะตาของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อราชวัง­ได้ประกาศเชิญให้หญิงสาวทั่วราชอาณาจักรมา­เข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำ ความหวังของเอลล่าส่องประกายอีกครั้งกับกา­รที่จะได้พบกับ คิทเจ้าเสน่ห์ (ริชาร์ด แมดเดน) แต่แม่เลี้ยงของเธอกลับไม่อนุญาตให้เธอไปร­่วมงานและทำลายชุดไปงานเลี้ยงของเธอเป็นเส­ี่ยงๆ แต่ด้วยข้อดีของเทพนิยาย ความช่วยเหลือจึงมาทันเวลา เมื่อสตรีขอทานผู้ใจดี (เฮเลน่า บอนแฮม-คาร์เตอร์) ได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับฟักทองและหนูอีกสองส­ามตัว ที่จะเปลี่ยนชีวิตของซินเด

Cinderella

เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮาที่ดิสนีย์ประกาศที่จะสร้างภาพยนตร์คนแสดงจากแอนิเมชั่นที่ตัวเองเคยสร้างไว้ ซึ่งต่อยอดจาก Alice in wonderland และ Maleficent เมื่อปีที่แล้วที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

เรื่องราวในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นี้คือจะดำเนินตามแอนิเมชั่นแบบถอดแบบมาเลยทีเดียว และเติมเต็มความรู้สึก และสิ่งที่แอนิเมชั่นไม่ได้กล่าวไว้ได้อย่างลงตัวมาก เจ๊เคท เล่นเป็นแม่เลี้ยงได้ใจจริงๆ นางฟ้าแม่ทูนหัว ถึงจะมีมาแค่ฉากเดียว ขโมยซีนได้สุดยอดมาก

ถือว่าเป็นการนำเอาแอนิเมชั่นมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งที่สมศักดิ์ศรีดิสนีย์ที่นำเอาผลงานค่ายตัวเองมาเป็นภาพยนตร์ที่ดราม่าครอบครัว สร้างแรงบัลดาลใจสร้างความกล้าและเมตตาตามคอนเซปภาพยนตร์ได้จริงๆ แล้วคุณจะรู้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนึงสามารถทำให้คุนคิดบวก มีความกล้าและเมตตาขึ้นมาเพื่อสร้างสรรโลกนี้ให้สวยงามยิ่งขึ้นเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวผมให้เต็ม 10/10 ไปเลย มันโดนมันเพอร์เฟคมากที่สุด

ปล. Frozen Fever มีความยาว 7 นาที เป้นอะไรที่เซอร์ไพร์และเอาอยู่มาก แอดมินให้ 9/10 ไปเลยสำหรับแอนิเมชั่นขนาดสั้นภาคต่อเรื่องนี้ หัก1 คะแนนเพราะมันสั้นไปอยากดูเยอะ