รีวิว Cats แอนิเมชันฟีลกู้ดสัญชาติจีนที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจ

เห็นทีเซอร์ครั้งแรกนึกว่างานฮอลลีวูดหรือภาคต่อของ แก๊งขนฟู ใน Secret Life of Pets แต่หารู้ไม่ว่าแอนิเมชันชื่อเรียบ ๆ โหล ๆ อย่าง Cats (แก๊งเหมียวหง่าว) นั้นเป็นงานโปรดักชันจาก Light Chaser Animation Studios สตูดิโอสัญชาติจีนที่โตเร็วมากภายในไม่กี่ปีมานี้

Cats

Cats เป็นเรื่องราวของ แบล็งเคต แมวพันธุ์บริติช ช็อตแฮร์ตัวอ้วนกลมสีน้ำเงิน ที่เกิดและเติบโตอยู่แต่ในคอนโดมาตลอดชีวิต มีปมบางอย่างในอดีตที่ทำให้มันเลือกที่จะไม่ก้าวออกไปนอกบ้าน เลือกที่จะนอนขี้เกียจและเหม่อมองทัศนียภาพในเมืองผ่านหน้าต่างไปเรื่อย ๆ

แบล็งเคต มีลูกชื่อ เคป แมวเด็กแสนซนที่กำลังอยากรู้อยากเห็นโลกกว้างและมีเป้าหมายอยากจะไปถึงแดนสวรรค์ของเหล่าแมวเหมียวอย่าง พีชโทเปีย และแม้จะเจอคำเตือนจากผู้เป็นพ่อถึงความน่ากลัวของโลกภายนอกนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความทะเยอะทะยานของ เคป ได้ แต่ระหว่างที่มันได้ออกไปผจญภัยนั้น ก็มีสหายสรรพสัตว์ที่ผ่านเข้ามาสร้างสีสันให้ตัวเรื่องมากมาย เรียกว่าเป็นหนังแมวจริง ๆ อยู่แค่ 10-15 นาทีแรกเท่านั้น

สำหรับบรรยากาศของการ์ตูนเรื่องนี้ถูกเซตมาเป็นการอิงกับมหานครฉงชิ่งในประเทศจีน และที่มาของเจ้าแก๊งสัตว์เลี้ยงทั้งหมดก็มาจากสัตว์เลี้ยงของตัวผู้กำกับ แกรี หวาง เองนั่นแหละ ซึ่งนอกจากแมวแล้วก็มีนกแก้วมาคอว์ที่ชื่อ แม็ก นกตัวแสบที่เปลี่ยนเจ้าของมาหลายบ้าน ปากร้ายแต่ใจดี มาสร้างสีสันให้แก๊งเหมียวหง่าวได้เยอะเลย

เมสเซจหลัก ๆ ของ Cats ที่ใส่มาไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ชูประเด็นครอบครัวระหว่างพ่อ-ลูก ที่แคแรคเตอร์และทัศนคติต่างกันมาก จากแวดล้อมและการเติบโตที่ต่างกัน โดยมีแมวดำรุ่นเก๋าอย่าง Old Stray ที่เป็นแมวจ่าฝูงผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มาอย่างโชกโชน เป็นหนึ่งในแมวที่เคยเหยียบเข้าไปใน พีชโทเปีย คอยเป็นพี่เลี้ยงสังเกตการณ์ในทริปการผจญภัยนี้

การผจญภัยของแก๊งเหมียวออกสู่โลกกว้างในเมืองฉงชิ่ง จนกระทั่งพลัดหลงไปถึงหุบเขาลึกลับแห่งหนึ่งซึ่งที่นั่นมีนักประดิษฐ์และนักธุรกิจหล่อแก้วประติมากรรมที่สร้างโรงงานนรกพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่น โดยในการหล่อแก้วส่งขายแต่ละลอตนั้นจะต้องจับสัตว์ในป่าในการมาทำเป็นแม่พิมพ์ ทำให้สีสันของการผจญภัยครั้งนี้สนุกขึ้น

Cats เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาใสกิ๊ง เหตุการณ์ต่าง ๆ อาจมีความเวอร์วังไปบ้าง เก็บรายละเอียดไม่ค่อยเนี๊ยบบ้าง แต่จังหวะจะโคนเรื่องมุกก็ไม่ขี้เหร่ ดูง่าย เหมาะสำหรับครอบครัวพาลูกไปดูมากเรื่องหนึ่ง เพราะนอกจากสอดแทรกแง่คิดที่ดี ตรงจุดแล้ว งานด้านโปรดักชันก็ต้องบอกว่าโกอินเตอร์สบาย เป็นสตูดิโออีกเจ้าที่น่าจับตามองมาก หากเทียบกับคอนเซปต์ของ แกรี หว่าง ที่ตั้งใจจะปั้นแอนิเมชันทุนต่ำมีเพดานแล้วทำกำไรไปเรื่อย ๆ แบบค่อย ๆ โต

Cr.sanook.com

รีวิว Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ

นับว่าเป็นมังงะอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างมาให้แฟนๆ ได้ชมกันหลายต่อหลายเวอร์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ ทั้งในไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย ล่าสุดก็ได้ชมกันในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของไต้หวันในชื่อ Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ จากฝีมือการกำกับของผู้กำกับหญิง เฉินอวี้ชาน ที่เคยฝากฝีมือไว้ในหนังรอมคอมสุดฮิต Our Times (2015) แถมงานนี้ยังได้สาวสวยจากแดนมังกร หลินหยุ่น มาประกบคู่สร้างความฟินกับพระเอกหนุ่มสุดหล่อ หวังต้าลู่ งานนี้จิกหมอนขาดกันแน่นอน

Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ

Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ ว่าด้วยเรื่องราวระหว่างหนุ่มอัจฉริยะไอคิว 200 เจียงจื๋อซู่ และสาวบ๊องหน้าใส หยวนเซียงฉิน เมื่อตัวเธอเกิดตกหลุมรักพ่อหนุ่มคนนี้แต่ก็กลับโดนปฏิเสธด้วยความไวแสง ทว่าสุดท้ายโชคชะตาก็ทำให้เธอต้องเข้าไปพักอาศัยในบ้านของเขา สัมพันธ์รักสุดอลเวงที่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญจึงเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

เรียกได้ว่าแค่เห็นตัวอย่างหนังก็ทำเอาสาวๆ แทบกรี๊ดลั่นบ้านเลยทีเดียว เชื่อว่าหลายคนที่จะมาตีตั๋วดูหนังเรื่องนี้มากกว่าครึ่งน่าจะเคยชมเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวคู่นี้ในเวอร์ชั่นอื่นๆ มาแล้วแน่นอน โดยเฉพาะที่เป็นเวอร์ชั่นซีรีส์ของไต้หวันที่ทำเอาฟินจิกหมอนสุดๆ ขอบอกเลยว่าในเวอร์ชั่นหนังนั้นก็สนุกไม่แพ้กันเลย ยิ่งได้พระ-นางที่มีรูปร่างหน้าตาสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกอย่าง หวังต้าลู่ และ หลินหยุ่น มาแสดงคู่กันแล้ว สัมผัสได้ถึงเคมีที่เข้ากันเป็นอย่างดีเลย

จากเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มาอาจจะเห็นได้ว่าพระเอกของเรามีความเย็นชาสูงมาก แต่ในเวอร์ชั่นนี้น่าจะดีต่อใจแฟนๆ มากขึ้น เพราะถึงแม้ว่า เจียงจื๋อซู่ จะมีความเฉยชากับนางเอกของเรา แต่นางก็แอบมีมุมน่ารักๆ มาให้เห็นมากทีเดียว ทั้งยังดูเหมือนว่าเจ้าตัวยังเพิ่มสกิลความฉลาดมากกว่าเวอร์ชั่นอื่นไปอีก เรียกว่าทั้งหล่อทั้งฉลาดออร่าฟุ้งกระจายเห็นแล้วใจสลาย อะไรจะเพอร์เฟกต์ขนาดนี้เนี่ย

มาที่ฝั่งนางเอก หยวนเซียงฉิน ที่ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่านางน่ารักมาก แต่ก็ติงต๊องแถมยังหลงพระเอกออกอาการหนักมากจริงๆ คิดว่าน่าจะเป็นนางเอกที่เวอร์กว่าทุกเวอร์ชั่นแน่นอน ส่วนจะเวอร์ยังไงต้องไปดูกันเอาเอง บอกเลยว่าถ้าเป็นชีวิตจริงก็แอบน่ากลัวไม่น้อยเลย แต่ก็ต้องชื่นชมในส่วนของความพยายาม ความตั้งใจจริงของนางเอกที่สามารถพิสูจน์ตัวเองจนเอาชนะใจพระเอกได้

แน่นอนว่าหนังคงไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชาย ซึ่งก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่า Fall in Love at First Kiss ถูกสร้างมาเพื่อเสิร์ฟความฟินให้แฟนเกิร์ลโดยเฉพาะ อีกทั้งในบางช่วงบางตอนก็มีความเกินจริงไปมาก และไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง แต่ถ้ามองข้ามหลักความเป็นจริงไป แค่หวังไปดูเอาความสนุกแบบฟินๆ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก

สิ้นสุดการรอคอยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Men in Black: International หรือในชื่อไทย หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ภาพยนตร์แอคชั่นไซไฟผจญภัยผลงานการกำกับของ เอฟ แกรี เกรย์ (F. Gary Gray) หลังเคยฝากฝีมือสุดเฟี้ยวไว้ใน The Fate of the Furious (2017) ซึ่งในเรื่องนี้ยังได้คู่จิ้นนักแสดงจากจักรวาลมาร์เวล คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) และ เทสซา ธอมป์สัน (Tessa Thompson) มาเป็นคู่หูกันอีกครั้งในการปราบเอเลี่ยนครั้งนี้

Men in Black: International

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ว่าด้วยเรื่องราวของ มอลลี ผู้มีความเชื่อว่าเอเลี่ยนมีจริงที่พยายามค้นหาพวกมันและได้เข้าไปอยู่ในหน่วย MIB กลายเป็น เอเจนท์เอ็ม คู่หูของ เอเจนท์เอช หนุ่มหล่อมากความสามารถของหน่วย ทั้งคู่ได้ร่วมผจญภัยตามหนอนบ่อนไส้ในองค์กรของพวกเขา

แม้ว่าในเรื่องราวของ Men in Black: International จะไม่ได้ถือว่าเป็นภาคต่อจาก MIB สามภาคก่อนหน้านี้ แต่หนังก็ยังคงกลิ่นไอของหน่วยจารชนชุดดำอย่างชัดเจน ซึ่งความแตกต่างนอกเหนือจากการตามล่าหาเอเลี่ยนในนิวยอร์กแล้ว ในเรื่องนี้ยังได้มาเยือนยุโรป ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส รวมไปถึงการมีเอเจนท์เป็นผู้หญิง โดยหนังมีการจิกกัดประเด็นนี้ตามตัวละครหลักเรียกว่าพอได้ขำในลำคอพอสมควร

หากคิดจะเอาความสนุกในเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบ 3 ภาคก่อนหน้านี้ก็คงเทียบไม่ติด เพราะแน่นอนว่ามันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เสน่ห์หลายๆ อย่างของหนังมันหายไป แต่ก็ทดแทนด้วยเคมีทางการแสดงของสองนักแสดงนำ คริส เฮมส์เวิร์ธ และ เทสซา ธอมป์สัน ที่ดูแล้วเข้าขากันดี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพลังความจิ้นให้แฟนๆ จาก Thor ได้ฟินกันต่ออีกด้วย ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเมื่อได้มาเห็นหนุ่มคริสในบทบาทนี้มันช่างดีต่อใจเหลือเกิน ทั้งตลก เท่ สมาร์ท และมีเสน่ห์สุดๆ ส่วนเทสซานั้นก็ถือว่าเป็นตัวละครที่ฉลาดมาก

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่คิด เพราะเราก็สามารถเดาทางได้ไม่ยาก หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนก็แอบเชยเสียด้วยซ้ำ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าดูได้แบบเพลินๆ นอกจากเคมีของนักแสดงที่โดยส่วนค่อนข้างชอบแล้ว บรรดาเอเลี่ยนทั้งหลายที่ออกมาก็แย่งซีนสุดๆ โดยเฉพาะเจ้าเบี้ยหมากรุก พอว์นนี ที่สร้างคาแรคเตอร์ออกมาได้กวน ฮา และน่ารักมาก เจอเจ้านี่พูดออกมาทีไรก็อดหัวเราะปนเอ็นดูไม่ได้เลย

ส่วนทางด้านอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการปราบเอเลี่ยนในครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ความพิเศษให้ตื่นตาเท่าที่หวังไว้ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดนั้นถ้าดูจากตัวอย่างมันก็มีแค่นั้นเอง แต่ยังดีที่หนังยังหยิบเอาฉากจำจากสามภาคที่แล้วมาไว้ใน Men in Black: International ด้วย ส่วนจะเป็นฉากไหนก็ต้องไปรอดูเอา แต่อย่างที่บอกไม่ควรคาดหวังอะไรมาก แค่ถือว่าไปดูเอาความเพลิดเพลินก็พอ ส่วนภาคต่อนั้นคาดว่าอาจจะมีก็เป็นได้หากหนังทำรายได้เข้าเป้าซึ่งดูทรงแล้วคงเดากันไม่ยาก

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Toy Story 4 การจากลาครั้งสุดท้าย ? ของเหล่าของเล่น

เกือบ 10 ปี ในที่สุดการผจญภัยของเหล่าของเล่นก็กลับมาโลดแล่นให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ทำให้หลายๆ คนหลงคิดว่า Toy Story 3 (2010) จะเป็นการสิ้นสุดความบันเทิงไปแล้ว ซึ่งในภาคนี้ Toy Story 4 หนังได้ จอช คูลลีย์ (Josh Cooley) โดดมากำกับครั้งแรก แน่นอนว่ายังคงได้ทีมให้เสียงพากย์ทีมเดิม นำโดย ทอม แฮงก์ส (Tom Hanks), ทิม อัลเลน (Tim Allen) และตัวละครใหม่อย่าง คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves)

Toy Story 4

Toy Story 4 ว่าด้วยเรื่องราวของ วูดดี ในบ้านหลังใหม่ร่วมกับ บอนนี และของเล่นของเธอ ซึ่งเขาตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเธอมีความสุขและเหล่าของเล่นได้รับการดูแล แต่การเจอกันอย่างคาดไม่ถึงกับ โบ พีป เพื่อนเก่าของเขา ทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ใหญ่กว่าที่เขาเคยคาดคิดนัก ซึ่งนอกจากตัวละครที่ทุกคนคิดถึงอย่าง โบ พีป ที่กลับมาในภาคนี้แล้ว Toy Story 4 ยังขนทัพของเล่นหน้าใหม่มาสร้างสีสันให้ทุกคนได้สนุกไปกับการผจญภัยครั้งใหม่ของพวกเขาอีกด้วย

เรียกได้ว่าการกลับมาของเหล่าของเล่นก็ยังไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง มีทั้งความสนุกไปกับการผจญภัยของของเล่น ตลกไปกับความซื่อของ บัซไลท์เยียร์ และซาบซึ้งกินใจจนน้ำตาแทบไหล โดยเฉพาะการได้เห็นพัฒนาการอีกขั้นของ วูดดี ของเล่นผู้เปรียบเสมือนผู้เริ่มต้นเรื่องราวทุกอย่าง ซึ่งในภาคนี้นอกจากเราจะได้เห็นนิสัยที่ห่วงทุกอย่างไปเสียหมดของเขา ไม่ปล่อยวาง แถมยังต้องมาพบกับของเล่นตัวใหม่ๆ ที่มาแทนที่เขา ในบางครั้งมักจะแสดงอกมากลบเกลื่อนความรู้สึกเศร้าลึกๆ อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากการการลากับ แอนดี เด็กคนแรกของเขาในภาคที่แล้ว ทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น

แน่นอนว่าหนังก็ยังเพิ่มตัวละครใหม่ๆ เข้ามาให้เราบันเทิงได้อีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์กี ของเล่นที่ทำมาจากส้อม, แกบบี แกบบี ตุ๊กตาในร้านขายของเก่าที่แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนตัวร้าย แต่ท้ายที่สุดก็มีมุมมองที่ต่างออกไปทำให้เราเห็นใจเธอได้ ดุก คาบูม นักซิ่งลีลาเยอะ ให้เสียงพากย์โดยหนุ่มฮอต คีอานู รีฟส์ รวมไปถึง กระต่าย-เป็ด ที่มาขโมยซีนได้ฮาสุดๆ ซึ่งบอกได้เลยว่าตัวละครเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเอกของเรื่องอย่าง วูดดี ได้ก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต เชื่อว่าแฟนหนังต้องมีน้ำตาซึมกันแน่นอน

อย่างที่บอกดูเหมือนว่าคอนเซ็ปต์หนังในภาคนี้จะเน้นสะท้อนไปที่เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่มักจะเกิดกับคนทุกช่วงเวลาของชีวิต เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเหล่าตุ๊กตาใน Toy Story ที่ทยอยจากลากันมาเรื่อยๆ จนมาถึงคิวของนายอำเภอวูดดี แม้จะผูกพันกันแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ต้องวิถีทางเดินของชีวิตที่ต่างกันออกไป เหลือเพียงแต่ความทรงจำดีๆ ไว้ให้ระลึกถึงอยู่ในใจตลอดไป

ส่วนใครที่ใจหายไปในตอนท้ายของภาคนี้นั้น เป็นไปได้ว่าหนังอาจจะมีการสร้างภาคต่อๆ ไปอีกก็เป็นได้ เพราะขนาดภาค 3 ที่หลายคนคิดว่าอาจจะเป็นภาคสุดท้าย หนังก็ยังคงมีการสร้างภาค 4 ต่อ เชื่อเหลือเกินว่าคงมีอะไรให้เราได้ติดตามกันต่อแบบยาวๆ แน่นอน สุดท้ายนี้เกือบลืมบอกไปว่าควรดูให้จบเครดิตเพราะจะมีอะไรฮาๆ ให้เราได้สนุกกันต่ออีก

Toy Story 4 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Shazam! อนาคตอันสดใสของจักรวาลดีซี

หลังจาก Wonder Woman และ Aquaman เจ้าสมุทร ออกฉายให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของภาพยนตร์จากฝั่งดีซีจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลย์อีกครั้ง โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดอย่าง Shazam! ที่ได้ เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (David F. Sandberg) ผู้กำกับจาก Annabelle: Creation (2017) และ Lights Out (2016) มากำกับให้ และยังได้นักแสดงที่คาดว่าจะมาแรง แซเกอรี ลีวาย (Zachary Levi) มารับบทนำในครั้งนี้

Shazam!

Shazam! ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี แบตสัน เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษในการเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในร่างผู้ใหญ่ด้วยการพูดคำว่า ชาแซม ออกมา และได้รับความช่วยเหลือจาก เฟรดดี เพื่อนผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่

โดยเขาต้องผ่านการทดสอบความสามารถหลายอย่างด้วยความสนุกสนานแบบคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในใจ แต่เขาต้องรู้วิธีควบคุมมันให้ได้เร็วที่สุดเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่มี ดร.แธดีอุส ไซวานา เป็นผู้ควบคุม เขาเฝ้ามองพลังของชาแซมและอยากได้พลังนั้นมาเป็นของเขา

จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาให้ชมกันเราก็พอจะทราบแล้วว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จะไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นอีกต่อไปเหมือนเองก่อนๆ ดูเหมือนว่าจากกระแสที่ได้รับจากเรื่องก่อนหน้านี้ใน Aquaman ที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ทำให้หนังออกมาสนุกจนทำรายได้ถล่มทลาย นั่นจึงทำให้ Shazam! กลายเป็นความคาดหวังที่สูงมากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า Shazam! ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย และสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังยิ่งเกินความคาดหมายไปมาก พูดตรงๆ คือมันว้าวจริงๆ หนังทำให้เกิดทุกอารมณ์ เรียกได้ว่าสนุกครบรส ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความดรามานิดๆ เป็นเรื่องดีมากๆ ที่หนังรู้จักดึงเอาความสัมพันธ์ของคำว่าครอบครัวมาเล่น หากจะบอกว่านี่คืออนาคตอันสดใสของจักรวาลนี้ก็ไม่ผิดเลย

โดยเฉพาะในส่วนของนักแสดงที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้เป็นอย่างดี ทั้ง แซเกอรี ลีวาย ที่สวมบทบาทซูเปอร์โร่เด็กในร่างผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวละครเด็กๆ ในเรื่องที่ทำเอาคนดูตื่นตะลึงสุดๆ เมื่อหนังได้เฉลยความลับของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าแทบอยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยทีเดียว รวมไปถึงตัวละคร เฟรดดี ซึ่งแสดงโดย แจ็ก ดีแลนด์ เกรเซอร์ (Jack Dylan Grazer) ที่เรียกได้ว่าเป็นจอมแย่งซีนจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมคือหนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ได้พลาดรายละเอียดสำคัญๆ เช่น การทดสอบพลังความเป็น Shazam! ที่แน่นอนว่าพลังของเขามีมากกว่าการใช้ไฟฟ้าแน่ๆ ในส่วนของตัวร้ายก็ถือว่ามีความโหดเหี้ยมได้ใจทีเดียว แต่อาจจะทำให้เราหลุดขำไปบ้างในหลายๆ ฉากที่เข้าคู่กับพระเอกของเรา เอาเป็นว่าความสนุกที่จะได้รับคุ้มค่ากับราคาตั๋วที่เสียไปแน่นอน

ปล. 1 แอบเห็นอีสเตอร์เอ้กจากตัวละครในหนังของผู้กำกับมาโผล่ด้วย
ปล. 2 หนังมีเอนด์เครดิต 1 ตัว คาดว่าน่าจะเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ

Shazam! 8.5/10 คะแนน เปิดฉายรอบพิเศษ 30-31 มีนาคม เข้าฉายจริง 4 เมษายน 2019

Cr.movie.mthai.com

รีวิว พี่นาค ไม่มีใครได้บวชเป็นพระ เพราะจะตายตอนเป็นนาค

เรียกได้ว่าเป็นหนังผีที่ได้กระแสตอบรับดีตั้งแต่ปล่อยโปสเตอร์แรกออกมาให้เห็นเลยทีเดียว สำหรับ พี่นาค หนังสยองขวัญคอมเมดี้จากฝีมือการกำกับของ ไมค์ ภณธฤต ที่เคยฝากผลงานความหลอนไว้ใน มอญซ่อนผี (2015) เมื่อ 4 ปีที่แล้ว กลับมาคราวนี้ได้หยิบเอาเรื่องราวการบวชนาคสุดสยองมาถ่ายทอดบนจอเงิน ซึ่งงานนี้ยังได้นักแสดงฝีมือเยี่ยม ชิน ชินวุฒ มารับบทบาทสำคัญ พร้อมด้วยแก๊งหนุ่มๆ ที่จะมาบวช นำโดย ออกัส วชิรวิชญ์, เจมส์ ภูริพรรธน์, เอม ตามใจตุ๊ด ร่วมด้วยนักแสดงมากฝีมืออีกเพียบ

พี่นาค

พี่นาค ว่าด้วยเรื่องราวในวัดเก่าแห่งหนึ่งย่านชานเมืองมีตำนานอยู่ว่า หากแม้นใครจะมาขอบวช คนผู้นั้นจะต้องตายตอนเป็นนาค คนที่ไม่เชื่อและลองดีล้วนจบชีวิตลง โดยที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของผีพี่นาค ทว่า โหน่ง เฟิร์ส และ บอลลูน กลับต้องมาบวชที่วัดนี้เพราะบอลลูนดันบนเอาไว้ว่าหากถูกหวยทั้งคู่จะบวชที่วัดแห่งนี้

ส่วนโหน่งนั้นชีวิตของเขาทั้งตกงาน แฟนทิ้ง โดนเพื่อนโกง ทางรอดของเขาคือบวชอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร แต่เมื่อได้ยินเรื่องผีพี่นาคทั้งสามตัดสินใจบวชทันที แต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว เพราะในตำนานยังบอกอีกว่าหากแม้นใครเปลี่ยนใจหนีไปก็จะตายตั้งแต่ก้าวออกไปจากประตูวัดทันที

หลังจากได้เห็นโปสเตอร์รวมไปถึงตัวอย่างหนังที่ทางค่ายไฟว์สตาร์ปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ ก็เรียกได้ว่า พี่นาค เป็นหนังที่มีความหลอนและน่ากลัวสร้างความอยากดูได้เป็นอย่างดี ด้วยธีมหลักของเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาประกอบกับฉากที่เห็นส่วนใหญ่ในหนังนั้นล้วนเต็มไปด้วยความรกร้างจากวัดเก่า ทำให้เรื่องราวในหนังยิ่งทวีความวังเวงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่เป็นการแห่นาคตอนกลางคืนนั้นขอยกให้เป็นฉากที่หลอนที่สุดเลยก็ว่าได้

แน่นอนว่าแค่เห็นรายชื่อนักแสดงมากมายทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า โดยเฉพาะเป็น ชิน ชินวุฒ แล้วจึงทำให้ค่อนเกิดความคาดหวังกับหนังมากพอสมควร และแน่นอนว่าการแสดงในส่วน หนุ่มชิน ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย แม้ว่าบทบาทของ นาคนนท์ จะไม่ได้ออกมาทุกฉาก แต่ก็ถือว่าเป็นตัวละครสำคัญที่สุดอีกตัวหนึ่ง ซึ่งการปรากฏตัวออกมาแต่ละครั้งบวกกับดนตรีประกอบแบบไทยๆ นั้นทำเอาผู้ชมคนดูอย่างแทบปิดตาไม่ทัน (เฉพาะคนขวัญอ่อน) โดยหนังได้ใส่จังหวะตุ้งแช่ออกมาถี่มาก จนช่วงหลังๆ พอเริ่มจับทางได้ก็ไม่ได้ตกใจมากอย่างที่คิด

จะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงแรกหนังได้เอาความสยองขวัญกับความตลกมาใส่ไว้ด้วยกันซึ่งก็ทำออกมาได้ดี มุกแต่ละมุกก็ฮาใช้ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับขำก๊าก ส่วนในเรื่องของความน่ากลัวก็อย่างที่บอกว่ามันหลอนจริงๆ ยิ่งได้ดนตรีประกอบของไทยมาใส่ก็ยิ่งทำให้นึกถึงหนังผีสมัยก่อนที่ได้ยินแค่เสียงก็กลัวจนขนหัวลุกแล้ว แต่หนังยังมาตกม้า(เกือบ)ตายในตอนท้ายที่แม้ว่าจะพยายามขมวดปมจบแบบเคลียร์ๆ ซึ้งๆ แต่ก็ยังทิ้งบาดแผลไว้หลายจุด ซึ่งบางเรื่องมันก็ไม่ได้มีความสมเหตุสมผลมากนัก และในบางฉากก็ยังใส่เรื่องราวเกี่ยวกับการบวชนาคในพุทธประวัติิซึ่งทำออกมาแล้วดูไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของ พี่นาค ก็สามารถตอบโจทย์ความสนุกได้ดีทีเดียว ทั้งในเรื่องของความสยดสยองจากผีที่มีแรงอาฆาตสูง และเรื่องราวความตลกจากทุกๆ ตัวละครที่ช่วยกันส่งให้หนังไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะตัวละคร บอลลูน รับบทโดย เอม ตามใจตุ๊ด ผู้ซึ่งมีความตลกอย่างเป็นธรรมชาติและมีส่วนอย่างมากที่ทำให้หนังออกมาสนุกได้ขนาดนี้ เรียกได้ว่าสนุกครบทุกรสเลยทีเดียว หากคาดการณ์จากตอนจบของเรื่องก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีเรื่องราวภาคต่อซึ่งถ้าทำออกมาจริงๆ ก็เชื่อว่าน่าสนใจไม่น้อย

พี่นาค 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Alita: Battle Angel

ปล่อยตัวอย่างออกมาหลายตัวให้คอหนังได้ตื่นเต้นจนแทบจะอดรนทนไม่ไหวแล้วที่จะได้ดู หนัง Alita: Battle Angel สาวไซบอร์ก อลิตา ตากลมโต ผมดำสั้นที่พร้อมจะใช้อาวุธมีดดาบในมือบั่นคอศัตรูให้แดดิ้นทั้งอินทรีย์ และด้วยโอกาสอันดียิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าไปชมหนังในรอบพิเศษนี้ จึงไม่รอช้าที่จะคว้าแว่นตาที่แจกหน้าโรงหนังไอแม็กซ์เข้าไปติดตามเรื่องราวของสาวไซบอร์กที่น่าหลงใหลที่สุดในช่วงเวลานี้

Alita: Battle Angel

Alita: Battle Angel ว่าด้วยเรื่องราวของ อลิตา ไซบอร์กสาวที่จะต้องออกผจญภัยเพื่อค้นหาว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง พร้อมกับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้

หนังเริ่มต้นที่ตัวเอกของเรื่อง อลิตา ไซบอร์กสาว ได้ตื่นขึ้นมาจากการดูแลของ ดอกเตอร์ ไดสัน อิโดะ รับบทโดย คริสตอฟ วอลต์ซ (Christoph Waltz) เธอจดจำอดีตไม่ได้ ผู้ชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวทั้งในอดีตและปัจจุบันไปพร้อมกับตัวละครสาว ซึ่งตัวหนังเล่าได้อย่างมีจังหวะจะโคนไม่รีบเร่งจนเกินไปและไม่ช้าจนรู้สึกเบื่อหน่าย ซึ่งใครที่ไม่เคยติดตามเรื่องราวฉบับคอมิกส์มาก่อนนั้นก็สามารถสนุกสนานไปกับเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของหนังผ่านอลิตาได้ตลอดทั้งเรื่อง

จากการที่ผู้ชมได้เรียนรู้เรื่องราวผ่านไซบอร์กสาว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอคือเสาหลักของเรื่องที่เรียกได้ว่าออกแทบจะทุกฉากของหนัง ทว่าการที่เธอปรากฏตัวแทบทุกฉากของหนังนั้นกลับไม่ใช่ข้อเสียของหนังแต่อย่างใด เพราะคาแรกเตอร์ของสาวอลิตาที่ถ่ายทอดออกมานั้นเสมือนหนึ่งหญิงสาวในช่วงวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง ตื่นเต้นที่จะได้ปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม และอยากจะท้าทายตัวเองกับเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว เธอจึงไม่ใช่ไซบอร์กที่รอฟังคำสั่งของใคร และไม่ใช่ไซบอร์กที่จะตัดสินใจถูกในทุกเรื่อง ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้จึงกลายเป็นเสน่ห์ที่สามารถสะกดให้ผู้ชมอยู่กับเธอได้ตลอดสองชั่วโมงเต็ม

ด้วยความที่หนังเน้นหนักไปที่อลิตา และดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับดอกเตอร์ ไดสัน อิโดะ เป็นรอง ยังให้ความสำคัญกับพระเอกของเรื่องอย่าง ฮิวโก้ เป็นลำดับที่สาม กลับทำให้ตัวละครอื่น ๆ กลายเป็นตัวประกอบของหนังไปในทันที หนังได้สองนักแสดงมือรางวัลออสการ์อย่าง มาเฮอร์ชาลา อาลี (Mahershala Ali) มารับบทเป็น เวกเตอร์ และ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) มารับบทเป็น ชิเร็น ตัวละครนำของเรื่อง แต่หนังกลับให้เวลาของสองตัวละครนี้น้อยไปหน่อย ส่งผลให้การตัดสินใจบางอย่างของตัวละครดูไม่สมเหตุสมผลขึ้นมาอย่างชัดเจน

จากตัวอย่างของ หนัง Alita: Battle Angel และคลิปต่าง ๆ ที่ปล่อยโปรโมตในช่วงเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่าหนังจะเน้นหนักไปที่ฉากแอคชั่น จึงคาดหวังที่จะได้เห็นฉากบู๊ระห่ำมันสะใจและคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากต่อสู้ในหลากหลายฉาก ซึ่งหนังก็ทำออกมาตอบโจทย์สองข้อนี้ได้เป็นอย่างดี หนังจัดเต็มฉากต่อสู้ให้ได้เห็นไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป และการต่อสู้แต่ละครั้งก็กินเวลาได้อย่างเหมาะสม แม้หนังจะไม่ได้มีฉากแอคชั่นแบบระเบิดป่าเผากระท่อมถล่มตึกให้ได้เห็น แต่หนังกลับทดแทนด้วยฉากต่อสู้ที่เน้นความสะใจเข้าไปแทน ทำให้เกิดความรู้สึกสาแก่ใจไม่น้อยในจุดจบของเหล่าตัวร้ายที่โดนอลิตาสังหารในหลาย ๆ ตัวละคร

กล่าวโดยสรุปแล้ว หนัง Alita: Battle Angel เป็นหนังแอคชั่นที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี ได้เรียนรู้เรื่องราวไปพร้อมกับไซบอร์กสาว เชื่อว่าผู้ชมที่เป็นคุณพ่อและมีลูกสาวที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นน่าจะเข้าใจและอินไปกับความรู้สึกของดอกเตอร์ ไดสัน อิโดะ ได้เป็นอย่างดี การดำเนินเรื่องราวค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ยัดเนื้อหาแน่น ๆ จนอ่านซับไตเติลไม่ทัน ฉากต่อสู้ที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เชื่อว่าน่าจะถูกใจคอหนังแนวนี้ให้รู้สึกไม่เสียดายค่าตั๋วได้

และเพื่อให้ได้อรรถรสแสงสีเสียงจัดเต็มแล้วละก็ควรเป็นอย่างยิ่งในการเข้าไปรับประสบการณ์ในโรงหนังไอแม็กซ์ที่ตัวหนังทำฉากให้ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจ การันตีด้วยของชื่อ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างระดับแถวหน้าของฮอลลิวูดมาเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้เชื่อว่าไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวังอย่างแน่นอน

Alita: Battle Angel 9/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 14 กุมภาพันธ์ 2019

Cr.mthai.com

รีวิวหนัง Bumblebee

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังทั้งหลายต่างตั้งตารอคอยมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ Bumblebee ภาคแยกจากแฟรนไชน์หนังชื่อดังของ Transformers ผลงนการกำกับของผู้กำกับ ทราวิส ไนท์ (Travis Knight) ที่ตั้งใจเล่าเรื่องราวของเจ้ารถโฟล์กสีเหลืองที่เกิดขึ้นในยุค 80s ซึ่งเป็นการเข้ามาอยู่ในโลกครั้งแรกของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ซึ่งงานนี้ก็ได้นักแสดงสาว เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) และ จอห์น ซีนา (John Cena) มาแสดงนำ

Bumblebee

Bumblebee ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1987 บัมเบิลบี ได้มาหลบภัยในลานเศษเหล็กของเมืองริมชายหาดเล็กๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ ชาร์ลี ที่กำลังจะมีอายุครบ 18 ปี เธอได้พบรถโฟล์กสีเหลืองที่ผุพังและในที่สุดเธอก็ได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของบัมเบิลบี

หากใครที่ได้ดู Transformers มาทุกภาคก็พบว่าภาคที่ดีที่สุดของเเฟรนไชน์ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นภาคแรกที่สร้างความประทับใจมากที่สุด ซึ่งมันเป็นความรู้สึกเดียวกันที่ได้ดู Bumblebee เรียกได้ว่าแค่เห็นการรวมตัวต่อสู้กันของเหล่าหุ่นยนต์ออโต้บ็อตส์ในตอนต้นของเรื่องก็ทำเอาแทบน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะพระเอกของเรา บัมเบิลบี ในเวอร์ชั่นที่ยังมีเสียง บอกได้เลยว่าแทบกรี๊ดให้กับเสียงหล่อๆ ที่พากย์โดยนักแสดงจากเขาวงกต ดีแลน โอ’ไบรอัน (Dylan O’Brien)

แน่นอนว่าในภาคแยกนี้เราก็ได้รู้สาเหตุของการไม่มีเสียงของเจ้าหุ่นยนต์เหลืองกันอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ทำให้เขากลับมามีเสียงและมีชีวิตชีวาอีกครั้งไม่ใช่ใครที่ไหน ชาร์ลี แม่สาววัย 18 ปีนี่เอง โดยหนังได้เล่าเรื่องราวความรักความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหุ่นยนต์ออกมาได้อย่างน่ารักและอบอุ่น เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของ บัมเบิลบี ที่ไม่ได้มีแต่ความขี้เล่นเหมือนครั้งที่เจอกันในภาคแรกของ Transformers เพียงอย่างเดียว ในยามปกติเขาก็เหมือนเด็กที่ยังไม่ประสีประสากับโลกใหม่ใบนี้ เมื่อถึงคราวที่ต้องต่อสู้วิญญาณทหารที่หลับใหลอยู่ในร่างเหล็กก็ถูกปลุกขึ้นมาปกป้องเหล่ามนุษย์ จนเกิดเป็นฉากแอคชั่นที่น่าตื่นตาฟัดกันมันแต่อาจจะไม่เท่าการระเบิดภูเขาเผากระท่อมเหมือนของ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay)

โดยรวมแล้วหนังสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี มีครบทุกรส ทั้งสนุกสุขเศร้าและอาจจะมีเคล้าน้ำตาบ้างในบางฉาก อย่างที่เคยบอกแล้วว่าการได้ดู Bumblebee นั้นเหมือนได้กลับไปสัมผัสกลิ่นไอของ Transformers ภาคแรก แต่เป็นเวอร์ชั่นที่น่ารักและอบอุ่นมาก และต้องยอมรับว่า เจ้าบัมเบิลบี และเพื่อนซี๊ ชาร์ลี รับบทโดย เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) นั้นได้ถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่สวยงามออกมาได้อย่างกินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเพลงในยุคนั้นที่อยู่ในวิทยุมาแทนเสียงของเจ้าหุ่นเหลือง เรียกได้เป็นมุกที่สร้างสรรค์และสร้างภาพจำจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของ บัมเบิลบี ที่ไม่เหมือนใคร เชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะอิ่มอกอิ่มใจจนอยากกลับไปดูซ้ำกันอีกแน่นอน

Bumblebee 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

CR.mthai.com

รีวิวหนังใหม่ Aquaman เจ้าสมุทร

เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยร้อยแล้ว สำหรับ Aquaman หรือที่ใช้ชื่อไทยว่า เจ้าสมุทร ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดของจักรวาล DC ที่แฟนหนังหลายคนอาจจะรู้จักเขาพอสมควรจาก Justice League (2017) ภาพยนตร์รวมดาวซูเปอร์ฮีโร่ของฝั่งนี้ ซึ่งเข้าฉายไปในปีที่แล้วและทำออกมาไม่ได้ค่อยถูกใจแฟนหนังเท่าที่ควร ต้องมาดูกันว่าการสร้างเรื่องราวของเจ้าสมุทรจากฝีมือผู้กำกับมากความสามารถ เจมส์ วาน (James Wan) จะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีและความนิยมจากแฟนๆ คืนมาหรือไม่

Aquaman

Aquaman เจ้าสมุทร ว่าด้วยเรื่องราวต้นกำเนิดของ อาเธอร์ เคอร์รี ครึ่งมนุษย์และครึ่งแอตแลนเทียน ที่จะต้องพบกับการผจญภัยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้เขาได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้พบอีกว่าเขามีเกียรติมากพอที่ได้เกิดมาเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรใต้น้ำแอตแลนติส และกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของโลกใบนี้

เรียกได้ว่าก่อนจะเข้าไปดู Aquaman นั้นก็สร้างความตื่นเต้นระทึกใจได้ไม่น้อยเลย หนึ่งล่ะที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าค่อนข้างเอาใจช่วยภาพยนตร์เรื่องนี้ และคาดหวังว่าจะทำออกมาให้ดีสมกับที่รอคอย ประกอบกับการชิมลางกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกของ เจมส์ วาน (James Wan) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีฝีมือในยุคนี้ และในที่สุดเมื่อได้ดูหนังจนจบแล้วก็พบว่าแทบไม่ทำให้ผิดหวังเลย

มาเริ่มกันตั้งแต่พล็อตเรื่องที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะเดากันได้ว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้หนังสนุกน้อยลง เพราะระหว่างทางกว่าจะไปถึงตอนจบนั้นหนังสร้างบันเทิงได้ดีสุดๆ เรียกว่ามันส์ระเบิด สนุกแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ทั้งในส่วนของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของ อาเธอร์ เคอร์รี รับบทโดย เจสัน โมโมอา (Jason Momoa) ที่ดูเหมือนว่าพละกำลังของเขานั้นมีความพิเศษที่ไม่เหมือนใครและด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่ออกจะง่ายๆ สบายๆ ติดจะขี้เล่นก็สามารถเข้าถึงแฟนๆ ส่วนใหญ่ได้มาก

รวมไปถึงการผจญภัยเพื่อพิสูจน์ตัวเองที่แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะได้ค่อยได้เห็นพัฒนาการในเรื่องของความคิดของเขาที่ชัดเจน แต่ภาพรวมของหนังที่ละลานตาไปด้วยสัตว์ใต้ท้องทะลที่มีความแปลกแหวกแนวไปจากเรื่องอื่นและความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรใต้น้ำ ทำให้เราพอจะลืมความสามัญธรรมดาของ อาเธอร์ เคอร์รี ไปได้มาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวละคร เมรา ที่รับบทโดย แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard) นั้นนับเป็นตัวช่วยชูโรงให้หนังน่าดูมากขึ้นไปอีก ฝ่ายตัวละคร ราชินีแอตแลนนา ของ นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) ก็ถือว่าสร้างความเซอร์ไพรส์ได้ไม่น้อยเลย

เห็นข้อดีของหนังมามากก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ติ โดยเฉพาะเรื่องของงาน CGI ที่ในบางจุดยังคงไม่สมบูรณ์ดี บทพูดของทุกตัวละครที่ออกจะโบราณน้ำเน่า รวมไปถึงเรื่องการผูกปมของตัวละครที่ดูง่ายดายเกินไปเหมือนอย่างที่บอกในข้างต้นว่าดูแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก และเราก็จะพบว่าเส้นเรื่องของ Aquaman นั้นคือหนังสำหรับครอบครัวชัดๆ ติดแค่ว่า อาเธอร์ เคอร์รี นั้นอาจจะมีครอบครัวที่ใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเอง

Aquaman เจ้าสมุทร 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์

จ่อคิวรอวันเข้าฉายในไทยแล้ว สำหรับภาพยนตร์รักโรแมนติก Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ฝีมือผู้กำกับหนังรัก ทาคาฮิโระ มิกิ ที่สร้างมาจากมังงะชื่อดัง แถมยังได้พระ-นางสุดฮอตมาเรียกความฟินให้กับแฟนๆ อย่าง หนุ่มหล่อ อิคุตะ โทมะ และสาวสวย ฮิโรเสะ ซึสึ จะจิ้นฟินกระจายแค่ไหนมาดูกัน

Sensei! (My Teacher)

Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะเรื่องดังของอาจารย์ คาซึเนะ คาวาฮาระ ว่าด้วยเรื่องราวของ ฮิบิกิ ชินาดะ เด็กสาวมัธยมปลายที่ได้แอบชอบ โคซากุ อิโต อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ อิโตได้ปฏิเสธคำสารภาพรักของลูกศิษย์ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่เมื่อเขาเริ่มสังเกตถึงความรักที่บริสุทธิ์ของเด็กสาวผู้ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จึงกลายเป็นเรื่องราวสุดโรแมนติก

ด้วยความที่เป็นหนังรักโรแมนติกสัญชาติญี่ปุ่นก็คาดหวังพอสมควรว่าหนังจะทำออกมาได้ดีขยี้ใจคนดู แล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เนื้อเรื่องดูง่าย แต่ละฉากสวยงาม เต็มไปด้วยความฟรุ้งฟริ้ง เรียกว่าเป็นหนังที่สร้างมาเพื่อสาวๆ นั่นเอง เพราะมีการดำเนินเรื่องผ่านนางเอกซึ่งเป็นนักเรียนผู้แอบรักคุณครู และเชื่อว่าคนที่ตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้น่าจะผ่านประสบการณ์การแอบรักมาเหมือนกัน

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคิดว่าจะน่าจะเป็นการสื่ออารมณ์ของตัวละครหลัก ซึ่งก็คืออาจารย์โคซากุ อิโต และเด็กสาว ฮิบิกิ ชินาดะ เพราะเมื่อใดที่มีฉากเข้าคู่กันดูเหมือนเคมีความดึงดูดจะเข้ากันมาก เรียกว่าฟินสุดๆ โดยเฉพาะ อิคุตะ โทมะ ที่รับบทเป็นอาจารย์นั้นหล่อละลายใจมาก น่าจะเป็นคุณครูในฝันที่สาวๆ อยากเจอเลยทีเดียว

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะมีแต่ความฟิน ความจิ้นอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ หนังยังต้องการสื่อประเด็นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมของครูที่พึงมี ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้มีความเข้มข้นมากนัก เหมือนมีมาให้เป็นอุปสรรคข้อขัดแย้งของตัวละครที่ต้องเผชิญมากกว่า และอีกเรื่องทำให้ค่อนข้างขัดใจก็คือบางฉากในหนังก็ทิ้งช่วงนานไป ถ้ากระชับกว่านี้จะดีขึ้นมาก และไม่ยืดเยื้อจนเกินไป

นอกจากเรื่องราวความรักอันสวยงามและความเสียสละของครูหนุ่มสุดหล่อแล้ว หนังก็แทบจะไม่มีประเด็นหนักๆ ให้ต้องคิดปวดสมอง ยกเว้นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมที่ผู้ชมต้องไปชั่งใจคิดเอาเองว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร หากใครอยากผ่อนคลายสมองจากเรื่องเครียดๆ มาดูหนังสบายๆ เชื่อว่าเรื่องนี้จะโดนใจเหมือนกัน

Sensei! หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ 7.5/10 เข้าฉายในไทย 8 กุมภาพันธ์ 2018

ขอบคุณเนื้อหาmthai.com