รีวิวหนัง San Andreas เพื่อลูกเมีย ข้าจะสู้หลังชนฝา

ปัญหาในการมาถึงของ San Andreas ในปีนี้ คือมันผ่านช่วงเวลาตื่นตูมตกใจ ในวิกฤตการณ์วันสิ้นโลก 2012 จากนอสตราดามุส ปฏิทินมายัน และสารพัดคำทำนาย ที่ทำให้เกิดกระแสภาพยนตร์ภัยพิบัติทะลักล้นไปแล้ว และผู้ชมก็ชินตากับภัยธรรมชาติบนจอไปเรียบร้อย การซ้ำทางแบบนี้จึงน่าเป็นห่วงอยู่พอตัว แนวทางที่หนังเรื่องนี้นำมาแก้เกม คือการพยายามทำให้คนดูเชื่อว่า สิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริง ทั้งในส่วนของแผ่นดินไหว และความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ทว่ามันสำเร็จและล้มเหลวไปพร้อมๆ กัน

San Andreas

San Andreas ถ่ายทอดเรื่องราวของ เรย์ หัวหน้าหน่วยนักบินเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ที่มีปัญหาระหองระแหงกับ เอ็มมา ภรรยาที่ห่างกันไป และเป็นห่วง เบลค ลูกสาวสุดรักอยู่ในที จนเกิดแผ่นดินไหวครั้งมโหฬาร นำมาซึ่งการพังทลายของเมืองเสียย่อยยับ เรย์ พร้อมฮ.คู่ใจ ต้องตามไปช่วยภรรยาและลูกสาว ให้รอดตายจากมหันตภัยครั้งนี้ แต่อุปสรรคนานัปการก็ค่อยๆ ถาถมเข้ามาไม่หยุด

กลวิธีที่ San Andreas ใช้สร้างภาพของแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ และซากแห่งความย่อยยับอับปางนั้น ไม่ติดปัญหาอะไร เพราะมันเนี้ยบกริบ อลังการได้ตามมาตรฐานเทคนิคพิเศษฮอลลีวูดอย่างไม่ขวยเขิน แต่ปัญหาทั้งหมดตกไปอยู่ที่กลุ่มศาสตราจารย์และผู้รู้ในเชิงวิชาการแผ่นดินไหว ที่คิดค้นเครื่องแจ้งเตือนได้สำเร็จ และนำปัญหา รวมไปถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ในสภาพความรู้เพียวๆ หลักวิทยาศาสตร์ที่ถอดมาจากหนังสือ มาถกเถียงอภิปราย และว้าวุ่นพยายามอธิบายให้คนดูได้รู้อย่างยืดยาว ฉากเหล่านี้เป็นส่วนเกินที่มากมายเกินจำเป็น และสร้างความน่าเบื่อให้หนังอยู่ไม่น้อย หลักการเหล่านี้อาจช่วยให้ภาพตรงหน้าดูน่าเชื่อถือขึ้นก็จริง แต่วิธีทื่อมะลื่อตรงไปตรงมานี้ มันไม่ได้ผลนะศาสตราจารย์

หากส่วนเกินที่หนังตั้งใจใส่มาช่วย (แต่ผลออกมาซวยมากกว่า) ในช่วงอารัมภบทที่ออกจะเต็มไปด้วยทฤษฎีผ่านไป การแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องราวออกเป็น 3 เส้น 3 สถานที่ คือ เรย์ ที่ออกบินทดสอบเครื่อง / เอ็มมา ที่อยู่บนตึกสูง / เบลค อยู่อีกตึกสูงหนึ่่ง จนเกิดแผ่นดินไหวตูมตามครั้งใหญ่ เรื่องราวทั้งหมดจึงมาบรรจบกันได้ และเร่งจังหวะ ให้ชวนสนุกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างหลังจากฟังเลคเชอร์อยู่เสียนาน แต่ถึงกระนั้นเมื่อตัวละครที่รับบทโดย เดอะร็อค ออกจะครบองค์สุดเก๋า เก่งกล้าสามารถเหนือระดับหน่วยกู้ภัย ราวกับเล่นเกมส์ใช้สูตรขนาดนี้ ความสมจริงของภัยพิบัติที่พยายามสร้างมาก็พังไปอีกรอบ เพราะคุณพ่อคนนี้ เขาเหนือจริงไปเสียแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อนครับคุณผู้ชม San Andreas มิได้พังพาบตามอาคารไปขนาดนั้น ในขณะที่เส้นเรื่องคุณพ่อใช้สูตรอมตะไปเรียบร้อย เส้นเรื่องของ เบลค อันเป็นลูกสาวเชื่อไม่ทิ้งแถวนั้น น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความรู้ด้านการเอาชีวิตรอดที่ได้มาจากพ่อ เมื่อรวมกับการที่เธอต้องมีเพื่อนร่วมทางเป็นไอ้หนุ่มไม่เอาอ่าว ทำอะไรไม่เป็น แถมปอดแหกเล็กๆ ที่กระเตงน้องชายยียวนมาด้วยแล้ว ความเป็นหญิงแกร่งก็ยิ่งเด่นชัด และคอยลุ้นไปว่าเธอจะงัดเอาความรู้ตรงไหน มาใช้แก้ปัญหาตรงหน้าให้ผ่านพ้น และขับเคลื่อนไปพร้อมๆกับความรักกุ๊กกิ๊กระหว่างชายหญิงด้วย ซึ่งเราสามารถสัมผัสและเห็นพัฒนาการได้มากกว่ารุ่นคุณพ่อคุณแม่ ที่จับต้องอะไรไม่ค่อยจะได้นัก

โดยองค์รวมแล้ว หาก San Andreas จะเลือกเส้นเรื่องทั้งสองที่พันอีนุงตุงนังกัน มาเน้นย้ำเพียงประเด็นเดียว หนังอาจจะน่าสนใจ และเอาใจช่วยในโลกกลางหายนะครั้งนี้มากขึ้น แต่การเหมาหมดรักพี่เสียดายน้อง ทั้งความจริงทางวิทยาศาสตร์ ครอบครัว และรักหนุ่มสาว มากมายขนาดนี้ และทำให้ตัวละครเด่นที่สุดตั้งแต่ตัวอย่างหนังอย่าง เรย์ ต้องตั้งหน้าตั้งตาช่วยลูกเมีย จนหลังชนฝา มิใช่ในความหมายว่าไม่ย่อท้อ และพยายามสุดชีวิต (เพราะพี่เก่งขนาดนั้นไปแล้ว) แต่หลังชนฝา จนไม่อาจพัฒนาเรื่องราว หรือไปต่อในความสัมพันธ์ใดๆ ที่คนดูได้ประทับใจและเห็นคุณค่าของชีวิตได้อีกอย่างน่าเสียดาย

เรื่องนี้จัดไป 7 / 10 ครับ

รีวิวหนัง อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา

ความเชื่อ ความศรัทธาดูเหมือนจะถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งกับชีวิตของมนุษย์ เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์ อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา ที่ใช้ความเชื่อมาเป็นหมุดหมายในการใช้ชีวิต เชื่อในความฝันต่อสู้เพื่อให้บรรลุถึงฝั่ง เชื่อในความพยายาม ดิ้นรน ต่อสู้ จนถึงเป้าหมายอย่างที่ อีปึกหรือสาวมาด เมกะแดนซ์เชื่อ ซึ่งทำให้เธอมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ หากจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ความศรัทธาเป็นตัวดำเนินเรื่องก็ไม่ผิด เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือความศรัทธาเช่นเดียวกัน

อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา

อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา ว่าด้วยเรื่องราวของ สาวมาด เมกะแดนซ์ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของวัยเรียน จุดเปลี่ยนของชีวิตในก้าวแรกที่เดินบนเส้นทางสายดนตรี จวบจนนาทีที่ป่วยหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ด้วยอาการครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง ทำให้ความดันโลหิตสูงจนเลือดออกไปทับก้านสมอง ได้สามีสุดที่รัก กรุง สุขสันต์ มานอนเฝ้าดูอาการโดยไม่เคยทิ้งไปไหน และยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ภรรยากลับมามีชีวิตที่แข็งแรงอีกครั้ง และเชื่อว่าเป็นการเกิดปาฏิหาริย์จากพญานาคที่มาช่วยให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

ชีวิตของอีปึกถือเป็นเรื่องราวที่มีความคล้ายคลึงกับภาพยนตร์แนวชีวประวัติเรื่องอื่นๆ เช่น The Moon พุ่มพวง (2011) แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเป็นการเล่าเรื่องราวของบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว แต่เรื่องอีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา เป็นการเล่าเรื่องของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าจุดจบของเรื่องคงไม่ใช่ความตาย

ข้อดีของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ผู้กำกับยกเอาความเป็นอีสานบ้านๆ มาถ่ายทอด ทำให้เข้าถึงคนง่าย ทั้งยังมีมุกตลกสอดแทรกให้พอได้หัวเราะกันพอหอมปากหอมคอ ที่สำคัญคือเพลงประกอบภาพยนตร์นั้นมีความไพเราะ สื่อให้เห็นถึงช่วงชีวิตของอีปึกได้เป็นอย่างดี ทั้งความพยายามที่จะทำความฝันให้เป็นจริง จนมาสู่นาทีวิกฤตของชีวิต บทเพลงมีส่วนช่วยบิ้ลด์อารมณ์ผู้ชมให้คล้อยตามได้ดี ซึ่งบางฉากก็ได้เพลงเข้ามาช่วยจนแอบมีน้ำซึมได้

ส่วนข้อที่ควรปรับปรุงก็คือ การดำเนินเรื่องไม่ยังเป็นธรรมชาติ ขาดความสมเหตุสมผลในบางเรื่อง อีกทั้งการสื่ออารมณ์ของนักแสดงก็ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ส่วนเรื่องของโปรดักชั่นก็ยังไม่ค่อยโอเค การตัดต่อไม่ลื่นไหล ซีจีก็ไม่เข้ากับภาพรวมของเรื่อง การพยายามโยงเรื่องอภินิหารมาใส่ในเรื่อง ทำให้ดูจะไม่เข้ากับเนื้อเรื่อง อาจะเป็นเพราะภาพค่อนข้างโดดไปคนละเรื่อง บางฉากก็ตัดไปตัดมาโดยไม่มีเหตุผล ความต่อเนื่องของเรื่องจึงไม่ค่อยมี

อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาพยนตร์ อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา จะมีความยาวของเรื่องไม่นานนัก แต่ก็ยังให้ความบันเทิงและข้อคิดจากการได้เรียนรู้เรื่องราวของบุคคลในเรื่อง เชื่อว่าหากตีตั๋วเข้าไปดูโดยไม่ได้คาดหวังมากนักก็สร้างความสนุกได้เช่นกัน อีกทั้งยังได้ฟังเพลงจากนักร้องศิลปิน ซึ่งถือว่าเป็นบทเพลงที่กินใจ โดยเฉพาะคนอีสานที่อาจทำหวนคิดถึงบ้านได้โดยไม่รู้ตัว

อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา 2.5/5 คะแนน เข้าฉายในไทย 13 กรกฎาคม 2017

หนัง Zombieland: Double Tap – ซอมบี้แลนด์ แก๊งซ่าส์ล่าล้างซอมบี้

หนัง Zombieland Double Tap หรือชื่อไทยว่า ซอมบี้แลนด์ แก๊งซ่าส์ล่าล้างซอมบี้ Zombieland เป็นเรื่องราวของโลกที่ได้ล่มสลายลงจากการที่มนุษย์ติดเชื้อซอมบี้ และตัวหนังเป็นเรื่องราวการเอาชีวิตรอดด้วยกฎสุดฮาของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ในภาคแรกนำแสดงโดย Jesse Eisenberg, Woody Harrelson, Emma Stone และ Abigail Breslin พวกเขาเหล่านี้จะกลับมาในภาค 2 อย่างแน่นอน Zombieland: Double Tap เรื่องราวหลังเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดในภาคแรก สหรัฐฯกลายเป็นเมืองที่รกร้างไร้ผู้คน เหล่าแก๊งซ่าส์ล่าซอมบี้ได้ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ร่วมผจญภัยและพบผู้รอดชีวิตอื่นๆที่นำมาซึ่งความฮาแบบขั้นสุด ภารกิจล่าซอมบี้มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ ความป่วน และอาวุธครบมือกลับมาอีกครั้ง

Zombieland: Double Tap

เรื่องราวต่อเนื่องมาหลังจาก Zombieland (2009) 10 ปี หลังจากที่อเมริกาทีการแพ้ระบาดของเชื้อซอมบี้จนทำให้แทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่อีกแล้ว เมืองรกร้าง กลุ่มผู้รอดชีวิตอันประกอบไปด้วย หนุ่มเนิร์ด โคลัมบัส, ตาแก่ทัลลาฮัสซี่, วิชิต้า และน้องลิตเติลร็อก ใช้ชีวิตกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางพวกผีดิบที่เหมือนมาเดินประกอบฉาก พวกเขาทั้ง 4 กลายมาเป็นครอบครัว(ก็แหงล่ะอยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปี) และได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ เริ่มได้พบกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ มากขึ้น แล้วแต่ละคนก็มีความเพี้ยนไม่ต่างกันเท่าไหร่ จนทำให้เกิดเป็นการผจญภัยที่โหด มันส์ ฮาและบ้าอีกครั้ง
ต้องบอกก่อนเลยว่า Zombieland เป็นหนังซอมบี้ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องนึงตั้งแต่ที่เคยดูมาเลย คือมันไม่ต้องมีแก่น มีสาระอะไร แค่คนบ้ากลุ่มนึงมารวมตัวกันเพื่อใช้และเอาชีวิตรอดไปในโลกที่ล่มสลายไปแล้ว ก็ทำได้สนุกและฮาจัดจนอยากให้มีภาคต่อออกมามากๆ ซึ่งหากใครจำกันได้มีการแอบทำ reboot ออกมาเป็นซีรีส์แต่ออกมาแค่ตอนเดียวก็ดับสนิทจนต้องเฟดหายไป จนในที่สุดค่ายก็ปล่อยภาคต่อออกมาเสียทีพร้อมผู้กำกับ Ruben Fleischer ที่เคยกำกับภาคแรก และก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะโปรเจ็คนี้ดูท่าว่าตารูเบนแกจะเป็นตัวเองมากที่สุด (อาจจะเพราะว่ามีอิสระในการทำเยอะ) หนังเลยออกมาสนุก บ้าและฮา ตอบโจทย์แฟนหนังภาคแรกสุดๆ เหมือนทีมสร้างเองก็แอบรีเสิร์ชจนรู้ว่าแฟนอยากเห็นอะไร รอความปั่นเบอร์ไหนก็จัดให้หมด แม้ว่าองค์ประกอบและจังหวะการเล่าเรื่องของหนังอาจจะดูเดินตามสูตรที่ภาคแรกวางไว้เป๊ะๆ ก็ตาม

แต่ที่พิเศษกว่าเดิมคือการที่ภาคนี้ดูจะมีสีสันและชอยส์ให้เล่นมุกมากขึ้นจากเดิมทีจะล้อแค่ขนบหนังซอมบี้ เพราะด้วยความที่บทภาคนี้ตัวละครเยอะกว่าเดิมมาก แต่แต่ละตัวก็ปั่นไม่ต่างจากพวกพระเอกเลย ที่ชอบสุดคือความเด๋อของน้อง Zoey Deutch ที่มาเล่นเป็นสาวสวยไร้สมองได้น่ารักน่าหยิกสุดๆ แต่ที่ 1 ในใจคงไม่พ้น Emma Stone ที่เหมือนเบื่อหนังรางวัลมาปลดปล่อยแบบไม่ห่วงสวยห่วงภาพลักษณ์เลยในเรื่อง ชอบมากกก 555+

โดยรวมแล้ว Zombieland: Double Tap อาจจะไม่ใช่หนังที่มีความสดใหม่และสมบูรณ์เหมือนตอนที่ภาคแรกออกมา แต่หนังมีความสนุก ฮา คงบรรยากาศแบบที่เราๆชอบกันจากภาคแรกเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน คือเอาง่าย ๆ ว่าถ้าคุณดูแล้วชอบภาคแรกมาก คุณก็จะรักภาคนี้ไม่แพ้กัน เติมเต็มได้ประมาณนึงเลย หรือถ้าใครยังไม่เคยดูแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าให้ไปหาภาคแรกมาดูและไปจัดภาคสองต่อคงจะคลายสมองและสนุกไม่หยอกเลยครับ

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน

จะว่าไปปีนี้ก็มีหนังเกี่ยวกับการปล้นออกมาหลายต่อหลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกับ Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน ผลงานการกำกับภาพยนตร์ล่าสุดของ Steven Soderbergh ที่ปล่อยตัวอย่างหนังออกมาก็ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ อย่างมากมาย โดยเฉพาะการพลิกบทบาทของนักแสดงนำอย่าง Daniel Craig ที่เราเห็นจนชินตาในหนังสายลับสวมสูทกลายเป็นโจรอัจริยะ มาดูกันว่าเรื่องราวการปล้นของโลแกนจะได้เรื่องหรือไม่

Logan Lucky

Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน สองพี่น้องอับโชคตระกูลโลแกน จิมมี รับบทโดย แชนนิง เททัม (Channing Tatum) และ ไคลด์ รับบทโดย อดัม ไดรเวอร์ (Adam Driver) ร่วมกันก่อแผนโจรกรรมครั้งใหญ่ในงานแข่งรถแข่ง นาสคาร์ โคคาโคล่า 600 ณ สนามชาร์ล็อตมอเตอร์สปีดเวย์ พวกเขาต้องสร้างทีมขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการครั้งนี้ หนึ่งในสมาชิกที่พวกเขาจะขาดไม่ได้คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดอย่าง โจ แบง รับบทโดย แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) เมื่อกลุ่มคนสุดป่วนร่วมมือกันดำเนินแผนโจรกรรมครั้งใหญ่ที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

เมื่อได้เห็นตัวอย่างหนังก็ทำให้เราเกิดความคาดหวังว่าหนังมันจะต้องตบมุกตลกกันอย่างสนุกสนานแน่ๆ แต่พอได้ดูหนังเต็มๆ แล้วก็พบว่าพล็อตดำเนินอย่างค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่ได้เร่งหรือช้าจนเกินไป เรื่องมุกตลกก็ปล่อยออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้เลย ซึ่งมุกตลกส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบที่ขำก๊าก แต่เป็นแบบหัวเราะในคอ ซึ่งบางมุกเราขำ คนอื่นก็อาจจะไม่ขำ ถือว่าแปลกดีเหมือนกัน

จากพล็อตเรื่องที่เรียกว่าค่อนข้างจะธรรมดา ไม่ได้หวือหวาหรือแปลกใหม่ไปเสียหมด แต่ด้วยจังหวะของหนังที่เล่าได้ค่อนข้างดี เห็นความเป็นไปทุกขั้นตอนการปล้น ไม่ได้เร็วหรือช้ามาก ทำให้บางช่วงก็ดูเอื่อยไปจนชวนให้ง่วงนอนได้ หรืออาจเป็นเพราะเราเข้าไม่ถึงสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อก็เป็นได้ ที่สำคัญเราจะเห็นวิธีการปล้นจริงๆ ซึ่งไม่รู้ว่าหากนำมาใช้จริงจะสำเร็จหรือไม่ จะเรียกว่าเป็นหนังสอนวิธีปล้นก็ได้ แต่คงใช้ไม่ได้ในทุกพื้นที่

สิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับหนังทุกเรื่องจะต้องใส่เข้าไปในหนังก็คือการล้อเลียนปรากฏการณ์ทางสังคมไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับในหนัง Logan Lucky ที่โดยส่วนตัวแล้วชอบการล้อหนังหรือซีรีส์ของเรื่องนี้มาก และสิ่งที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อก็คือการสะท้อนภาพสังคมในปัจจุบันของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ระบบบริการสาธารณสุข เทศกาลงานต่างๆ ที่มีช่องโหว่ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องชนชั้น ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของเรื่องราวการปล้นในครั้งนี้

อีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ นั่นก็คือตัวละครในเรื่อง เรียกว่าถูกอกถูกใจแฟนหนังกันเลยทีเดียว ทั้ง Channing Tatum, Adam Driver และ Daniel Craig ได้โชว์เสน่ห์ออกมาอย่างเหลือล้น แต่ไม่ใช่เรื่องรูปร่างหน้าตา หากแต่เป็นคาแรคเตอร์ของตัวละครที่มีส่วนช่วยให้หนังออกมาดี มีความน่าสนใจ และที่สำคัญคือตอนจบของหนังไม่น้ำเน่าเหมือนอย่างที่คิด จะเป็นยังไงต้องไปพิสูจน์ และ Logan Lucky ก็ยังคงเป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้เพลงประกอบภาพยนตร์ของ John Denver ไม่ต้องเดาว่าเป็นเพลงอะไร Take Me Home, Country Roads นั่นเอง

Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน 4/5 คะแนน

รีวิวหนัง เรื่อง Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส

ถือเป็นหนังนอกกระแสที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส หนังแนวทริลเลอร์ดรามาที่ผสมความลึกลับไว้อย่างน่าดูทีเดียว ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นผลงานของผู้กำกับขาโหด ทาคาชิ มิอิเกะ นั้นจะทะลุ 100 เรื่องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมเรื่องนี้ยังเป็นการกลับมาแสดงหนังครั้งแรกของ โช ซากุราอิ จากวง Arashi ในรอบ 4 ปี ร่วมด้วยนักแสดงชื่อดังมากมายทั้ง ซึสุ ฮิโรเสะ จาก Our Little Sister (2015) และ โซตะ ฟุคุชิ จาก Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You (2016)

Laplace’s Witch

Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส ว่าด้วยเรื่องราวของคนสองคนที่เสียชีวิตเพราะการสูดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นกันคนละสถานที่ ตำรวจจึงต้องพึ่งความเห็นของนักวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ชูสุเกะ อาโอเอะ เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองคดีคืออุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม ในระหว่างการสืบสวน ชูสุเกะได้พบกับสาวน้อยปริศนา มาโดกะ อุฮาระ เธอสามารถทำนายสถานที่เกิดปรากฏการณ์ได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างวิทยาศาสตร์และความลึกลับจึงเริ่มขึ้น

ต้องยอมรับกันตามตรงว่าช่วงแรกของหนังนั้นค่อนข้างเอื่อยและเฉื่อยไปพอสมควร แต่พอเครื่องเริ่มติดและได้เบาะแสเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น มันก็ค่อยๆ สนุกขึ้น ซึ่งในตอนแรกคิดว่าหนังจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์อะไรทำนองนี้ แต่พอได้ดูจนจบกลับพบว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์มากๆ และค่อนข้างหักมุมทีเดียว

นอกจากเราจะได้สนุกและลุ้นไปกับการไขคดีแล้ว เรายังได้เรียนรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่มีความซับซ้อน และน่ากลัวอย่างไม่น่าเชื่อ รวมไปถึงสภาพสังคมอันเคร่งเครียดของคนญี่ปุ่นผ่านการเล่าเรื่องและการแสดงออกของตัวละครอีกด้วย ไม่ต้องกลัวว่าหนังจะซับซ้อนจนอาจจะดูไม่รู้เรื่อง เพราะในระหว่างการดำเนินเรื่องหนังจะใช้ตัวละครคอยย้ำเตือนบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีบางช่วงบางตอนที่ทำให้เราสับสนและงุนงงไปบ้าง

ในส่วนของการแสดงก็ถือว่านักแสดงล้วนแต่แล้วถ่ายทอดความเป็นตัวละครแต่ละตัวออกมาได้ดี โดยเฉพาะ ซึสุ ฮิโรเสะ ที่เปล่งประกายออร่าและมีเสน่ห์เหลือล้น มองผ่านๆ นี่ยังแอบคิดว่าเหมือน เฌอปราง BNK 48 เสียอีก (บางมุมเหมือนมากจริงๆ นะ) อย่างไรก็ตาม อาจจะมีติในเรื่องของงานสร้างสิชวลเอฟเฟกต์ที่ดูแปลกๆ ไปบ้างในบางฉาก แต่ก็ไม่ได้ถือว่าน่าเกลียดมากนัก และที่สำคัญหนังจบได้ดีมาก ส่วนจะจบยังไงอยากให้ไปพิสูจน์กันเอง รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ซึสุ ฮิโรเสะรีวิว Laplace’s Witchรีวิวหนังหนัง Laplace’s Witch

รีวิวหนัง Tracers : เกมวิ่งไล่จับ ฉบับเอ็กซ์ตรีม

สิ่งที่หนังแอ็คชั่นอย่าง Tracers บอกจุดขายมาแต่ไกลนั้น คือ ปากัวร์ โลดโผนโจนทะยานโดดข้ามรถ กระโจนข้ามตึกแบบเสี่ยงตาย รวมไปถึงการนำอดีตหมาป่าเจคอบมาแสดง ก็น่าจะเรียกคะแนนจากแฟนๆ ได้มากโข แต่ผลที่ออกมาดูท่าทางว่า ลีลาปากัวร์ในครั้งนี้ จะโดดไปถึงอีกขอบของความสำเร็จเสียอย่างนั้น

Tracers เล่าเรื่องราวของ แคม ไอ้หนุ่มเมสเซนเจอร์ ผู้มีใจรักกีฬาเอ็กซ์ตรีม และปฏิบัติงานพร้อมจักรยานคู่ใจ จนวันหนึ่งเกิดโดนรถชนเข้าโครมใหญ่จนจักรยานพัง แต่นั่นก็ทำให้เขาได้พบกับ นิกกี้ สาวลึกลับ ที่มาพร้อมลีลาปากัวร์ แบบตัวแม่ และด้วยเพราะตัวเองกำลังติดหนี้ก้อนโต โอกาสเหมาะขนาดนี้ แคมจึงค่อยๆ พาตัวเองเข้าสู่โลกของปากัวร์ และนำไปสู่อาชีพใหม่รายได้ดี แต่ก็ทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หากมองในสายตาของคนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับกีฬาเอ็กซ์ตรีม Tracers ก็สามารถพาเราไปรู้จักกับ ปากัวร์ ทั้งลักษณะของมัน วิธีการ รวมถึงแนวคิดได้จริงแบบเห็นผล แต่สิ่งนั้นกลับส่งผลร้ายมากกว่าดี เพราะมันทำให้หนังในช่วงแรก คลับคล้ายคลับคลากับคลิปสอนเต้น T25 ที่สำหรับคนที่สนใจอยู่บ้างเป็นทุนเดิม ก็จะสามารถร่วมอินกับความสูงของตึก อุปสรรค รวมถึงลีลาลุยแหลก แปลกพิสดารเหล่านั้นได้ไม่ยาก แต่สำหรับมนุษย์ผู้ห่างจากการออกกำลังกายเป็นนิจนั้น มันออกจากเถรตรง เนิบช้า และชวนง่วงเหงาหาวนอนอยู่ไม่น้อย

แต่ก็เหมือนการวิ่งระยะไกล แคม และผองเพื่อน ที่วิ่งวอร์มมาตั้งแต่จุดสตาร์ท ก็เริ่มทำความเร็วเต็มๆ ได้เสียทีในช่วงกลางๆเรื่องเป็นต้นไป หากเน้นไปที่การถ่ายทอดภาพของลีลาเอ็กซ์ตรีม ที่ถือเป็นโลกใหม่ของแคม (และโลกใหม่ของผู้เขียนด้วย) ได้อย่างน่าตื่นเต้น แต่เมื่อมารวมกับบทที่ตรงแด่วตามสูตร ปัญาต่างๆ ถูกคลี่คลายได้โดยง่าย แบบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าจะเป็นยังไง ทำให้จังหวะความมันส์ของการวิ่งยาวๆ ครั้งนี้สะดุดไปมา และล้างความตื่นเต้นที่ภาพการโลดโผนทำไว้อย่างน่าเสียดาย

ถ้าอยากเก่งขึ้น จงลืมที่ทำได้ในปัจจุบัน และมองไปยังอนาคต เราได้เรียนรู้คติของปากัวร์ ไว้แบบนั้น ซึ่ง Tracers ก็ยึดมั่นอุดมการณ์นี้แบบตามตำราเป๊ะ ด้วยการมุ่งเล่าถึงปลายทาง ที่การทำภารกิจสำเร็จหรือล้มเหลว แต่หลงลืมที่จะให้เวลาและความสำคัญให้มากพอกับเรื่องก่อนหน้านั้น ทั้งที่น่าจะเป็นตัวชูโรงให้หนังดูสนุกขึ้น และทำให้อนาคตที่มองอยู่ตลอดเวลาของการวิ่งระยะไกลตลอดชั่วโมงกว่านี้ ถูกลดระดับจากการวิ่งเสี่ยงตาย เดิมพันด้วยชีวิต เหลือเพียง เกมวิ่งไล่จับ ในฉบับเอ็กซ์ตรีม เท่านั้นเอง

ป.ล. ถึงโดยรวมจะมาแนว ฮาว ทู ปากัวร์ ไปหน่อย แต่แฟนๆ ของ เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ ก็คงจะฟินไม่น้อย ที่ได้เห็นเขาโชว์แอ็คชั่นแบบไม่กั๊ก มากกว่าจะมาถอดเสื้อโชว์กล้าม รักเมียชาวบ้านอย่างเดียว

เรื่องนี้ให้ 6.5/10 ครับ

หนัง Once Upon a Time in Hollywood – กาลครั้งหนึ่ง ในฮอลลีวู้ด

หนัง Once Upon a Time in Hollywood หรือชื่อไทยว่า กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวู้ด เรื่องราวของ นักแสดงหนุ่มตกอับชาวตะวันตกกับสตั้นท์แมนของเขาที่พยายามดื้นรนให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจหนัง อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังเรื่องแรกของ เควนติน ที่สร้างขึ้นมาโดยอ้างอิงจากเรื่องจริงอีกด้วย แบรด พิตต์ , ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ มาร์โก้ต์ ร็อบบี้

Once Upon a Time in Hollywood

ผลงานลำดับที่ 9 ของ Quentin Tarantino ที่เจ้าตัวเคยบอกไว้ว่าจะทำหนังยาวแค่ 10 เรื่องเท่านั้น หลังจากที่เคยทำหนังมาหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรม, แก๊งค์สเตอร์, กังฟู, คาวบอย, สงครามโลก คราวนี้มาในแนวหนังที่มีแบ็คกราวสร้างมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของคดีฆาตกรรมสุดอื้อฉาวแห่งวงการฮอลลีวู้ดของ Sharon Tate ที่โดนกลุ่ม Manson Family ลัทธิของ Charles Manson ฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม จึงเป็นที่น่าสนใจว่าตัวของ Quentin จะถ่ายทอดหนังเรื่องนี้ออกมายังไง

Once Upon a Time in…Hollywood เป็นหนังที่เล่าเรื่องของนักแสดงชื่อดังที่กำลังจะหมดยุคของเขาในไม่ช้าอย่าง Rick Dalton (Leonardo DiCaprio) และสตั้นท์แมนของเขาอย่าง Cliff Booth (Brad Pitt) ที่ทั้งคู่ได้บังเอิญมีบ้านที่อยู่ติดกับผู้กำกับอย่าง Roman Polanski และคู่หมั้นของเขา Sharon Tate โดยที่หารู้ไม่ว่ามันกำลังจะนำไปสู่เรื่องราวที่พวกเขาไม่คาดคิด

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า จำเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด ที่จะต้องรับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์คดีฆาตกรรมสุดอื้อฉาวของ Sharon Tate มาก่อน เพราะถ้ารับรู้แล้วหนังมันจะทำงานกับเราแบบที่สุด และจะสนุกขึ้นมาก มันจะตรงกับที่ Quentin ต้องการเลย ตลอดทั้งเรื่องเราจะเกิดความสงสัยว่ามันจะมาบรรจบกันตรงไหน หลายๆ ครั้งที่มีตัวละครจริงๆ จากเหตุการณ์จริงมาเกี่ยวข้องเราก็จะแบบ เอาละเว้ยๆๆๆๆๆ และด้วยความที่เป็นแบบนั้น เราจึงรอลุ้นและสนุกกับมันว่าหนังจะลงเอยยังไง จะเล่ามันยังไง มันจึงเดาตอนจบอะไรไม่ได้เลย

เป็นหนังเกือบ 3 ชั่วโมงที่เพลินมาก ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดทั้งเรื่อง Quentin เหมือนได้พาเราหลุดเข้าไปในยุคทองแห่งฮอลลีวู้ดช่วงนั้นไปเลย ทั้งการแสดง เบื้องหลัง สภาพแวดล้อมเมือง เรียกได้ว่าถ่ายทอด LA ในยุคนั้นออกมาได้โคตรมีเสน่ห์มากๆ ถึงแม้มันอาจจะดูเวิ่นเว้อไปซะหน่อย แต่มันเหมือนเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ Quentin รัก ผ่านออกมาในหนังของตัวเอง ในหลายๆ แง่มุม ให้คนดูได้รับรู้

รวมถึงสิ่งที่น่าชื่นชมมากๆ คือทีมนักแสดงทุกคนเลย ไล่ไปตั้งแต่ Leonardo DiCaprio ในบทของ Rick Dalton ที่สะท้อนภาพของดาราดังในยุคนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็น George Maharis, Ty Hardin, Fabian, Vince Edwards, Edd Byrnes ที่ถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตามมาด้วย Brad Pitt ที่รับบท Cliff Booth ซึ่งตัวละครนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตั้นท์แมน Hal Needham และ Burt Reynolds ที่แสดงได้โคตรเท่ และไม่น่าเชื่อว่าชายอายุ 56 จะรักษาหุ่นได้โคตรยอดเยี่ยมขนาดนี้ และสองตัวละครนี้แหละที่สร้างความบันเทิงให้หนังแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก รวมไปถึง Margot Robbie ในบท Sharon Tate ที่ถึงแม้ไม่ได้ออกมาโชว์ฝีไม้ลายมือการแสดงมากเท่าที่ควร และนับเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ต้องบอกว่าทุกครั้งที่เธอปรากฏออกมาช่างสวย น่ารัก น่าหลงไหลเสียเหลือเกิน และยิ่งเธอทำให้คนดูหลงรักเท่าไหร่ และยิ่งคนดูรับรู้เรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นมามากแค่ไหน มันยิ่งส่งผลให้ลุ้นกับชะตากรรมของตัวละครนี้เสียเหลือเกิน

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหนังยกให้องค์สุดท้ายของหนังเลย ถ้าไม่ใช่ Quentin คิดไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะทำหนังให้ตอนจบออกมาแบบนี้ได้ คุณไม่มีทางเดาออกแน่ๆ ว่าหนังมันจะออกมาเป็นยังไง สปอยล์ไม่ได้จริงๆ ต้องไปชมเองในโรง เรียกได้ว่าคือความบันเทิงขั้นสุด Quentin ได้ถ่ายทอดจุดด่างพร้อยแห่งยุคทองของฮอลลีวู้ดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และน่าจะเพลิดเพลินเจ้าตัวใช่เล่น

แต่ในความสนุก เพลิดเพลิน บันเทิง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่านะ ว่าหนังเรื่องนี้ของ Quentin มีความแตกต่างจากเรื่องอื่นพอสมควร ดูนิ่งขึ้น สุขุม เหมือนทิ้งจดหมายบอกผ่านคนดูว่ารักยุคนั้นมากๆ นะ รวมถึงเรายังเห็นถึงความเหงา เศร้า และถวิลหาของตัว Quentin เองด้วย ยิ่งแนวทางของ Rick Dalton มาถึงช่วงที่แบบจะหมดยุคของเขาแล้ว ยิ่งทำให้สะท้อนถึง Quentin และสงสัยว่าเจ้าตัวจะคิดแบบนั้นป่าวนะ เพราะนี่ก็คือเรื่องที่ 9 ก่อนที่จะถึงเรื่องสุดท้ายเฮียแกแล้วนะ ดูแล้วแอบเศร้าเล็กๆ ชอบกล

สรุปแล้ว Once Upon a Time in…Hollywood เป็นหนังที่แฟนคลับ Quentin ที่ติดตามมาโดยตลอดน่าจะต้องชอบกันแน่นอน (และเจ้าตัวยังคงใส่เอกลักษณ์ความเป็นตัวเองอยู่เต็มหนังไปหมด เช่นบุหรี่ Red Apple) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะชอบ แต่อย่างน้อยเหมือนคุณได้เข้าไปนั่งดูกาลครั้งหนึ่งของมนต์เสน่ห์แห่งฮอลลีวู้ด เป็นความรักของ Quentin ที่อยากถ่ายทอดให้เราได้รับรู้

Cr.movie.thaiware.com

แนะนำหนัง เรื่อง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

แบรนด์ ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ ถือเป็น แบรนด์ที่โด่งดังมากๆ จากโปรเจคหนังอินดี้เล็กๆ แต่ถูกใจคนดูหมู่มาก จนทำให้ ไทบ้านร่วมมือกับ BNK48 ทำโปรเจคหนังที่ชื่อว่า ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ (ยังเป็นหนังที่อยู่ในจักรวาลไทบ้านนะ อีกนิดเดียวจะแข่งกับจักรวาลมาร์เวลได้แล้ว) ว่าด้วยเรื่องราวในจักรวาลไทบ้านที่วงไอดอล BNK48 ต้องการจะทำเพลงซิงเกิ้ลใหม่ในรูปแบบ หมอลำอีสาน และต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคอีสานเพื่อทำความรู้จักและเข้าใจในวัฒนธรรมของคนอีสานให้มากขึ้น นอกจากจะมีนักแสดงในจักรวาลไทบ้าน และน้องๆ BNK48 แล้ว ยังมี ก้อง ห้วยไร่ มาร่วมสร้างความสนุกอีกด้วย แค่ตัวอย่างก็ดูน่าสนุกละ ฉายวันที่ 23 มกราคมนี้

ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

 

รีวิวหนัง Children of the Sea – รุกะผจญภัยโลกใต้ทะเล

หนัง Children of the Sea รุกะ เด็กสาวมัธยมต้นที่ มีปัญหากับเพื่อนร่วมชมรมแฮนด์บอลตั้งแต่วันแรกของวันหยุดฤดูร้อน รุกะจึงไปที่อควาเรียมที่เป็นที่ทำงานของพ่อ ในขณะที่เธอกำลังยืนอยู่หน้าอควาเรียมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยฝูงปลาเธอก็ได้พบกับพี่น้องปริศนา อุมิ และ โซระ “พวกเขาถูกเลี้ยงดูโดยฝูงพะยูน” พ่อของรุกะบอกเธอแบบนั้น รุกะ อุมิ และ โซระ มีความสามารถสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ ในเวลาเดียวกันก็มีอุกกาบาตตกลงมา และเกิดปรากฏการที่ปลาหายไปจากท้องทะเล ทั้งสามจึงร่วมมือกันออกผจญภัยไปในโลกใต้สมุทร เพื่อปกป้องเหล่าสัตว์น้ำจากมหันตภัย

Children of the Sea

Children of the Sea – รุกะผจญภัยโลกใต้ทะเล เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่ชื่อว่า รุกะ เธอได้บังเอิญไปเจอกับเด็กชายที่ชื่อว่า อุมิ และโซระ ทั้งคู่ถูกเลี้ยงดูโดยพยูน จึงสามารถใช้ชีวิตใต้น้ำได้ หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราวแปลกๆ น่าอัศจรรย์ขึ้นมากมาย

ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ให้คะแนนไม่ถูกจริงๆ คือมันไม่ใช่หนังอนิเมะรักๆ ใคร่ๆ แบบของมาโกโตะ ชินไค หรืออย่างเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา คือมันเป็นหนังอนิเมะที่แฝงไปด้วยเรื่องราวเชิงปรัชญา วิทยาศาสตร์ จักรวาล การให้กำเนิด ชีวิต ฯลฯ คือเอาตรงๆ ก็พอเข้าใจว่ามันคือเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่ไม่เข้าใจการลำดับ ความเกี่ยวข้อง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่ามันปะติดปะต่ออะไรยังไง ยิ่งช่วงท้ายๆ นี่ งองูชนกันมั่วไปหมดเลยทีเดียว เข้าขั้นเหวออะ

เอาที่เห็นชัดๆ เลยคือภาพสวยมว๊ากกกกกก เหมือนภาพวาดงานศิลปะตามพวกหอศิลป์อะไรทำนองนั้น โดยเฉพาะพวกฉากทะเล ปลา แต่ที่เราชอบสุดๆ คือดวงตาของตัวละคร คือนัยน์ตามันดูสวยมากจริงๆ

เออนั่นแหละ พอพูดถึงเรื่องหอศิลป์ หนังเรื่องนี้มันให้อารมณ์เหมือนกับเราไปเดินหอศิลป์ คือแบบ เห้ยรูปนี้สวยว่ะ มองออกนะเป็นรูปอะไร แต่ไม่เข้าใจที่จะสื่อ อารมณ์แบบนั้นเลยจริงๆ 555

มันจึงทำให้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเหมือนคุณนั่งเรียนปรัชญา เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนเรื่องราวอะไรต่างๆ นานา ที่เอาตรงๆ พอไม่เข้าใจ งง มันเลยกลายเป็นน่าเบื่อไป ใช้สมองหนักมากกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ถ้าตัดเรื่องเนื้อหาออกไป เสพภาพกับเพลง ก็จัดว่ามันคืองานศิลปะชั้นเลิศเลยจริงๆ (แต่เนื้อหาพางงก็ทำให้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงมันหนักหน่วงไปจริงๆ 555)

สรุป ขอไม่ให้คะแนนละกัน เพราะไม่เข้าใจในหลายๆ อย่างจริงๆ คงพูดได้แค่เพียงว่าภาพมันงดงามมากถึงมาุกที่สุด นอกเหนือจากนั้นอ้าปากค้างจ้า 5555 ใครอยากลองไปพิสูจน์สมองประลองปัญญา คิดความเชื่อมโยงนู่นนี่นั่นก็ลุยโลดดดด

หนังน่าดูปี 2020 เรื่อง Mulan พร้อมตัวอย่างหนัง

จากบทกวีในศตวรรษที่ 6 ของจีน เรื่อง “The Ballad of Mulan” ที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชาย เพื่อทดแทนคุณบิดาในการออกไปรบแทน เธอได้กลายเป็นยอดนักรบคนสำคัญจนชายชาตรียังต้องยอมรับหนังนำแสดงโดยหลิวอี้เฟย นักแสดงจีนที่โด่งดัง เคยเล่นหนังฮอลลีวูดเรื่อง Forbidden Kingdom (2008) ประกบเฉินหลง และเจ็ตลี นอกจากนั้นยังมีนักแสดงจีนอีกมากมายมาร่วมสมทบทั้ง ดอนนี่ เยน ในบทขุนศึก, กงลี่ ในบทแม่มดที่เป็นตัวร้าย และเจ็ตลี ในบทของแม่ทัพ กำกับโดยผู้กำกับหญิง Niki Caro ผู้เคยฝากผลงานเอาไว่อย่าง Whale Rider, North Country และ The Zookeeper’s Wife แฟน ๆ แค่ได้ยิน Intro เพลง Reflection ขึ้นในตัวอย่างหนังก็คงขนลุกเพราะคิดถึงฉบับการ์ตูนเมื่อปี 1998 และรอติดตามชมฉบับ Live Action แทบไม่ไหว

Mulan

นักแสดง: Yifei Liu, Donnie Yen, Jet Li, Li Gong
ผู้กำกับ: Niki Caro (Whale Rider, The Zookeeper’s Wife, North Country)
ระดับความน่าดู: 8/10 กะโหลก

Cr.www.beartai.com