รีวิวหนัง Sin City 2 – ซินซิตี้ ขบวนโหด นครโฉด

“หม่าหย่งเจิน” (ฟิลิป อึ้ง) เดินทางมาที่เซี่ยงไฮ้ที่กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด เขาโตมาพร้อมกับศิลปะการต่อสู้และมือขวาอันหนักหน่วงถึงกับขนาดที่ต้องใส่กำไรเพื่อรั้งพลังหมัดของเขาไว้ เขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อทำงานอย่างสุจริต แต่แล้วสถานการณ์กลับบังคับให้เขาต้องมาเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งค์มาเฟีย การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและการอยู่รอดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

 Sin City 2

สิ่งที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดจาก Sin City มาจนถึง Sin City: A Dame to Kill For ย่อมหนีไม่พ้นสไตล์ภาพอันเป็นลักษณะพิเศษแตกต่างจากหนังทั่วไป ภาพขาวดำคอนทราสต์จัดจ้านแต้มบางจุดเป็นสีสันแสบตาเหมือนเป็นภาพที่หลุดมาจากการ์ตูนคอมมิก ที่ถูกทำให้เคลื่อนไหวผ่านดีไซน์ช็อตที่สอดคล้องไปกับการเคลื่อนไหวแบบคอมมิกเช่นเดียวกัน ทำให้เมื่อล่วงมากว่าเกือบทศวรรษนับจากที่ได้สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาเป็นหนึ่งในหนังคัลท์ขึ้นแท่น หนังอย่าง Sin City ถูกจดจำในด้านสไตล์ภาพมากกว่าเนื้อหาของตัวหนังเองด้วยซ้ำไป

เนื้อหาทั้งสองภาคของหนัง ว่าด้วยกลุ่มคนดิบในเมืองบาปที่เหล่าตัวละครต่างมีเผชิญชะตากรรมที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ความรุนแรง ความลุ่มหลง ความรัก ความสูญเสีย การแก้แค้น ความเป็นความตาย หนังผูกโยงบทบาทตัวละครต่างๆ เข้าด้วยกันโดยขับเน้นจิตใจอันดำมืดวิปริตของตัวละครเหล่านั้นออกมาอย่างเสียดเย้ย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งร่วมกันของสองผู้กำกับ Frank Miller และ Robert Rodriguez โดยรายแรกเป็นนักเขียนคอมมิกชื่อก้องที่เป็นเจ้าของผลงาน Sin City เวอร์ชั่นคอมมิก โดยทั้งสองตัดสินใจที่จะคงเรื่องราวในคอมมิกไว้ให้สมบูรณ์ที่สุดในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สไตล์ภาพแบบคอมมิกกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงหนังทั้งเรื่องไว้

หากคำว่า “ภาพสวย” เป็นคำที่เราใช้จำกัดความหนังบางเรื่อง เฉกเช่นที่ Sin City ถูกจดจำในด้านงานภาพที่โดดเด่นเกินองค์ประกอบอื่นๆ ของหนัง ผิวเผินเหมือนเป็นคำชม แต่ก็ดูจะส่งผลเสียต่อคุณค่าในด้านอื่นๆ ของตัวหนังไม่น้อย เพราะความน่าสนใจด้านเรื่องราวที่ขับเน้นด้านมืดของตัวละครผ่านพล็อตที่มีองค์ประกอบน่าสนใจ มันสอดรับแล้วไปได้เวิร์คมากๆ กับสไตล์ภาพขาวดำจัดจ้าน หม่นมืด อาบคลุมด้วยทัศนียภาพซอกมุมอับอันเน่าเฟะของเมืองคนบาปที่ฝนตกตลอดเวลา ความรุนแรงกับการสาดกระเซ็นของเลือดแดงฉานตัดกับภาพขาวดำจัด ตัวละครบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผู้ไม่ถูกกลืนเข้าเป็นพลเมืองเมืองคนบาป ที่มีสีสันสดใสเยี่ยงมนุษย์ปกติตัดกับตัวละครย้อมขาวดำอื่นๆ เหล่านี้คือการผสานกันเป็นเนื้อเดียวกันของเนื้อหาและสไตล์ภาพที่แยกจากกันไม่ได้ ทั้งยังขยับขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์และประสบการณ์ของคนดูให้กว้างขึ้นไปอีกด้วย

แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอยู่เช่นกันเมื่อ Sin City: A Dame to Kill For ที่หยิบเอาองค์ประกอบทั้งหมดของคุณงามความดีที่เคยทำไว้ในภาคแรกมาใช้ กลับมีคุณภาพที่ลดหลั่นลงไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ถูกลดทอนเสน่ห์ลงไป บทที่ผูกเรื่องราวได้ไม่กลมกล่อมนัก รวมถึงงานภาพที่นอกจากจะไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้วยังมีหลายๆ ซีนที่ทำได้ธรรมดาซ้ำซากเกินไป ทั้งการที่ยังผูกเนื้อหาบางส่วนอ้างอิงกับภาคแรกและหนังก็ไม่ได้ยืนยันความหลังมากพอสำหรับคนที่ไม่เคยดูภาคแรกก็ดูจะเป็นปัญหาด้ารอรรถรสอยู่ไม่น้อย การไต่เข้าสู่ไคล์แมกซ์ของแต่ล่ะตัวละครก็ดูจะคลายปมไปไม่สุด กล่าวโดยรวมแล้วมันช่างให้ความรู้สึกที่ “ไม่อิ่ม” เอาเสียเลยหลังดูจบ พาเอามนต์ขลังความคัลท์ที่เคยทำไว้จางหายไปไม่น้อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น Sin City: A Dame to Kill For ก็ยังมีความน่าสนใจเมื่อพิจารณาถึงความโดดเด่นแตกต่างของสไตล์หนัง เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ สำหรับคนที่เคยดู Sin City แล้วก็ยังได้ติดตามเรื่องราวของตัวละครหลักที่น่าสนใจหลายๆ ตัวที่สืบเนื่องมาจากภาคแรก และเสน่ห์ดั้งเดิมของตัวหนังที่ยังพอทำให้หายคิดถึงอยู่บ้างแม้อาจจะไม่ได้เต็มอิ่มมากนัก รวมถึงคนที่ไม่เคยดู Sin City มาก่อนก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการได้เปิดรับหนังที่เรียกได้ว่ามีสไตล์ภาพและการเล่าอันมีเอกลักษณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าท้ายที่สุดแล้วเสน่ห์และความโดดเด่นของหนังสไตล์จัดเรื่องนี้ ก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่พบเจอได้ง่ายนักในตลาดหนังที่นับวันยิ่งมีแต่ความเล่าซ้ำจำเจจนแทบแยกไม่ออกว่ามันแตกต่างกันยังไง

รีวิวหนัง Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า

หนัง Metamorphosis หรือชื่อไทยว่า ปีศาจเปลี่ยนหน้า Metamorphosis บอกเล่าถึงเรื่องลึกลับของครอบครัวหนึ่ง นำโดยผู้เป็นพ่ออย่าง พัค คังกู (รับบทโดย ซอง ดงอิล) ที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน แต่กลับเจอกับเรื่องราวสุดสะพรึ่งและไม่ชอบมาพากลมากมาย จนพวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัว และคำตอบที่ได้คือการพยายามแฝงตัวของปีศาจปริศนา ด้วยการ “เปลี่ยนหน้า” เป็นหนึ่งในพวกเขา แต่เรื่องนี้ดูจะหนักเกินกว่าพวกเขาจะแก้ไขกันเองได้ คนเดียวที่พวกเขาพอจะนึกออกคือ พัค จุงซู (รับบทโดย เบ ซองอู) น้องชายหัวหน้าครอบครัวนี้ที่ปัจจุบันเป็นบาทหลวง แต่ จุงซู กลับลังเลในการให้ความช่วยเหลืออันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการปราบผีของเขาในอดีตจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต และกลายเป็นความฝังใจเขาจนถึงปัจจุบัน แต่สุดท้ายแล้ว เขาจะเลือกเมินเฉยต่อเหตุการณ์นี้เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือจะยอมเสี่ยงเพื่อช่วยครอบครัวที่เหลืออยู่เพียง หนึ่งเดียวของเขาก่อนที่จะสายเกินไป

Metamorphosis

Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นเรื่องราวที่ตรงกับชื่อเรื่องนั้นแหละ (ชื่อไทยเรื่องนี้แปลตรงกับเนื้อเรื่องสุดละช่วงนี้ 555) คือมันเป็นเรื่องราวของบาทหลวงคนหนึ่งที่ได้ทำพิธีไล่ผี แต่ไม่สามารถไล่ได้แถมยังทำให้เด็กที่ถูกปีศาจสิงคนนั้นตาย ซึ่งครอบครัวของบาทหลวงคนนี้ก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ แต่เรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อปีศาจตนหนึ่งได้เปลี่ยนเป็นสมาชิกในบ้านคนแล้วคนเล่าเพื่อมาทำอันตรายพวกเขา ครอบครัวนี้จึงให้บาทหลวงมาช่วยไล่ผีให้

เป็นอารมณ์ที่แปลกใหม่เหมือนกันนะ ที่ได้เห็นบาทหลวง, พิธีกรรมไล่ผีจากหนังทางฝั่งตะวันตก มาอยู่ในหนังเอเชีย เท่าที่นึกออกล่าสุดใกล้ๆ นี้ก็เป็น The Divine Fury (2019) แต่ในเรื่องนี้มันไม่ได้มีความแอ็คชั่นมาฟัดกับผีหรือปีศาจง้างหมัดกันต่อยแต่อย่างใด หากแต่มันคือหนังไล่ผีที่มีการสะท้อนถึงปีศาจ บาปในทางศาสนาคริสต์อีกด้วย

อันดับแรกเลย ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ย สนุกเลยแหละ น่าติดตาม ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย แล้วกราฟมันไต่ระดับความสนุกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ปีศาจแปลงเป็นคนนั้นคนนี้ในครอบครัว พาร์ทนั้นคือพีคมาก ดีที่สุดในเรื่องแล้ว ทั้ง ระทึก ตื่นเต้น น่ากลัว สนุก ลุ้น แต่ดั๊น มาตกม้าตายตอนจบ พาร์ทตอนจบนี่คือกลายเป็นน่าเบื่อไปเลยอะ

พล็อตแลดูแปลกใหม่ น่าสนใจ กับปีศาจเปลี่ยนหน้าที่มาแทนคนนั้นคนนี้ มีกริยาท่าทางที่เปลี่ยนไป แต่น่าเสียดายน่าจะเอาจุดขายปีศาจเปลี่ยนหน้าออกมาได้มากกว่านี้ เล่นกับความสงสัยว่าตัวจริงตัวปลอมอะไรแบบนั้นน่าจะสนุกขึ้นเยอะ

เรื่องการเปลี่ยนหน้าของปีศาจนี่ คือจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้านะ มันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบาปในใจมนุษย์และแปลงเป็นแบบนั้น ซึ่งพาร์ทนี้เรามองว่ามันทำได้ดีเลยแหละ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะมันมีความเกี่ยวโยงกับบาป 7 ประการของศาสนาคริสต์ด้วย เราจะได้เห็นบาปทั้ง 7 สะท้อนปีศาจที่แปลงเป็นเหล่าตัวละครในเรื่องโดยดึงเอานิสัยใจคอด้านมึดออกมาได้ครบท้วน ทั้ง ราคะ, ตะกละ, โลภะ, เกียจคร้าน, โทสะ, ริษยา, อัตตา

มีหลายจุดที่ชวนสงสัยและหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน บางฉากก็อยากจะถามว่าใส่มาทำไม? และไอ้ตัวปีศาจอะนะ ถ้าใครได้ดูถึงเหตุผลของมันจะรู้ว่ามันเป็นปีศาจที่โคตรฉลาด วางแผนโคตรแยบยล (คือหนังไม่ได้บอกชัดเจนหรอกนะว่ามันวางแผนอะไรยังไง แต่ผลที่ออกมามันทำให้เราคิดแบบนั้นว่า เห้ย จะฉลาดไปมั้ยเนี่ย)

ทางด้านนักแสดงบอกเลยว่าสุดทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบทพ่อ แม่ พี่สาวคนโต สาวคนกลาง น้องชายคนเล็ก ต่างรับผิดชอบหน้าที่การแสดงในบทบาทของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในตอนปกติ และตอนเป็นร่างปีศาจ โดยเฉพาะคนแม่ ในตอนที่เป็นร่างของปีศาจ เห้ยคือหลอนมาก น่ากลัว ตื่นเต้น แสดงได้แบบ ช็อคไปเลยครับคุณผู้โช้มมมมมมมม แต่บทที่เราคิดว่าแสดงได้อ่อนที่สุดกลับกลายเป็นตัวพระเอกในบทบาทหลวงนั่นแหละ

สรุปแล้ว Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นหนังพล็อตที่น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้สนุก เพียงแต่ว่าน่าเบื่อในตอนจบแค่นั้นเอง พาร์ทกลางๆ เรื่องช่วง องค์สองของเรื่องนี่คือดีย์เลยแหละ สำหรับเรามันดีกว่าและชอบกว่า The Divine Fury ก็แล้วกัน

รีวิวหนัง Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า

หนัง Metamorphosis หรือชื่อไทยว่า ปีศาจเปลี่ยนหน้า Metamorphosis บอกเล่าถึงเรื่องลึกลับของครอบครัวหนึ่ง นำโดยผู้เป็นพ่ออย่าง พัค คังกู (รับบทโดย ซอง ดงอิล) ที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน แต่กลับเจอกับเรื่องราวสุดสะพรึ่งและไม่ชอบมาพากลมากมาย จนพวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัว และคำตอบที่ได้คือการพยายามแฝงตัวของปีศาจปริศนา ด้วยการ “เปลี่ยนหน้า” เป็นหนึ่งในพวกเขา แต่เรื่องนี้ดูจะหนักเกินกว่าพวกเขาจะแก้ไขกันเองได้ คนเดียวที่พวกเขาพอจะนึกออกคือ พัค จุงซู (รับบทโดย เบ ซองอู) น้องชายหัวหน้าครอบครัวนี้ที่ปัจจุบันเป็นบาทหลวง แต่ จุงซู กลับลังเลในการให้ความช่วยเหลืออันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการปราบผีของเขาในอดีตจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต และกลายเป็นความฝังใจเขาจนถึงปัจจุบัน แต่สุดท้ายแล้ว เขาจะเลือกเมินเฉยต่อเหตุการณ์นี้เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือจะยอมเสี่ยงเพื่อช่วยครอบครัวที่เหลืออยู่เพียง หนึ่งเดียวของเขาก่อนที่จะสายเกินไป

Metamorphosis - ปีศาจเปลี่ยนหน้า

Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นเรื่องราวที่ตรงกับชื่อเรื่องนั้นแหละ (ชื่อไทยเรื่องนี้แปลตรงกับเนื้อเรื่องสุดละช่วงนี้ 555) คือมันเป็นเรื่องราวของบาทหลวงคนหนึ่งที่ได้ทำพิธีไล่ผี แต่ไม่สามารถไล่ได้แถมยังทำให้เด็กที่ถูกปีศาจสิงคนนั้นตาย ซึ่งครอบครัวของบาทหลวงคนนี้ก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ แต่เรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อปีศาจตนหนึ่งได้เปลี่ยนเป็นสมาชิกในบ้านคนแล้วคนเล่าเพื่อมาทำอันตรายพวกเขา ครอบครัวนี้จึงให้บาทหลวงมาช่วยไล่ผีให้

เป็นอารมณ์ที่แปลกใหม่เหมือนกันนะ ที่ได้เห็นบาทหลวง, พิธีกรรมไล่ผีจากหนังทางฝั่งตะวันตก มาอยู่ในหนังเอเชีย เท่าที่นึกออกล่าสุดใกล้ๆ นี้ก็เป็น The Divine Fury (2019) แต่ในเรื่องนี้มันไม่ได้มีความแอ็คชั่นมาฟัดกับผีหรือปีศาจง้างหมัดกันต่อยแต่อย่างใด หากแต่มันคือหนังไล่ผีที่มีการสะท้อนถึงปีศาจ บาปในทางศาสนาคริสต์อีกด้วย

อันดับแรกเลย ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ย สนุกเลยแหละ น่าติดตาม ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย แล้วกราฟมันไต่ระดับความสนุกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ปีศาจแปลงเป็นคนนั้นคนนี้ในครอบครัว พาร์ทนั้นคือพีคมาก ดีที่สุดในเรื่องแล้ว ทั้ง ระทึก ตื่นเต้น น่ากลัว สนุก ลุ้น แต่ดั๊น มาตกม้าตายตอนจบ พาร์ทตอนจบนี่คือกลายเป็นน่าเบื่อไปเลยอะ

พล็อตแลดูแปลกใหม่ น่าสนใจ กับปีศาจเปลี่ยนหน้าที่มาแทนคนนั้นคนนี้ มีกริยาท่าทางที่เปลี่ยนไป แต่น่าเสียดายน่าจะเอาจุดขายปีศาจเปลี่ยนหน้าออกมาได้มากกว่านี้ เล่นกับความสงสัยว่าตัวจริงตัวปลอมอะไรแบบนั้นน่าจะสนุกขึ้นเยอะ

เรื่องการเปลี่ยนหน้าของปีศาจนี่ คือจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้านะ มันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบาปในใจมนุษย์และแปลงเป็นแบบนั้น ซึ่งพาร์ทนี้เรามองว่ามันทำได้ดีเลยแหละ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะมันมีความเกี่ยวโยงกับบาป 7 ประการของศาสนาคริสต์ด้วย เราจะได้เห็นบาปทั้ง 7 สะท้อนปีศาจที่แปลงเป็นเหล่าตัวละครในเรื่องโดยดึงเอานิสัยใจคอด้านมึดออกมาได้ครบท้วน ทั้ง ราคะ, ตะกละ, โลภะ, เกียจคร้าน, โทสะ, ริษยา, อัตตา

มีหลายจุดที่ชวนสงสัยและหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน บางฉากก็อยากจะถามว่าใส่มาทำไม? และไอ้ตัวปีศาจอะนะ ถ้าใครได้ดูถึงเหตุผลของมันจะรู้ว่ามันเป็นปีศาจที่โคตรฉลาด วางแผนโคตรแยบยล (คือหนังไม่ได้บอกชัดเจนหรอกนะว่ามันวางแผนอะไรยังไง แต่ผลที่ออกมามันทำให้เราคิดแบบนั้นว่า เห้ย จะฉลาดไปมั้ยเนี่ย)

ทางด้านนักแสดงบอกเลยว่าสุดทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบทพ่อ แม่ พี่สาวคนโต สาวคนกลาง น้องชายคนเล็ก ต่างรับผิดชอบหน้าที่การแสดงในบทบาทของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในตอนปกติ และตอนเป็นร่างปีศาจ โดยเฉพาะคนแม่ ในตอนที่เป็นร่างของปีศาจ เห้ยคือหลอนมาก น่ากลัว ตื่นเต้น แสดงได้แบบ ช็อคไปเลยครับคุณผู้โช้มมมมมมมม แต่บทที่เราคิดว่าแสดงได้อ่อนที่สุดกลับกลายเป็นตัวพระเอกในบทบาทหลวงนั่นแหละ

สรุปแล้ว Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นหนังพล็อตที่น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้สนุก เพียงแต่ว่าน่าเบื่อในตอนจบแค่นั้นเอง พาร์ทกลางๆ เรื่องช่วง องค์สองของเรื่องนี่คือดีย์เลยแหละ สำหรับเรามันดีกว่าและชอบกว่า The Divine Fury ก็แล้วกัน

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

หนัง Dark Waters หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง กับเรื่องราวของทนายความที่เผชิญหน้ากับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่ ซึ่งบริษัทนั้นได้มีความลับ ปล่อยสารเคมีรั่วไหลมากับน้ำซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

Dark Waters

เรื่องราวว่าด้วย โรเบิร์ต บิลอตตา ทนายความผู้ยอมเสี่ยงต่อทั้งชีวิตตนเองและครอบครัว เพื่อเดินหน้าแฉคดีความของบริษัทยักษ์ใหญ่ ดูปองท์ ผู้ผลิตสารเคมีในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียที่ซ่อนความลับดำมืดอันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ภายในเมืองหลายคน เนื่องด้วยสาเหตุการรั่วไหลของสารเคมีอันตรายร้ายแรงสู่ย่านที่พักอาศัย ที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาว

หลังจากได้ดูแล้วต้องบอกเลยว่าตัวหนังเองนั้นมีความละม้ายคล้ายเรื่อง Spotlight 2015 ที่เป็นเรื่องราวของนักข่าวที่ตีแผ่เบื้องหลังของบาทหลวงล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย หลายคดีที่สร้างแรงต่อต้านศาสนามาแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ยอมรับว่าช่วงแรกๆที่หนังเริ่มปูเรื่องราวให้กับคนดูนั้น ยังไม่สามารถสร้างจุดสนใจ หรือน่าดึงดูดให้กับคนดูได้ดีเท่าเรื่อง Spotlight ช่วงต้นๆ ค่อนข้างเดินเรื่องหนืดเอามากๆ แต่ก็พอจะให้อภัยได้ เพราะช่วงครึ่งหลังของหนังนั้นเต็มไปด้วยการสืบสาวราวเรื่องที่แซบเด็ดสนุกจริงๆ และบางฉากก็สามารถทำให้เราตระหนักถึงชีวิตตัวเองนั้นมีความเสี่ยงแบบในหนังนั้นหรือเปล่า แน่ใจแล้วหรือว่าน้ำที่เราใช้กันทุกวันจะสะอาดจริงๆ?

สรุปแล้วนั้นถ้าคุณเคยติดใจการเดินเรื่อง หรือเรื่องราวแบบ Spotloght 2015 คุณก็ไม่ควรที่จะพลาดชมเรื่องนี้ในโรงเช่นกัน 8/10

หนัง Stray – ผีอยากเป็นลูกคน สร้างจากนิยายสยองขวัญขนหัวลุก

หนัง Stray หรือชื่อไทยว่า ผีอยากเป็นลูกคน สร้างจากนิยายสยองขวัญขนหัวลุกของ สตีเฟ่น คิง แห่งรัสเซีย ‘แอนนา สตราโรบิเนท’ ที่ได้รับรางวัล European Science Fiction Award ปี 2018 นี่คือเรื่องราวของ อีกอร์ (วลาดิเมียร์ โววิเชนคอฟ) และ โพลิน่า (เอเลน่า ไลโดวา) สามีภรรยาที่สูญเสียลูกชายไปอย่างปริศนา เพื่อความสุขของภรรยา อีกอร์จึงตัดสินใจพาเธอไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อเติมเต็มช่องว่างในใจ แต่แล้วพวกเขากลับพบว่าเด็กผู้ชายที่พวกเขารับมาเลี้ยงนั้นมีบางอย่างผิดปกติ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งมีลักษณะและหน้าตาเหมือนกับลูกชายที่พวกเขาสูญเสียไปเมื่อหลายปีก่อน จนกลายมาเป็นความสยอง ที่หลอกหลอนคนดูมาแล้วทั่วประเทศรัสเซีย!

Stray

รีวิว Professor Marston and the Wonder Women

หลังจากเข้าฉายในสหรัฐฯ ไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาพร้อมด้วยคะแนนวิจารณ์ที่ค่อนข้างสูง ในที่สุดก็มีการนำเข้ามาฉายในไทยแล้ว สำหรับ Professor Marston and the Wonder Women ภาพยนตร์ชีวประวัติของผู้ให้กำเนิดฮีโร่หญิงคนแรกของโลก Wonder Woman จากหนังสือการ์ตูนที่กลายเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคเริ่มต้นที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

Professor Marston and the Wonder Women

Professor Marston and the Wonder Women ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนของคนในยุคสมัยนั้นของ Dr. William Mouton Marston นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและนักประดิษฐ์ที่ช่วยค้นคิดเครื่องจับเท็จรุ่นใหม่และได้ให้กำเนิดเรื่องราว Wonder Woman ในปี 1941

มาร์สตันมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกับภรรยาสาว Elizabeth Marston ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและนักประดิษฐ์เช่นเดียวกัน และ Olive Byrne นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตอนหลังได้กลายมาเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของ Dr. William Mouton Marston

ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สาว Wonder Woman และตัวละครนี้ได้ใส่ความเป็นเฟมินิสต์ของสองสาวลงไป ในเวลาต่อมาดอกเตอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งผิวหนังในปี 1947 สองสาวจึงอยู่ด้วยกันและเลี้ยงดูมาร์สตันน้อยร่วมกัน

จากเรื่องราวชีวิตรักของ ดร.มาร์สตัน นักจิตวิทยาชื่อดัง จะเห็นว่าค่อนข้างผิดปกติในสายตาของคนทั่วไป เนื่องจากการใช้ชีวิตในครอบครัวแบบ 3 คนฉันสามีภรรยา เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ของสังคมในสมัยนั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เปิดเผยเบื้องหลังที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

ด้วยเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านสายตาแบบมุมมองพระเจ้า เราจึงได้เห็นความคิด การกระทำของตัวละครว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และยังทำให้เข้าใจความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของพวกเขาได้ ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครแต่ละตัวนั้นก็มีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ แม้การกระทำเหล่านั้นจะทำให้คนอื่นไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็น หากมองกลับกันพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกชีวิตได้ตามแบบที่ตนต้องการ และการที่คนอื่นมาตัดสินการใช้ชีวิตของพวกเขาก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิเช่นเดียวกัน

เนื่องจาก Professor Marston and the Wonder Women ได้เปิดเผยให้เห็นถึงต้นกำเนิดของการ์ตูนและภาพยนตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง Wonder Woman ซึ่งเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยา โดยในหนังได้ย่อยข้อมูลให้ผู้ชมอย่างเราๆ ที่เชื่อว่าไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านจิตวิทยามากนักให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา เพราะด้วยความที่เนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างมีความแปลกมากพอแล้ว จึงเป็นการดีที่มีการลำดับเรื่องได้เข้าใจง่าย เวลาเปลี่ยนพาร์ทการเล่าเรื่องก็ทำออกมาได้ดี ไม่ทำให้สับสน

หลักใหญ่ใจความที่เชื่อว่าหนังต้องการจะสื่อนั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง นั่นคือความรัก อันเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด แม้ว่าความรักของครอบครัวมาร์สตันจะผิดแผกไปจากครอบครัวอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังสื่อออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนคือความรักใคร่ปรองดองของคนในครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาจากสังคมที่รับไม่ได้กับสถานะของพวกเขานั้น แม้ว่ามันจะมีผลกระทบบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ยังคงรักษาความรักนั้นไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากมองในมุมของพวกเขาเราก็จะเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่พวกเขาทำไปทั้งหมด แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่ด้วยความที่มันเกิดขึ้นจริง เราจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะมาหักล้างความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

นอกเหนือจากเรื่องราวที่เป็นที่ฮือฮาแล้ว นักแสดงที่มารับบทก็ทำให้เราประหลาดใจได้ไม่แพ้กัน เพราะด้วยบทบาทที่ถือว่าไม่ได้ง่าย นักแสดงนำทั้งสามคนอย่าง Luke Evans, Rebecca Hall และ Bella Heathcote ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ ออกมาได้อย่างสมจริง จนทำให้หลงเชื่อไปเลยว่าทั้งสามคนนั้นเป็นครอบครัวมาร์สตันไปจริงๆ ทั้งภาพและฉากต่างๆ ยังส่งให้การแสดงในแต่ละฉากนั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัวได้อย่างน่าประทับใจ หากใครต้องการซึมซับเรื่องราวความรักที่เป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ เชื่อว่า Professor Marston and the Wonder Women ไม่ทำให้ผิดหวัง อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เรามีมุมมองความรักที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีและเปิดกว้างมากขึ้น

Professor Marston and the Wonder Women 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 16 พฤศจิกายน 2017

รีวิวหนัง Knives Out – ฆาตรกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่

หนัง Knives Out ปริศนาคดีฆาตกรรมของครอบครัวหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้มาพร้อมหน้ากันเพื่อฉลองวันเกิดของคุณปู่ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อคุณปู่ได้เสียชีวิตลงอย่างปริศนา ทำให้นักสืบต้องเข้ามาสืบหาตัวผู้ร้าย และแน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างมีแรงจูงใจและกลายเป็นผู้ต้องสงสัย!

Knives Out

เรื่องราวว่าด้วย Harlan คุณปู่ประจำตระกูล Thrombey ได้ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องหนังสือใต้หลังคา โดยที่มีรอยมืดกรีดอยู่ที่คอ เหมือนท่านได้ทำการฆ่าตัวตายหลังจากวันเกิดท่านในคืนก่อนหน้า แต่แน่ใจหรือว่าคุณปู่จะฆ่าตัวตายจริงๆ ?

นี่เป็นหนังสืบสวนสอบสวนอีกเรื่องนึงที่มีวิธีการดำเนินเรื่องค่อนข้างไว ถึงใครตามเรื่องไม่ทันอาจจะดูไม่รู้เรื่องก็ได้ ที่เซอร์ไพร์สเลยคือยิ่งดู สิ่งที่คนดูเดานั้นยิ่งเดาผิดกันไปใหญ่ มีการผลิกแพลงเรื่องว่าใครเป็นต้นเหตูหรือเป็นคนฆ่าคุณปู่ได้บ้าง และหนังจบได้แบบหักปากกาเซียนจริงๆ ขนาดฉากที่เฉลยปมคนดูยังต้องตั้งใจตามไม่งั้นอาจจะไม่รู้เรื่องก็เป็นได้

สรุปแล้วนั้น นี่เป็นหนังม้ามืดอีกเรื่องในช่วงนี้ที่ดูแล้วเทใจให้ ในความตั้งใจของการเขียนบท การวางปม ขมวดปม แรงจูงใจของเหตุฆ่าตกรรมในเรื่องนี้ อยากให้มาลองสัมผัส มานั่งเดาเล่นๆระหว่างดู ว่าจะมีใครเด่าตอนจบได้ถูกต้องบ้างหรือไม่ 9/10

รีวิว Cinderella การเติมเต็มในสิ่งที่แอนิเมชั่น- ซินเดอเรลล่า

เรื่องราวของซินเดอเรลล่าได้เดินตามรอยชีวิตของ เอลล่า (ลิลี่ เจมส์) สาวน้อยที่พ่อผู้เป็นพ่อค้าของเธอได้แต่งงานใหม่หลังจากการสูญเสียแม่ไป ด้วยความที่อยากจะให้กำลังใจพ่ออันเป็นที่­รักของเธอ เอลล่าให้การต้อนรับแม่เลี้ยงคนใหม่ (เคท แบลงเชตต์) และลูกเลี้ยงของเธอ อนาสตาเซีย (ฮอลิเดย์ เกรนเจอร์) และ ดริสเซลล่า (โซฟี แมคชีร่า) สู่บ้านของเธอ แต่เมื่อพ่อของเอลล่าได้ด่วน­จากไปอย่างกะทันหัน เธอพบว่าตัวเองได้ตกอยู่ภายใต้ความดูแลของ­ครอบครัวใหม่ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและโหด­ร้าย สุดท้ายเธอได้กลายเป็นเพียงคนรับใช้สาวที่­ร่างกายเต็มไปด้วยขี้เถ้าและถูกเปลี่ยนชื่­อเป็น ซินเดอเรลล่า เอลล่าเริ่มหมดสิ้นความหวัง แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนี้ เธอตั้งใจที่จะรักษาคำพูดสุดท้ายของแม่ที่บอกให้เธอมีความกล้าหาญและจิตใจที่ดี เธอจะไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวังหรือเหยียดห­ยามคนที่มารังแกเธอ และเมื่อเธอได้พบกับชายหนุ่มแปลกหน้าผู้มี­เสน่ห์ในป่า โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าเขาคนนั้นคือเจ้าชายหรือแม้แต่กระทั่งเป็นคนในราชสำนัก เอลล่ารู้สึกเหมือนได้พบกับจิตใจอันดีงาม โชคชะตาของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อราชวัง­ได้ประกาศเชิญให้หญิงสาวทั่วราชอาณาจักรมา­เข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำ ความหวังของเอลล่าส่องประกายอีกครั้งกับกา­รที่จะได้พบกับ คิทเจ้าเสน่ห์ (ริชาร์ด แมดเดน) แต่แม่เลี้ยงของเธอกลับไม่อนุญาตให้เธอไปร­่วมงานและทำลายชุดไปงานเลี้ยงของเธอเป็นเส­ี่ยงๆ แต่ด้วยข้อดีของเทพนิยาย ความช่วยเหลือจึงมาทันเวลา เมื่อสตรีขอทานผู้ใจดี (เฮเลน่า บอนแฮม-คาร์เตอร์) ได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับฟักทองและหนูอีกสองส­ามตัว ที่จะเปลี่ยนชีวิตของซินเด

Cinderella

เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮาที่ดิสนีย์ประกาศที่จะสร้างภาพยนตร์คนแสดงจากแอนิเมชั่นที่ตัวเองเคยสร้างไว้ ซึ่งต่อยอดจาก Alice in wonderland และ Maleficent เมื่อปีที่แล้วที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

เรื่องราวในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นี้คือจะดำเนินตามแอนิเมชั่นแบบถอดแบบมาเลยทีเดียว และเติมเต็มความรู้สึก และสิ่งที่แอนิเมชั่นไม่ได้กล่าวไว้ได้อย่างลงตัวมาก เจ๊เคท เล่นเป็นแม่เลี้ยงได้ใจจริงๆ นางฟ้าแม่ทูนหัว ถึงจะมีมาแค่ฉากเดียว ขโมยซีนได้สุดยอดมาก

ถือว่าเป็นการนำเอาแอนิเมชั่นมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งที่สมศักดิ์ศรีดิสนีย์ที่นำเอาผลงานค่ายตัวเองมาเป็นภาพยนตร์ที่ดราม่าครอบครัว สร้างแรงบัลดาลใจสร้างความกล้าและเมตตาตามคอนเซปภาพยนตร์ได้จริงๆ แล้วคุณจะรู้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนึงสามารถทำให้คุนคิดบวก มีความกล้าและเมตตาขึ้นมาเพื่อสร้างสรรโลกนี้ให้สวยงามยิ่งขึ้นเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวผมให้เต็ม 10/10 ไปเลย มันโดนมันเพอร์เฟคมากที่สุด

ปล. Frozen Fever มีความยาว 7 นาที เป้นอะไรที่เซอร์ไพร์และเอาอยู่มาก แอดมินให้ 9/10 ไปเลยสำหรับแอนิเมชั่นขนาดสั้นภาคต่อเรื่องนี้ หัก1 คะแนนเพราะมันสั้นไปอยากดูเยอะ

รีวิวหนัง เรื่อง Sming – สมิง

กลางดึกในป่าแห่งหนึ่ง พรานบุญ(พรานผู้มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่บ้านพราน) ได้ช่วยชีวิตเแดง (เด็กในหมู่บ้าน) ให้รอดพ้นจากการใช้ภาพลวงล่าเหยื่อของลูกสมิง โดยหารู้ไม่ว่าการฆ่าครั้งนี้เป็นที่มาของความแค้น แม่สมิงได้เห็นพรานบุญฆ่าลูกตัวเอง มันจึงเข้าหมู่บ้านพรานเพื่อแก้แค้น เป้าหมายหลักของมันคือลำดวน (ลูกสาวพรานบุญ) แต่มันกับฆ่าได้เพียงแต่แม่ปราง (เมียพรานบุญ) ทำให้ความแค้นไม่สิ้นสุด และการล่าเพื่อล้างแค้นจึงเกิดขึ้น

Sming - สมิง

จากการตายของแม่ปราง ทำให้พรานบุญตัดสินใจออกล่าสมิงอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของลำดวน เขาได้ฝากลำดวน ไว้กับเพื่อนรักคือพรานหลง (ผู้ใหญ่บ้านของหมูบ้านพรานแห่งนี้) การล่าของพรานบุญครั้งนี้ต้องแลกด้วยความตายเท่านั้น
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้สมิงได้ออกอาละวาดอย่างหนัก มันใช้ภาพลวงหลอกฆ่าเหยื่อ ทำให้ไม่เคยมีใครเห็นตัวมันจริงจริงนอกจากเหยื่อที่มันฆ่าเท่านั้น ข่าวการล่าของมันแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีล่าของมันทำให้กระตุ้นและท้าทายพรานจากที่ต่างๆ ให้พากันมาที่หมู่บ้านนี้ ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ
การล่าสมิง แต่วัถตุประสงค์ต่างกันออกไป บางคนล่าเพราะความแค้น บางคนล่าเพื่อปกป้อง บางคนล่าเพื่อสนุก บางคนล่าเพื่อชื่อเสียง คงมีแต่ชาติ (ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้) หนุ่มอนุรักษ์ ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่สืบสวนเรื่องนี้ ที่มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไปเพราะเค้าต้องการหยุดการล่า

อย่างแรกคือความกล้าหาญของคนทำที่กล้าทำหนังที่แบกรับวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ไว้ทั้งเรื่องซึ่งแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเจ็บตัวสูงเพราะมีคู่แข่งเป็นหนังฮอลลีวู้ดที่งานเทคนิคภาพรวมถึงความกลมกล่อมของบทยังไม่สามารถสู้ได้

อย่างที่สองคือความตั้งใจที่สัมผัสได้ในหลายๆ รายละเอียดที่พยายามสร้างชั้นเชิงในส่วนของบทและความหลากหลายของตัวละคร การต่อสู้กับสมิงที่มีทั้งความเชื่อไทย เขมร จีน ถึงแม้จะไม่ลงตัวดูเก้ๆกังๆอยู่มากแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นจับฉ่ายสุกเอาเผากินเพื่อโชว์ความกระหายCGIลูกเดียว
อย่างที่สามคือมันไม่ใช่หนังที่ขายหน้าหนังเกินหนังตัวเองที่เป็นจริงๆ จนถึงขั้นน่าเกลียด หนังแนวๆนี้ที่นึกถึงคือ ‘ปืนใหญ่จอมสลัด’ ที่ขายทั้งวิชวลเอฟเฟ็กต์ ดารา ผู้กำกับและคนเขียนบทคนดัง แต่หนังที่ออกมาเหลวแหลกมาก

เสียดายที่บทมันเยอะตัวละครแยะเลยกลายเป็นว่ากระจายความสำคัญให้ตัวละครหลายตัวเกินไปจนจับจุดให้เราติดตามเรื่องราวได้ไม่ไหลลื่น อีกทั้งยังทิ้งข้อข้องใจไว้ตามรายทางโดยเฉพาะขอบเขตความสามารถของสมิงกับร่างจำแลงของมันและเหล่าวิญญาณที่สมิงสังหารซึ่งถูกพันธนาการไว้ในร่างสมิงนั้นมีความซับซ้อนกับร่างเสือสมิงที่แท้จริงอย่างไร

หยิบจับขยายเรื่องราวผิดส่วนไปมากซึ่งแทนที่จะจับธีมอันใดอันหนึ่งให้อยู่หมัดเพื่อสะท้อนสาส์นและสะเทือนอารมณ์อารมณ์ได้ในตอนท้าย กลับไปแบ่งใสใจรายละเอียดส่วนขยายต่างๆอย่างละเล็กละน้อยเพื่อรองรับการหักมุม ซึ่งก็เล่นท่ายากเพราะเป็นแบบที่ต้องบาลานซ์การปรากฏตัวของตัวละครและการซ่อนที่รอการเฉลยให้ไม่งกเงิ่นจนดูคลิเช่โต้งๆจนเกินไป ซึ่งในส่วนนี้ทำให้นึกถึง บอดี้ศพ19 แต่สำหรับสมิงมันยากในการเล่ากว่ามากๆ เพราะต้องเล่าตัวละครที่มีทั้งสองสถานะจิตที่แตกต่างกันอยาสงสิ้นเชิงในตัวเดียวกันให้น่าเชื่อ

การกำกับช่วงแรกๆ ยังดูขาดๆ เกินๆ เชยๆ เห่ยๆ ทำให้ดูประดักประเดิดจนหลุดยิ้มในฉากที่ควรเศร้าอยู่บ้าง รวมถึงการตัดต่อที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางมันจึงเอาไม่อยู่ แต่บางช็อตก็เชื่อมโยงได้เข้าท่าดี

เข้าใจว่างบนักแสดงไม่มีมากพอที่จะจ้างดารามีชื่อเสียงมาร่วมเล่น ทำให้บทสนทนาโต้ตอบหลายๆครั้งที่ซ้ำซากยิ่งไร้มิติเมื่อผนวกกับการแสดงของนักแสดงหน้าใหม่ที่แสนคลิเชทำให้ขาดความน่าเชื่อเมื่อต้องถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเสียงในหลากหลายบรรยากาศแต่เสียงเหล่านั้นกลับแบนเรียบโมโนโทนเหลือเกิน ก็เลยทำให้ต้องพยายามเอาใจช่วยหนังให้รอดพ้นจากช่วงแรกนี้ไปได้ แต่ยังดีที่นักแสดงหลักบางคนในอัตราส่วนน้ำหนึ่งหยดต่อหนึ่งแก้วยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มก้อนพรานฝรั่งที่ถึงแม้ไม่มีบทบาทส่งผลกับเรื่องมากนักแต่ฉากใหญ่ของพวกเขาก็สร้างสีสันได้มาก นอกนั้นก็ต้องหันไปชมเชยการแสดงของตัวประกอบที่เล่นมีมิติมากกว่าตัวแสดงหลักหลายๆตัว

เสียงดนตรีประกอบที่โหมเร้าอารมณ์แทบทุกฉากอย่างไม่ยั้งมือ แทนที่จะเสริมบรรยากาศหนังแต่กลับทำลาย จนช่วงกลางเรื่องเหมือนรู้ตัวว่าการโหมดนตรีประกอบขนาดนั้นมันเกินซีนหนังจนทำลายก็เลยเบาๆ ลงบ้าง ก่อนจะโหมแรงอีกครั้งช่วงท้ายแบบว่าเอาน่าจะจบแล้วก็ต้องบิลด์หน่อยสิ

โดยรวมแล้วหนังสนุกเป็นช่วงๆ สนุกกับการได้เห็นพลังวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ในหนังไทยที่แน่นอนว่ามีมากกว่าเสือในตัวอย่างหนัง ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาไปในทางที่ดีของหนังไทย สมควรแก่การเสียสตางค์เข้าไปดู

รีวิวหนัง Jojo Rabbit – ต่ายน้อยโจโจ้

หนัง Jojo Rabbit หรือชื่อไทยว่า ต่ายน้อยโจโจ้ เรื่องราวของเด็กชาวเยอรมันคนหนึ่ง ที่มีเพื่อนในจินตนาการเป็น Hitler แม่ของเขาได้ซ่อนตัวเด็กหญิงชาวยิวคนหนึ่งเอาไว้ ทำให้เด็กชายคนนั้นต้องให้เพื่อนในจินตนาการช่วยเหลือ

Jojo the Rabbit

Jojo the Rabbit – ต่ายน้อยโจโจ้ เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสืออีกที ผลงานของผู้กำกับ Taika Waititi ที่สร้างความฮาไว้ใน Thor: Ragnarok หลังจากนั้นก็กลายเป็นผู้กำกับเนื้อหอม ผลงานจ่อคิวเพียบ และเมื่อหนังสือที่ค่อนข้างจะดาร์คมาอยู่ในมือของเขาแล้ว มันจะกลายเป็นความฮา ความตลก อารมณ์และความรู้สึกก็เปลี่ยนไป แต่ก็ยังสะท้อนความโหดร้ายความหดหู่ของสงคราม ผ่านมุมมองของเด็กไร้เดียงสาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงคว้ารางวัลออสการ์สาขา บทดัดแปลงยอดเยี่ยมไปได้ (Best Adapted Screenplay) ซึ่งจริงๆ หนังเรื่องนี้เข้าชิงอีกถึง 5 สาขาเลยทีเดียว

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่อว่า Jojo เขาเป็นเด็กที่รักชาติ หมกมุ่ง คลั่งไคล้ความเป็นนาซี และมีไอดอลเป็น Adolf Hitler อีกต่างหาก ที่สำคัญเขามีเพื่อนในจินตนาการเป็น Adolf Hitler อีกนั่นแหละ ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อเขามารู้ความลับว่าแม่ของเขาซ่อนสาวชาวยิวเอาไว้ในบ้านเขา ทำให้เขาต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยภาพ ด้วยตัวอย่าง ด้วยบท มันก็ดึงความสนใจความน่าดูของเราไปหมดแล้ว แต่เอาจริงๆ สารภาพเลยว่าไม่ได้ชอบ Thor: Ragnarok ของ Taika Waititi นะ คิดว่ามันใส่ตลกมาล้นเกินไปด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอกนั่นแหละความสนใจทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้กำกับ

เอาจริงๆ เราเห็นหนังที่พูดถึงความโหดร้ายของ Hitler หรือนาซีมาก็เยอะเหมือนกันนะ แต่หนังเรื่องนี้เลือกที่จะบอกเล่ามุมมองพวกนั้นผ่านความไร้เดียงสาของเด็ก 10 ขวบ!!! แถมยังเล่าออกมาในมุมมองที่มีความฮา ความตลก คอเมดี้ ภาพโทนสว่างสีสดใส ดูไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ก็แฝงไปด้วยตลกร้าย เจ็บปวด น่าเศร้า สะท้อนความรุนแรงของสงครามออกมา ให้คนไปตีความกันได้อย่างอึ้งใช่เล่นเลย ไม่ต้องมีฉากปูหรือขยี้เลยแม้แต่น้อย

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือความไร้เดียงสาของเด็กนั่นแหละ ที่เติบโต คุ้นชิน คุ้นเคยกับนาซี ความโหดร้ายของ Hitler ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กด้วยสภาพแวดล้อมแบบนั้น แต่พอโตขึ้นเขาก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง รับรู้อะไรหลายๆ อย่าง จนความเชื่อเปลี่ยนไป อาจเรียกได้ว่าความเข้าใจก็ไม่ผิด แถมการเติบโตผ่านความสัมพันธ์ของเขากับเด็กชาวยินก็ทำได้ดี จนทำให้หนังมีความเป็น coming-of-age ที่มีคุณภาพและทรงพลังมากๆ เลยทีเดียว

ทางด้านนักแสดง ต้องยกให้น้อง Roman Griffin Davis ที่รับบทเป็น Jojo นี่แหละ ฉายแววแบบสุดๆ แสดงได้โคตรดี สีหน้าท่าทางการแสดงออกดูจริงมาก น้องเก่งจริงๆ ตามมาด้วย Taika Waititi ในบท Adolf Hitler ในจินตนาการของ Jojo ที่ขนความบ้ามาเต็มมาก ทางด้านเด็กชาวยิว Elsa ที่รับบทโดย Thomasin McKenzie ก็เล่นได้มีเสน่ห์ไม่ใช่เล่น ผู้รับบทแม่ของ Jojo อย่าง Rosie ที่แสดงโดย Scarlett Johansson ก็มีผลต่อหนังแบบสุดๆ แถมทุกฉากที่เธอออกมาก็แสดงได้ดีมากจริงๆ เอาจริงๆ เหล่าทีมนักแสดงในเรื่องนี้ไม่มีอะไรจะติเลยอะ ทุกตัวละครมีเสน่ห์ในตัวเองสูงมากๆ รู้หน้าที่ในการเล่าเรื่อง มันคือจิ๊กซอว์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์

สรุปแล้ว Jojo the Rabbit คือหนังที่บอกเล่าเรื่องราวสะท้อนความโหดร้ายของสงครามออกมาได้ในมุมมองที่แปลกใหม่และชาญฉลาด ผ่านมุมมองของเด็ก 10 ขวบเท่านั้น เราจึงได้เห็นภาพสดใส ไร้เดียงสา แต่ก็หนักอึ้งในความตลกร้ายไปพร้อมๆ กัน แถมยังจบได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว