รีวิว Shazam! อนาคตอันสดใสของจักรวาลดีซี

หลังจาก Wonder Woman และ Aquaman เจ้าสมุทร ออกฉายให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของภาพยนตร์จากฝั่งดีซีจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลย์อีกครั้ง โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดอย่าง Shazam! ที่ได้ เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (David F. Sandberg) ผู้กำกับจาก Annabelle: Creation (2017) และ Lights Out (2016) มากำกับให้ และยังได้นักแสดงที่คาดว่าจะมาแรง แซเกอรี ลีวาย (Zachary Levi) มารับบทนำในครั้งนี้

Shazam!

Shazam! ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี แบตสัน เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษในการเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในร่างผู้ใหญ่ด้วยการพูดคำว่า ชาแซม ออกมา และได้รับความช่วยเหลือจาก เฟรดดี เพื่อนผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่

โดยเขาต้องผ่านการทดสอบความสามารถหลายอย่างด้วยความสนุกสนานแบบคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในใจ แต่เขาต้องรู้วิธีควบคุมมันให้ได้เร็วที่สุดเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่มี ดร.แธดีอุส ไซวานา เป็นผู้ควบคุม เขาเฝ้ามองพลังของชาแซมและอยากได้พลังนั้นมาเป็นของเขา

จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาให้ชมกันเราก็พอจะทราบแล้วว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จะไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นอีกต่อไปเหมือนเองก่อนๆ ดูเหมือนว่าจากกระแสที่ได้รับจากเรื่องก่อนหน้านี้ใน Aquaman ที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ทำให้หนังออกมาสนุกจนทำรายได้ถล่มทลาย นั่นจึงทำให้ Shazam! กลายเป็นความคาดหวังที่สูงมากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า Shazam! ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย และสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังยิ่งเกินความคาดหมายไปมาก พูดตรงๆ คือมันว้าวจริงๆ หนังทำให้เกิดทุกอารมณ์ เรียกได้ว่าสนุกครบรส ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความดรามานิดๆ เป็นเรื่องดีมากๆ ที่หนังรู้จักดึงเอาความสัมพันธ์ของคำว่าครอบครัวมาเล่น หากจะบอกว่านี่คืออนาคตอันสดใสของจักรวาลนี้ก็ไม่ผิดเลย

โดยเฉพาะในส่วนของนักแสดงที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้เป็นอย่างดี ทั้ง แซเกอรี ลีวาย ที่สวมบทบาทซูเปอร์โร่เด็กในร่างผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวละครเด็กๆ ในเรื่องที่ทำเอาคนดูตื่นตะลึงสุดๆ เมื่อหนังได้เฉลยความลับของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าแทบอยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยทีเดียว รวมไปถึงตัวละคร เฟรดดี ซึ่งแสดงโดย แจ็ก ดีแลนด์ เกรเซอร์ (Jack Dylan Grazer) ที่เรียกได้ว่าเป็นจอมแย่งซีนจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมคือหนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ได้พลาดรายละเอียดสำคัญๆ เช่น การทดสอบพลังความเป็น Shazam! ที่แน่นอนว่าพลังของเขามีมากกว่าการใช้ไฟฟ้าแน่ๆ ในส่วนของตัวร้ายก็ถือว่ามีความโหดเหี้ยมได้ใจทีเดียว แต่อาจจะทำให้เราหลุดขำไปบ้างในหลายๆ ฉากที่เข้าคู่กับพระเอกของเรา เอาเป็นว่าความสนุกที่จะได้รับคุ้มค่ากับราคาตั๋วที่เสียไปแน่นอน

ปล. 1 แอบเห็นอีสเตอร์เอ้กจากตัวละครในหนังของผู้กำกับมาโผล่ด้วย
ปล. 2 หนังมีเอนด์เครดิตด้วยนะ คาดว่าน่าจะเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ

Shazam! 8.5/10 คะแนน เปิดฉายรอบพิเศษ 30-31 มีนาคม เข้าฉายจริง 4 เมษายน 2019

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก

สิ้นสุดการรอคอยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Men in Black: International หรือในชื่อไทย หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ภาพยนตร์แอคชั่นไซไฟผจญภัยผลงานการกำกับของ เอฟ แกรี เกรย์ (F. Gary Gray) หลังเคยฝากฝีมือสุดเฟี้ยวไว้ใน The Fate of the Furious (2017) ซึ่งในเรื่องนี้ยังได้คู่จิ้นนักแสดงจากจักรวาลมาร์เวล คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) และ เทสซา ธอมป์สัน (Tessa Thompson) มาเป็นคู่หูกันอีกครั้งในการปราบเอเลี่ยนครั้งนี้

 Men in Black: International

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ว่าด้วยเรื่องราวของ มอลลี ผู้มีความเชื่อว่าเอเลี่ยนมีจริงที่พยายามค้นหาพวกมันและได้เข้าไปอยู่ในหน่วย MIB กลายเป็น เอเจนท์เอ็ม คู่หูของ เอเจนท์เอช หนุ่มหล่อมากความสามารถของหน่วย ทั้งคู่ได้ร่วมผจญภัยตามหนอนบ่อนไส้ในองค์กรของพวกเขา

แม้ว่าในเรื่องราวของ Men in Black: International จะไม่ได้ถือว่าเป็นภาคต่อจาก MIB สามภาคก่อนหน้านี้ แต่หนังก็ยังคงกลิ่นไอของหน่วยจารชนชุดดำอย่างชัดเจน ซึ่งความแตกต่างนอกเหนือจากการตามล่าหาเอเลี่ยนในนิวยอร์กแล้ว ในเรื่องนี้ยังได้มาเยือนยุโรป ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส รวมไปถึงการมีเอเจนท์เป็นผู้หญิง โดยหนังมีการจิกกัดประเด็นนี้ตามตัวละครหลักเรียกว่าพอได้ขำในลำคอพอสมควร

หากคิดจะเอาความสนุกในเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบ 3 ภาคก่อนหน้านี้ก็คงเทียบไม่ติด เพราะแน่นอนว่ามันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เสน่ห์หลายๆ อย่างของหนังมันหายไป แต่ก็ทดแทนด้วยเคมีทางการแสดงของสองนักแสดงนำ คริส เฮมส์เวิร์ธ และ เทสซา ธอมป์สัน ที่ดูแล้วเข้าขากันดี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพลังความจิ้นให้แฟนๆ จาก Thor ได้ฟินกันต่ออีกด้วย ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเมื่อได้มาเห็นหนุ่มคริสในบทบาทนี้มันช่างดีต่อใจเหลือเกิน ทั้งตลก เท่ สมาร์ท และมีเสน่ห์สุดๆ ส่วนเทสซานั้นก็ถือว่าเป็นตัวละครที่ฉลาดมาก

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่คิด เพราะเราก็สามารถเดาทางได้ไม่ยาก หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนก็แอบเชยเสียด้วยซ้ำ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าดูได้แบบเพลินๆ นอกจากเคมีของนักแสดงที่โดยส่วนค่อนข้างชอบแล้ว บรรดาเอเลี่ยนทั้งหลายที่ออกมาก็แย่งซีนสุดๆ โดยเฉพาะเจ้าเบี้ยหมากรุก พอว์นนี ที่สร้างคาแรคเตอร์ออกมาได้กวน ฮา และน่ารักมาก เจอเจ้านี่พูดออกมาทีไรก็อดหัวเราะปนเอ็นดูไม่ได้เลย

ส่วนทางด้านอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการปราบเอเลี่ยนในครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ความพิเศษให้ตื่นตาเท่าที่หวังไว้ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดนั้นถ้าดูจากตัวอย่างมันก็มีแค่นั้นเอง แต่ยังดีที่หนังยังหยิบเอาฉากจำจากสามภาคที่แล้วมาไว้ใน Men in Black: International ด้วย ส่วนจะเป็นฉากไหนก็ต้องไปรอดูเอา แต่อย่างที่บอกไม่ควรคาดหวังอะไรมาก แค่ถือว่าไปดูเอาความเพลิดเพลินก็พอ ส่วนภาคต่อนั้นคาดว่าอาจจะมีก็เป็นได้หากหนังทำรายได้เข้าเป้าซึ่งดูทรงแล้วคงเดากันไม่ยาก

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Dark Phoenix การระเบิดพลังครั้งสุดท้าย

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับภาพยนตร์แฟรนไชน์ชื่อดัง Dark Phoenix ที่ทำเอาใจแฟนๆ ลุ้นกันใจจดใจจ่อว่าจะสามารถทำออกมาได้ดีกว่าเรื่องอื่นๆ ในแฟรนไชน์หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สร้างความประทับใจให้แก่แฟนๆ เท่าที่คาดหวังไว้ โดยในเรื่องนี้หนังได้ ไซมอน คินเบิร์ก (Simon Kinberg) โปรดิวเซอร์หนังดังหลายเรื่องก็มานั่งแท่นกำกับเองครั้งแรก และยังคงได้เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์คุ้นหน้ามาเล่าเรื่องราวในเรื่องนี้

Dark Phoenix

Dark Phoenix ว่าด้วยเรื่องราวของ จีน เกรย์ ที่ออกไปทำภารกิจช่วยเหลือมวลมนุษยชาติจนได้รับพลังเปลี่ยนให้เธอกลายเป็น ดาร์ก ฟีนิกซ์ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเปลี่ยนไป แน่นอนว่าหนังยังคงได้แม่นางซานซา เอ๊ย โซเฟีย เทอร์เนอร์ (Sophie Turner) มารับบทนี้จากเรื่องที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมด เรียกว่าเปิดเรื่องมาเราก็ได้เห็นช็อตสำคัญที่ทำเอาตะลึงกันเลยทีเดียว คิดว่าน่าจะเดากันออกว่าเป็นฉากไหน

ก่อนจะไปพบกับผลกระทบที่ตามมา อันก่อให้เกิดเรื่องราวการต่อสู้และช่วยเหลือของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่มีต่อคนในครอบครัว งานนี้คาดการณ์กันไม่ยากเลยว่าเรื่องจะไปในแนวทางไหน เพราะมันแทบไม่มีจุดหักมุมหรือทำให้เราไขว้เขว้จากสิ่งที่คาดไว้เลย ซึ่งก็เป็นจุดที่ทำให้น่าผิดหวังไม่น้อยหากมองในเรื่องชั้นเชิงการเล่าเรื่อง เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหนังพยายามหาที่ทางให้แต่ละตัวละครจบแบบลงตัวที่สุด เสมือนเป็นการทิ้งทวนแบบปลอดภัย

นอกจากตัวละครหลักๆ ที่ออกมาถ่ายทอดเรื่องราวและใช้พลังแต่กำเนิดมาให้เราจนแทบจะหายคิดถึงแล้ว ยังมีตัวละครใหม่ๆ อีกหลายตัวโผล่มาโชว์พลังให้ได้เห็น แต่สิ่งที่น่าผิดหวังไม่น้อยไปกว่าบทหนังก็คือตัวร้ายในเรื่องนี้ช่างดูอ่อนเสียเหลือเกิน เสียดายที่อุตส่าห์ได้ เจสสิกา แชสแทน (Jessica Chastain) มาร่วมแจม แถมยังไม่ค่อยให้รู้สึกว่ามีพลังความชั่วร้ายอย่างเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญหนังมันไม่มีความเชื่อมโยงกันเป็นภาคต่อแบบจริงๆ จังๆ จึงทำให้ขาดความต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตามใช่ว่าหนังจะไม่สนุกเลย เพราะอย่างน้อยก็รู้สึกว่าหนังทำออกมาได้ดีกว่า X-Men: Apocalypse จริงๆ โดยเฉพาะซีนระเบิดพลังของ จีน เกรย์ ที่ทำออกมาได้สวย ทรงพลัง ตระการตา แต่ก็เต็มไปด้วยความร้อนแรงน่าหวาดผวา อดคิดไม่ได้ว่าในอนาคตถ้าได้ไปเจอ กัปตันมาร์เวล แล้วจะเป็นยังไงบ้าง คงจะดุเด็ดเผ็ดมันไม่น้อยเลย อีกพาร์ทที่ทำได้ดีก็คือ ความดรามา ซึ่งมาจากสายใยรักความผูกพันของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันเสมือนครอบครัว เรียกว่าแฟนพันธุ์แท้น่าจะแอบน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว ท้ายที่สุดแล้วคงไม่มีใครอยากเสียใจเพราะความผิดหวังจากสิ่งที่รักและผูกพันแน่นอน

Dark Phoenix 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Time Freak

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังรักไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

Time Freak

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

Time Freak ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม Time Freak เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

Time Freak เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

นับว่า สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในปีนี้ของผู้กำกับ พชร์ อานนท์ หลังจากปลายปีที่แล้วส่ง หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (2018) ที่คาดว่าจะเป็นการปิดฉากแฟรนไชน์ภาพยนตร์ ซึ่งได้กระแสตอบรับจากแฟนหนังขาประจำค่อนข้างดีทีเดียว แม้ดีกรีความฮาจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

งานนี้ผู้กำกับร้อยล้านก็ยังไม่หยุดพัก สานต่อโปรเจกต์สร้างความฮากับ สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ตามมาติดๆ โดยคราวนี้ได้ดาวตลกฮาลำดับต้นๆ ของวงการจากทีมบริษัทฮาไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น น้าค่อม ชวนชื่น, ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม, โรเบิร์ต สายควัน รวมไปนางเอกสาว พิ้งกี้ สาวิกา สองหนุ่มหล่อหน้าใส นิก คุณาธิป และ ยอร์ช ยงศิลป์

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มาเป็นตัวละครหลักและช่วยสร้างสีสันใหม่ๆ จากตัวอย่างแรกก็พอจะทราบแนวทางการดำเนินเรื่องว่าจะไปในทิศทางใดบ้าง จะออกมาฮาถูกใจแฟนๆ แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลไป

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ว่าด้วยเรื่องราวของค่ายมวย ส.วาเลนไทน์ หัวใจดวงน้อย ที่กำลังจะปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีนักมวยขึ้นชก ภารกิจการตามหานักมวยคนใหม่จึงเริ่มขึ้น สงกรานต์ ลูกชายผู้มีวีรกรรมโชกโชนต้องการจะพิสูจน์ตัวให้พ่อได้เห็น เขาจึงพยายามปรับตัวให้ดีขึ้นและอาสาขึ้นชกมวยในครั้งนี้

ต้องยอมรับว่าหลายๆ คนน่าจะเกิดอาการเดียวกันหลังจากได้เห็นตัวอย่างหนังที่ถูกปล่อยออกมาให้ชมกันก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งเล็กๆ ในใจก็ได้แต่หวังว่า สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ จะทำให้เกิดความหวังในการสร้างเสียงหัวเราะได้สำเร็จ หลังจากผลงานส่วนใหญ่ที่ผ่านๆ มาของผู้กำกับค่อนข้างจะฝืดและฝืนพอสมควร

เมื่อได้รับชมเรื่องราวต่างใน สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อนอกเหนือจะไปจากความตลกที่ได้จากทีมบริษัทฮาไม่จำกัดแล้ว หนังสอดแทรกเรื่องราวความพยายาม ความตั้งใจ และการพิสูจน์ตัวตนผ่านตัวละครหลายๆ ตัวที่ไม่แน่ใจว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มันทำให้เราเห็นมุมดีๆ อีกมุมหนึ่งก็ว่าได้

ในส่วนของเรื่องราวความฮานั้นถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางฝืดเสียส่วนมาก ซึ่งเสียงหัวเราะที่ได้ส่วนใหญ่มาจากบทบาทของ น้าค่อม ชวนชื่น และ โรเบิร์ต สายควัน แค่เปล่งออกมาเพียงไม่กี่ประโยคก็ได้ใจไปแล้ว ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็นับว่ามาช่วยสร้างสีสัน บางครั้งยังคิดเลยว่าไม่มีก็ได้ โดยเฉพาะบทบาทของสองหนุ่มหน้าหล่อ นิก และ ยอร์ช ดูช่างไร้มิติ เหมือนมาเพียงแค่เรียกกระแสจากสาวๆ เท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่รับไม่ได้เกี่ยวกับมุกตลกในหนังก็คือ การเล่นมุกที่เกี่ยวกับอาหาร เล่นกับของกิน ที่ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่ามันสกปรกมากจริงๆ หากหลีกเลี่ยงการนำมุกเหล่านี้มาเล่นมันน่าจะทำให้หนังดูทันสมัย และน่าสนใจขึ้นไม่น้อยเลย เอาเป็นว่าท้ายที่สุดแล้วหนังจะสนุกหรือไม่สนุกนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการมาดูหนัง หากต้องการความตลกและเพลิดเพลินก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดี แต่ไม่ถึงขั้นดีมาก

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ 5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Cats แอนิเมชันฟีลกู้ดสัญชาติจีนที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจ

เห็นทีเซอร์ครั้งแรกนึกว่างานฮอลลีวูดหรือภาคต่อของ แก๊งขนฟู ใน Secret Life of Pets แต่หารู้ไม่ว่าแอนิเมชันชื่อเรียบ ๆ โหล ๆ อย่าง Cats (แก๊งเหมียวหง่าว) นั้นเป็นงานโปรดักชันจาก Light Chaser Animation Studios สตูดิโอสัญชาติจีนที่โตเร็วมากภายในไม่กี่ปีมานี้

Cats

Cats เป็นเรื่องราวของ แบล็งเคต แมวพันธุ์บริติช ช็อตแฮร์ตัวอ้วนกลมสีน้ำเงิน ที่เกิดและเติบโตอยู่แต่ในคอนโดมาตลอดชีวิต มีปมบางอย่างในอดีตที่ทำให้มันเลือกที่จะไม่ก้าวออกไปนอกบ้าน เลือกที่จะนอนขี้เกียจและเหม่อมองทัศนียภาพในเมืองผ่านหน้าต่างไปเรื่อย ๆ

แบล็งเคต มีลูกชื่อ เคป แมวเด็กแสนซนที่กำลังอยากรู้อยากเห็นโลกกว้างและมีเป้าหมายอยากจะไปถึงแดนสวรรค์ของเหล่าแมวเหมียวอย่าง พีชโทเปีย และแม้จะเจอคำเตือนจากผู้เป็นพ่อถึงความน่ากลัวของโลกภายนอกนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความทะเยอะทะยานของ เคป ได้ แต่ระหว่างที่มันได้ออกไปผจญภัยนั้น ก็มีสหายสรรพสัตว์ที่ผ่านเข้ามาสร้างสีสันให้ตัวเรื่องมากมาย เรียกว่าเป็นหนังแมวจริง ๆ อยู่แค่ 10-15 นาทีแรกเท่านั้น

สำหรับบรรยากาศของการ์ตูนเรื่องนี้ถูกเซตมาเป็นการอิงกับมหานครฉงชิ่งในประเทศจีน และที่มาของเจ้าแก๊งสัตว์เลี้ยงทั้งหมดก็มาจากสัตว์เลี้ยงของตัวผู้กำกับ แกรี หวาง เองนั่นแหละ ซึ่งนอกจากแมวแล้วก็มีนกแก้วมาคอว์ที่ชื่อ แม็ก นกตัวแสบที่เปลี่ยนเจ้าของมาหลายบ้าน ปากร้ายแต่ใจดี มาสร้างสีสันให้แก๊งเหมียวหง่าวได้เยอะเลย

เมสเซจหลัก ๆ ของ Cats ที่ใส่มาไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ชูประเด็นครอบครัวระหว่างพ่อ-ลูก ที่แคแรคเตอร์และทัศนคติต่างกันมาก จากแวดล้อมและการเติบโตที่ต่างกัน โดยมีแมวดำรุ่นเก๋าอย่าง Old Stray ที่เป็นแมวจ่าฝูงผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มาอย่างโชกโชน เป็นหนึ่งในแมวที่เคยเหยียบเข้าไปใน พีชโทเปีย คอยเป็นพี่เลี้ยงสังเกตการณ์ในทริปการผจญภัยนี้

การผจญภัยของแก๊งเหมียวออกสู่โลกกว้างในเมืองฉงชิ่ง จนกระทั่งพลัดหลงไปถึงหุบเขาลึกลับแห่งหนึ่งซึ่งที่นั่นมีนักประดิษฐ์และนักธุรกิจหล่อแก้วประติมากรรมที่สร้างโรงงานนรกพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่น โดยในการหล่อแก้วส่งขายแต่ละลอตนั้นจะต้องจับสัตว์ในป่าในการมาทำเป็นแม่พิมพ์ ทำให้สีสันของการผจญภัยครั้งนี้สนุกขึ้น

Cats เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาใสกิ๊ง เหตุการณ์ต่าง ๆ อาจมีความเวอร์วังไปบ้าง เก็บรายละเอียดไม่ค่อยเนี๊ยบบ้าง แต่จังหวะจะโคนเรื่องมุกก็ไม่ขี้เหร่ ดูง่าย เหมาะสำหรับครอบครัวพาลูกไปดูมากเรื่องหนึ่ง เพราะนอกจากสอดแทรกแง่คิดที่ดี ตรงจุดแล้ว งานด้านโปรดักชันก็ต้องบอกว่าโกอินเตอร์สบาย เป็นสตูดิโออีกเจ้าที่น่าจับตามองมาก หากเทียบกับคอนเซปต์ของ แกรี หว่าง ที่ตั้งใจจะปั้นแอนิเมชันทุนต่ำมีเพดานแล้วทำกำไรไปเรื่อย ๆ แบบค่อย ๆ โต

Cr.sanook.com

รีวิว Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ

นับว่าเป็นมังงะอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างมาให้แฟนๆ ได้ชมกันหลายต่อหลายเวอร์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ ทั้งในไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย ล่าสุดก็ได้ชมกันในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของไต้หวันในชื่อ Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ จากฝีมือการกำกับของผู้กำกับหญิง เฉินอวี้ชาน ที่เคยฝากฝีมือไว้ในหนังรอมคอมสุดฮิต Our Times (2015) แถมงานนี้ยังได้สาวสวยจากแดนมังกร หลินหยุ่น มาประกบคู่สร้างความฟินกับพระเอกหนุ่มสุดหล่อ หวังต้าลู่ งานนี้จิกหมอนขาดกันแน่นอน

Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ

Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ ว่าด้วยเรื่องราวระหว่างหนุ่มอัจฉริยะไอคิว 200 เจียงจื๋อซู่ และสาวบ๊องหน้าใส หยวนเซียงฉิน เมื่อตัวเธอเกิดตกหลุมรักพ่อหนุ่มคนนี้แต่ก็กลับโดนปฏิเสธด้วยความไวแสง ทว่าสุดท้ายโชคชะตาก็ทำให้เธอต้องเข้าไปพักอาศัยในบ้านของเขา สัมพันธ์รักสุดอลเวงที่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญจึงเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

เรียกได้ว่าแค่เห็นตัวอย่างหนังก็ทำเอาสาวๆ แทบกรี๊ดลั่นบ้านเลยทีเดียว เชื่อว่าหลายคนที่จะมาตีตั๋วดูหนังเรื่องนี้มากกว่าครึ่งน่าจะเคยชมเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวคู่นี้ในเวอร์ชั่นอื่นๆ มาแล้วแน่นอน โดยเฉพาะที่เป็นเวอร์ชั่นซีรีส์ของไต้หวันที่ทำเอาฟินจิกหมอนสุดๆ ขอบอกเลยว่าในเวอร์ชั่นหนังนั้นก็สนุกไม่แพ้กันเลย ยิ่งได้พระ-นางที่มีรูปร่างหน้าตาสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกอย่าง หวังต้าลู่ และ หลินหยุ่น มาแสดงคู่กันแล้ว สัมผัสได้ถึงเคมีที่เข้ากันเป็นอย่างดีเลย

จากเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มาอาจจะเห็นได้ว่าพระเอกของเรามีความเย็นชาสูงมาก แต่ในเวอร์ชั่นนี้น่าจะดีต่อใจแฟนๆ มากขึ้น เพราะถึงแม้ว่า เจียงจื๋อซู่ จะมีความเฉยชากับนางเอกของเรา แต่นางก็แอบมีมุมน่ารักๆ มาให้เห็นมากทีเดียว ทั้งยังดูเหมือนว่าเจ้าตัวยังเพิ่มสกิลความฉลาดมากกว่าเวอร์ชั่นอื่นไปอีก เรียกว่าทั้งหล่อทั้งฉลาดออร่าฟุ้งกระจายเห็นแล้วใจสลาย อะไรจะเพอร์เฟกต์ขนาดนี้เนี่ย

มาที่ฝั่งนางเอก หยวนเซียงฉิน ที่ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่านางน่ารักมาก แต่ก็ติงต๊องแถมยังหลงพระเอกออกอาการหนักมากจริงๆ คิดว่าน่าจะเป็นนางเอกที่เวอร์กว่าทุกเวอร์ชั่นแน่นอน ส่วนจะเวอร์ยังไงต้องไปดูกันเอาเอง บอกเลยว่าถ้าเป็นชีวิตจริงก็แอบน่ากลัวไม่น้อยเลย แต่ก็ต้องชื่นชมในส่วนของความพยายาม ความตั้งใจจริงของนางเอกที่สามารถพิสูจน์ตัวเองจนเอาชนะใจพระเอกได้

แน่นอนว่าหนังคงไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชาย ซึ่งก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่า Fall in Love at First Kiss ถูกสร้างมาเพื่อเสิร์ฟความฟินให้แฟนเกิร์ลโดยเฉพาะ อีกทั้งในบางช่วงบางตอนก็มีความเกินจริงไปมาก และไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง แต่ถ้ามองข้ามหลักความเป็นจริงไป แค่หวังไปดูเอาความสนุกแบบฟินๆ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

Fall in Love at First Kiss จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก

สิ้นสุดการรอคอยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Men in Black: International หรือในชื่อไทย หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ภาพยนตร์แอคชั่นไซไฟผจญภัยผลงานการกำกับของ เอฟ แกรี เกรย์ (F. Gary Gray) หลังเคยฝากฝีมือสุดเฟี้ยวไว้ใน The Fate of the Furious (2017) ซึ่งในเรื่องนี้ยังได้คู่จิ้นนักแสดงจากจักรวาลมาร์เวล คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) และ เทสซา ธอมป์สัน (Tessa Thompson) มาเป็นคู่หูกันอีกครั้งในการปราบเอเลี่ยนครั้งนี้

Men in Black: International

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ว่าด้วยเรื่องราวของ มอลลี ผู้มีความเชื่อว่าเอเลี่ยนมีจริงที่พยายามค้นหาพวกมันและได้เข้าไปอยู่ในหน่วย MIB กลายเป็น เอเจนท์เอ็ม คู่หูของ เอเจนท์เอช หนุ่มหล่อมากความสามารถของหน่วย ทั้งคู่ได้ร่วมผจญภัยตามหนอนบ่อนไส้ในองค์กรของพวกเขา

แม้ว่าในเรื่องราวของ Men in Black: International จะไม่ได้ถือว่าเป็นภาคต่อจาก MIB สามภาคก่อนหน้านี้ แต่หนังก็ยังคงกลิ่นไอของหน่วยจารชนชุดดำอย่างชัดเจน ซึ่งความแตกต่างนอกเหนือจากการตามล่าหาเอเลี่ยนในนิวยอร์กแล้ว ในเรื่องนี้ยังได้มาเยือนยุโรป ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส รวมไปถึงการมีเอเจนท์เป็นผู้หญิง โดยหนังมีการจิกกัดประเด็นนี้ตามตัวละครหลักเรียกว่าพอได้ขำในลำคอพอสมควร

หากคิดจะเอาความสนุกในเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบ 3 ภาคก่อนหน้านี้ก็คงเทียบไม่ติด เพราะแน่นอนว่ามันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เสน่ห์หลายๆ อย่างของหนังมันหายไป แต่ก็ทดแทนด้วยเคมีทางการแสดงของสองนักแสดงนำ คริส เฮมส์เวิร์ธ และ เทสซา ธอมป์สัน ที่ดูแล้วเข้าขากันดี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพลังความจิ้นให้แฟนๆ จาก Thor ได้ฟินกันต่ออีกด้วย ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเมื่อได้มาเห็นหนุ่มคริสในบทบาทนี้มันช่างดีต่อใจเหลือเกิน ทั้งตลก เท่ สมาร์ท และมีเสน่ห์สุดๆ ส่วนเทสซานั้นก็ถือว่าเป็นตัวละครที่ฉลาดมาก

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่คิด เพราะเราก็สามารถเดาทางได้ไม่ยาก หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนก็แอบเชยเสียด้วยซ้ำ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าดูได้แบบเพลินๆ นอกจากเคมีของนักแสดงที่โดยส่วนค่อนข้างชอบแล้ว บรรดาเอเลี่ยนทั้งหลายที่ออกมาก็แย่งซีนสุดๆ โดยเฉพาะเจ้าเบี้ยหมากรุก พอว์นนี ที่สร้างคาแรคเตอร์ออกมาได้กวน ฮา และน่ารักมาก เจอเจ้านี่พูดออกมาทีไรก็อดหัวเราะปนเอ็นดูไม่ได้เลย

ส่วนทางด้านอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการปราบเอเลี่ยนในครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ความพิเศษให้ตื่นตาเท่าที่หวังไว้ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดนั้นถ้าดูจากตัวอย่างมันก็มีแค่นั้นเอง แต่ยังดีที่หนังยังหยิบเอาฉากจำจากสามภาคที่แล้วมาไว้ใน Men in Black: International ด้วย ส่วนจะเป็นฉากไหนก็ต้องไปรอดูเอา แต่อย่างที่บอกไม่ควรคาดหวังอะไรมาก แค่ถือว่าไปดูเอาความเพลิดเพลินก็พอ ส่วนภาคต่อนั้นคาดว่าอาจจะมีก็เป็นได้หากหนังทำรายได้เข้าเป้าซึ่งดูทรงแล้วคงเดากันไม่ยาก

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Toy Story 4 การจากลาครั้งสุดท้าย ? ของเหล่าของเล่น

เกือบ 10 ปี ในที่สุดการผจญภัยของเหล่าของเล่นก็กลับมาโลดแล่นให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ทำให้หลายๆ คนหลงคิดว่า Toy Story 3 (2010) จะเป็นการสิ้นสุดความบันเทิงไปแล้ว ซึ่งในภาคนี้ Toy Story 4 หนังได้ จอช คูลลีย์ (Josh Cooley) โดดมากำกับครั้งแรก แน่นอนว่ายังคงได้ทีมให้เสียงพากย์ทีมเดิม นำโดย ทอม แฮงก์ส (Tom Hanks), ทิม อัลเลน (Tim Allen) และตัวละครใหม่อย่าง คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves)

Toy Story 4

Toy Story 4 ว่าด้วยเรื่องราวของ วูดดี ในบ้านหลังใหม่ร่วมกับ บอนนี และของเล่นของเธอ ซึ่งเขาตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเธอมีความสุขและเหล่าของเล่นได้รับการดูแล แต่การเจอกันอย่างคาดไม่ถึงกับ โบ พีป เพื่อนเก่าของเขา ทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ใหญ่กว่าที่เขาเคยคาดคิดนัก ซึ่งนอกจากตัวละครที่ทุกคนคิดถึงอย่าง โบ พีป ที่กลับมาในภาคนี้แล้ว Toy Story 4 ยังขนทัพของเล่นหน้าใหม่มาสร้างสีสันให้ทุกคนได้สนุกไปกับการผจญภัยครั้งใหม่ของพวกเขาอีกด้วย

เรียกได้ว่าการกลับมาของเหล่าของเล่นก็ยังไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง มีทั้งความสนุกไปกับการผจญภัยของของเล่น ตลกไปกับความซื่อของ บัซไลท์เยียร์ และซาบซึ้งกินใจจนน้ำตาแทบไหล โดยเฉพาะการได้เห็นพัฒนาการอีกขั้นของ วูดดี ของเล่นผู้เปรียบเสมือนผู้เริ่มต้นเรื่องราวทุกอย่าง ซึ่งในภาคนี้นอกจากเราจะได้เห็นนิสัยที่ห่วงทุกอย่างไปเสียหมดของเขา ไม่ปล่อยวาง แถมยังต้องมาพบกับของเล่นตัวใหม่ๆ ที่มาแทนที่เขา ในบางครั้งมักจะแสดงอกมากลบเกลื่อนความรู้สึกเศร้าลึกๆ อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากการการลากับ แอนดี เด็กคนแรกของเขาในภาคที่แล้ว ทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น

แน่นอนว่าหนังก็ยังเพิ่มตัวละครใหม่ๆ เข้ามาให้เราบันเทิงได้อีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์กี ของเล่นที่ทำมาจากส้อม, แกบบี แกบบี ตุ๊กตาในร้านขายของเก่าที่แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนตัวร้าย แต่ท้ายที่สุดก็มีมุมมองที่ต่างออกไปทำให้เราเห็นใจเธอได้ ดุก คาบูม นักซิ่งลีลาเยอะ ให้เสียงพากย์โดยหนุ่มฮอต คีอานู รีฟส์ รวมไปถึง กระต่าย-เป็ด ที่มาขโมยซีนได้ฮาสุดๆ ซึ่งบอกได้เลยว่าตัวละครเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเอกของเรื่องอย่าง วูดดี ได้ก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต เชื่อว่าแฟนหนังต้องมีน้ำตาซึมกันแน่นอน

อย่างที่บอกดูเหมือนว่าคอนเซ็ปต์หนังในภาคนี้จะเน้นสะท้อนไปที่เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่มักจะเกิดกับคนทุกช่วงเวลาของชีวิต เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเหล่าตุ๊กตาใน Toy Story ที่ทยอยจากลากันมาเรื่อยๆ จนมาถึงคิวของนายอำเภอวูดดี แม้จะผูกพันกันแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ต้องวิถีทางเดินของชีวิตที่ต่างกันออกไป เหลือเพียงแต่ความทรงจำดีๆ ไว้ให้ระลึกถึงอยู่ในใจตลอดไป

ส่วนใครที่ใจหายไปในตอนท้ายของภาคนี้นั้น เป็นไปได้ว่าหนังอาจจะมีการสร้างภาคต่อๆ ไปอีกก็เป็นได้ เพราะขนาดภาค 3 ที่หลายคนคิดว่าอาจจะเป็นภาคสุดท้าย หนังก็ยังคงมีการสร้างภาค 4 ต่อ เชื่อเหลือเกินว่าคงมีอะไรให้เราได้ติดตามกันต่อแบบยาวๆ แน่นอน สุดท้ายนี้เกือบลืมบอกไปว่าควรดูให้จบเครดิตเพราะจะมีอะไรฮาๆ ให้เราได้สนุกกันต่ออีก

Toy Story 4 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Shazam! อนาคตอันสดใสของจักรวาลดีซี

หลังจาก Wonder Woman และ Aquaman เจ้าสมุทร ออกฉายให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของภาพยนตร์จากฝั่งดีซีจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลย์อีกครั้ง โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดอย่าง Shazam! ที่ได้ เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (David F. Sandberg) ผู้กำกับจาก Annabelle: Creation (2017) และ Lights Out (2016) มากำกับให้ และยังได้นักแสดงที่คาดว่าจะมาแรง แซเกอรี ลีวาย (Zachary Levi) มารับบทนำในครั้งนี้

Shazam!

Shazam! ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี แบตสัน เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษในการเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในร่างผู้ใหญ่ด้วยการพูดคำว่า ชาแซม ออกมา และได้รับความช่วยเหลือจาก เฟรดดี เพื่อนผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่

โดยเขาต้องผ่านการทดสอบความสามารถหลายอย่างด้วยความสนุกสนานแบบคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในใจ แต่เขาต้องรู้วิธีควบคุมมันให้ได้เร็วที่สุดเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่มี ดร.แธดีอุส ไซวานา เป็นผู้ควบคุม เขาเฝ้ามองพลังของชาแซมและอยากได้พลังนั้นมาเป็นของเขา

จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาให้ชมกันเราก็พอจะทราบแล้วว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จะไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นอีกต่อไปเหมือนเองก่อนๆ ดูเหมือนว่าจากกระแสที่ได้รับจากเรื่องก่อนหน้านี้ใน Aquaman ที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ทำให้หนังออกมาสนุกจนทำรายได้ถล่มทลาย นั่นจึงทำให้ Shazam! กลายเป็นความคาดหวังที่สูงมากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า Shazam! ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย และสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังยิ่งเกินความคาดหมายไปมาก พูดตรงๆ คือมันว้าวจริงๆ หนังทำให้เกิดทุกอารมณ์ เรียกได้ว่าสนุกครบรส ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความดรามานิดๆ เป็นเรื่องดีมากๆ ที่หนังรู้จักดึงเอาความสัมพันธ์ของคำว่าครอบครัวมาเล่น หากจะบอกว่านี่คืออนาคตอันสดใสของจักรวาลนี้ก็ไม่ผิดเลย

โดยเฉพาะในส่วนของนักแสดงที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้เป็นอย่างดี ทั้ง แซเกอรี ลีวาย ที่สวมบทบาทซูเปอร์โร่เด็กในร่างผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวละครเด็กๆ ในเรื่องที่ทำเอาคนดูตื่นตะลึงสุดๆ เมื่อหนังได้เฉลยความลับของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าแทบอยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยทีเดียว รวมไปถึงตัวละคร เฟรดดี ซึ่งแสดงโดย แจ็ก ดีแลนด์ เกรเซอร์ (Jack Dylan Grazer) ที่เรียกได้ว่าเป็นจอมแย่งซีนจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมคือหนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ได้พลาดรายละเอียดสำคัญๆ เช่น การทดสอบพลังความเป็น Shazam! ที่แน่นอนว่าพลังของเขามีมากกว่าการใช้ไฟฟ้าแน่ๆ ในส่วนของตัวร้ายก็ถือว่ามีความโหดเหี้ยมได้ใจทีเดียว แต่อาจจะทำให้เราหลุดขำไปบ้างในหลายๆ ฉากที่เข้าคู่กับพระเอกของเรา เอาเป็นว่าความสนุกที่จะได้รับคุ้มค่ากับราคาตั๋วที่เสียไปแน่นอน

ปล. 1 แอบเห็นอีสเตอร์เอ้กจากตัวละครในหนังของผู้กำกับมาโผล่ด้วย
ปล. 2 หนังมีเอนด์เครดิต 1 ตัว คาดว่าน่าจะเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ

Shazam! 8.5/10 คะแนน เปิดฉายรอบพิเศษ 30-31 มีนาคม เข้าฉายจริง 4 เมษายน 2019

Cr.movie.mthai.com