หนัง Once Upon a Time in Hollywood – กาลครั้งหนึ่ง ในฮอลลีวู้ด

หนัง Once Upon a Time in Hollywood หรือชื่อไทยว่า กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวู้ด เรื่องราวของ นักแสดงหนุ่มตกอับชาวตะวันตกกับสตั้นท์แมนของเขาที่พยายามดื้นรนให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจหนัง อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังเรื่องแรกของ เควนติน ที่สร้างขึ้นมาโดยอ้างอิงจากเรื่องจริงอีกด้วย แบรด พิตต์ , ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ มาร์โก้ต์ ร็อบบี้

Once Upon a Time in Hollywood

ผลงานลำดับที่ 9 ของ Quentin Tarantino ที่เจ้าตัวเคยบอกไว้ว่าจะทำหนังยาวแค่ 10 เรื่องเท่านั้น หลังจากที่เคยทำหนังมาหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรม, แก๊งค์สเตอร์, กังฟู, คาวบอย, สงครามโลก คราวนี้มาในแนวหนังที่มีแบ็คกราวสร้างมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของคดีฆาตกรรมสุดอื้อฉาวแห่งวงการฮอลลีวู้ดของ Sharon Tate ที่โดนกลุ่ม Manson Family ลัทธิของ Charles Manson ฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม จึงเป็นที่น่าสนใจว่าตัวของ Quentin จะถ่ายทอดหนังเรื่องนี้ออกมายังไง

Once Upon a Time in…Hollywood เป็นหนังที่เล่าเรื่องของนักแสดงชื่อดังที่กำลังจะหมดยุคของเขาในไม่ช้าอย่าง Rick Dalton (Leonardo DiCaprio) และสตั้นท์แมนของเขาอย่าง Cliff Booth (Brad Pitt) ที่ทั้งคู่ได้บังเอิญมีบ้านที่อยู่ติดกับผู้กำกับอย่าง Roman Polanski และคู่หมั้นของเขา Sharon Tate โดยที่หารู้ไม่ว่ามันกำลังจะนำไปสู่เรื่องราวที่พวกเขาไม่คาดคิด

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า จำเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด ที่จะต้องรับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์คดีฆาตกรรมสุดอื้อฉาวของ Sharon Tate มาก่อน เพราะถ้ารับรู้แล้วหนังมันจะทำงานกับเราแบบที่สุด และจะสนุกขึ้นมาก มันจะตรงกับที่ Quentin ต้องการเลย ตลอดทั้งเรื่องเราจะเกิดความสงสัยว่ามันจะมาบรรจบกันตรงไหน หลายๆ ครั้งที่มีตัวละครจริงๆ จากเหตุการณ์จริงมาเกี่ยวข้องเราก็จะแบบ เอาละเว้ยๆๆๆๆๆ และด้วยความที่เป็นแบบนั้น เราจึงรอลุ้นและสนุกกับมันว่าหนังจะลงเอยยังไง จะเล่ามันยังไง มันจึงเดาตอนจบอะไรไม่ได้เลย

เป็นหนังเกือบ 3 ชั่วโมงที่เพลินมาก ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดทั้งเรื่อง Quentin เหมือนได้พาเราหลุดเข้าไปในยุคทองแห่งฮอลลีวู้ดช่วงนั้นไปเลย ทั้งการแสดง เบื้องหลัง สภาพแวดล้อมเมือง เรียกได้ว่าถ่ายทอด LA ในยุคนั้นออกมาได้โคตรมีเสน่ห์มากๆ ถึงแม้มันอาจจะดูเวิ่นเว้อไปซะหน่อย แต่มันเหมือนเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ Quentin รัก ผ่านออกมาในหนังของตัวเอง ในหลายๆ แง่มุม ให้คนดูได้รับรู้

รวมถึงสิ่งที่น่าชื่นชมมากๆ คือทีมนักแสดงทุกคนเลย ไล่ไปตั้งแต่ Leonardo DiCaprio ในบทของ Rick Dalton ที่สะท้อนภาพของดาราดังในยุคนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็น George Maharis, Ty Hardin, Fabian, Vince Edwards, Edd Byrnes ที่ถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตามมาด้วย Brad Pitt ที่รับบท Cliff Booth ซึ่งตัวละครนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตั้นท์แมน Hal Needham และ Burt Reynolds ที่แสดงได้โคตรเท่ และไม่น่าเชื่อว่าชายอายุ 56 จะรักษาหุ่นได้โคตรยอดเยี่ยมขนาดนี้ และสองตัวละครนี้แหละที่สร้างความบันเทิงให้หนังแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก รวมไปถึง Margot Robbie ในบท Sharon Tate ที่ถึงแม้ไม่ได้ออกมาโชว์ฝีไม้ลายมือการแสดงมากเท่าที่ควร และนับเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ต้องบอกว่าทุกครั้งที่เธอปรากฏออกมาช่างสวย น่ารัก น่าหลงไหลเสียเหลือเกิน และยิ่งเธอทำให้คนดูหลงรักเท่าไหร่ และยิ่งคนดูรับรู้เรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นมามากแค่ไหน มันยิ่งส่งผลให้ลุ้นกับชะตากรรมของตัวละครนี้เสียเหลือเกิน

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหนังยกให้องค์สุดท้ายของหนังเลย ถ้าไม่ใช่ Quentin คิดไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะทำหนังให้ตอนจบออกมาแบบนี้ได้ คุณไม่มีทางเดาออกแน่ๆ ว่าหนังมันจะออกมาเป็นยังไง สปอยล์ไม่ได้จริงๆ ต้องไปชมเองในโรง เรียกได้ว่าคือความบันเทิงขั้นสุด Quentin ได้ถ่ายทอดจุดด่างพร้อยแห่งยุคทองของฮอลลีวู้ดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และน่าจะเพลิดเพลินเจ้าตัวใช่เล่น

แต่ในความสนุก เพลิดเพลิน บันเทิง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่านะ ว่าหนังเรื่องนี้ของ Quentin มีความแตกต่างจากเรื่องอื่นพอสมควร ดูนิ่งขึ้น สุขุม เหมือนทิ้งจดหมายบอกผ่านคนดูว่ารักยุคนั้นมากๆ นะ รวมถึงเรายังเห็นถึงความเหงา เศร้า และถวิลหาของตัว Quentin เองด้วย ยิ่งแนวทางของ Rick Dalton มาถึงช่วงที่แบบจะหมดยุคของเขาแล้ว ยิ่งทำให้สะท้อนถึง Quentin และสงสัยว่าเจ้าตัวจะคิดแบบนั้นป่าวนะ เพราะนี่ก็คือเรื่องที่ 9 ก่อนที่จะถึงเรื่องสุดท้ายเฮียแกแล้วนะ ดูแล้วแอบเศร้าเล็กๆ ชอบกล

สรุปแล้ว Once Upon a Time in…Hollywood เป็นหนังที่แฟนคลับ Quentin ที่ติดตามมาโดยตลอดน่าจะต้องชอบกันแน่นอน (และเจ้าตัวยังคงใส่เอกลักษณ์ความเป็นตัวเองอยู่เต็มหนังไปหมด เช่นบุหรี่ Red Apple) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะชอบ แต่อย่างน้อยเหมือนคุณได้เข้าไปนั่งดูกาลครั้งหนึ่งของมนต์เสน่ห์แห่งฮอลลีวู้ด เป็นความรักของ Quentin ที่อยากถ่ายทอดให้เราได้รับรู้

Cr.movie.thaiware.com

แนะนำหนัง เรื่อง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

แบรนด์ ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ ถือเป็น แบรนด์ที่โด่งดังมากๆ จากโปรเจคหนังอินดี้เล็กๆ แต่ถูกใจคนดูหมู่มาก จนทำให้ ไทบ้านร่วมมือกับ BNK48 ทำโปรเจคหนังที่ชื่อว่า ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ (ยังเป็นหนังที่อยู่ในจักรวาลไทบ้านนะ อีกนิดเดียวจะแข่งกับจักรวาลมาร์เวลได้แล้ว) ว่าด้วยเรื่องราวในจักรวาลไทบ้านที่วงไอดอล BNK48 ต้องการจะทำเพลงซิงเกิ้ลใหม่ในรูปแบบ หมอลำอีสาน และต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคอีสานเพื่อทำความรู้จักและเข้าใจในวัฒนธรรมของคนอีสานให้มากขึ้น นอกจากจะมีนักแสดงในจักรวาลไทบ้าน และน้องๆ BNK48 แล้ว ยังมี ก้อง ห้วยไร่ มาร่วมสร้างความสนุกอีกด้วย แค่ตัวอย่างก็ดูน่าสนุกละ ฉายวันที่ 23 มกราคมนี้

ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

 

รีวิวหนัง Children of the Sea – รุกะผจญภัยโลกใต้ทะเล

หนัง Children of the Sea รุกะ เด็กสาวมัธยมต้นที่ มีปัญหากับเพื่อนร่วมชมรมแฮนด์บอลตั้งแต่วันแรกของวันหยุดฤดูร้อน รุกะจึงไปที่อควาเรียมที่เป็นที่ทำงานของพ่อ ในขณะที่เธอกำลังยืนอยู่หน้าอควาเรียมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยฝูงปลาเธอก็ได้พบกับพี่น้องปริศนา อุมิ และ โซระ “พวกเขาถูกเลี้ยงดูโดยฝูงพะยูน” พ่อของรุกะบอกเธอแบบนั้น รุกะ อุมิ และ โซระ มีความสามารถสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ ในเวลาเดียวกันก็มีอุกกาบาตตกลงมา และเกิดปรากฏการที่ปลาหายไปจากท้องทะเล ทั้งสามจึงร่วมมือกันออกผจญภัยไปในโลกใต้สมุทร เพื่อปกป้องเหล่าสัตว์น้ำจากมหันตภัย

Children of the Sea

Children of the Sea – รุกะผจญภัยโลกใต้ทะเล เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่ชื่อว่า รุกะ เธอได้บังเอิญไปเจอกับเด็กชายที่ชื่อว่า อุมิ และโซระ ทั้งคู่ถูกเลี้ยงดูโดยพยูน จึงสามารถใช้ชีวิตใต้น้ำได้ หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราวแปลกๆ น่าอัศจรรย์ขึ้นมากมาย

ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ให้คะแนนไม่ถูกจริงๆ คือมันไม่ใช่หนังอนิเมะรักๆ ใคร่ๆ แบบของมาโกโตะ ชินไค หรืออย่างเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา คือมันเป็นหนังอนิเมะที่แฝงไปด้วยเรื่องราวเชิงปรัชญา วิทยาศาสตร์ จักรวาล การให้กำเนิด ชีวิต ฯลฯ คือเอาตรงๆ ก็พอเข้าใจว่ามันคือเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่ไม่เข้าใจการลำดับ ความเกี่ยวข้อง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่ามันปะติดปะต่ออะไรยังไง ยิ่งช่วงท้ายๆ นี่ งองูชนกันมั่วไปหมดเลยทีเดียว เข้าขั้นเหวออะ

เอาที่เห็นชัดๆ เลยคือภาพสวยมว๊ากกกกกก เหมือนภาพวาดงานศิลปะตามพวกหอศิลป์อะไรทำนองนั้น โดยเฉพาะพวกฉากทะเล ปลา แต่ที่เราชอบสุดๆ คือดวงตาของตัวละคร คือนัยน์ตามันดูสวยมากจริงๆ

เออนั่นแหละ พอพูดถึงเรื่องหอศิลป์ หนังเรื่องนี้มันให้อารมณ์เหมือนกับเราไปเดินหอศิลป์ คือแบบ เห้ยรูปนี้สวยว่ะ มองออกนะเป็นรูปอะไร แต่ไม่เข้าใจที่จะสื่อ อารมณ์แบบนั้นเลยจริงๆ 555

มันจึงทำให้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเหมือนคุณนั่งเรียนปรัชญา เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนเรื่องราวอะไรต่างๆ นานา ที่เอาตรงๆ พอไม่เข้าใจ งง มันเลยกลายเป็นน่าเบื่อไป ใช้สมองหนักมากกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ถ้าตัดเรื่องเนื้อหาออกไป เสพภาพกับเพลง ก็จัดว่ามันคืองานศิลปะชั้นเลิศเลยจริงๆ (แต่เนื้อหาพางงก็ทำให้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงมันหนักหน่วงไปจริงๆ 555)

สรุป ขอไม่ให้คะแนนละกัน เพราะไม่เข้าใจในหลายๆ อย่างจริงๆ คงพูดได้แค่เพียงว่าภาพมันงดงามมากถึงมาุกที่สุด นอกเหนือจากนั้นอ้าปากค้างจ้า 5555 ใครอยากลองไปพิสูจน์สมองประลองปัญญา คิดความเชื่อมโยงนู่นนี่นั่นก็ลุยโลดดดด

หนังน่าดูปี 2020 เรื่อง Mulan พร้อมตัวอย่างหนัง

จากบทกวีในศตวรรษที่ 6 ของจีน เรื่อง “The Ballad of Mulan” ที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชาย เพื่อทดแทนคุณบิดาในการออกไปรบแทน เธอได้กลายเป็นยอดนักรบคนสำคัญจนชายชาตรียังต้องยอมรับหนังนำแสดงโดยหลิวอี้เฟย นักแสดงจีนที่โด่งดัง เคยเล่นหนังฮอลลีวูดเรื่อง Forbidden Kingdom (2008) ประกบเฉินหลง และเจ็ตลี นอกจากนั้นยังมีนักแสดงจีนอีกมากมายมาร่วมสมทบทั้ง ดอนนี่ เยน ในบทขุนศึก, กงลี่ ในบทแม่มดที่เป็นตัวร้าย และเจ็ตลี ในบทของแม่ทัพ กำกับโดยผู้กำกับหญิง Niki Caro ผู้เคยฝากผลงานเอาไว่อย่าง Whale Rider, North Country และ The Zookeeper’s Wife แฟน ๆ แค่ได้ยิน Intro เพลง Reflection ขึ้นในตัวอย่างหนังก็คงขนลุกเพราะคิดถึงฉบับการ์ตูนเมื่อปี 1998 และรอติดตามชมฉบับ Live Action แทบไม่ไหว

Mulan

นักแสดง: Yifei Liu, Donnie Yen, Jet Li, Li Gong
ผู้กำกับ: Niki Caro (Whale Rider, The Zookeeper’s Wife, North Country)
ระดับความน่าดู: 8/10 กะโหลก

Cr.www.beartai.com

หนังน่าดูปี 2020 Dolittle – ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล

หลังประกาศจบการศึกษาจากจักรวาล Marvel Robert Downey Jr. จะมีผลงานการแสดงเรื่องต่อไปเป็น Dolittle กำกับโดยผู้กำกับสายเครียด Stephen Gaghan ผู้เคยเขียนบทหนังอย่าง Syriana (2005) หรือหนัง 4 รางวัลออสการ์เกี่ยวกับการค้ายาเสพติดอย่าง Traffic (2000) ที่พลิกแนวอย่างหนักมาสายตลกแทน สมทบด้วยนักแสดงแถวหน้าที่ยกขบวนมาให้เสียงเป็นสิงสาราสัตว์เช่น Tom Holland (Spider-Man ที่ได้โคจรมาเจอ Tony Starks อีกครั้ง) นักแสดงรางวัลออสการ์ Rami Malek (Bohemian Rhapsody และตัวร้ายใน 007 ตอนล่าสุดที่จะออกฉายปี 2020 เช่นกัน) Ralph Fiennes (Voldemort จาก Harry Potter และ M จาก 007) โดย Dolittle ในฉบับนี้จะย้อนกลับไปเล่าเรื่องในสมัย Victorian ของอังกฤษซึ่งจะเหมือนกับหนังฉบับปี 1967 มากกว่า 1998 บอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจของ “ดูลิตเติ้ล” ที่ต้องร่วมมือกับสิงสาราสัตว์ออกเสาะหาสมุนไพรมาเพื่อช่วยชีวิตของพระราชินี

Dolittle

นักแสดง: Robert Downey Jr., Tom Holland, Rami Malek, Ralph Fiennes, John Cena, Selena Gomez
ผู้กำกับ: Stephen Gaghan (Gold, Syriana)

Cr.www.beartai.com

รีวิวหนัง Now You See Me : สิ่งที่เห็น เป็นแค่ภาพลวงตา

ก็นานมากแล้ว ที่เราไม่ได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า มายากล มาโลกแล่นบนจอเงิน หลังจากมีทั้ง The Illusionist และ The Prestige ที่เป็นหนังมายากลรุ่นพี่คอยให้คำชี้แนะ ทิศทาง เกี่ยวกับหนังแนวนี้อยู่ แต่ก็ดูเหมือนข้อจำกัดของสิ่งนั่นจะหมดลง เมื่อ Now You See Me ได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับพล็อตหนังที่นำเอา มายากล มาควบกับการ โจรกรรม พร้อมเหตุจูงใจบางอย่างของตัวละคร ที่ทำให้เกิดการไล่ล่า แนว แมวจับหนู ได้เกิดขึ้น

Now You See Me

Now You See Me เป็นเรื่องราวของทีมนักมายากล ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ชมทึ่งกับกลต่างๆ พวกเขายังสร้างชื่อจากการปล้นธนาคารไประหว่างที่ทำการแสดงทุกครั้ง ทำให้ทีมเจ้าหน้าที่เอฟบีไอต้องพยายามทาทุกอย่าง เพื่อที่จะจับตัวพวกเขาให้ได้แบบคาหนังคาเขา แบบชนิดที่เรียกว่ามีทั้งความ โหด มันส์ และ ฮา ในที่เดียว

โดยหนังเป็นผลงานการกำกับของ หลุยส์ เลแตร์ริเย่ร์ จาก Clash of the Titans และ The Incredible Hulk ที่หันมาทำหนังแนวโจรกรรมประมาณ Ocean กับเขาบ้าง แต่ใช้ มายากล เข้ามาเป็นของเสริมทัพความน่าสนใจไปอีกขั้น โดยโชว์ทั้งหมดในหนังกว่า 80% นั่นเป็นการแสดงมายากลของจริง โดยไม่ใช้ CG เข้ามาช่วย ซึ่งเรียกได้ว่างานนี้นักแสดงยกทีมก็ได้เรียนรู้วิธีเล่นมายากลกันไปเยอะจริงๆ ซึ่งในทีแรกที่เห็นตัวอย่างนั่นก็ต้องยอมรับเลยว่า หนังสามารถจูงใจคนดูได้ไม่น้อยเลยทีเดียว กับการเล่นเรื่อง มายากล และ โจรกรรม ซึ่งเมื่อได้ไปรับชมมาจริงๆแล้ว ก็ไม่ได้เชิงว่า ผิดหวัง เพียงแต่ว่าหนังนั่นก็ไม่ได้ทำให้เราพูดได้เต็มปากว่าสนุกอย่าง เกินที่คาดหวัง ได้สักเท่าไหร่นัก

เพราะส่วนนึงจริงๆของ Now You See Me ที่สามารถทำให้คนดูสนุก และ ลุ้นติดตาม ไปกับภารกิจของเหล่า 4 นักมายากลได้เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นการที่ตัวบทของหนังนั่นสามารถวางให้ลูกเล่น และ วางจังหวะ โชว์ความฉลาด และ หลักแหลม ของตน ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ผสมผสานไปกับการแสดงโชว์ มายากล ที่ทำให้คนดูรู้สึกหลงใหลไปกับแสงสี เช่นเดียวกับเหล่าตัวละครหลายๆตัวในเรื่อง จนบางทีอาจจะถูกหลอก อาจจะถูกต้ม แต่ผู้กำกับก็ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึง เหตุและผล ที่ตามมา จนคนดูนั่นยินยอมให้โดนตุ๋นจนเปื่อยนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะได้รับความสนุกของมัน โดยอาจจะพูดไม่เต็มปากว่าโดยรวมแล้วมันเป็นหนังโจรกรรม ที่ดูหลักแหลมที่สุด แต่ถ้าพูดถึงความคิดสร้างสรร์นั่นต้องขอยกให้เรื่องนี้จริง ที่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่ทำให้ Now You See Me เป็นหนังที่ดูสนุกอันดับต้นๆของผกก. หลุยส์ เลแตร์ริเย่ร์ เลยก็ว่าได้

ซึ่งทางด้านนักแสดง ที่เล่นเอาระดับแถวหน้า ออสการ์ มาประชันกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่เก๋า และ น่ายกย่องผกก.เป็นอย่างมาก ที่สามารถควบคุมนักแสดงไล่ตั้งแต่ มอร์แกน ฟรีแมน ไปยันจนถึง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ได้อย่างอยู่หมัด ด้วยบทหนังที่สามารถกระจัดกระจาย ให้น้ำหนักตัวละครเท่าๆกัน จนเปรียบเสมือนการเลือกลูกบอลที่อยู่ในแก้วที่สลับไปมา จนจับไม่ได้ ไล่ไม่ถูก ว่าในทีแรกนั่นตัวหนังต้องการจะมาไม้ไหนกันแน่

แต่ก็น่าเสียดายที่ข้อเสียหลักๆของหนัง ที่มันไม่น่าจะพลาดได้เลยจริงๆ เพราะมิฉะนั้นมันคงเป็นหนังอีกเรื่องคงถูกขึ้นหิ้งในระดับเดียวกับเหล่าหนังโจรกรรม สืบสวน หักมุม ทั้งหลายไปแล้ว โดยข้อเสียที่ว่านั่นก็ไม่ได้อยู่ไหนไกล เพียงแต่เป็นในตอนจบของตัวหนังนั่นเอง ที่ดูจะเป็นการหาทางออกที่ง่าย และ ฆ่าตัวตาย ไปสักนิด จนทำให้ตัวหนังดูขาดเหตุและผล ในแรงจูงใจของการกระทำเสียมากเกินไป ถึงแม้มันจะทำให้ใครหลายคนต้อง ช็อค เซอร์ไพรส์ หรืออะไรก็ตามที แถมเมื่อลองมามองใกล้ๆตามที่หนังบอก หลังจากเฉยเผยปมทุกอย่างแล้ว ตัวหนังมันก็ยังเต็มไปด้วยเชือกปม แผนการ ที่ยังมัดไม่แน่น และไม่หนักแน่นพอ จนทำให้เรารู้สึกว่าบางทีการโดนหลอกต่อไป อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่หนังสมควรทำก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วผมคิดว่า ถ้าหากไม่นับตอนจบที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ฆ่าหนังนั่น Now You See Me ก็ถือว่าเป็นการโจรกรรม ผสม มายากล ที่มีลูกเล่นออกมาได้ยอดเยี่ยม จนเหมือนเราอยู่ส่วนนึงของโชว์มายากล จากตัวเอก แถมยังเต็มใจให้พวกเขาหลอกล่อด้วยภาพลวงตา ก่อนจะเปิดเผยกลจริงออกมา ซึ่งถือว่าเป็นอีกประสบการณ์หนังที่ไม่ควรพลาด และ ตื่นตาไปกับมันอย่างเต็มที่

รีวิวหนัง 1917 เรื่องราวของทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

หนัง 1917 เรื่องราวของทหารอังกฤษหนุ่มสองคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจที่แมบจะเป็นไปไม่ได้ กับการส่งข้อมูลข้าวสารผ่านเข้าไปในแดนข้าศึก ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินเข้าไปติดกับ และอันตรายถึงชีวิต

1917

1917 เป็นหนังที่สร้างมาจากคำบอกเล่าจากนายทหารจริง Alfred H. Mendes ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งก็คือปู่ของผู้กำกับ Sam Mendes นั่นแหละ กับเรื่องราวของนายทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับภารกิจให้ไปส่งจดหมายบอกแนวหน้าให้ล่าถอยหยุดการโจมตี เพราะเป็นกับดักของพวกเยอรมัน เนื้อเรื่องก็มีเท่านี้แหละ เรียบง่าย ตรงไปตรงมา เข้าใจไม่ยาก ไม่ต้องคิดตีความให้ปวดหัว

หนังเรื่องนี้สร้างเสียงฮือฮาตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าโรงเสียอีก จากที่มีข่าวว่าถ่าย Long-Take ทั้งเรื่อง! ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็คงจะมีการตัดต่อบ้าง แต่พอได้ดูแล้วก็ต้องบอกว่า “ไร้ที่ติ” ด้วยการเคลื่อนกล้องติดตามตัวละครอย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด ไม่มีฉากชวนปวดหัว มุมกล้องที่จัดได้ว่าสวย งดงามในแต่ละซีนมากๆ รู้เลยว่ามันถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี ถ้าจะได้รางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมไปจะไม่แปลกใจและไม่ขัดใจแต่อย่างใดเลย

ด้วยความเป็นหนังขาย Long-Take มีการเคลื่อนกล้องแทบจะตลอดเวลา เราจะได้เห็นทุกการกระทำของตัวละครหลัก ตั้งแต่เริ่มจนจบ ใช้คำว่าติดตามทุกฝีเก้าก็ไม่ผิดเพี้ยน และด้วยเหตุนั้นมันจึงทำให้คนดูรู้สึก “จริง” เหมือนเข้าไปร่วมเดินทางกับเหตุการณ์นั้นจริงๆ ทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น ทั้งอยากเอาใจช่วย และน่าติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ

และส่วนสำคัญที่ทำให้หนังมันทำงานกับเรา นั่นคือตัวนักแสดง พวกเขาแสดงได้เป็นธรรมชาติ และด้วยความที่นักแสดงนำไม่ใช่คนคุ้ยเคย ไม่ใช่ดาราชื่อดังที่คุ้นหน้าคุ้นตา มันจึงทำให้เรารู้สึกว่าอยากเอาใจช่วยให้พวกเขาปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ไม่ได้มีภาพจำพวกเขาเหล่านั้นจากเรื่องใดๆ เขาจึงเปรียบเสมือนคนธรรมดาและเมื่อมารวมกับการถ่ายทำที่ไร้ที่ติแล้ว มันยิ่งทำให้ภารกิจครั้งนี้น่าติดตามเข้าไปใหญ่

ในระหว่างทางหนังยังสะท้อนให้เห็นผลกระทบของสงครามออกมาเป็นระยะๆ เหมือนพาเราไปทัวร์สงครามพร้อมๆ กับการปฏิบัติภารกิจของตัวเอกยังไงยังงั้น

จริงๆ ถึงแม้มันจะเป็นหนังสงคราม แต่มันก็ไม่ได้เน้นขายความเป็นสงครามหรือฉากสู้รบสงคราม แบบยิงกันตู้มต้าม ฝ่าดงกระสุนอะไรแบบนั้นสักเท่าไหร่ แต่มันก็ ตื่นเต้น ลุ้น ในแง่ของการเอาตัวรอดของตัวละครในสถานการณ์ต่างๆ มากกว่า

แต่ปัญหามันอยู่ที่เนื้อเรื่องเนี่ยแหละ ด้วยความที่เนื้อเรื่องมันเรียบง่ายเกินไป เรียบง่ายมากๆ จนอาจบอกได้ว่ามันไม่มีอะไรเลย ไม่มีจุดพีค กินใจ หรือสร้างความขนลุกอะไรให้เราเลย หนังมันกลายเป็นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการถ่ายทำไร้ที่ติหรือการแสดงของนักแสดง ความน่าสนใจมันจะลดลงไปเยอะเลยจริงๆ

สรุปแล้ว 1917 ไม่ใช่หนังสายบันเทิง แต่เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้มีฉากสงครามยิงกันอย่างในเรื่องอื่นๆ แต่มันยอดเยี่ยมด้วยการถ่ายทำ นักแสดง ที่ช่วยให้มันน่าติดตาม เอาใจช่วย ร่วมลุ้นไปกับเหตุการณ์ตรงหน้า คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่เนื้อเรื่องก็อย่าที่บอกว่ามันเรียบแบนไปจริงๆ ถ้าถามว่าเหมาะสมกับ Best Motion Picture บนเวทีออสการ์มั้ย สำหรับเรา เรามองว่า Parasite น่าจะครบเครื่องกว่านะ 1917 ในแง่ของการถ่ายทำทั้งภาพ ทั้งเสียง ไร้ที่ติจริงๆ แต่ภาพรวมมันยังไม่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น

รีวิวหนัง Dead Man Down ? ล้างปมแค้นเคลียร์ปมจิตใจ

นีลส์ อาร์เดน โอพลีฟ อาจเป็นไม่ใช่ชื่อผู้กำกับที่คุ้นหูนักดูหนังชาวไทยนัก แต่หากบอกว่า The Girl with the Dragon Tattoo ฉบับสวีเดน (ก่อนจะถูกนำมารีเมคโดน เดวิด ฟินเซอร์) กำกับโดยเขาแล้วละก็ น่าจะทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับเขามายิ่งขึ้น ซึ่งเขาได้โอกาสมาทำหนังที่ใหญ่ขึ้นอย่าง Dead Man Down ที่ให้อารมณ์ของหนังฟีล์มนัวร์ที่เน้นไปที่เรื่องราวการล้างแค้น ที่ผสมผสานกับความรักรูปแบบแปลกๆ ที่มีอะไรให้ลุ้นและสนุกไปกับมันหากไม่ถูกลูกเล่นการเล่าเรื่องทำให้หมดความ สนใจไปเสียก่อน

Dead Man Down

โคลิน ฟาร์เรลล์ ที่มีงานอย่างต่อเนื่องก็จริง แต่ดูเหมือนขนาดของงานจะไม่ใหญ่โตเหมือนเดิม แต่กับ Dead Man Down ทำให้เรารู้ว่า ฟาร์เรลล์ นั้นเหมาะกับบทมืดๆ แบบนี้แหละ ที่ตัวละครจะต้องมีปมอะไรในจิตใจแต่ต้องเก็บกดเอาไว้รอวันระเบิดออกมา ตัวละครวิคเตอร์เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงสีอารมณ์ทางแววตา ที่เต็มไปด้วยความสับสนและเต็มไปด้วยความปวดร้าวในสิ่งที่ตัวเองทำ ในส่วนของแอ็คชั่นเขาก็สามารถทำหน้าที่ดีเช่นเดิม

ในขณะที่ นูมิ ราเพช อดีตสาวรายสักมังกรซึ่งกลับมาร่วมงานกับ นีลส์ อาร์เดน โอพลีฟ อีกครั้ง ซึ่งราเพชเก่งกาจในการยกระดับตัวละครของเธอให้มีมิติมากยิ่งขึ้นผ่านการแสดง ของเธอ กับตัวละคร เบียทริซ ช่างเสริมสวยที่ถูกความแค้นเข้าครอบงำและเชื่อว่าทางออกที่จะปลดปล่อยเธอได้ คือการล้างแค้น ราเพชสามารถแสดงความสับสนในจิตใจของตัวละครนี้ได้อย่างน่าพอใจ

Dead Man Down เล่าเรื่องราวของ วิคเตอร์ (โคลิน ฟาร์เรลล์) ซึ่งเป็นลูกน้องคนสำคัญของ อัลฟองซี (เทอร์เรนซ์ โฮเวิร์ด) หัวหน้าอาชญกรขาใหญ่ที่กำลังโดนลบเหลี่ยมจากศัตรูด้วยการจัดการลูกน้องของคนทีละคนและทิ้งคำขู่ไว้ ดาร์ซี (โดมินิก คูเปอร์) เพื่อนของวิคเตอร์ลและลูกน้องอีกคนของอัลฟองซีเริ่มหาเบาะแสเพื่อจับคนร้าย เพราะหวังไต่เต้าให้ตัวเองมีตำแหน่งสูงขึ้นในองค์กร

ระหว่างนั้นวิคเตอร์ได้พบกับเบียทริซ (นูมิ ราเพช) หญิงสาวที่พักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้ามที่เข้ามาในชีวิตเขาที่ เหมือนว่าเธอจะมีใจให้กับเขา แต่แท้จริงเธอกลับมีวัตถุประสงค์เพื่อให้วิคเตอร์ช่วยล้างแค้นให้เธอ หากไม่วิคเตอร์ไม่ทำ เธอจะเปิดโปงเขาว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุอาชญกรรมคนของอัลฟองซี ที่อาจทำให้แผนการลับของวิคเตอร์ต้องพังทลาย ในขณะที่ดาร์ซีก็เริ่มแกะรอยเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ วิคเตอร์ต้องหาทางออกจากสถานการณ์อันคับขันนี้ให้ได้!!

ผู้กำกับ นีลส์ อาร์เดน โอพลีฟ เลือกนำเสนอในแนวหนังฟิล์มนัวร์ ที่หนังจะดูมืดๆ ทึมๆ ตลอดทั้งเรื่อง กับตัวละครที่ไม่มีดีไม่มีร้าย รวมไปถึงการเล่าเรื่องที่ค่อยข้างเชื่องช้าราวกับจะวัดความอดทนของผู้ชมใน การติดตามเรื่องราวที่หนังเผยให้เห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป้าหมายของตัวละครหลักในเรื่องคืออะไร แต่สิ่งที่น่าสนใจคือหนังจะนำพาเรื่องราวไปสู่บทสรุปอย่างไร

ซึ่งความเชื่องช้าอืดอาดในครึ่งแรกนั้้นจะว่าเป็นข้อเสียของหนังก็ไม่อาจ กล่าวได้เสียทีเดียว เพราะมันให้เวลาผู้ชมในการทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวละครทั้งวิคเตอร์ และเบียทริซ ซึ่ง 2 ตัวละครนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้น หนังสอดแทรกมุมหวานๆ เข้ามาบ้างในเรื่องของความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสอง ที่เหมือนจะเกาะเกี่ยวด้วยด้วยเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายต้องการแต่ก็ยังมีการก ระทำของตัวละครบางอย่างที่บอกให้เรารู้ว่า ตัวละครทั้งสองต่างมีใจให้กัน ซึ่งฟาร์เรลล์กับราเพชมีเคมีที่เข้ากันที่ทำให้เราพออินไปกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้ ซึ่งเป็นมุมดีๆ ท่ามกลางความเลวร้ายในเรื่อง

หนังเน้นให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานของความแค้นผ่านตัวละครของเบียทริซ ที่บางทีการให้อภัยสามารถช่วยปลดเปลื้องทุกข์ในจิตใจได้ดีกว่าการล้างแค้น

บทหนังดูมีความเหนือจริงอยู่บ้างในส่วนของความสามารถของวิคเตอร์ที่ เก่งกาจราวกับประจำการอยู่กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ แต่หากเรามองข้ามจุดนี้ไป ก็พอที่จะสนุกไปกับการแก้แค้นที่ขั้นตอนต่างๆ ถูกวางแผนมาอย่างดี ที่ดูสนุกและลุ้นไปกับสถานการณ์ที่บีบคั้นในหลายๆ ฉาก

แต่ภาพรวมของ Dead Man Down จะโดดเด่นกว่านี้ หากหนังเลือกจะสรุปเรื่องราวทุกอย่างด้วยลูกเล่นของแผนการฉลาดๆ และไม่ยัดฉากแอ็คชั่นยิงไม่ยั้งเข้ามาในช่วงท้าย แน่นอนว่ามันช่วยปลุกอารมณ์ที่จวนจะหลับให้ตื่นขึ้นมาลุ้นกับฉากแอ็คชั่นได้ แต่นั่นทำให้ดูเป็นการเพลย์เซฟที่ทำให้คุณค่าของมันไม่ต่างจากหนังแอ็คชั่น แนวนี้ที่ถูกสร้างออกมาอย่างมากมาย

รีวิวหนัง Sin City 2 – ซินซิตี้ ขบวนโหด นครโฉด

“หม่าหย่งเจิน” (ฟิลิป อึ้ง) เดินทางมาที่เซี่ยงไฮ้ที่กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด เขาโตมาพร้อมกับศิลปะการต่อสู้และมือขวาอันหนักหน่วงถึงกับขนาดที่ต้องใส่กำไรเพื่อรั้งพลังหมัดของเขาไว้ เขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อทำงานอย่างสุจริต แต่แล้วสถานการณ์กลับบังคับให้เขาต้องมาเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งค์มาเฟีย การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและการอยู่รอดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

Sin City 2

สิ่งที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดจาก Sin City มาจนถึง Sin City: A Dame to Kill For ย่อมหนีไม่พ้นสไตล์ภาพอันเป็นลักษณะพิเศษแตกต่างจากหนังทั่วไป ภาพขาวดำคอนทราสต์จัดจ้านแต้มบางจุดเป็นสีสันแสบตาเหมือนเป็นภาพที่หลุดมาจากการ์ตูนคอมมิก ที่ถูกทำให้เคลื่อนไหวผ่านดีไซน์ช็อตที่สอดคล้องไปกับการเคลื่อนไหวแบบคอมมิกเช่นเดียวกัน ทำให้เมื่อล่วงมากว่าเกือบทศวรรษนับจากที่ได้สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาเป็นหนึ่งในหนังคัลท์ขึ้นแท่น หนังอย่าง Sin City ถูกจดจำในด้านสไตล์ภาพมากกว่าเนื้อหาของตัวหนังเองด้วยซ้ำไป

เนื้อหาทั้งสองภาคของหนัง ว่าด้วยกลุ่มคนดิบในเมืองบาปที่เหล่าตัวละครต่างมีเผชิญชะตากรรมที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ความรุนแรง ความลุ่มหลง ความรัก ความสูญเสีย การแก้แค้น ความเป็นความตาย หนังผูกโยงบทบาทตัวละครต่างๆ เข้าด้วยกันโดยขับเน้นจิตใจอันดำมืดวิปริตของตัวละครเหล่านั้นออกมาอย่างเสียดเย้ย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งร่วมกันของสองผู้กำกับ Frank Miller และ Robert Rodriguez โดยรายแรกเป็นนักเขียนคอมมิกชื่อก้องที่เป็นเจ้าของผลงาน Sin City เวอร์ชั่นคอมมิก โดยทั้งสองตัดสินใจที่จะคงเรื่องราวในคอมมิกไว้ให้สมบูรณ์ที่สุดในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สไตล์ภาพแบบคอมมิกกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงหนังทั้งเรื่องไว้

หากคำว่า “ภาพสวย” เป็นคำที่เราใช้จำกัดความหนังบางเรื่อง เฉกเช่นที่ Sin City ถูกจดจำในด้านงานภาพที่โดดเด่นเกินองค์ประกอบอื่นๆ ของหนัง ผิวเผินเหมือนเป็นคำชม แต่ก็ดูจะส่งผลเสียต่อคุณค่าในด้านอื่นๆ ของตัวหนังไม่น้อย เพราะความน่าสนใจด้านเรื่องราวที่ขับเน้นด้านมืดของตัวละครผ่านพล็อตที่มีองค์ประกอบน่าสนใจ มันสอดรับแล้วไปได้เวิร์คมากๆ กับสไตล์ภาพขาวดำจัดจ้าน หม่นมืด อาบคลุมด้วยทัศนียภาพซอกมุมอับอันเน่าเฟะของเมืองคนบาปที่ฝนตกตลอดเวลา ความรุนแรงกับการสาดกระเซ็นของเลือดแดงฉานตัดกับภาพขาวดำจัด ตัวละครบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผู้ไม่ถูกกลืนเข้าเป็นพลเมืองเมืองคนบาป ที่มีสีสันสดใสเยี่ยงมนุษย์ปกติตัดกับตัวละครย้อมขาวดำอื่นๆ เหล่านี้คือการผสานกันเป็นเนื้อเดียวกันของเนื้อหาและสไตล์ภาพที่แยกจากกันไม่ได้ ทั้งยังขยับขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์และประสบการณ์ของคนดูให้กว้างขึ้นไปอีกด้วย

แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอยู่เช่นกันเมื่อ Sin City: A Dame to Kill For ที่หยิบเอาองค์ประกอบทั้งหมดของคุณงามความดีที่เคยทำไว้ในภาคแรกมาใช้ กลับมีคุณภาพที่ลดหลั่นลงไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ถูกลดทอนเสน่ห์ลงไป บทที่ผูกเรื่องราวได้ไม่กลมกล่อมนัก รวมถึงงานภาพที่นอกจากจะไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้วยังมีหลายๆ ซีนที่ทำได้ธรรมดาซ้ำซากเกินไป ทั้งการที่ยังผูกเนื้อหาบางส่วนอ้างอิงกับภาคแรกและหนังก็ไม่ได้ยืนยันความหลังมากพอสำหรับคนที่ไม่เคยดูภาคแรกก็ดูจะเป็นปัญหาด้ารอรรถรสอยู่ไม่น้อย การไต่เข้าสู่ไคล์แมกซ์ของแต่ล่ะตัวละครก็ดูจะคลายปมไปไม่สุด กล่าวโดยรวมแล้วมันช่างให้ความรู้สึกที่ “ไม่อิ่ม” เอาเสียเลยหลังดูจบ พาเอามนต์ขลังความคัลท์ที่เคยทำไว้จางหายไปไม่น้อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น Sin City: A Dame to Kill For ก็ยังมีความน่าสนใจเมื่อพิจารณาถึงความโดดเด่นแตกต่างของสไตล์หนัง เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ สำหรับคนที่เคยดู Sin City แล้วก็ยังได้ติดตามเรื่องราวของตัวละครหลักที่น่าสนใจหลายๆ ตัวที่สืบเนื่องมาจากภาคแรก และเสน่ห์ดั้งเดิมของตัวหนังที่ยังพอทำให้หายคิดถึงอยู่บ้างแม้อาจจะไม่ได้เต็มอิ่มมากนัก รวมถึงคนที่ไม่เคยดู Sin City มาก่อนก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการได้เปิดรับหนังที่เรียกได้ว่ามีสไตล์ภาพและการเล่าอันมีเอกลักษณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าท้ายที่สุดแล้วเสน่ห์และความโดดเด่นของหนังสไตล์จัดเรื่องนี้ ก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่พบเจอได้ง่ายนักในตลาดหนังที่นับวันยิ่งมีแต่ความเล่าซ้ำจำเจจนแทบแยกไม่ออกว่ามันแตกต่างกันยังไง

รีวิวหนัง Flushed Away ผจญภัยใต้ท่อเมืองลอนดอน

ทีมอาร์ดแมน สตูดิโอ จากอังกฤษที่สร้างชื่อจากเคลย์ แอนิเมชัน หรือแอนิเมชันที่ใช้พลาสติกซีนลักษณะคล้ายดินน้ำมันมาปั้นเป็นรูปตัวละคร อย่าง Wallace and Gromit และ Chicken Run ล่าสุด ทีมเทคนิคเจ้าเดิมก็ใช้ตัวหุ่นเคลย์แอนิเมชันมาผสานเทคนิคสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกหรือ CG แทนที่จะเป็นการถ่ายแบบสต็อปโมชั่น ที่ต้องจับหุ่นขยับทีละเฟรม สำหรับการเคลื่อนไหวในแต่ละท่า สำหรับหนังผจญภัยเรื่อง Flushed Away หนูไฮโซขอเป็นฮีโร่สักวัน

Flushed Away

ทุนสร้างจากค่ายดรีมเวิร์คส์ฝั่งฮอลลีวู้ด แต่หนังยังเป็นอังกฤษทั้งสำเนียง อารมณ์ขันและเรื่องราวเกิดขึ้นในโลกใต้ท่อระบายน้ำเมืองลอนดอน เมื่อเจ้าหนู ‘ร็อดดี้’ สัตว์เลี้ยงในบ้านไฮโซ ย่านเคนซิงตัน สตรีท ถูกเจ้าหนูตัวจุ้นโผล่มาจากท่อน้ำผลักตกชักโครกลงไปสู่โลกเบื้องล่าง ที่รวมพลเมืองหนูทั้งหลาย โดยมีเจ้าคางคกตัวร้าย (หน้าตาคล้าย แจ๊บบา เดอะ ฮัต จาก Star Wars) เป็นมาเฟียที่หวังจะกวาดล้างชาวหนูให้สิ้นซาก แต่หนูไฮโซหนุ่มร็อดดี้พลัดหลงเข้าไปขวางทางแผนการร้ายของมันโดยบังเอิญ พร้อมๆ กับหนูสาวแก่นเซี้ยวชื่อ ริต้า ที่กำลังดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวยากจนของเธอ และขัดขืนการครองอำนาจของเจ้าคางคกเขียว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่พลเมืองอังกฤษทั้งบนดินและใต้ดิน กำลังลุ้นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกแมทช์ในฝัน (ฝันไปเอง) ระหว่างทีมชาติอังกฤษกับทีมชาติเยอรมัน โดยขณะที่หนูทุกตัวกำลังเริงร่าเชียร์บอลอย่างสนุกสนาน พวกเขาไม่ได้ระแวดระวังว่าภัยร้ายครั้งใหญ่กำลังมาถึง

หนังผสานบรรยากาศการผจญภัย การเผชิญโลกที่แตกต่างของ หนูร็อดดี้ จากโลกที่เขาคิดว่าสุขสบายแต่มันกลับกลายเป็นแค่ชีวิตสัตว์เลี้ยงในกรงทอง กับชีวิตที่โลดโผนคลุกฝุ่นแต่มีเพื่อนชาวหนู อยู่กันอย่างเป็นอิสระ กับการล้อเลียนหนังแนวผจญภัยเอาใจครอบครัวดังๆ อีกหลายเรื่อง สีสันตัวละครจึงไม่ได้มีแค่ตัวตลกหรือตัวร้ายสุดเว่อร์ อย่าง เจ้ากบมือสังหาร ส่งตรงจากฝรั่งเศส หรือตัวหนอนยึกยือประจำท่อน้ำ ที่ทำหน้าที่เป็นคอรัสและลูกคู่ของพระเอก ดึงดูดความสนใจได้ทุกฉากเท่านั้น

แต่ยังจะเห็น เจ้าปลาน้อยนีโม หรือ กัปตันแจ็ค โจรสลัดแห่งทะเลแคริบเบียน (เวอร์ชั่นเคลย์แอนิเมชัน) โผล่มาเรียกเสียงฮาเป็นระยะๆ

หนังเรื่องนี้ทำเงินไม่ถล่มทลายในอเมริกา แต่มุขโหดมันฮาสไตล์อังกฤษ ที่แอบจิกกัด เหน็บแนม เพื่อนบ้านชาติใกล้เคียง ในเรื่องวัฒนธรรมธรรมเนียม ประกอบกับหนังที่เล่าการผจญภัย ในแบบล้อเลียนหนังแอ็คชั่นเขย่าขวัญที่แฟนหนังฮอลลีวู้ดคุ้นตากับธีมและท่วงท่าการต่อสู้กันได้ทันทีนั้น คนไทยที่อินกับฟุตบอลโลกและรู้จักมุขเหน็บแนมอันเนื่องมาจากบรรยากาศเชียร์บอลของแฟนบอล อาจจะขำกับมุขตลกของอังกฤษได้มากกว่า

นอกจากมุขแบบอังกฤษแล้ว เพลงประกอบส่วนใหญ่ที่ใช้เพลงป๊อปของอังกฤษ มาช่วยเสริมบรรยากาศจังหวะลุ้นแอ็คชั่น หรือกระทั่งเพลงของทอม โจนส์ และคาแรคเตอร์ของทอม โจนส์ มาช่วยเติมอารมณ์ขันด้วย

ทีมพากย์เสียงตัวละครเอก นำโดย ฮิว แจ็คแมน ในบท หนูร็อดดี้ อาจจะถูกแย่งซีนโดย ตัวผู้ร้ายเจ้าคางคกเขียว ที่เซอร์ เอียน แม็คเคลเลน ทำให้เจ้าคางคกมาเฟียเป็นผู้ร้ายโรคจิตเว่อร์สมบูรณ์แบบ ขณะที่ เจ้ากบมือสังหาร นั้นมีเสียงพากย์ของ ฌอง เรอโน ในฉบับอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศส ได้อารมณ์เสียดสีล้อเลียน(ชาติ)ตัวเองด้วย เช่นเดียวกับ บิล ไนลีย์ (ร็อคเกอร์ชราจาก love Actually) ทำให้เจ้าไวท์ตี้ หนูขาวยักษ์สมองนิ่มลูกสมุนคางคก น่าสงสารมากกว่าน่าเกลียด และ เชน ริชชี่ พากย์เสียงเจ้าหนูซิด หนูจรจัดผู้ผลักร็อดดี้ตกชักโครก ออกลีลากวนๆ ป่วนอารมณ์สมบทบาทแฟนบอลอังกฤษขนานแท้จริงๆ

ส่วนบทนางเอก หนูริต้า พากย์โดย เคต วินสเลต นั้น เป็นไฮไลต์ในฉบับพากย์ไทย จากการที่ ทราย เจริญปุระ พากย์เสียงให้นั่นเอง