รีวิวหนัง Unhinged – เฮียคลั่ง! ดับเครื่องชน หนังระทึกขวัญ

หนัง Unhinged ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญสั่นประสาท ที่หยิบเอาเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องเคยประสบมาก่อน มาสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์สุดระทึก เมื่อ The Man (รับบทโดย รัสเซลล์ โครว์) ต้องเอาชีวิตรอดจากการขับขี่รถบนถนนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ดูผิวเผินนี่อาจเป็นเรื่องราวสุดแสนธรรมดา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ซ่อนบทสรุปอันแสนจะคาดเดาไม่ได้ และชวนให้ตกตะลึงเอาไว้Unhinged กำกับภาพยนตร์โดย Derrick Borte (จาก American Dreamer) กำหนดฉาย 10 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์

Unhinged

Unhinged เป็นเรื่องราวความหัวร้อนบนท้องถนนที่เรียกว่า Road Rage เกิดขึ้นกับคุณแม่ยังสาว ที่กำลังเร่งรีบพาลูกไปโรงเรียนและตัวเองต้องไปงานให้ทัน แต่ดันบังเอิญเจอกับลุงใจลอยไฟเขียวไม่ยอมออกรถ คุณแม่ยังสาวจึงปิ๊นนนน (เสียงแตร) ลากยาวเดือดใส่ลุงนั้นเฉย แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะลุงไม่ยอม เลยตามไล่ล่า สั่งสอนบทเรียนชีวิตให้เธอเสียเลย

เอาจริงๆ ไอ้อาการหัวร้อนบนท้องถนนถ้าใครขับรถคงเคยเจอกันบ่อยๆ ไม่กับคนอื่น ก็กับตัวเองเนี่ยแหละ และไอ้อาการ Road Rage นี่มันสร้างปัญหาในหลายประเทศไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น โดยเฉพาะในอเมริกาเกิดเรื่องนี้บ่อยมาก Unhinged จึงหยิบเอาเรื่องราวที่ (อาจ) เกิดขึ้นเมื่อไหร่กับใครก็ได้ มาขยายความให้เลยเถิดว่าถ้าเกิดมันไม่ยอมกันเนี่ย มันจะเอากันสักแค่ไหนฟะ

ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในหนังจริง ไม่น่าจะลากยาวมาตามทำร้ายผู้เกี่ยวข้อง สั่งสอนบทเรียนคุณแม่แบบนั้นหรอก น่าจะซัดกันตั้งแต่ไฟแดงแรกแล้ว 5555 แต่ก็นะ ด้วยความเป็นหนัง มันก็เหตุผลมารองรับการกระทำนั้นๆ อยู่นะ อาจจะแบบ “ขนาดนั้นเลยหรอว๊าาา” แต่มันก็มีเหตุผลมารองรับการกระทำเฮียคลั่งคนนี้อยู่ และไม่เล่าอย่างเวิ่นเว้อด้วย

แต่นอกเหนือจากการไล่ล่าสุดคลั่งสุดเดือด หนังมันยังแฝงข้อคิด กับมารยาทการใช้ถนนเอาไว้ให้คนได้ฉุกคิดได้ ถึงแม้อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์ขนาดนี้ แต่อาจนำไปสู่อันตรายได้

หนังมันก็มีแค่นั้นแหละ คุณแม่ยังสาวดันไปบีบแตรใส่ผิดคน ผิดเวลา ผิดสถานที่แบบสุดๆ เลยทำให้เดือดร้อนถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูง และตัวหนังก็ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์อะไรยากสักเท่าไหร่ แต่มันดันสนุกเฉยเลย เพราะหนังดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไว ไม่น่าเบื่อ ไม่ปล่อยให้เราได้หายใจหายคอสักเท่าไหร่ ไล่ล่ากันเกือบทั้งเรื่อง บวกกับดนตรีประกอบที่บิ้วชวนระทึกเหลือเกิน

แต่แอบเสียดายที่หนังหายทางออกและทางลงง่ายไปหน่อย จริงๆ บทในเมื่อมันมาขนาดนี้แล้วอะ มันน่าจะไปไกลกว่านี้ได้เลยนะ เดือดกว่านี้ คลั่งกว่านี้ ได้อีกมาก

การได้เห็นเฮีย Russell Crowe มารับบทเฮียไร้นามสุดคลั่งก็เป็นอะไรที่คุ้มแล้ว ไม่เคยเห็นเฮียแกรับบทแบบนี้เลย เฮียแกเล่นได้น่ากลัวชะมัด ไม่ว่าจะท่าทาง สีหน้า หรือคำพูด เหมาะกับบทนี้มาก

ส่วนทางฝั่งคุณแม่ยังสาวรับบทโดย Caren Pistorius นี่ก็เล่นดีไม่แพ้กันเลย ฉากตื่นตระหนก วิตกกังวล หวาดระแวง การแสดงสีหน้าต่างๆ ทำออกมาได้ดูเชื่อ ดูจริงมาก รวมถึงการแสดงของน้อง Gabriel Bateman ที่เล่นได้ไม่ธรรมดาเลย

จุดที่น่าชื่นชมไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะฉากขับรถไล่ล่าหนังเรื่องทำได้ดีถึงดีมากเลยทีเดียว ดูรู้เรื่องเลย ไม่ว่าจะมุมกล้อง การถ่ายทำ หรือการตัดต่อต่างๆ ออกแบบแต่ละซีนออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

สรุปแล้ว Unhinged เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดำเนินเรื่องเรียบง่าย แต่สนุก ระทึก ตัวหนังมีเหตุผลมารองรับการกระทำต่างๆ ของตัวละคร มีการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องเรื่องต่างๆ อาจจะมีช่องจุดบกพร่องไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยประปรายในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่แค่นี้ก็เพียงพอเพลิดเพลินในโรงหนังไปกับวันหยุดแล้ว

รีวิวหนัง Monster Hunter – มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Monster Hunter หรือชื่อไทยว่า มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ สร้างจากเกมชื่อดังกับเรื่องราวของผู้หมวด Artemis และหน่วยของเธอทหารของ UN ผู้ที่ถูกส่งไปอีกมิตินึงที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาด เธอได้พบกับ Hunter จึงได้รวมทีมกันปราบเหล่าสัตว์ประหลาดและปิดประตูมิติ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มันผ่านประตูมิติเข้าไปโจมตีโลกมนุษย์ได้

Monster Hunter

Monster Hunter คือหนังที่สร้างมาจากเกมชื่อดัง ผลงานของผู้กำกับ Paul W.S. Anderson (ผู้กำกับแฟรนไชส์ Resident Evil) ที่แน่นอนตัวเอกของเรื่องคือภรรเมียของผู้กำกับอย่าง Milla Jovovich แต่ครั้งนี้ประกบคู่กับดาราสายบู๊ชื่อดังของไทยอย่าง จา พนม หรือ Tony Jaa

Monster Hunter บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหน่วยทหารที่ตามหาทหารอีกหน่วยที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย และนั่นนำพาพวกเขาทะลุมิติไปอยู่ยังโลกแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดที่คร่าชีวิตพวกเขาไปหมดเหลือไว้เพียงแต่หัวหน้าหน่วยอย่าง Artemis เท่านั้น เธอจึงได้ออกเดินทางเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ก็โชคดีได้พบกับ Hunter ทำให้ทั้งสองต้องร่วมมือกันจัดการเหล่าสัตว์ประหลาดและเอาชีวิตรอดออกจากที่อันตรายแห่งนี้

ต้องออกตัวก่อนว่าไม่เคยเล่นเกมนี้เลยสักครั้งเดียว รู้จักเพียงแต่ชื่อมันเท่านั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นบางสิ่งในหนังที่ปรากฏมาเช่นเหล่าสัตว์ประหลาดหรืออาวุธต่างๆ ไม่รู้ว่าแฟนเกมว้าวมั้ย แต่เราก็เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้อินกับมันสักเท่าไหร่

เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรมากลย หลุดไปในมิติ เอาชีวิตรอดด้วยการสู้กับสัตว์ประหลาด แค่นั้นจริงๆ มีการปูประเด็นเรื่องครอบครัวของตัวเอกทำไมไม่รู้ ไม่ได้มีหรือใช้ประโยชน์อะไรจากพาร์ทนั่นเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญหนังปูช่วงนี้นานไปมั้ย…

อีกอย่างหนังเปิดเรื่องมาด้วยฉากบนเรือกลางทะเลทราย แบบไม่รู้ที่มาที่ไป ใครเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วช่วงนั้นคือภาพดูไม่รู้เรื่องเลย ตัดต่อฉึบฉับมาก

แต่พอหนังนำเจ๊ Milla มาเจอกับ จา พนม ก็ทำให้เรื่องราวเริ่มสนุกขึ้น พาร์ท 2 คนซัดกันตุบตับก็ดูเพลินดี เห็นแล้วเหนื่อยแทน 555+ หลังจากนั้นก็เป็นการร่วมมือกันปราบสัตว์ประหลาด ที่เอาจริงๆ เล่าเหมือนไอ้สัตว์ประหลาดเหล่านั้นเทพมาก แต่ก็แลดูง่อยกว่าที่คิด ปราบง่ายเหลือเกิน ฉากแอ็คชันก็ไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ เฉยๆ มากเลย บางฉากชวนให้นึกถึง Resident Evil อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

แต่ถึงฉากต่อสู้มันจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ CG ในเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

และสิ่งที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ยกให้พี่จาแก้เลย ถึงแม้จะยิงมุกรัวๆ พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ แต่ซีนแอ็คชันแกเท่จริงๆ ไม่ว่าจะการยิง ธนู ควงดาบ กระโดดแบบนักกีฬาโอลิมปิก เท่จัดๆ นี่แอบคิดนะถ้าได้คิวบู๊ดีๆ ทำฉากไล่ล่าหนีไอ้พวกแมงมุมให้เท่ๆ เหมือนอย่างในต้มยำกุ้ง มันจะเฟี้ยวมาก ที่สำคัญ เคมีของพี่จานี่เข้ากับเจ๊ Milla ไม่ใช่เล่น ดูไม่ขัด ดูลื่นไปกันได้เลย ซึ่งเจ๊ํ Milla แกก็เล่นดีนะ คือก็เล่นดีมาตลอดนั่นแหละ แต่ผัวจับมาเล่นแต่หนังแนวนี้และเขียนบทออกมาแบบนั้นไง เลยทำให้ไม่ได้ต่างจาก Resident Evil เท่าไหร่ (แต่เจ๊แกเล่นดีจริงๆ นะ)

สรุปแล้วมันเป็นหนังป๊อปคอร์นอะ ดูเพลินๆ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ จบแล้วจบกัน ไม่มีอะไรให้พูดถึงเท่าไหร่ ผ่านมาผ่านไป ไม่ต้องถามหาเหตุผลที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆ ในหนัง รู้แค่ว่าจับเอาคนมาสู้กับสัตว์ประหลาดแค่นั้นพอ

รีวิวหนัง Soul – อัศจรรย์วิญญาณอลเวง หนังการ์ตูน

หนัง Soul หรือชื่อไทยว่า อัศจรรย์วิญญาณอลเวง เรื่องราวของครูสอนดนตรีคนหนึ่งที่ได้เกิดอุบัติเหตุจนทำให้วิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างมายังดินแดนอันแสนอลเวงและน่าอัศจรรย์ ทำให้เขาต้องหาทางกลับร่างพร้อมๆ กับการเรียนรู้ถึงชีวิตของตัวเองที่เคยผ่านมา

Soul

หนังอนิเมชันส่งท้ายปีส่งตรงจาก Pixar กับเรื่อง Soul หรือชื่อไทยว่าอัศจรรย์วิญญาณอลเวง บอกเล่าเรื่องราวของ Joe ชายวัยกลางคนผู้มีความฝันอยากเป็นนักดนตรีแจ๊สมาโดยตลอด แต่ความจริงเขาก็เป็นเพียงครูประถมสอนดนตรีทั้งนั้น แต่โชคชะตาก็ให้โอกาสเขาได้ไปร่วมวงดนตรีแจ๊สชื่อดัง แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาอีกครั้ง เมื่อเขาดันพลาดตกท่อทำให้เขาโคม่าวิญญาณออกจากร่างไปสู่ภพภูมิสุดอัศจรรย์ ที่จะพาไปรู้จักกับคำว่า ชีวิต

ท้ายปีคงไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะเยียวยาจิตใจและส่งมอบความสุขได้เท่าเรื่องนี้แล้วแหละ เป็นการฮีลเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมาทั้งปีจริงๆ อาจจะช่วยไม่ได้ไปตลอดหรอก แต่มันเป็นช่วงเวลา 1 ชั่วโมง 40 นาทีที่คุ้มค่าจริงๆ

ถือว่าเป็นหนัง Pixar ที่มีความเป็นผู้ใหญ่พอตัวเลยแหละ ประเด็นในเรื่องต่างๆ มันเป็นประเด็นจริงจัง กับการตามหาความหมายของการมีชีวิต แต่หนังก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ความเฮฮาและความน่ารักเอาไว้เฉกเช่นเดิม ที่สำคัญยังคงทัชใจคนดูได้เช่นกัน

ตัวบทถือว่าทำออกมาได้ในระดับโอเค มันมีบางส่วนยังคงไม่สมเหตุสมผล เกิดการตั้งคำถามอยู่บ้าง ทิ้งค้างคาไว้บ้าง (เรื่องนักเรียน, เรื่องเพื่อน, เรื่องแม่) คือถ้าตอนท้ายเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นภาพเล่านิดๆ หน่อยๆ มันจะลงตัวมากเลย และหลายๆ ครั้งมันก็ราบรื่นเกินไป หาทางลงง่ายเกินไปและดูรีบๆ ไปเสียหน่อย แต่ในภาพรวมมันก็ยังน่าติดตาม และพาคนดูไปเอ็นจอยกับมันได้ไม่ยาก เพราะมันยังคงสนุก ดูง่าย

งานด้านภาพนี่เรียกได้ว่างดงามสุดๆ ทั้งในพาร์ทของวิญญาณที่สร้างสรรค์ อาจดูเป็นตัวละครง่ายๆ เป็นมิตรและสบายตาสุดๆ แต่มันเต็มไปด้วยรายละเอียดงดงามเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นสีสัน หรือแบบเหมือนกาแล็กซี่ไหลๆ ไปที่เส้น อธิบายไม่ถูก 5555 ส่วนในพาร์ทของคนท่ามกลางเมืองใหญ่นี่ก็สวยแบบไร้ที่ติจริงๆ

ชอบความที่หนังค่อยๆ พยายามให้เรารับรู้ เรียนรู้ และสอนเราถึงสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ โดยไม่ต้องให้เหล่าตัวละครมาพูดคำคมหรือยัดเยียดให้เราคล้อยตาม แต่หนังดำเนินมาเรื่อยๆ เรียบง่าย ค่อยเป็นค่อยไป จนมาถึงตอนท้ายเราคล้อยตามและเห็นด้วยกับบทสรุปของหนังอย่างไม่รู้ตัว

ลองหยุดพัก ลองใช้เวลาช้าๆ มองไปรอบๆ เอ็นจอยกับสิ่งเหล่านั้น มันมีความสุขอยู่ทุกมุมมองนั่นแหละ หากถามว่าชีวิตคืออะไร มีชีวิตเพื่ออะไร…มันคือการได้ใช้ชีวิตนี่แหละ

รีวิวหนัง Horizon Line – นรก..เหินเวหา หนังระทึกขวัญ

หนัง Horizon Line หรือชื่อไทยว่า นรก..เหินเวหา จากทีมผู้สร้าง 10 Cloverfield Lane และ The Shallows บอกเล่าเรื่องราวสุดระทึกของคู่รักที่กำลังเดินทางด้วยเครื่องบินลำเล็กไปงานแต่งงานของเพื่อนบนเกาะแห่งหนึ่ง แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อนักบินเกิดหัวใจวายเสียชีวิตกระทันหัน ทำให้คู่รักนี้ต้องหาทางเอาชีวิตรอดด้วยการประครองเครื่องบินท่ามกลางท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรนี้ให้จงได้

Horizon Line

Horizon Line เป็นหนังที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของสองคู่รักที่ระหองระแหงกัน ที่กำลังจะเดินทางไปงานแต่งของเพื่อนรัก แต่ดันตกเรือ ทำให้ต้องนั่งเครื่องบินไป แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อคนขับเครื่องบินหัวใจวายตายคาเครื่อง ทำให้ทั้งสองต้องหาทางเอาคุมเครื่องให้ปลอดภัยและหาทางลงจอด ท่ามกลางท้องฟ้าและมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า

หนังเสียเวลาช่วงแรกนานมาก นานแบบไม่จำเป็นต้องนานขนาดนั้นอะ เสียเวลาไปกับการปูเรื่องราวความสัมพันธ์ของคู่พระ-นางซะยาวเชียว กว่าจะเข้าเรื่องเข้าราวได้ก็ผ่านมาหลายสิบนาทีอยู่ แถมไอ้ที่ปูๆ มาก็เหมือนจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากประเด็นเหล่านั้นได้มากเท่าไหร่ นอกจากให้เห็นถึงความระหองระแหงของคู่พระ-นางเท่านั้น

ขอพูดถึง 2 นักแสดงนำจริงอยู่ที่หล่อสวยทั้งคู่ แต่การแสดงของทั้งคู่กลับไม่ค่อยจะดีสักไหร่ โดยเฉพาะฝ่ายชายอย่าง Alexander Dreymon ที่เล่นได้แข็งหน้าซังกะตายมากจริงๆ ส่วน Aliison Williams อาจจะเพราะด้วยบทเธอด้วย มันเลยดูน่ารำคาญตลอดทั้งเรื่องเลยจริงๆ

บทก็ขีดเขียนให้ความกระเหี้ยนกระหือรือเป็นเหตุทำให้พระ-นางทั้งสองเป็นอันต้องตกเรือและทำให้ต้องไปทางเครื่องบินแทน และบทก็ยังขีดเขียนความซวยเข้ามาให้ 2 ตัวละครนี้ด้วยการทำให้คนขับเครื่องบินหัวใจวายซะเลย หลังจากนั้นก็ทยอยมีเหตุการณ์ความชิบหายวายป่วงต่างๆ มาให้คู่พระ-นางได้เจอะเจอ

ซึ่งไอ้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาก็คงพอจะเดาได้ไม่ยากว่าไอ้การที่บินค้างฟ้าอยู่แบบนั้นต้องเจออะไรบ้าง แต่อยากให้เจอเหตุการณ์ต่างๆ มากกว่านี้ เอาแบบให้ชิบหายแบบสุดๆ ไปเลย แต่ในเหตุการณ์ที่เจอก็ถือว่าทำออกมาได้ไม่เลวเลย

รีวิวหนัง วอน (เธอ) – Wan Ther หนังรักโรแมนติกหนังไทย

นี่คือหนังที่ไม่เคยอยู่ในสายตาเลยตั้งแต่โปสเตอร์ก็แล้ว ดูตัวอย่างก็แล้ว ตัดออกมาได้เป็นหนังแบบชวนหาวชวนน่าเบื่อมากกับเรื่องราวความรักในช่วงมหาลัย แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราอยากดูคือ คุณฟ้า ษริกา จนโอกาสพอเหมาะพอเจาะกับเวลาทีพอดิบพอดี ก็ได้ตัดสินใจไปดู วอน (เธอ) คือเรื่องราวของเพื่อนที่ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกัน และดันไปตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกัน เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละ แต่มันแปลกใหม่ตรงที่มันถูกบอกเล่าผ่านหลายมุมมองไม่ใช่ตัวเอกเพียงตัวเดียว แต่เราจะได้เห็นมุมมองความรักในเหตุการณ์เดียวกันผ่านทุกตัวละคร (4 คน) ที่จะเจอกับเหตุการณ์นั้นๆ ทิ้งปมเอาไว้ในแต่ละคน และค่อยๆ คลี่คลายทีละปมเพื่อให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 วอน (เธอ)

นับว่าเป็นหนังที่คอนเซ็ปต์น่าสนใจมากๆ การได้เห็นเรื่องราวความรักเดียวกันจากต่างมุมมองแถมมากกว่า 1-2 มุมมองด้วย ที่ถึงแม้มันจะน่าสนใจแค่ไหน การเล่าเรื่องหลายมุมมองก็เพียงแต่ทำให้เราได้เห็นเหตุการณ์ชัดเจนมากขึ้นเฉยๆ แต่มันก็ไม่ได้พาเราไปเข้าใจแต่ละตัวละครมากขึ้นเลย เช่นการตัดสินใจของตัวละครหลายๆ ครั้งที่เรายังรู้สึกขัดๆ และยังคงตั้งคำถามอยู่ดีว่า “ทำไมทำแบบนั้นล่ะ”

ความยากต่อมาคือการเล่าแบบนี้พอมันไม่มีเหตุการณ์หลักหรือจุดรวมเหตุการณ์มาดึงไว้ทำให้คนดูอาจจะลำดับเหตุการณ์หรือไทม์ไลน์ยากนิดนึง เช่นหนังที่ใช้เทคนิคแบบนี้ในเรื่องอย่าง Vantage Point ยังมีเหตุระเบิดเป็นตัวหลักให้คนดูลำดับเหตุการณ์ได้ แต่ยังดีที่ วอน (เธอ) ยังใส่จุดสังเกตเอาไว้ด้วยสีผมของตัวละคร เนเน่ ทำให้มีเป้าหลักในการลำดับเหตุการณ์ได้บ้าง

ก็ยังคงมีแต่…อีกนั่นแหละ ถ้าลองมองให้เป็นหนังที่เล่าแบบปกติไม่เล่าผ่านหลายมุมมองแบบนี้ มันจะกลายเป็นหนังธรรมดาไปเลย แต่พอหนังเลือกเล่าแบบนี้ มันดึงความน่าสนใจของคนดูเข้าไปแล้วว่า “แล้วไอ้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละคนมันเป็นไงบ้างล่ะ?” จึงทำให้มันน่าติดตามและไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่

ทางด้านนักแสดง ขอไล่ไปทีละคนเลย เริ่มตั้งแต่ ฟ้า ษริกา ที่ถือว่ามีประสบการณ์มากกว่าเพื่อนร่วมนักแสดงคนอื่นๆ ก็รับผิดชอบบท เนเน่ ได้ดีเลยแหละ เธอมาพร้อมด้วยความสวยที่ชวนสะกดในหลายๆ ฉาก, ตามมาด้วย มีน พีรวิชญ์๋ ที่ตีโจทย์ตัวละคร เดี่ยว ได้แตกและแสดงออกมาได้ดี, ทางด้าน เซ้นต์ ศุภพงษ์ ในบทโอม ค่อนข้างน่าผิดหวัง เอาจริงๆ ในตอนแรกที่เขาปรากฏตัวนี่คิดว่าเป็นเกย์ ไม่มีแวปในหัวเลยว่าจะมาเป็นชายแบดบอยอะไรแบบนั้น แลดูเป็นตัวละครที่เล่นแข็งที่สุดแล้วใน 4 คนหลัก และเหมือนจะพยายามเก๊กทุกซีนมากเกินไปหน่อย แถมตัวละครผู้หญิงอีกคนในพาร์ทของเขาก็แข็งไม่แพ้กัน การพูดบทของเธอนั้นราวกับนั่งอ่านบทยังไงยังงั้น, แต่คนที่น่าชื่นชมที่สุดคือ พีค ภีมพล ที่แสดงได้ดีและโดดเด่นมากจากทั้ง 4 คน ไม่ว่าจะซีนอารมณ์แบบไหนเอาอยู่หมดเลย ทั้งสีหน้า ท่าทาง คำพูด ถือว่าโดดเด่นมากๆ เล่นได้ดีและเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ

และเรื่องที่จะอดชื่นชมไม่ได้เลยในเรื่องนี้คืองานภาพ มีหลายโลโคชั่นในหนังที่ไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอออกมาในหนังไทยสักเท่าไหร่ มีการใช้สีใช้แสงที่สวย และฉากกลางคืนหลายๆ ฉากทำออกมาได้สวยมากจริงๆ

สรุปแล้วนี่คือหนังรักธรรมดาที่คอนเซ็ปต์น่าสนใจ ที่มันจะพาเราไปเห็นเรื่องราวความรักที่มีจุดรวมกันของแต่ละมุมมองผ่าน 4 ตัวละคร ที่ถึงแม้ทุกคนจะเป็นตัวเอกในเรื่องราวของตัวเอง ทุกคนก็มีทั้งจุดดีและจุดไม่ดี มีข้อผิดพลาดในเรื่องราวของตน แต่ทุกคนก็มีเรื่องอยากจะอ้อนวอน (เธอ) อยู่เช่นกัน

รีวิวหนัง Monster Hunter – มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ หนังต่อสู้แอคชั่น

Monster Hunter หรือชื่อไทยว่า มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ สร้างจากเกมชื่อดังกับเรื่องราวของผู้หมวด Artemis และหน่วยของเธอทหารของ UN ผู้ที่ถูกส่งไปอีกมิตินึงที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาด เธอได้พบกับ Hunter จึงได้รวมทีมกันปราบเหล่าสัตว์ประหลาดและปิดประตูมิติ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มันผ่านประตูมิติเข้าไปโจมตีโลกมนุษย์ได้

Monster Hunter

ต่อให้คนเล่นเกมส์จะด่าแค่ไหน แต่หนังมันประสบความสำเร็จ สามารถทำเงินให้ค่ายหนังได้ ไม่วายก็ต้องได้สร้างต่อ นี่คือนิยามของหนังตระกูล Resident Evil ที่เป็นผลงานของ พอล ดับบลิว.เอส. แอนเดอร์สัน ที่ได้ปิดตำนานผีชีวะไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีก่อน มาครั้งนี้เขาได้หยิบเกมส์สุดมันส์อีกชิ้น มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดง นั่นก็คือ Monster hunter

ต้องบอกกันตามตรงเลยว่า สำหรับหนังเรื่องนี้ถ้าคุณเป็นแฟนเกมส์ ก็คงมีฟีคแบคไม่ต่างจากผีชีวะซักเท่าไหร่ เพราะผู้กำกับเองนั้น ได้ออกมาบอกกล่าวตั้งแต่ต้นแล้วว่า ในหนังของเขานั้นจะหยิบเอาเฉพาะ คาแรคเตอร์ตัวละครต่างๆ รวมไปถึงเหล่ามอนสเตอร์ มาใช้เท่านั้น แต่พล็อตเรื่องต่างๆของหนัง จะเป็นการครีเอทใหม่แทบจะทั้งหมดเลย ดังนั้นก่อนไปชมหนังเรื่องนี้ต้องเข้าใจในข้อนี้ด้วย เพราะเค้าแจ้งไว้ตั้งแต่ต้นแล้วนั่นเองว่าไม่ได้ทำตามเนื้อเรื่องในเกมส์แต่อย่างใด

เรื่องราวในหนังนั้นจะว่าด้วย หน่วยรบพิเศษ ได้ถูกพายุปริศนา พัดพาไปยังอีกโลกนึง ที่ซึ่งมีมอนสเตอร์ไซส์ยักษ์ต่างๆ จ้องจะกิน และทำร้ายพวกเขา ซึ่งจะต้องพยายามหาทางเอาตัวรอด และหาทางกลับมายังโลกปกติให้ได้ ในระหว่างทางนั้นก็ได้เจอกับมนุษย์ที่เป็นนักล่าเหล่ามอนสเตอร์ และได้รวมทีมเพื่อที่จะได้หาทางกลับบ้านให้จงได้

พล็อตหนังของผู้กำกับคนนี้ จะว่าไปก็ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ หรือเซอไพร์สซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็สามารถเดาพล็อตหนังจากตัวอย่างหนังที่ตัดออกมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าส่วนตัวผมเองนั้นค่อนข้างที่จะชอบสไตล์งานกำกับของผู้กำกับคนนี้ (และไม่ได้เป็นแฟนเกมส์ Monster Hunter ด้วย) ความที่หนังจะเหมือนหรือไม่เหมือนเกมส์นั้น ไม่มีผลสำหรับผมเลย โดยรวมนั้นตัวหนังเองใส่ฉากแอคชั่นมาให้คนได้ลุ้นกันเป็นช่วงๆ แอคชั่นก็มันส์ใช้ได้ ถ้าคุณชอบหนังสไตล์ผีชีวะ คุณก็จะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

สรุปแล้ว ถ้าคุณหวังว่าจะมาดูหนังที่มีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ๆ ออกมาอาละวาด อยากเห็นตัวละครวิ่งเอาชีวิตรอดจากสัตว์ร้าย และแอคชั่นเวอร์ๆมันส์ๆ เรื่องนี้สามารถให้ความบันเทิงแก่คุณได้ครบถ้วนแน่ๆ 7.5/10

ปล.รีวิวนี้ผมได้ดูหนังจากรอบพิเศษ ที่ทางค่ายหนังเมื่อไทยจัดฉายไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา

รีวิวหนัง The Witches – แม่มด หนังผจญภัย

หนัง The Witches หรือชื่อไทยว่า แม่มด เรื่องราวที่สร้างจากหนังสือสุดคลาสสิกของ Roald Dahl เกี่ยวกับเด็กกำพร้าวัย 7 ขวบคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับยายของเขาในเมือง Alabama จนกระทั่งวันหนึ่งถูกหลอกล่อไปยังคฤหาสน์แห่งหนึ่งจนไปล่วงรู้ความลับของกลุ่มแม่มดเหล่านี้

The Witches

หนึ่งในคนเขียนหนังสือเด็กที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคก่อน คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก โรอัลด์ ดาห์ล ผู้ที่มีผลงานเขียนอันโด่งดังอย่าง James and the Giant Peach, Charlie and the Chocolate Factory ,The BFG, Matilda ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเคยถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์มาแล้ว รวมไปถึง The Witches ที่เคยถูกนำมาทำเป็นหนังในปี 1990 กลับมาครั้งนี้ The Witches ได้ถูกหยิบกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งภายใต้การกำกับของผู้กำกับทที่มีวิสัยทัศน์อย่าง Robert Zemeckis ผู้กำกับ The Polar Express

เรื่องราวว่าด้วย เด็กชายคนนึงที่ได้สูญเสียพ่อและแม่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุรถคว่ำช่วงคริสต์มาส ทำให้เขาต้องย้ายมาอยู่กับคุณยาย ซึ่งในระหว่างนั้น แม่มดก็ได้ปรากฎตัวแถวๆ บ้าน ทำให้คุณยายของเขาที่เคยเจอแม่มดในวัยเด็ก ต้องพาเขาย้ายหนีไปยังโรงแรมสุดหนูแห่งหนึ่ง แต่ไม่วายเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ที่โรงแรมแห่งนี้ ราชินีแม่มดได้นัดรวมพลเหล่าแม่มดเพื่อทำแผนการร้ายบางอย่างที่จะส่งผลต่อเด็กๆทั่วโลก

จริงๆ แล้วเนื้อเรื่องถ้าว่ากันตามตรง เปรียบเสมือนการฆ่าล่างเผ่าพันธ์เลยก็ว่าได้ แต่ โรอัลด์ ดาห์ล เขียนออกมาให้ดูซอฟลง และมักจะแฝงข้อคิดไว้ท้ายเรื่องเสมอ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นหนังในหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือได้ค่อนข้างซื้อตรงต่อหนังสือเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าหนังแนวๆ นี้จะมีเยอะแล้วก็ตาม ตัวหนังเองก็สามารถให้ความบันเทิงแก่คนดูได้ดีเลยทีเดียว

สรุปแล้วถึงแม้ว่าหนังจะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเกินหน้าเกินตาหนังครอบครัวทั่วๆไป แต่ตัวหนังเองก็ตอบโจทย์ที่ให้ความบันเทิงได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ดีทีเดียว 7.5/10

รีวิวหนัง Wonder Woman 1984 – วันเดอร์ วูแมน 1984

หนัง Wonder Woman 1984 หรือชื่อไทยว่า วันเดอร์ วูแมน 1984 ผ่านช่วงเวลาหลายปีจากเหตุการณ์ในภาคแรกมาสู่ช่วงยุคสงครามเย็น ในครั้งนี้ Diana จะได้เผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่ Cheetah และต้องรับมือกับ Maxwell Lord แถมยังมีเหตุการณ์สุดช็อคกับการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของ Steve Trevor

 Wonder Woman 1984

ก่อนดูได้ยินแว่วๆว่ากระแสดี หนังดี ‘ตัวร้ายดี’… ตัวร้ายดี? คืออะไร? จะไม่สปอยล์ละกันแต่ปล่อยให้สงสัยและไปดูกันเองว่าตัวร้ายดีคืออะไร แต่ “ดี!!!” ดีจัด กลมกล่อม มีมิติสไตล์ DC จริงๆ หนังโทนจะไม่ดาร์กระดับโจ๊กเกอร์ ยังคงเอ็นจอยกว่า มันส์ บู๊ ระห่ำ แอคชั่นอย่างเท่ห์ เปิดตัวแม่ไดอาน่า (Gal Gadot) ได้อย่างเท่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีเปิดตัวตอนแรก หรือเปิดตัวตอนใส่ชุดจะสู้ หรือเปิดตัวตอนใดๆก็ตาม ชอบความ “เปิดตัวแม่อย่างเท่” ตลอดเวลา นึกถึงเพลงธีมของหนังที่จะมีเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าร็อคๆหน่อย มาตอนไหนเท่ตอนนั้นเลยอ่ะ ปัง! ปังมาก! ปังสุดๆ!!! คิวบู๊อย่างเท่จัด มุกต่อสู้ครีเอทีฟสุดๆ ส่วนคุณพระเอกคริส ไพน์ในบทสตีฟก็หล่อแม้จะเฮียแกจะเริ่มแก่ขึ้นบ้างแล้วก็ทำให้ดูมาดเท่มีเสน่ห์สไตล์หนุ่มใหญ่ขึ้น (ส่วนตัวรู้สึกเหมือนดูวูล์ฟเวอรีนที่ในบทเป็นอมตะแต่เฮียแจ็คจะดูแก่ขึ้นไปทุกภาคๆ) แต่คุณกัล กาโด(ออกเสียงถูกไหมหว่า)นางพระเอกของเราสวยแกร่งราวสต๊าฟไว้อย่างเดิมเลยฮ้าฟ น่ารักน่าเอาใจช่วยสุดๆ (เขินแม่ตลอดเวลาเลย อิอิ…)

ส่วนบทหนังก็ดีเลย ประเด็นที่เล่าก็อินกำลังดี แม้จะดูซุปเปอร์ฮีโร่ประมาณนึงเลยแต่ก็โอเคฮะ มีฉากรักหวานซึ้ง ฉากสุขก็มี ฉากเศร้าก็มี ฟีลคล้ายๆภาคก่อน ส่วนงานสร้าง ซีจีอะไรก็ทำได้อลังการดี ในเรื่องย้อนยุคไปเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ก็ทำออกมาได้ดีเลย ทั้งฉาก เครื่องแต่งตัว พร๊อพต่างๆใดๆก็ดูดีดูเก๋ไปหมด จะมีติดหน่อยๆ เป็นส่วนตอนจบ ใครอยากรู้ก็กดดูเนื้อหาส่วนนี้เอาละกัน ไม่ถึงกับสปอยล์แต่ก็ไม่อยากรบกวน ดูจนจบจะมี End Credit อยู่หนึ่งทีหลังจบชื่อนักแสดง ไม่มี End Credit ตอนหลังจบเครดิตสุดท้ายไม่ต้องรอจนจอดับนะ จบend scene แรกก็ลุกออกได้เลย ออกมาก็ยังอินรู้สึกวู้ว้าใจเต้นรัวอยู่ อันนี้ดูจอธรรมดา แต่คิดว่าถ้าได้ดู IMAX ก็น่าจะฟินหนัก คุ้มชัวร์ เพราะแค่จอนี้รู้สึกว่าเอ็นฯประมาณนึงแล้ว ถ้าจอยักษ์น่าจะฟินกว่านี้ในหลายๆฉาก

หนัง Demon Slayer the Movie : Mugen Train – ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ : ศึกรถไฟสู่นิรันดร์

หนัง Kimetsu no Yaiba: Mugen Ressha-Hen ทันจิโร่ คามาโดะ ร่วมมือกับอิโนะสุเกะ ฮาชิบิระ เด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยหมูป่า และเซนอึทสึ อากาสึมะ เด็กขี้กลัวที่จะเผยพลังที่แท้จริงออกมาเมื่อหมดสติ พวกเขาได้รับคำเชิญให้ไปช่วยเหลือ เคียวจูโร เรนโกคุ ในการปราบอสูรที่ทรมานผู้บริสุทธิ์และฆ่านักปราบอสูรที่พยายามจะต่อต้านมัน

Demon Slayer the Movie : Mugen Train

จากซีรีส์อนิเมชั่นแห่งปีของญี่ปุ่นในปี 2019 ต่อยอดสู่ฉบับภาพยนตร์ในปีนี้ นี่คือเรื่องราวที่ต่อโดยตรงจากอนิเมะซีซั่นแรกและต้องดูเท่านั้นเพื่อที่จะดูในซีซั่นต่อไปเมื่อเหล่าหน่วยพิฆาตอสูรรุ่นใหม่ ทันจิโร่ เซ็นอิทสึ อินโนะสุเกะ ได้รับภารกิจให้ไปสมทบเพราะเกิดเหตุคนหายตัวไปอย่างลึกลับในรถไฟขบวนนึงพวกเขาจึงต้องรีบตามไปและค้นหาต้นตอของคดีนี้ร่วมกับรุ่นพี่ที่เป็นระดับเสาหลักด้วย

สตูดิโอที่ทำเวอร์ชั่นอนิเมะซีรีส์ ufotable ก็ยังคงรับผิดชอบงานนี้อยู่ ซึ่งต้องบอกว่าพวกเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะอาร์ครถไฟนิรันดร์เป็นอาร์คขนาดสั้นความยาวประมาณสองเล่ม (เล่ม 7-8) โดยที่ต้นฉบับในส่วนไขปริศนาหรือหาคำตอบมันค่อนข้างเนือยด้วย แต่กลายเป็นว่าตัวหนังทำได้กระชับ น่าสนใจ pacing การเล่าเรื่องในส่วนนี้ทำได้ดีมากๆ ไม่น่าเบื่อเลย เรื่องของงานภาพบอกเลยว่าคุณภาพคมไม่ต่างจากที่เราเคยดูเวอร์ชั่นซีรีส์งานเนียนทุกเฟรม แถมมันจะมีความคมในการใช้เทคนิค 3D เข้ามาผสมกับ 2D ได้ดีมากยิ่งกว่าเดิมไปอีกด้วย งานภาพตระการตาสมกับการรอคอยแน่นอน ผนวกกับงานเทคนิคด้านอื่นไม่ว่าจะเป็นเทคนิคเสียง เทคนิคภาพ เทคนิคการเล่าทุกอย่างส่งเสริมให้เลือกนี้มันสนุกมาก แถมยังดึงอารมณ์ของผู้ชมออกมาได้ถึงใจ คือถ้าใครเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้มันไม่มีแง่มุมไหนเลยที่คุณจะไม่ประทับใจเวอร์ชั่นหนังเรื่องนี้ มันใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบมาก ไม่แปลกใจเลยที่จะทำเงินถล่มทลายจนเป็นสถิติที่ประเทศที่ญี่ปุ่นขนาดนี้ สมราคาเลย

แล้วทั้งหมดที่ผมชมไปยิ่งถ้าได้ดูใน IMAX นะรู้สึกเหมือนมันเข้าถึงเราง่ายกว่าเดิมสองเท่า มันเต็มตาเต็มอารมณ์โดยเฉพาะงานเสียง การสู้กันในเรื่องคือมันส์เลย ผมพยายามที่จะไม่พูดถึงเนื้อเรื่องเพราะใครอ่านการ์ตูนก็จะทราบดีอยู่แล้วว่าไม่ควรบอกคนไม่รู้เพราะมันจะขาดอรรถรสไปประมาณนึง แต่สำหรับคนที่อ่านและทราบเรื่องราวดีก่อนไปดูก็หาใช่ว่าจะไม่สนุกหรือชอบน้อยลงนะ ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่ามันทำงานกับผมได้ดียิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ยิ่งอิน ยิ่งหลงรักมันเข้าไปใหญ่

เอาเป็นว่าเรื่องนี้ ใครที่รัก Kimetsu no Yaiba ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ยิ่งใครพึ่งจัดซีซั่น 1 ใน netflix มาแล้วมาต่อภาคนี้ยิ่งสุด ใครที่เป็นแฟนอย่าลืมหาโอกาสไปชมกันนะครับส่วนใครที่ไม่รู้จักเลยแต่เห็นจากกระแส เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูซีรีส์มาก่อนเท่านั้นเพราะเรื่องราวมันต่อกันทันทีครับ

รีวิวหนัง Ghosts of War เมื่อทหารต้องมาเจอผี ใครจะรอด?

หนัง Ghosts of War ทหารอเมริกันทั้ง 5 คนถูกส่งมาที่คฤหาสน์แห่งหนึ่งในฝรั่งเศสช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้พบเจอกับศัตรูลึกลับเหนือธรรมชาติที่น่ากลัวกว่าบรรดาข้ศึกทั้งหมดที่เคยพบเจอมาในสนามรบ

Ghosts of War

ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่พล๊อตแปลกและน่าสนใจมาก เมื่อจับเอาทหาร ต้องมาเฝ้าคฤหาสเก่าหลังใหญ่ ที่ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งสิงสูอยู่ เป็นอะไรที่ค่อนข้างแหวกและแปลกเลยทีเดียว

เรื่องราวเริ่มด้วยย้อนไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 3 ทหารอเมริกันได้ถูกส่งให้เดินทางไปผลัดเวร ณ คฤหาสแห่งหนึ่ง ซึ่งที่แห่งนั้นเคยถูกยึดโดยพวกเยอรมันมาก่อน จนแล้วจนรอดทหารก็เริ่มได้สัมผัสถึงพลังงานประหลาดบางอย่าง ที่ทำให้แม้แต่ทหารแมนๆ ก็ยังต้องระแวงกันเลยทีเดียว

โดยรวมตัวหนังนั้นทำหน้าที่การเป็นหนัง สยองขวัญ ระทึกขวัญได้ ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ฉากตุ้งแช่ ใส่มาเยอะมากจริงๆ (ก็พอเดาจังหวะได้อยู่) แต่ก็แปลกที่รู้ทักรู้ว่าจะมีอะไรโผล่มาให้ตกใจ ด้วยความที่หนังนั้นมิกซ์เสียงมาโคตรดัง ทำเอาสะดุ้งเหมือนกัน อันนี้ต้องชมคนมิกซ์เสียงจริงๆ

สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดของเรืองนี้คงจะเป็นพล็อตทวิสในช่วงองก์ 3 ของเรื่อง ที่เรียกได้ว่า แหวก แปลก Beyond ฉีกทิศทางหนังตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียว ใครที่คิดว่าหนัง M. Night มีฉากเฉลยปมที่พีคแล้ว เรื่องนี้นอกจากจะพีคแล้วยังทำเอาคนดูเหวอออกจากโรงเลยทีเดียว (อันนี้ชม) ส่วนตัวผมเองนั้นเพลินมากสำหรับเรื่องนี้ 8.5/10