รีวิวหนังเรื่อง Firestorm : โจรล่าโจร

จัดได้ว่าเป็นหนังฮ่องกง ที่ช่วงหลังค่อนข้างหายาก กับการที่ยังคงเล่นเรื่อง ตำรวจ โจร ในเมืองใหญ่ กับหนังเรื่องล่าสุดของพี่ หลิวเต๋อหัว ใน Firestorm หรือชื่อไทยว่า ปิดเมืองล่าโจร ที่ยังมีนักแสดงอย่าง อู๋จุน และ กอร์ดอน แลม ร่วมแสดงอีกด้วย

Firestorm : โจรล่าโจร

เมื่อบ้านเมืองต้องปั่นป่วนด้วยฝีมือของแก๊ง ค์อาชญากรสุดโฉด ที่มาพร้อมอาวุธร้ายคอยก่อความไม่สงบและคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์ตามท้องถนน ไม่เว้นแม้กลางวันแสกๆ ..ในฐานะตำรวจผู้รักความยุติธรรม หลุ่ยหมิงเจ๋อ (หลิวเต๋อหัว จาก 2 คน 2 คม) จึงขอทุ่มสุดตัวกับการปฏิบัติภารกิจไล่ล่าเหล่า วายร้าย แต่แล้วเขาก็พบว่าอำนาจของตำรวจธรรมดา ไม่สามารถต่อกรกับอิทธิพลมืดเหล่านี้ได้ เมื่อความยุติธรรมไม่สามารถหยุดอาชญากรรมสุดขั้ว หลุ่ยหมิงเจ๋อจึงต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ โดยการก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งความถูกต้อง เพื่อกวาดล้างทุกอาชญากรรมในครั้งนี้ให้ได้

หนังกำกับการแสดงโดยผกก. อลันหยวน หรือในเราอาจจะรู้จักกันในฐานะของมือเขียนบทหนังอาทิเช่น Shaolin (เส้าหลิน สองใหญ่) และ Connected ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นผลงานเรื่องที่ 3 ที่เขาลงมากำกับเอง และ เขียนบท เอง โดยในทีแรกเห็นจากเนื้อผ้าของตัวหนัง Firestorm ส่วนตัวก็พาลคิดไปว่า เป็นเพียงหนังแอ็คชั่นที่ดูเอามันส์ มีโลเคชั่นใหญ่ๆและการปิดเมืองฮ่องกงที่น่าทึ่งเป็นตัวชูโรง แต่หลังจากได้ดูจริงๆแล้วมันกลับกลายเป็นคนละเรื่อง และก็จัดได้ว่าเป็นหนังที่เซอร์ไพรส์เปิดต้นปีเลยก็ว่าได้สำหรับหนังเรื่องนี้

เพราะนอกจากฉากแอ็คชั่น และ เรื่องราวที่เข้มข้น ที่ทุกคนหวังจะได้ดู และหนังก็ตอบแทนคนดูได้อย่างสะใจแล้ว Firestorm ยังเป็นหนังตำรวจฮ่องกงที่ตีแผ่ และ พูดถึงเรื่องราวของความดี ความชั่ว ผ่านการตีตรา เสียดสี กฏหมาย และ มนุษย์ธรรม ได้อย่างตรงไปตรงมา เจ็บแสบ โดยตัวหนังไม่อ้อมค้อมที่จะด่าแต่ก็เชิดชูไปพร้อมๆกัน ซึ่งการดีไซน์ตัวละครของตัวหนังก็เป็นอีกสิ่งนึงที่น่าสนใจ กับการเปิดเรื่องมาให้เป็น สีขาว และ ดำ อย่างชัดเจน แต่เมื่อตัวหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งจะแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานของ ความลุ่มหลง และ การทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะได้เป้าหมายที่ตนวางไว้ อย่างไม่กลัวว่า สีขาว ที่ตนเองยึดมั่น จะกลายเป็น สีดำ ในที่สุด

โดยหนังสร้างสถานการณ์อันบีบคั้น และ การตัดสินใจที่ยากลำบากให้กับตัวละครทุกๆฝีก้าว จนเราไม่รู้สึกว่าการตัดสินใจแบบนั้นมัน ผิด หรือ ถูก มันมีแต่เพียงว่า การตัดสินใจนั่น จะทำให้เขาเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ตอนนั้นไปได้หรือไม่เท่านั้นเอง ถึงแม้อาจจะมีบางจุดบอด และ การเล่าเรื่องที่ขรุขระไปบ้างก็ตามครับ

ซึ่งทางด้านนักแสดงอย่าง หลิวเต๋อหัว และ กอร์ดอน แลม ก็สามารถถ่ายทอดบทบาทของตนได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะ หลิวเต๋อหัว ที่เรื่องนี้ลงทุนแสดงเอง สตั้นท์เอง เพื่อความสมจริง โดยถึงแม้หนังจะไม่มีฉากดราม่าให้โชว์พลังของเฮียแกบ้าง แต่ฉากบู๊ที่มีทั้งการสาดกระสุน และ ต่อสู้ด้วยมือเปล่า ก็ถือว่า Firestorm เป็นหนังที่แฟนๆเฮียหลิว จะต้อนรับกลับสู่อ้อมอกได้อย่างไม่เสียดายเลยก็ว่าได้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10

รีวิวหนัง Guns Akimbo – โทษทีมือพี่ไม่ว่าง

หนัง Guns Akimbo หนังไซไฟระทึกขวัญกับเรื่องราวของนักพัฒนาเกมสุดเกรียน ที่ได้ไปเกรียนคีย์บอร์ดบนบอร์ดเกมแห่งหนึ่ง จนทำให้ตัวเองซวยต้องร่วมเล่นเกมนั้นด้วย ซึ่งมือของเขาถูกติดไว้กับปืน ทำให้เขาต้องกระโดดเข้าสู่ความอันตรายนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Guns Akimbo

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ Miles (Daniel Radcliffe) เกรียนคีย์บอร์ดคนหนึ่ง แต่ดันไปเกรียนผิดที่ เพราะเขาดันไปเกรียนใส่คนเกมแข่งฆ่าสุดเดือด Skizm นั่นจึงเป็นตัวจุดชนวนให้ผู้จัดบุกมาหาเขาและจัดการติดปืนไว้กับมือของเขา พร้อมบังคับให้เขาเข้าร่วมการแข่งนี้เจอกับสุดโหดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เอาจริงๆ เราเห็นมีมนี้มานานมาก กับภาพชุดนอนของ Daniel Radcliffe พร้อมถือปืนที่มือ พอดูตัวอย่างก็อ๋อเลย หนังดำเนินเรื่องเรียบง่ายตรงไปตรงมา เน้นแอ็คชั่น และความเกรียนความบ้าบอของตัวละคร โดยเฉพาะ ตัว Daniel Radcliffe เล่นได้เกรียน บ้าบอ เล่นได้แบบ…ใช้คำว่าไรดีอะ เอาเป็นว่าบันเทิงดีที่ได้เห็น Daniel Radcliffe ในรูปแบบนี้

ที่น่าแปลกใจคือ Samara Weaving นี่แหละ คือดูไม่ออกเลยว่าเธอรับบทเป็น Nix คือทั้งเรื่องก็สงสัยอยู่ว่า “ใครวะ?” พอขึ้นเครดิตชื่อตอนจบก็เอ๊า นี่เธอแสดงหรอเนี่ย ถึงแม้จะไม่ได้มีบทแสดงอะไรมากมาย แต่แค่ฉากแอ็คชั่นของเธอกับทำตัวเกรียนๆ ก็น่าปรบมือให้แล้ว

ว่าด้วยเรื่องฉากแอ็คชั่น จะว่าดีก็ดี แต่ก็ไม่ได้ว้าวอะไรขนาดนั้น แต่หนังมันตัดต่อได้สนุก จังหวะตัดเอย มุมกล้องเอย บวกพวกเอฟเฟคต่างๆ ที่ใส่เข้ามา มันทำให้หนังมีจังหวะเล่าเรื่องที่สนุกเลยแหละ ผสมกับตัวละครที่สุดแสนจะบันเทิงอย่างที่บอกไปข้างต้นก็เลยทำให้หนังมันสุนก

แต่สิ่งที่หนังขาดไปหนักๆ เลยคือเรื่องของบท นอกจากเรื่องราวการต้องเข้าร่วมรายการ Skizm ของ Miles แล้วนั้น เรื่องอื่นๆ ถือว่าเบาบางมาก ประเด็นเบื้องหลังตัวละครต่างๆ ที่มาที่ไป ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เราแทบจะไม่รู้อะไรเลย ก็ได้แต่สงสัยว่ามันเป็นไงมาไง อาจจะเพราะด้วยตัวหนังที่มีเวลาเล่าเรื่องต่างๆ น้อยไปมาก จุดนี้เลยเบาหวิวไปเลย

มีอย่างนึงที่ขัดใจเช่นกัน จู่ๆ พระเอกก็ยิงปืนแม่น เก่งเฉย ในฉากท้ายๆ แต่ในตอนท้ายก็ดันกลับมาไม่แม่นอีกแบบงงๆ พร้อมทั้งยังมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่อีกหลายจุดเช่นกัน

สรุปแล้ว Guns Akimbo ไม่ใช่หนังเสพเนื้อเรื่องแต่อย่างใด เข้าไปดู Daniel Radcliffe แบบรั่วๆ กับฉากแอ็คชั่นแค่นั้นน่าจะเป็นสิ่งที่บันเทิงพอเพลินๆ แล้ว

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว Toy Story 4 การจากลาครั้งสุดท้าย ของเหล่าของเล่น

เกือบ 10 ปี ในที่สุดการผจญภัยของเหล่าของเล่นก็กลับมาโลดแล่นให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ทำให้หลายๆ คนหลงคิดว่า Toy Story 3 (2010) จะเป็นการสิ้นสุดความบันเทิงไปแล้ว ซึ่งในภาคนี้ Toy Story 4 หนังได้ จอช คูลลีย์ (Josh Cooley) โดดมากำกับครั้งแรก แน่นอนว่ายังคงได้ทีมให้เสียงพากย์ทีมเดิม นำโดย ทอม แฮงก์ส (Tom Hanks), ทิม อัลเลน (Tim Allen) และตัวละครใหม่อย่าง คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves)

Toy Story 4

Toy Story 4 ว่าด้วยเรื่องราวของ วูดดี ในบ้านหลังใหม่ร่วมกับ บอนนี และของเล่นของเธอ ซึ่งเขาตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเธอมีความสุขและเหล่าของเล่นได้รับการดูแล แต่การเจอกันอย่างคาดไม่ถึงกับ โบ พีป เพื่อนเก่าของเขา ทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ใหญ่กว่าที่เขาเคยคาดคิดนัก ซึ่งนอกจากตัวละครที่ทุกคนคิดถึงอย่าง โบ พีป ที่กลับมาในภาคนี้แล้ว Toy Story 4 ยังขนทัพของเล่นหน้าใหม่มาสร้างสีสันให้ทุกคนได้สนุกไปกับการผจญภัยครั้งใหม่ของพวกเขาอีกด้วย

เรียกได้ว่าการกลับมาของเหล่าของเล่นก็ยังไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง มีทั้งความสนุกไปกับการผจญภัยของของเล่น ตลกไปกับความซื่อของ บัซไลท์เยียร์ และซาบซึ้งกินใจจนน้ำตาแทบไหล โดยเฉพาะการได้เห็นพัฒนาการอีกขั้นของ วูดดี ของเล่นผู้เปรียบเสมือนผู้เริ่มต้นเรื่องราวทุกอย่าง ซึ่งในภาคนี้นอกจากเราจะได้เห็นนิสัยที่ห่วงทุกอย่างไปเสียหมดของเขา ไม่ปล่อยวาง แถมยังต้องมาพบกับของเล่นตัวใหม่ๆ ที่มาแทนที่เขา ในบางครั้งมักจะแสดงอกมากลบเกลื่อนความรู้สึกเศร้าลึกๆ อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากการการลากับ แอนดี เด็กคนแรกของเขาในภาคที่แล้ว ทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น

แน่นอนว่าหนังก็ยังเพิ่มตัวละครใหม่ๆ เข้ามาให้เราบันเทิงได้อีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์กี ของเล่นที่ทำมาจากส้อม, แกบบี แกบบี ตุ๊กตาในร้านขายของเก่าที่แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนตัวร้าย แต่ท้ายที่สุดก็มีมุมมองที่ต่างออกไปทำให้เราเห็นใจเธอได้ ดุก คาบูม นักซิ่งลีลาเยอะ ให้เสียงพากย์โดยหนุ่มฮอต คีอานู รีฟส์ รวมไปถึง กระต่าย-เป็ด ที่มาขโมยซีนได้ฮาสุดๆ ซึ่งบอกได้เลยว่าตัวละครเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเอกของเรื่องอย่าง วูดดี ได้ก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต เชื่อว่าแฟนหนังต้องมีน้ำตาซึมกันแน่นอน

อย่างที่บอกดูเหมือนว่าคอนเซ็ปต์หนังในภาคนี้จะเน้นสะท้อนไปที่เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่มักจะเกิดกับคนทุกช่วงเวลาของชีวิต เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเหล่าตุ๊กตาใน Toy Story ที่ทยอยจากลากันมาเรื่อยๆ จนมาถึงคิวของนายอำเภอวูดดี แม้จะผูกพันกันแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ต้องวิถีทางเดินของชีวิตที่ต่างกันออกไป เหลือเพียงแต่ความทรงจำดีๆ ไว้ให้ระลึกถึงอยู่ในใจตลอดไป

ส่วนใครที่ใจหายไปในตอนท้ายของภาคนี้นั้น เป็นไปได้ว่าหนังอาจจะมีการสร้างภาคต่อๆ ไปอีกก็เป็นได้ เพราะขนาดภาค 3 ที่หลายคนคิดว่าอาจจะเป็นภาคสุดท้าย หนังก็ยังคงมีการสร้างภาค 4 ต่อ เชื่อเหลือเกินว่าคงมีอะไรให้เราได้ติดตามกันต่อแบบยาวๆ แน่นอน สุดท้ายนี้เกือบลืมบอกไปว่าควรดูให้จบเครดิตเพราะจะมีอะไรฮาๆ ให้เราได้สนุกกันต่ออีก

Toy Story 4 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

รีวิวหนัง Barely Lethal : สาย (ไม่) ลับหญิง มาปิ๊งรัก

เมื่อขนบหนังสายลับ ที่ต้องมีพระเอกหล่อเนี้ยบเก่งเกินคน หรือสาวเซ็กซี่คาดปืนกล อะไรทำนองนั้นถูกเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนดูเริ่มจะทำหน้าเหยเก ภาระจึงตกไปอยู่ที่กลุ่มคนทำหนัง ที่ต้องหาแนวทางใหม่ๆ มาเสิร์ฟแก้เลี่ยนเสียบ้าง โดยเฉพาะช่วงหลังๆมานี้ ที่หนังสายลับเบาสมอง สำรวจประเด็นใหม่ๆ กลายเป็นของฮอตฮิตติดตลาด ไล่มาตั้งแต่ ศิษย์-อาจารย์สุดคูล Kingsman: The Secret Service ไปจนถึงน้องตุ้ยนุ้ย Spy ซึ่ง 2 เรื่องนั้นออกจะทำได้ดีในเป้าประสงค์ของมัน แต่กับ Barely Lethal เรื่องนี้ ดูจะเลี้ยวผิดทางจนแทบตกถนน

Barely Lethal

Barely Lethal ถ่ายทอดเรื่องราวของ เมแกน (ไฮลี สไตน์เฟลด์) สาวน้อยที่ถูกจับไปฝึกในโครงการสายลับหญิงตั้งแต่เด็กๆ จนวันหนึ่งได้ค้นพบว่า ชีวิตซู่ซ่าในรั้วโรงเรียน คือสิ่งที่เธอขาดหายไป และรู้สึกว่าการเป็นสายลับเก่งกล้าสามารถแบบนี้ มันช่างห่วยแตกเสียจริง เมื่อสถานการณ์พาไป เมแกน จึงหนีออกจากหน้าที่สายลับของเธอ และเข้าไปเป็นสาวไฮสคูลดูบ้าง โดยมีหนังวัยรุ่นตระกูล Mean Girls เป็นเครื่องชี้นำทางสำคัญ

ถึงแม้หนังจะมีส่วนที่เอาใจแมนๆ อย่างภารกิจสายลับ และเอาใจสาวๆ ด้วยสไตล์กอสซิป เกิร์ล ในรั้วโรงเรียน แต่คงพูดไม่ได้เต็มปากนักว่ามันจะดูสนุกได้ทุกเพศทุกวัย เพราะไม่ได้มีเพียง เมแกน เท่านั้น ที่ละเมอเพ้อพกไปเองว่า ชีวิตกำลังอยู่ในหนังวัยรุ่น แต่ Barely Lethal ทั้งเรื่องก็ให้ความสำคัญในทิศทางนั้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งประเด็นรักสามเส้า สาวนักเรียนใหม่-หนุ่มฮอต-หนุ่มติ๋ม ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คกลั่นแกล้ง ไปจนถึงสารพัดงานประเพณี ที่เธอต้องฝ่าฟันเพื่อชายอันเป็นที่รัก สิ่งเหล่านี้ล้วนมีมาเพื่อตอบสนองอุดมคติของหญิงสาวอย่างเต็มที่ ในแบบที่แสนจะจำเจ เห็นมาในหนังวัยรุ่นจำนวนนับไม่ถ้วน

เมื่อหนังมีวัตถุดิบน่าสนใจ อย่างการให้เมแกนเป็นสายลับเชี่ยวชาญวิถีจารชน แต่อ่อนต่อโลกภายนอก ที่ขับเคี่ยวถ่มถุยกัน ในเรื่องรักๆใคร่ๆ ตามสไตล์วัยว้าวุ่น มันจึงเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ พร้อมฉากเปิ่นๆ ที่เกิดจากความผิดที่ผิดทางของเธอ ก็สร้างความบันเทิงได้ในระดับหนึ่ง แต่มันกลับไม่กลมกล่อม เหตุเพราะหนังหยิบจับวัตถุดิบชั้นดีที่เตรียมไว้แต่แรก มาใช้จริงเพียงน้อยนิด และทิ้งส่วนใหญ่ลงขยะหลังครัวไปเสียอย่างงั้น แถมที่เอามา ก็ยังปรุงออกมาไม่อร่อยเสียอีก ทำให้ความเป็นสายลับหญิงแกร่งของเมแกน กลายเป็นส่วนเกินของ Barely Lethal ที่ถูกเพิ่มมาให้รกรุงรัง เต็มไปด้วยรอยโหว่ชวนสงสัย และไม่สมเหตุสมผลอะไรเลย จนแทบจะกลายเป็นหนังคนละเรื่อง

ประเด็นสายลับระดับชาติ ถูกละเลยจนหลวมโพรกพราก หน่วยงานที่เหมือนลับก็ไม่ต้องลับ ความแค้นชิงชัง ลามไปถึงอุปกรณ์ไฮเทค ล้วนประสบชะตากรรมเดียวกับนางเอก ในขณะที่ เมแกน เป็นเหมือนสัตว์ประหลาดในสายตาเพื่อนร่วมวัย ชีวิตจารชนที่ถูกแทรกมาตลอดเรื่อง ก็แปลกแยกจากหนังวัยรุ่นลุ้นรักอย่างเห็นได้ชัด ไปอย่างน่าเสียดาย

หาก Barely Lethal เลือกที่จะเดินไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน ก็อาจทำให้ตัวหนังดูน่าติดตามและชวนลุ้นมากกว่านี้ แต่ในเมื่อหนังเลือกจับปลาสองมือ มันจึงไปไม่สุดทั้งคู่ และนิยามหนังสายลับหัดเริ่ดเรื่องนี้ ตามแบบซีรีส์รักๆ เลิกๆ ที่จับประเด็นอะไรไม่ได้ นอกจากเรื่องชิงรักหักสวาทว่า “สาย (ไม่) ลับหญิง มาปิ๊งรัก” แค่นั้นก็คงเพียงพอแล้ว

เรื่องนี้ให้ 6.5 / 10

รีวิวหนัง San Andreas เพื่อลูกเมีย ข้าจะสู้หลังชนฝา

ปัญหาในการมาถึงของ San Andreas ในปีนี้ คือมันผ่านช่วงเวลาตื่นตูมตกใจ ในวิกฤตการณ์วันสิ้นโลก 2012 จากนอสตราดามุส ปฏิทินมายัน และสารพัดคำทำนาย ที่ทำให้เกิดกระแสภาพยนตร์ภัยพิบัติทะลักล้นไปแล้ว และผู้ชมก็ชินตากับภัยธรรมชาติบนจอไปเรียบร้อย การซ้ำทางแบบนี้จึงน่าเป็นห่วงอยู่พอตัว แนวทางที่หนังเรื่องนี้นำมาแก้เกม คือการพยายามทำให้คนดูเชื่อว่า สิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริง ทั้งในส่วนของแผ่นดินไหว และความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ทว่ามันสำเร็จและล้มเหลวไปพร้อมๆ กัน

San Andreas

San Andreas ถ่ายทอดเรื่องราวของ เรย์ หัวหน้าหน่วยนักบินเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ที่มีปัญหาระหองระแหงกับ เอ็มมา ภรรยาที่ห่างกันไป และเป็นห่วง เบลค ลูกสาวสุดรักอยู่ในที จนเกิดแผ่นดินไหวครั้งมโหฬาร นำมาซึ่งการพังทลายของเมืองเสียย่อยยับ เรย์ พร้อมฮ.คู่ใจ ต้องตามไปช่วยภรรยาและลูกสาว ให้รอดตายจากมหันตภัยครั้งนี้ แต่อุปสรรคนานัปการก็ค่อยๆ ถาถมเข้ามาไม่หยุด

กลวิธีที่ San Andreas ใช้สร้างภาพของแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ และซากแห่งความย่อยยับอับปางนั้น ไม่ติดปัญหาอะไร เพราะมันเนี้ยบกริบ อลังการได้ตามมาตรฐานเทคนิคพิเศษฮอลลีวูดอย่างไม่ขวยเขิน แต่ปัญหาทั้งหมดตกไปอยู่ที่กลุ่มศาสตราจารย์และผู้รู้ในเชิงวิชาการแผ่นดินไหว ที่คิดค้นเครื่องแจ้งเตือนได้สำเร็จ และนำปัญหา รวมไปถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ในสภาพความรู้เพียวๆ หลักวิทยาศาสตร์ที่ถอดมาจากหนังสือ มาถกเถียงอภิปราย และว้าวุ่นพยายามอธิบายให้คนดูได้รู้อย่างยืดยาว ฉากเหล่านี้เป็นส่วนเกินที่มากมายเกินจำเป็น และสร้างความน่าเบื่อให้หนังอยู่ไม่น้อย หลักการเหล่านี้อาจช่วยให้ภาพตรงหน้าดูน่าเชื่อถือขึ้นก็จริง แต่วิธีทื่อมะลื่อตรงไปตรงมานี้ มันไม่ได้ผลนะศาสตราจารย์

หากส่วนเกินที่หนังตั้งใจใส่มาช่วย (แต่ผลออกมาซวยมากกว่า) ในช่วงอารัมภบทที่ออกจะเต็มไปด้วยทฤษฎีผ่านไป การแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องราวออกเป็น 3 เส้น 3 สถานที่ คือ เรย์ ที่ออกบินทดสอบเครื่อง / เอ็มมา ที่อยู่บนตึกสูง / เบลค อยู่อีกตึกสูงหนึ่่ง จนเกิดแผ่นดินไหวตูมตามครั้งใหญ่ เรื่องราวทั้งหมดจึงมาบรรจบกันได้ และเร่งจังหวะ ให้ชวนสนุกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างหลังจากฟังเลคเชอร์อยู่เสียนาน แต่ถึงกระนั้นเมื่อตัวละครที่รับบทโดย เดอะร็อค ออกจะครบองค์สุดเก๋า เก่งกล้าสามารถเหนือระดับหน่วยกู้ภัย ราวกับเล่นเกมส์ใช้สูตรขนาดนี้ ความสมจริงของภัยพิบัติที่พยายามสร้างมาก็พังไปอีกรอบ เพราะคุณพ่อคนนี้ เขาเหนือจริงไปเสียแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อนครับคุณผู้ชม San Andreas มิได้พังพาบตามอาคารไปขนาดนั้น ในขณะที่เส้นเรื่องคุณพ่อใช้สูตรอมตะไปเรียบร้อย เส้นเรื่องของ เบลค อันเป็นลูกสาวเชื่อไม่ทิ้งแถวนั้น น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความรู้ด้านการเอาชีวิตรอดที่ได้มาจากพ่อ เมื่อรวมกับการที่เธอต้องมีเพื่อนร่วมทางเป็นไอ้หนุ่มไม่เอาอ่าว ทำอะไรไม่เป็น แถมปอดแหกเล็กๆ ที่กระเตงน้องชายยียวนมาด้วยแล้ว ความเป็นหญิงแกร่งก็ยิ่งเด่นชัด และคอยลุ้นไปว่าเธอจะงัดเอาความรู้ตรงไหน มาใช้แก้ปัญหาตรงหน้าให้ผ่านพ้น และขับเคลื่อนไปพร้อมๆกับความรักกุ๊กกิ๊กระหว่างชายหญิงด้วย ซึ่งเราสามารถสัมผัสและเห็นพัฒนาการได้มากกว่ารุ่นคุณพ่อคุณแม่ ที่จับต้องอะไรไม่ค่อยจะได้นัก

โดยองค์รวมแล้ว หาก San Andreas จะเลือกเส้นเรื่องทั้งสองที่พันอีนุงตุงนังกัน มาเน้นย้ำเพียงประเด็นเดียว หนังอาจจะน่าสนใจ และเอาใจช่วยในโลกกลางหายนะครั้งนี้มากขึ้น แต่การเหมาหมดรักพี่เสียดายน้อง ทั้งความจริงทางวิทยาศาสตร์ ครอบครัว และรักหนุ่มสาว มากมายขนาดนี้ และทำให้ตัวละครเด่นที่สุดตั้งแต่ตัวอย่างหนังอย่าง เรย์ ต้องตั้งหน้าตั้งตาช่วยลูกเมีย จนหลังชนฝา มิใช่ในความหมายว่าไม่ย่อท้อ และพยายามสุดชีวิต (เพราะพี่เก่งขนาดนั้นไปแล้ว) แต่หลังชนฝา จนไม่อาจพัฒนาเรื่องราว หรือไปต่อในความสัมพันธ์ใดๆ ที่คนดูได้ประทับใจและเห็นคุณค่าของชีวิตได้อีกอย่างน่าเสียดาย

เรื่องนี้จัดไป 7 / 10 ครับ

รีวิวหนัง อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา

ความเชื่อ ความศรัทธาดูเหมือนจะถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งกับชีวิตของมนุษย์ เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์ อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา ที่ใช้ความเชื่อมาเป็นหมุดหมายในการใช้ชีวิต เชื่อในความฝันต่อสู้เพื่อให้บรรลุถึงฝั่ง เชื่อในความพยายาม ดิ้นรน ต่อสู้ จนถึงเป้าหมายอย่างที่ อีปึกหรือสาวมาด เมกะแดนซ์เชื่อ ซึ่งทำให้เธอมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ หากจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ความศรัทธาเป็นตัวดำเนินเรื่องก็ไม่ผิด เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือความศรัทธาเช่นเดียวกัน

อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา

อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา ว่าด้วยเรื่องราวของ สาวมาด เมกะแดนซ์ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของวัยเรียน จุดเปลี่ยนของชีวิตในก้าวแรกที่เดินบนเส้นทางสายดนตรี จวบจนนาทีที่ป่วยหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ด้วยอาการครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง ทำให้ความดันโลหิตสูงจนเลือดออกไปทับก้านสมอง ได้สามีสุดที่รัก กรุง สุขสันต์ มานอนเฝ้าดูอาการโดยไม่เคยทิ้งไปไหน และยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ภรรยากลับมามีชีวิตที่แข็งแรงอีกครั้ง และเชื่อว่าเป็นการเกิดปาฏิหาริย์จากพญานาคที่มาช่วยให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

ชีวิตของอีปึกถือเป็นเรื่องราวที่มีความคล้ายคลึงกับภาพยนตร์แนวชีวประวัติเรื่องอื่นๆ เช่น The Moon พุ่มพวง (2011) แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเป็นการเล่าเรื่องราวของบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว แต่เรื่องอีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา เป็นการเล่าเรื่องของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าจุดจบของเรื่องคงไม่ใช่ความตาย

ข้อดีของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ผู้กำกับยกเอาความเป็นอีสานบ้านๆ มาถ่ายทอด ทำให้เข้าถึงคนง่าย ทั้งยังมีมุกตลกสอดแทรกให้พอได้หัวเราะกันพอหอมปากหอมคอ ที่สำคัญคือเพลงประกอบภาพยนตร์นั้นมีความไพเราะ สื่อให้เห็นถึงช่วงชีวิตของอีปึกได้เป็นอย่างดี ทั้งความพยายามที่จะทำความฝันให้เป็นจริง จนมาสู่นาทีวิกฤตของชีวิต บทเพลงมีส่วนช่วยบิ้ลด์อารมณ์ผู้ชมให้คล้อยตามได้ดี ซึ่งบางฉากก็ได้เพลงเข้ามาช่วยจนแอบมีน้ำซึมได้

ส่วนข้อที่ควรปรับปรุงก็คือ การดำเนินเรื่องไม่ยังเป็นธรรมชาติ ขาดความสมเหตุสมผลในบางเรื่อง อีกทั้งการสื่ออารมณ์ของนักแสดงก็ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ส่วนเรื่องของโปรดักชั่นก็ยังไม่ค่อยโอเค การตัดต่อไม่ลื่นไหล ซีจีก็ไม่เข้ากับภาพรวมของเรื่อง การพยายามโยงเรื่องอภินิหารมาใส่ในเรื่อง ทำให้ดูจะไม่เข้ากับเนื้อเรื่อง อาจะเป็นเพราะภาพค่อนข้างโดดไปคนละเรื่อง บางฉากก็ตัดไปตัดมาโดยไม่มีเหตุผล ความต่อเนื่องของเรื่องจึงไม่ค่อยมี

อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาพยนตร์ อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา จะมีความยาวของเรื่องไม่นานนัก แต่ก็ยังให้ความบันเทิงและข้อคิดจากการได้เรียนรู้เรื่องราวของบุคคลในเรื่อง เชื่อว่าหากตีตั๋วเข้าไปดูโดยไม่ได้คาดหวังมากนักก็สร้างความสนุกได้เช่นกัน อีกทั้งยังได้ฟังเพลงจากนักร้องศิลปิน ซึ่งถือว่าเป็นบทเพลงที่กินใจ โดยเฉพาะคนอีสานที่อาจทำหวนคิดถึงบ้านได้โดยไม่รู้ตัว

อีปึก อัศจรรย์วันแห่งศรัทธา 2.5/5 คะแนน เข้าฉายในไทย 13 กรกฎาคม 2017

หนัง Zombieland: Double Tap – ซอมบี้แลนด์ แก๊งซ่าส์ล่าล้างซอมบี้

หนัง Zombieland Double Tap หรือชื่อไทยว่า ซอมบี้แลนด์ แก๊งซ่าส์ล่าล้างซอมบี้ Zombieland เป็นเรื่องราวของโลกที่ได้ล่มสลายลงจากการที่มนุษย์ติดเชื้อซอมบี้ และตัวหนังเป็นเรื่องราวการเอาชีวิตรอดด้วยกฎสุดฮาของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ในภาคแรกนำแสดงโดย Jesse Eisenberg, Woody Harrelson, Emma Stone และ Abigail Breslin พวกเขาเหล่านี้จะกลับมาในภาค 2 อย่างแน่นอน Zombieland: Double Tap เรื่องราวหลังเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดในภาคแรก สหรัฐฯกลายเป็นเมืองที่รกร้างไร้ผู้คน เหล่าแก๊งซ่าส์ล่าซอมบี้ได้ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ร่วมผจญภัยและพบผู้รอดชีวิตอื่นๆที่นำมาซึ่งความฮาแบบขั้นสุด ภารกิจล่าซอมบี้มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ ความป่วน และอาวุธครบมือกลับมาอีกครั้ง

Zombieland: Double Tap

เรื่องราวต่อเนื่องมาหลังจาก Zombieland (2009) 10 ปี หลังจากที่อเมริกาทีการแพ้ระบาดของเชื้อซอมบี้จนทำให้แทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่อีกแล้ว เมืองรกร้าง กลุ่มผู้รอดชีวิตอันประกอบไปด้วย หนุ่มเนิร์ด โคลัมบัส, ตาแก่ทัลลาฮัสซี่, วิชิต้า และน้องลิตเติลร็อก ใช้ชีวิตกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางพวกผีดิบที่เหมือนมาเดินประกอบฉาก พวกเขาทั้ง 4 กลายมาเป็นครอบครัว(ก็แหงล่ะอยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปี) และได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ เริ่มได้พบกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ มากขึ้น แล้วแต่ละคนก็มีความเพี้ยนไม่ต่างกันเท่าไหร่ จนทำให้เกิดเป็นการผจญภัยที่โหด มันส์ ฮาและบ้าอีกครั้ง
ต้องบอกก่อนเลยว่า Zombieland เป็นหนังซอมบี้ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องนึงตั้งแต่ที่เคยดูมาเลย คือมันไม่ต้องมีแก่น มีสาระอะไร แค่คนบ้ากลุ่มนึงมารวมตัวกันเพื่อใช้และเอาชีวิตรอดไปในโลกที่ล่มสลายไปแล้ว ก็ทำได้สนุกและฮาจัดจนอยากให้มีภาคต่อออกมามากๆ ซึ่งหากใครจำกันได้มีการแอบทำ reboot ออกมาเป็นซีรีส์แต่ออกมาแค่ตอนเดียวก็ดับสนิทจนต้องเฟดหายไป จนในที่สุดค่ายก็ปล่อยภาคต่อออกมาเสียทีพร้อมผู้กำกับ Ruben Fleischer ที่เคยกำกับภาคแรก และก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะโปรเจ็คนี้ดูท่าว่าตารูเบนแกจะเป็นตัวเองมากที่สุด (อาจจะเพราะว่ามีอิสระในการทำเยอะ) หนังเลยออกมาสนุก บ้าและฮา ตอบโจทย์แฟนหนังภาคแรกสุดๆ เหมือนทีมสร้างเองก็แอบรีเสิร์ชจนรู้ว่าแฟนอยากเห็นอะไร รอความปั่นเบอร์ไหนก็จัดให้หมด แม้ว่าองค์ประกอบและจังหวะการเล่าเรื่องของหนังอาจจะดูเดินตามสูตรที่ภาคแรกวางไว้เป๊ะๆ ก็ตาม

แต่ที่พิเศษกว่าเดิมคือการที่ภาคนี้ดูจะมีสีสันและชอยส์ให้เล่นมุกมากขึ้นจากเดิมทีจะล้อแค่ขนบหนังซอมบี้ เพราะด้วยความที่บทภาคนี้ตัวละครเยอะกว่าเดิมมาก แต่แต่ละตัวก็ปั่นไม่ต่างจากพวกพระเอกเลย ที่ชอบสุดคือความเด๋อของน้อง Zoey Deutch ที่มาเล่นเป็นสาวสวยไร้สมองได้น่ารักน่าหยิกสุดๆ แต่ที่ 1 ในใจคงไม่พ้น Emma Stone ที่เหมือนเบื่อหนังรางวัลมาปลดปล่อยแบบไม่ห่วงสวยห่วงภาพลักษณ์เลยในเรื่อง ชอบมากกก 555+

โดยรวมแล้ว Zombieland: Double Tap อาจจะไม่ใช่หนังที่มีความสดใหม่และสมบูรณ์เหมือนตอนที่ภาคแรกออกมา แต่หนังมีความสนุก ฮา คงบรรยากาศแบบที่เราๆชอบกันจากภาคแรกเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน คือเอาง่าย ๆ ว่าถ้าคุณดูแล้วชอบภาคแรกมาก คุณก็จะรักภาคนี้ไม่แพ้กัน เติมเต็มได้ประมาณนึงเลย หรือถ้าใครยังไม่เคยดูแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าให้ไปหาภาคแรกมาดูและไปจัดภาคสองต่อคงจะคลายสมองและสนุกไม่หยอกเลยครับ

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน

จะว่าไปปีนี้ก็มีหนังเกี่ยวกับการปล้นออกมาหลายต่อหลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกับ Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน ผลงานการกำกับภาพยนตร์ล่าสุดของ Steven Soderbergh ที่ปล่อยตัวอย่างหนังออกมาก็ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ อย่างมากมาย โดยเฉพาะการพลิกบทบาทของนักแสดงนำอย่าง Daniel Craig ที่เราเห็นจนชินตาในหนังสายลับสวมสูทกลายเป็นโจรอัจริยะ มาดูกันว่าเรื่องราวการปล้นของโลแกนจะได้เรื่องหรือไม่

Logan Lucky

Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน สองพี่น้องอับโชคตระกูลโลแกน จิมมี รับบทโดย แชนนิง เททัม (Channing Tatum) และ ไคลด์ รับบทโดย อดัม ไดรเวอร์ (Adam Driver) ร่วมกันก่อแผนโจรกรรมครั้งใหญ่ในงานแข่งรถแข่ง นาสคาร์ โคคาโคล่า 600 ณ สนามชาร์ล็อตมอเตอร์สปีดเวย์ พวกเขาต้องสร้างทีมขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการครั้งนี้ หนึ่งในสมาชิกที่พวกเขาจะขาดไม่ได้คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดอย่าง โจ แบง รับบทโดย แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) เมื่อกลุ่มคนสุดป่วนร่วมมือกันดำเนินแผนโจรกรรมครั้งใหญ่ที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

เมื่อได้เห็นตัวอย่างหนังก็ทำให้เราเกิดความคาดหวังว่าหนังมันจะต้องตบมุกตลกกันอย่างสนุกสนานแน่ๆ แต่พอได้ดูหนังเต็มๆ แล้วก็พบว่าพล็อตดำเนินอย่างค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่ได้เร่งหรือช้าจนเกินไป เรื่องมุกตลกก็ปล่อยออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้เลย ซึ่งมุกตลกส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบที่ขำก๊าก แต่เป็นแบบหัวเราะในคอ ซึ่งบางมุกเราขำ คนอื่นก็อาจจะไม่ขำ ถือว่าแปลกดีเหมือนกัน

จากพล็อตเรื่องที่เรียกว่าค่อนข้างจะธรรมดา ไม่ได้หวือหวาหรือแปลกใหม่ไปเสียหมด แต่ด้วยจังหวะของหนังที่เล่าได้ค่อนข้างดี เห็นความเป็นไปทุกขั้นตอนการปล้น ไม่ได้เร็วหรือช้ามาก ทำให้บางช่วงก็ดูเอื่อยไปจนชวนให้ง่วงนอนได้ หรืออาจเป็นเพราะเราเข้าไม่ถึงสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อก็เป็นได้ ที่สำคัญเราจะเห็นวิธีการปล้นจริงๆ ซึ่งไม่รู้ว่าหากนำมาใช้จริงจะสำเร็จหรือไม่ จะเรียกว่าเป็นหนังสอนวิธีปล้นก็ได้ แต่คงใช้ไม่ได้ในทุกพื้นที่

สิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับหนังทุกเรื่องจะต้องใส่เข้าไปในหนังก็คือการล้อเลียนปรากฏการณ์ทางสังคมไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับในหนัง Logan Lucky ที่โดยส่วนตัวแล้วชอบการล้อหนังหรือซีรีส์ของเรื่องนี้มาก และสิ่งที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อก็คือการสะท้อนภาพสังคมในปัจจุบันของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ระบบบริการสาธารณสุข เทศกาลงานต่างๆ ที่มีช่องโหว่ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องชนชั้น ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของเรื่องราวการปล้นในครั้งนี้

อีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ นั่นก็คือตัวละครในเรื่อง เรียกว่าถูกอกถูกใจแฟนหนังกันเลยทีเดียว ทั้ง Channing Tatum, Adam Driver และ Daniel Craig ได้โชว์เสน่ห์ออกมาอย่างเหลือล้น แต่ไม่ใช่เรื่องรูปร่างหน้าตา หากแต่เป็นคาแรคเตอร์ของตัวละครที่มีส่วนช่วยให้หนังออกมาดี มีความน่าสนใจ และที่สำคัญคือตอนจบของหนังไม่น้ำเน่าเหมือนอย่างที่คิด จะเป็นยังไงต้องไปพิสูจน์ และ Logan Lucky ก็ยังคงเป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้เพลงประกอบภาพยนตร์ของ John Denver ไม่ต้องเดาว่าเป็นเพลงอะไร Take Me Home, Country Roads นั่นเอง

Logan Lucky แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน 4/5 คะแนน

รีวิวหนัง เรื่อง Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส

ถือเป็นหนังนอกกระแสที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส หนังแนวทริลเลอร์ดรามาที่ผสมความลึกลับไว้อย่างน่าดูทีเดียว ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นผลงานของผู้กำกับขาโหด ทาคาชิ มิอิเกะ นั้นจะทะลุ 100 เรื่องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมเรื่องนี้ยังเป็นการกลับมาแสดงหนังครั้งแรกของ โช ซากุราอิ จากวง Arashi ในรอบ 4 ปี ร่วมด้วยนักแสดงชื่อดังมากมายทั้ง ซึสุ ฮิโรเสะ จาก Our Little Sister (2015) และ โซตะ ฟุคุชิ จาก Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You (2016)

Laplace’s Witch

Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส ว่าด้วยเรื่องราวของคนสองคนที่เสียชีวิตเพราะการสูดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นกันคนละสถานที่ ตำรวจจึงต้องพึ่งความเห็นของนักวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ชูสุเกะ อาโอเอะ เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองคดีคืออุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม ในระหว่างการสืบสวน ชูสุเกะได้พบกับสาวน้อยปริศนา มาโดกะ อุฮาระ เธอสามารถทำนายสถานที่เกิดปรากฏการณ์ได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างวิทยาศาสตร์และความลึกลับจึงเริ่มขึ้น

ต้องยอมรับกันตามตรงว่าช่วงแรกของหนังนั้นค่อนข้างเอื่อยและเฉื่อยไปพอสมควร แต่พอเครื่องเริ่มติดและได้เบาะแสเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น มันก็ค่อยๆ สนุกขึ้น ซึ่งในตอนแรกคิดว่าหนังจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์อะไรทำนองนี้ แต่พอได้ดูจนจบกลับพบว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์มากๆ และค่อนข้างหักมุมทีเดียว

นอกจากเราจะได้สนุกและลุ้นไปกับการไขคดีแล้ว เรายังได้เรียนรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่มีความซับซ้อน และน่ากลัวอย่างไม่น่าเชื่อ รวมไปถึงสภาพสังคมอันเคร่งเครียดของคนญี่ปุ่นผ่านการเล่าเรื่องและการแสดงออกของตัวละครอีกด้วย ไม่ต้องกลัวว่าหนังจะซับซ้อนจนอาจจะดูไม่รู้เรื่อง เพราะในระหว่างการดำเนินเรื่องหนังจะใช้ตัวละครคอยย้ำเตือนบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีบางช่วงบางตอนที่ทำให้เราสับสนและงุนงงไปบ้าง

ในส่วนของการแสดงก็ถือว่านักแสดงล้วนแต่แล้วถ่ายทอดความเป็นตัวละครแต่ละตัวออกมาได้ดี โดยเฉพาะ ซึสุ ฮิโรเสะ ที่เปล่งประกายออร่าและมีเสน่ห์เหลือล้น มองผ่านๆ นี่ยังแอบคิดว่าเหมือน เฌอปราง BNK 48 เสียอีก (บางมุมเหมือนมากจริงๆ นะ) อย่างไรก็ตาม อาจจะมีติในเรื่องของงานสร้างสิชวลเอฟเฟกต์ที่ดูแปลกๆ ไปบ้างในบางฉาก แต่ก็ไม่ได้ถือว่าน่าเกลียดมากนัก และที่สำคัญหนังจบได้ดีมาก ส่วนจะจบยังไงอยากให้ไปพิสูจน์กันเอง รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ซึสุ ฮิโรเสะรีวิว Laplace’s Witchรีวิวหนังหนัง Laplace’s Witch

รีวิวหนัง Tracers : เกมวิ่งไล่จับ ฉบับเอ็กซ์ตรีม

สิ่งที่หนังแอ็คชั่นอย่าง Tracers บอกจุดขายมาแต่ไกลนั้น คือ ปากัวร์ โลดโผนโจนทะยานโดดข้ามรถ กระโจนข้ามตึกแบบเสี่ยงตาย รวมไปถึงการนำอดีตหมาป่าเจคอบมาแสดง ก็น่าจะเรียกคะแนนจากแฟนๆ ได้มากโข แต่ผลที่ออกมาดูท่าทางว่า ลีลาปากัวร์ในครั้งนี้ จะโดดไปถึงอีกขอบของความสำเร็จเสียอย่างนั้น

Tracers เล่าเรื่องราวของ แคม ไอ้หนุ่มเมสเซนเจอร์ ผู้มีใจรักกีฬาเอ็กซ์ตรีม และปฏิบัติงานพร้อมจักรยานคู่ใจ จนวันหนึ่งเกิดโดนรถชนเข้าโครมใหญ่จนจักรยานพัง แต่นั่นก็ทำให้เขาได้พบกับ นิกกี้ สาวลึกลับ ที่มาพร้อมลีลาปากัวร์ แบบตัวแม่ และด้วยเพราะตัวเองกำลังติดหนี้ก้อนโต โอกาสเหมาะขนาดนี้ แคมจึงค่อยๆ พาตัวเองเข้าสู่โลกของปากัวร์ และนำไปสู่อาชีพใหม่รายได้ดี แต่ก็ทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หากมองในสายตาของคนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับกีฬาเอ็กซ์ตรีม Tracers ก็สามารถพาเราไปรู้จักกับ ปากัวร์ ทั้งลักษณะของมัน วิธีการ รวมถึงแนวคิดได้จริงแบบเห็นผล แต่สิ่งนั้นกลับส่งผลร้ายมากกว่าดี เพราะมันทำให้หนังในช่วงแรก คลับคล้ายคลับคลากับคลิปสอนเต้น T25 ที่สำหรับคนที่สนใจอยู่บ้างเป็นทุนเดิม ก็จะสามารถร่วมอินกับความสูงของตึก อุปสรรค รวมถึงลีลาลุยแหลก แปลกพิสดารเหล่านั้นได้ไม่ยาก แต่สำหรับมนุษย์ผู้ห่างจากการออกกำลังกายเป็นนิจนั้น มันออกจากเถรตรง เนิบช้า และชวนง่วงเหงาหาวนอนอยู่ไม่น้อย

แต่ก็เหมือนการวิ่งระยะไกล แคม และผองเพื่อน ที่วิ่งวอร์มมาตั้งแต่จุดสตาร์ท ก็เริ่มทำความเร็วเต็มๆ ได้เสียทีในช่วงกลางๆเรื่องเป็นต้นไป หากเน้นไปที่การถ่ายทอดภาพของลีลาเอ็กซ์ตรีม ที่ถือเป็นโลกใหม่ของแคม (และโลกใหม่ของผู้เขียนด้วย) ได้อย่างน่าตื่นเต้น แต่เมื่อมารวมกับบทที่ตรงแด่วตามสูตร ปัญาต่างๆ ถูกคลี่คลายได้โดยง่าย แบบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าจะเป็นยังไง ทำให้จังหวะความมันส์ของการวิ่งยาวๆ ครั้งนี้สะดุดไปมา และล้างความตื่นเต้นที่ภาพการโลดโผนทำไว้อย่างน่าเสียดาย

ถ้าอยากเก่งขึ้น จงลืมที่ทำได้ในปัจจุบัน และมองไปยังอนาคต เราได้เรียนรู้คติของปากัวร์ ไว้แบบนั้น ซึ่ง Tracers ก็ยึดมั่นอุดมการณ์นี้แบบตามตำราเป๊ะ ด้วยการมุ่งเล่าถึงปลายทาง ที่การทำภารกิจสำเร็จหรือล้มเหลว แต่หลงลืมที่จะให้เวลาและความสำคัญให้มากพอกับเรื่องก่อนหน้านั้น ทั้งที่น่าจะเป็นตัวชูโรงให้หนังดูสนุกขึ้น และทำให้อนาคตที่มองอยู่ตลอดเวลาของการวิ่งระยะไกลตลอดชั่วโมงกว่านี้ ถูกลดระดับจากการวิ่งเสี่ยงตาย เดิมพันด้วยชีวิต เหลือเพียง เกมวิ่งไล่จับ ในฉบับเอ็กซ์ตรีม เท่านั้นเอง

ป.ล. ถึงโดยรวมจะมาแนว ฮาว ทู ปากัวร์ ไปหน่อย แต่แฟนๆ ของ เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ ก็คงจะฟินไม่น้อย ที่ได้เห็นเขาโชว์แอ็คชั่นแบบไม่กั๊ก มากกว่าจะมาถอดเสื้อโชว์กล้าม รักเมียชาวบ้านอย่างเดียว

เรื่องนี้ให้ 6.5/10 ครับ