รีวิวหนัง The Silent War – หน้าที่ มิตรภาพ ความรัก

ตั้งแต่ภาพยนตร์ฮ่องกงถูกปฏิวัติ (ข้อใช้คำนี้คงไม่เกินเลย) จากภาพยนตร์ Infernal Affairs เมื่อปี 2002 ภาพยนตร์ก็ถูกใช้เป็นต้นแบบอ้างอิงกับภาพยนตร์อีกหลายๆ เรื่องหลังจากนั้น และก็ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้โด่งดังและงานเข้ากันทุกคน อลัน มัค ผู้เขียนบทและผู้กำกับร่วมกับ แอนดรูว์ เลา ก็เลยเป็นที่จับตามองมากขึ้น และกับผลงานล่าสุดของเขา The Silent War เขาก็ยังคงทำหน้าที่เขียนบบทและกำกับร่วมด้วย เฟลิค จง คนเขียนบทร่วมจาก Infernal Affairs

The Silent War

The Silent War หนังดัดแปลงมาจาก Ting Feng Zhe (นักฟังเสียงสายลม) ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในนิยายจารกรรม Plot Against ของ ม่าเจีย ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2005 และได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้อ่าน เล่าเรื่องราวของ เหอปิง (เหลียงเฉาเว่ย) ช่างตั้งสายเปียโนตาบอดที่มีทักษะการฟังเสียงเป็นเลิศ จนถูก ฉางสวี่หนิง (โจว ซุน) สายลับหญิงผู้เก่งกาจจากหน่วย 701 ดึงตัวมาร่วมงานเพื่อช่วยดักฟังฝ่ายตรงข้ามที่ใช้รหัสมอสในการสื่อสารติดต่อ ในช่วงสงครามการเมืองของจีนเมื่อปี 1950 จนนำมาสู่ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเขาและเธอ

แม้เรื่องย่อและหน้าหนังจะดูเหมือนหนังแนวสายลับเชิงสืบสวน แต่เอาเข้าจริง นี่คือหนังรักที่มีหน้าหลังเป็นความวุ่นวายของบ้านเมืองระหว่างรัฐบาลกับ ฝ่ายกบฎ และการที่หนังเล่นเรื่องการสืบสวนด้วยการดักฟังรหัสมอสเพื่อถอดข้อความข่าว ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ The Silent War จัดเป็นหนังท่ายาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการนำเสนอเรื่องราวสายลับในช่วงสงครมการเมืองที่ ไม่มีฉากยิง ฉากสงคราม มีเพียงแต่การฟังเสียงและเคาะรหัสเป็นข้อความออกมา

แต่น่าแปลกใจว่า The Silent War กลับเป็นหนังที่ชวนติดตามและดูสนุกพอสมควร แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถอดรหัสที่ผู้ชมทั่วไปน้อยนักที่จะเข้าใจ กระบวนการของมัน แต่หนังก็เล่าวิธีการในรูปแบบง่ายๆ ให้ผู้ชมพอเข้าใจและติดตามเรื่องราวไปได้ ประกอบกับมีเรื่องราวนอกเหนือจากการถอดรหัส ก็คือการดำเนินการสืบสวนตามแบบฉบับของหนังสายลับจริง ที่เมื่อนำมาผนวกกับการถอดรหัส ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการถอดรหัสว่าจริงจังและเต็มไปด้วยความเป็นความตาย แค่ไหน

หนังมีการออกแบบงานสร้างที่สมจริง ยิ่งใหญ่ ทั้งฉากและเสื้อผ้าหน้าผม ที่แสดงให้เห็นถึงความประณีตของผู้สร้างและทีมงานผู้ออกแบบ นอกจากนี้ยังได้การถ่ายภาพอันยอดเยี่ยมที่ช่วยเสริมให้หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่มีความวิจิตรงดงามเรื่องหนึ่งในภาพยนตร์ฮ่องกงยุคหลังเลยทีเดียว

อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า The Silent War เป็นหนังท่ายาก เพราะการนำเสนอการดักฟังถอดรหัสนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ หากนำเสนอออกมาได้ไม่ดีพอ ก็จะทำให้ภาพรวมของหนังเสียหายจนกลายเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้แย่ไปในที่สุด แต่ อลัน มัค และ เฟลิค ชอง ก็เก่งกาจในการดัดแปลงนิยายให้ออกมาเป็นภาพของการไขรหัสมอสได้อย่างน่าพอใจ และชวนติตดาม แม้ตัวละคร เหอปิง จะเป็นคนตาบอด แต่ไม่ได้หมายความว่าจินตนาการของเขาในการสร้างภาพในหัวจะหายไป การนำเสนอแบบให้เห็นถึงจินตภาพในหัวของเหอปิง ว่ารหัสมอสที่ส่งมีข้อความอะไร ความหนักเบาในการส่งรหัสเป็นอย่างไร จนมาสู่การประเมินรูปพรรณรวมถึงอุปนิสัยของบุคคลที่ส่งข้อความ นับเป็นสิ่งที่ถือว่าหนังตีโจทย์ในส่วนนี้ได้แตก และไม่ทำให้การติดตามการถอดรหัสนั้นน่าเบื่อ (ซึ่งส่วนนี้ต้องยกความดีให้กับ ม่าเจีย ในการประพันธ์นิยายที่เต็มไปด้วยรายละเอียดให้สนุก)

ซึ่งการถ่ายทอดเสียงในเรื่องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำออกมาได้ดี การสร้างความแตกต่างของเสียงของการส่งรหัส ไม่ใช่สิ่งที่จะสื่อให้ผู้ชมทั่วไปที่ไม่ได้มีหูหรือการฟังขั้นเทพให้เข้าใจ ได้ง่ายๆ แต่หนังก็นำเสนอออกมาได้ชัดเจน? และการที่หนังได้รางวัลบันทึกเสียงยอดเยี่ยมจากเวที Asia-Pacific Film Festival ก็เป็นเครื่องการันตีถึงความยอดเยี่ยมนี้ โดยผู้บันทึกเสียงนั้นเป็นคนไทย 2 คน ก็คือ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ และ ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์ ซึ่งน่าดีใจไม่น้อยเลยกับความสำเร็จของภาพยนตร์ระดับเอเชียที่มีคนไทยเข้าไปเป็นส่วนร่วม

แม้การบันทึกเสียงจะทำได้ดี แต่การนำเสนอเรื่องราวในบางช่วงบางตอนยังมีความไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมักเป็นซีนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหอปิงพระเอกของเรื่องทั้งนั้น ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่นำเสนอแบบรวบรัดไปนิด ซึ่งบางฉากหากขยี้มากกว่านี้จะทำให้เรื่องดูหนักแน่นและทำให้เข้าใจความ รู้สึกของตัวละครมากขึ้น เช่น ความสัมพันธ์ของเหอปิงและฉางสวี่หนิงที่ดูจะเร่งให้มีเรื่องความรักเข้ามา เร็วไปนิด แม้จะปูประเด็นมาก่อน แต่ก็เป็นในส่วนของเรื่องงานเสียมากกว่า ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างเหอปิงกับหญิงสาวในหน่วยคนหนึ่งที่สุดท้ายได้เป็น ภรรยาของเขาก็ดูจะเร่งร้อนไปนิด แม้จะรู้ว่าเหตุใดทั้งคู่ถึงชอบพอกัน และยังมีฉากที่เหอปิงโกรธแค้นตัวเองที่ไม่สามารถสืบเสาะหาคลื่นส่งรหัสอันนำ มาสู่การเสียชีวิตของคนสำคัญในชีวิตของเขา ที่ทำให้เขาซึ่งได้รับการผ่าตัดจนสามารถมามองเห็นได้แล้ว กลับทำลายดวงตาของตัวเองเพื่อจะได้ดึงความสามารถที่แท้จริงของตัวเองออกมา นี้ นี่เป็นฉากสำคัญที่จะช่วยยกระดับการแสดงและยกระดับหนังในภาพรวมได้ แต่ก็ถูกนำเสนอแบบรวดรับจนน่าเสียดาย!

เหลียงเฉาเว่ย ถือเป็นหนังแสดงแถวหน้าของวงการภาพยนตร์เอเชียในปัจจุบันซึ่งเรื่องนี้เขาก็ ทำหน้าที่ได้ดี ในบทของผู้พิการทางสายตา ในขณะที่คนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเรื่องนี้คือ โจว ซุน ที่บท ฉางสวี่หนิง นับเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้หนังสายลับเรื่องนี้มีเสน่ห์อย่างประหลาด?ซึ่ง โจว ซุน ถ่ายทอดสีหน้าและแววตาของผู้ที่ต้องกล่ำกลืนบางอย่างไว้ในใจได้อย่างดี การแสดงของเธอทำเราให้เห็นใจและหลงรักตัวละครนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น จนอยากเอาใช้ช่วยให้เธอไม่มีจุดจบอย่างที่เห็นในหนัง

แม้ The Silent War จะแตกต่างจากหนังสายลับทั่วไปค่อนข้างมาก ที่มีเสียงการรหัสมอสแทนเสียงลูกปืน แถมมีการถ่ายภาพที่งดงาม ความสมจริงของฉากและเครื่องแต่งกายที่โดดเด่นเกินหนังแนวนี้ ที่ภาพรวมของมันจัดเป็นหนังจีนชั้นดีที่ไม่ได้เห็นมานาน แม้การดำเนินเรื่องจะค่อนข้างเนิบนาบ เชื่องช้าไปบ้าง จนอาจบางคนที่ไม่คุ้นชินกับหนังแนวนี้เกิดอาการหาวง่วงได้ แต่หากตั้งใจชมและพิจารณาถึงเนื้อนัยที่หนังพยายามถ่ายทอด ทั้งภาระหน้าที่กับความรัก มิตรภาพของเพื่อน และการตีแผ่จิตใจของคน (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน) นี่ก็ถือเป็นหนึ่งในหนังดีที่ไม่ควรพลาดครับ

รีวิวหนัง Knives Out – ฆาตรกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่

หนัง Knives Out ปริศนาคดีฆาตกรรมของครอบครัวหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้มาพร้อมหน้ากันเพื่อฉลองวันเกิดของคุณปู่ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อคุณปู่ได้เสียชีวิตลงอย่างปริศนา ทำให้นักสืบต้องเข้ามาสืบหาตัวผู้ร้าย และแน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างมีแรงจูงใจและกลายเป็นผู้ต้องสงสัย!

 Knives Out

เรื่องราวว่าด้วย Harlan คุณปู่ประจำตระกูล Thrombey ได้ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องหนังสือใต้หลังคา โดยที่มีรอยมืดกรีดอยู่ที่คอ เหมือนท่านได้ทำการฆ่าตัวตายหลังจากวันเกิดท่านในคืนก่อนหน้า แต่แน่ใจหรือว่าคุณปู่จะฆ่าตัวตายจริงๆ ?

นี่เป็นหนังสืบสวนสอบสวนอีกเรื่องนึงที่มีวิธีการดำเนินเรื่องค่อนข้างไว ถึงใครตามเรื่องไม่ทันอาจจะดูไม่รู้เรื่องก็ได้ ที่เซอร์ไพร์สเลยคือยิ่งดู สิ่งที่คนดูเดานั้นยิ่งเดาผิดกันไปใหญ่ มีการผลิกแพลงเรื่องว่าใครเป็นต้นเหตูหรือเป็นคนฆ่าคุณปู่ได้บ้าง และหนังจบได้แบบหักปากกาเซียนจริงๆ ขนาดฉากที่เฉลยปมคนดูยังต้องตั้งใจตามไม่งั้นอาจจะไม่รู้เรื่องก็เป็นได้

สรุปแล้วนั้น นี่เป็นหนังม้ามืดอีกเรื่องในช่วงนี้ที่ดูแล้วเทใจให้ ในความตั้งใจของการเขียนบท การวางปม ขมวดปม แรงจูงใจของเหตุฆ่าตกรรมในเรื่องนี้ อยากให้มาลองสัมผัส มานั่งเดาเล่นๆระหว่างดู ว่าจะมีใครเด่าตอนจบได้ถูกต้องบ้างหรือไม่ 9/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง
บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9

ถูกใจ4
ไม่ถูกใจ0
กรอกความคิดเห็นของคุณที่นี่
เด็กเดินตั๋วคัดลอกลิงค์14 ธันวาคม 2562 00:02:42 (IP 184.22.83.xxx)

รีวิวหนัง เรื่อง Time Trap ถ้ำกับดักเวลาพิศวง

แม้ว่าหนังจะออกฉายมาตั้งแต่ปี 2017 ในอเมริกาแต่ด้วยความที่หนังเป็นค่ายอิสระ (ชื่อค่ายว่า PAD THAI PICTURES) ทำให้ในเมืองไทยยังไม่สตรีมมิ่งเจ้าไหนจับมาลงให้ชมจนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทาง Netflix ได้ปล่อย Time Trap จนติด 10 อันดับหนังยอดนิยมอย่างรวดเร็ว

Time Trap

เรื่องราวใน Time Trap ยังคงหยิบเอาประเด็นเรื่อง “Time Paradox” มาเป็นเส้นเรื่องหลัก ซึ่งหนังโฟกัสไปยังนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปยังทางเข้าถ้ำลึกลับกลางหุบเขาเพื่อตามหาศาสตราจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี หลังจากที่เขาบอกว่าจะไปสำรวจถ้ำพร้อมกับสุนัขคู่ใจ เมื่อกลุ่มนักศึกษาซึ่งประกอบไปด้วย คาร่า (แคสสิดี้ กิฟฟอร์ด) แจ็คกี้ (บริอาเน่ โฮเวย์) เทย์เลอร์ (ไรลีย์ แมคเคลนดอน) และน้องสาวอย่างวีฟฟ์ (โอลิเวีย แดรกุยวิชช์) ซึ่งเดินทางมายังถ้ำพร้อมกับอุปกรณ์ปีนผาแบบครบชุด พวกเขาก็ได้พบกับเฟอร์บี้ (แมกซ์ ไรซ์) เด็กชายที่บอกว่าพ่อและแม่ของพวกเขาหายตัวเข้าไปในถ้ำและยังไม่กลับออกมาเสียที
ระหว่างที่เข้าไปสำรวจถ้ำ พวกเขาก็พบว่าบรรยากาศในถ้ำและด้านนอกมีความแตกต่างกันแต่พวกเขาก็ยังไม่ทันฉุกคิดอะไรจนกระทั่งทั้งสี่คน (เว้นเฟอร์บี้ที่เฝ้าต้นทางอยู่ปากถ้ำ) ได้โรยตัวลงมาที่หลุมลึก ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ยินเสียงโหยหวนประหลาด แต่เมื่อพยายามจะปีนเชือกกลับขึ้นไป เชือกก็ถูกตัดขาดอย่างปริศนา ระหว่างที่พยายามค้นหาความจริง พวกเขาก็เดินไปทั่วๆถ้ำก่อนที่จะพบร่างอันแน่นิ่งของเฟอร์บี้และกล้องวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์ก่อนตายของเขา เมื่อทั้งสี่เพลย์ภาพดูพวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ในนั้น กินเวลากว่าหลายวัน ทั้งที่ความเป็นจริงทั้งสี่คนเข้ามาในถ้ำนี้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ความสับสนงุนงงเริ่มก่อตัวขึ้นคาร่าที่ถนัดการปีนเขาจึงอาสาปีนผนังโพรงถ้ำเพื่อออกไปส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเธอพ้นขึ้นมาจากปล่อง เธอกลับพบว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศสกปรก พายุทรายที่กำลังพัดถล่ม รวมไปถึงชั้นบรรยากาศที่แหวกออกจนเห็นถึงอวกาศ! ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่

Time Trap เป็นผลงานการเขียนบทของมาร์ค เดนนิส และเขายังนั่งแท่นกำกับร่วมกับเบน ฟอสเตอร์ แม้จะเป็นหนังทุนต่ำที่ใช้งบในการสร้างเพียง 1 ล้านเหรียญฯ เท่านั้นแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังดูสนุก ชวนลุ้นติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครและหนังจะพาเราไปถึงจุดไหน ซึ่งการคลี่คลายบทสรุปของหนังเรื่องนี้ก็ยังเปิดปลายทิ้งไว้ให้คนดูเก็บเอาไปคิด เอาไปคุยต่อกับเพื่อนว่าตกลงแล้ว หนังมีอะไรที่ยังไม่บอกคนดูบ้าง

รีวิวหนัง The New Mutants – มิวแทนท์รุ่นใหม่ หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง The New Mutants เรื่องราวของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ ที่เป็นหนุ่มสาวทั้ง 5 คน ทั้งหมดพึ่งได้ค้นพบพลังที่แท้จริงของตัวเอง พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาทางหนีจากอดีตอันผิดบาปและเอาชีวิตรอด ด้วยการช่วยเหลือตัวผองเพื่อน และตัวพวกเขาเอง

 The New Mutants

นี่คือหนังที่น่าจะติดโรคเลื่อนมากที่สุดเรื่องนึงในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ นานแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับจำนวนของการถูกเลื่อนไปด้วยเหตุผลทางเบื้องหลังหลายอย่างแถมยังโดนปิดจ็อบนี้ด้วย covid-19 ไปอีก 1 แผลแต่ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ได้ชมหนังเรื่องนี้สักที มิวแทนท์รุ่นใหม่ก็ตามชื่อเลย ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กที่ดูเหมือนจะมีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่งต้องมาใช้ชีวิต เพื่อฝึกฝน ควบคุมความพิเศษของตัวเองในสถานที่แห่งหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นโรงพยาบาล แต่สถานที่แห่งนี้ก็มีบางอย่างที่น่ากลัวซ่อนอยู่

มันไม่ได้แย่อย่างที่คิดเอาไว้นะ พอได้ดูก็รู้สึกว่าคอนเซ็ปต์ตั้งต้นของหนังมันดูมีความน่าสนใจทีเดียวเลย ก็คือการเป็นหนัง coming of age ที่ใส่ความเป็น horror สยองขวัญเข้าไป โดยที่ฉากหลังของมันเป็นหนัง x-men แต่ดูเหมือนทางที่ผู้กำกับเลือกอาจจะเสี่ยงเกินไป หรือดราฟต์แรก ๆ ของหนังไม่โดนใจสตูดิโอ แต่รู้แค่ว่าเวอร์ชั่นที่ได้ฉายในโรงที่เราได้ดูมันดูจืดจางเกินไปมาก ๆ จากจังหวะต่าง ๆ เห็นได้ชัดว่าหนังเกิดอาการกั๊กหลายอย่าง และดูลดทอนทั้งความน่ากลัว อารมณ์ ความบ้าคลั่งของหนังลงไปเยอะมาก ทำให้ในภาพรวมของหนังมันดูแบบเฮ้ย แค่นี้เองเหรอวะ เหมือนกับจุดเริ่มต้นมันดูดี ระหว่างทางดูน่าสนใจมาก (และจะน่าสนใจกว่านี้อีกถ้ามันไม่จืดชืดขนาดนี้) ส่วนปลายทางกลับว่างเปล่า

คือเรียกได้ว่านี่เป็นหนังที่ดูเอาเพลิน ๆ อาจจะพอได้ ไม่ได้ถึงกับเสียเวลามาก เพราะขนาดมันจืดแล้ว แต่มันก็ยังมีอะไรให้ดูอยู่บ้าง ไม่เละเทะ แค่มันอาจจะธรรมดาเกินไป เซฟเกินไป และไม่ได้นำพาไปสู่อะไรทั้งนั้น ทั้งในแง่มุมของความเป็นภาพยนตร์ หรือแม้แต่ความต่อเนื่องของจักรวาลภาพยนตร์คือเอาง่าย ๆ คุณไม่จำเป็นต้องดูเรื่องนี้เพื่อปิดฉาก x-men ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องดูเพื่อไปเปิดจักรวาลอะไรใหม่ เพราะนี่คืองานที่ถือว่าเป็นระลอกสุดท้ายจริง ๆ จาก fox จบเจ๊าไม่เร้าหรือ แลนดิ้งกันแบบเงียบ ๆ แล้วเดี๋ยวค่อยไปว่ากันใหม่กับค่ายใหม่เลยทีเดียว

กล่าวโดยสรุป New Mutants เป็นหนังที่แบบไม่ได้พังเหมือนพวก Fantastic Four หรือก็ไม่ได้ยู่แบบ Dark Phoenix ด้วยนะ มันพอดูได้แค่เราต้องลดความคาดหวังลงจนไม่ต้องไปคาดหวังอะไร มาดูให้รู้ว่าสรุปอันนี้มันยังไงกันวะ เพราะรอมานาน ขอดูให้คุ้มรอหน่อยเพียงเท่านั้น สาวกมนุษย์กลายพันธุ์ก็ไปดูคั่นแก้คิดถึงได้ เพราะก็ยังมีข้อดีของหนังอย่างทีมนักแสดงชุดนี้ที่ไม่อยากให้เขาทิ้ง อยากให้ต่อยอดต่อไปในอนาคตข้างหน้าได้อยู่ ยังไงก็ลองดูละกันครับเผื่อใครเบื่อ Tenet เรื่องนี้อาจจะเพราะกกล้อมแกล้มได้บ้าง ไม่มากก็น้อย (แต่อย่าไปคาดหวังอะไรมากนะ)

รีวิวหนัง Mortdecai : โธ่เอ๊ยยาหยี หนวดนี้พี่ขอ

ขอเสียงกลองรัวขึ้นหน่อยครับ…เพราะเรากำลังจะพบกับคณะตลก ของ ชาร์ลี มอร์ตเตอไค ที่ช่วงเวลาชั่วโมงเศษของ Mortdecai ท่านจะได้พบกับการ ปู ชง ตบ แบบเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเต็มเวที

Mortdecai

Mortdecai เรื่องราวของ ลอร์ด ชาร์ลี มอร์ตเตอไค ผู้ดีจิตป่วย ที่มีอาชีพเป็นนักค้าศิลปะ (แบบหนักไปทางผิดกฎหมาย) ที่กำลังจะล้มละลาย แถมติดคดีอื้อซ่า จึงจำใจต้องรับใช้ประเทศ โดยการไปทวงคืนภาพวาดล้ำค่าของ โกย่า ที่หายไปอย่างลึกลับ กลับมาให้ได้ทันท่วงที ก่อนที่ผู้ก่อการร้ายตัวเอ้ จะใช้รหัสลับหลังภาพนั้น ที่จะนำไปสู่ขุมสมบัตินาซี และเอาไปเป็นเงินทุนบอมม์ประเทศเสียก่อน

ชื่อหนังภารกิจสายลับเรื่องนี้ ห่างจากความเป็นหนังสายลับอยู่หลายล้านปีแสง ไม่ต้องหวังพระเอกเท่ๆ สกิลเทพๆ แต่อย่างใด แต่มันประกอบทุกอย่างที่สุดจะคาแร็คเตอร์จัด หนักไปทางการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ดีตกอับที่เป็นห่วงหนวดตัวเองเสียเหลือเกิน แถมกลัวเมียสุดๆ หรือจะตำรวจที่จ้องจะงาบเมียชาวบ้าน ลามไปถึง จ๊อก ชายที่เกิดมาเป็นลูกกระจ๊อกแบบเห็นกันโต้งๆ ไม่ต้องไปหาเหตุจูงใจอะไรเลย ซึ่งบรรดาตัวละครเหล่านี้ เมื่อมาร่วมกันจึงทำให้เรื่องราวทุกอย่างเบาหวิว จับต้องอะไรไม่ได้ และจ้องจะขายความฮา สไตล์ปู ชง ตบ แล้วเอาถาดตีหัวอะไรประมาณนั้น อยู่เกือบทั้งเรื่อง

หากไม่ได้ใส่ใจความสมจริงอะไรมากนัก ถือซะว่าไปอ่านการ์ตูนเบาสมองในจอภาพยนตร์ Mortdecai ก็มอบบันเทิงได้แบบเพลินๆ มุขตลกที่ซัดๆ ใส่คนดู อาจฮาบ้าง แป้กบ้าง ตามอัตภาพกันไป ไล่ล่าตามสูตรหนังสายลับ ควาญหาตัวอาชญากร ไว้แบบตามขนบเดิมๆ เปี๊ยบ แต่ก็น่าเสียดายที่มันไปไม่สุดสักทาง

สำหรับแฟนๆ ของ จอห์นนี่ เด็ปป์ พ่อหนุ่มพันหน้าคนนี้ ก็ยังคงเล่นใหญ่ ออกหน้าออกตาเหมือนเคย ถึงมันจะทำให้เรื่องกระโตกกระตากไม่ไหลลื่น แต่นี่ก็น่าจะเป็นส่วนดีที่สุด ทีี่พอสรรหาได้จาก Mortdecai แล้ว สำหรับโบนัสที่แถมมาให่้คนดูด้วยอย่าง จ๊อก คนรับใช้ข้างกาย ที่ทำหน้าที่เหมือนห้องสุขา คอยรับอารมณ์ ความเพี้ยน และแก้สถานการณ์เฮงซวย ที่เจ้านายชอบหามาให้ผ่านพ้นไปได้ ก็ถือเป็นความตลกแบบฝืนๆ ที่พอจะเรียกรอยยิ้มได้

หลังความพยายามมากเกินไปที่จะ “ฮา” ของพ่อหนวดงามมอร์ตเตอไค ตลอดเรื่องผ่านไป มันก็จบลงด้วยสภาพทีีไม่ต่างอะไรกับมุขที่เล่นผ่านๆ ของคณะตลกมือใหม่ ที่ขำกันเองบนเวที และต้องลงไปลูบหนวดงามๆ ขอตัวเองปลอบใจ

เรื่องนี้ให้ 6/10 ครับ

หนัง Ava – เอวา มาแล้วฆ่า หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Ava เอวา มือสังหารที่ทำงานให้กับองค์กรลึกลับแห่งหนึ่งเพื่อลอบสังหารเป้าหมายทั่วโลก แต่หลังจากที่เธอทำภารกิจผิดพลาดก็ถูกตามล่าเสียเอง

 Ava - เอวา มาแล้วฆ่า

AVA กับชื่อไทยที่ได้ยิน/เห็น ครั้งแรกถึงกับต้องย้อนมาดูใหม่อีกรอบ “มาแล้วฆ่า” ไม่รู้จะฮาหรืออะไรดีเลย โดย AVA เนี่ยเป็นเรื่องราวของนักฆ่าสาว ที่ได้รับภารกิจจากองค์กรให้ฆ่าเป้าหมายแต่มันดันเกิดความผิดพลาด ทำให้เธอโดนตามล่า และเธอจึงต้องหาทางหนีตายเอาชีวิตรอดให้จงได้ แต่เธอยังต้องมาเผชิญหน้ากับปัญหาในอดีตและครอบครัวของเธอด้วย

หน้าหนัง ตัวอย่าง เรื่องย่อ มันชวนให้นึกถึงหนังนักฆ่าสาวหลายเรื่อง อย่าง Lucy, Salt, Atomic Blonde และโครงเรื่องแบบ John Wick อะไรทำนองนั้น แต่เอาเข้าจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้มีฉากแอ็คชันน้อยมาก แถมแต่ละฉากยังธรรมด๊าธรรมดา ถือว่าแอ็คชันสอบตกเลยแหละ

แถมหนังดันใส่ดราม่าเข้ามาแบบเกินพอดี เสียเวลาในส่วนนี้เยอะมากกว่าที่ควร และมันกลับไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด แถมยังไม่อิน ทำได้ไม่สุด สะเปะสะปะมาก หลายๆ จุดก็ยังไม่เคลียร์ว่าตกลงมันเป็นมายังไง เกิดอะไรขึ้น มีความงงๆ ในจุดนี้เยอะมาก ทำให้มันลดทอนความผูกพันธ์ของแต่ละตัวละครและความน่าติดตามลงไปอย่างน่าเสียดาย

ถึงแม้หนังจะได้ดารานำ Jessica Chastian แต่เธอก็เล่นบทบู๊เต็มตัวไม่เวิร์คจริงๆ แถม 2 ดาราสมทบบิ๊กเนมอย่าง John Malkovich และ Colin Farrell ด้วยบทที่ไม่ดี สองคนนี้ก็ไม่สามารถยกระดับหนังได้แต่อย่างใด

สรุปแล้ว Ava ก็เป็นหนังที่ไม่สุดสักทาง ดราม่าไม่ถึง แอ็คชันไม่ผ่าน อย่าว่าแต่มาแล้วฆ่าเลย เอาไว้ดูฆ่าเวลายังยากเลยจริงๆ นับว่าเสียดายมากเพราะตัวอย่าง ดารา เนื้อเรื่องก็ดึงดูดคนพอสมควร แต่ทำออกมาได้น่าผิดหวังจริงๆ

รีวิวหนัง The Hunt – จับ ล่า ฆ่า โหด หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง The Hunt เรื่องราวของกลุ่มคนแปลกหน้า 12 คน ได้ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสับสน โดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ไทย, มาที่นี่ได้ยังไง และทำไมถึงต้องเป็นพวกเขา ทั้งหมดต้องหาความจริง และหาทางเอาชีวิตรอดไปจากที่นี่ให้ได้!

The Hunt - จับ ล่า ฆ่า โหด

The Hunt – จับ ล่า ฆ่า โหด เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนแแปลกหน้าที่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสับสนในสถานที่ที่พวกเขาไม่รู้ สิ่งเดียวที่ให้พวกเขามาคืออาวุธ แต่หารู้ไม่ว่า มันคือการเปิดเกมคนล่าคนของพวกคนรวย

The Hunt เป็นหนังที่สร้างโดยค่าย Blumhouse ค่ายหนังสยองขวัญ ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังทุนต่ำแต่เน้นความเลือดสาด มีฉากโหดๆ เครื่องในกระจุย

จริงๆ The Hunt ก็ไม่ใช่หหนังแนวที่แปลกอะไร และเราก็เห็นกันมาบ่อยแล้ว กับเกมคนล่าคน เอาที่ใกล้เคียงสุดและผ่านไปไม่นานก็ Ready or Not (2019) เนี่ยแหละ

เรียกได้ว่าหนังเปิดมาได้สนุกและน่าสนใจเลยทีเดียว กับกลุ่มคนที่ถูกจับมา และมีอาวุธป้องกันตัวจากเหล่าคนรวย มาถึงก็เปิดเกมล่าใส่กันไม่ยั้ง นับว่าสนุกและน่าสนใจจริงๆ แถมยังมีการหลอกล่อคนดูเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ ด้วย ว่าเห้ยใครตัวเอกกันแน่วะ (แต่ก็เดาไม่ยากนะ) เราชอบในจุดนี้มากจริงๆ แต่ก็ยังมีจุดที่สงสัยว่า ทำไมต้องให้ตัวละครครอบปาก ถ้าจะให้พวกเขาเอาออกกันง่ายขนาดนั้น

หนังเพิ่มดีกรีความสนุกเข้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยการนำพาตัวละครมาพบเจอกับเหตุการณ์อื่นๆ นอกจากการไล่ล่า คือพอตัวละครออกมาจากพื้นที่ปิด แทนที่จะเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด กลายเป็นว่าต้องเอาตัวรอดในพื้นที่เปิดกว้าง และระแวงว่าจะเชื่อใจใครได้บ้าง มันก็สนุกไปอีกแบบ

หลังจากหนังเปิดเผยตัวละครเอกแล้วมันก็ยังคงสนุกอยู่ ยังคงมีฉากแอ็คชันโหดๆ ให้เห็นกันอยู่ แถมตัวเอกนี้ยังมีคาแรคเตอร์ที่ดูกวนตีนอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้หนังสนุกเช่นกัน

แต่หนังดันมาแผ่วปลายซะงั้น เหมือนพอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ความสนุกมันก็เริ่มลดลงๆ เริ่มคุยกันเยอะกว่าแอ็คชัน เริ่มจากเหตุผลในการจับคนมาไล่ฆ่าในครั้งนี้ก็พอเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร และจุดที่ข้องใจมากๆ คือทำไมต้องปิดบังใบหน้าของนายหญิงบอสใหญ่ที่แสดงโดย Hilary Swank ไว้ตลอดทั้งเรื่อง และมาเฉลยในตอนท้ายๆ มันไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเลย ในตัวอย่างก็โชว์หน้าเธอหลาซะขนาดนั้น ไม่เข้าใจเจตนาในการปิดบังใบหน้าเธอเลยจริงๆ และในซีนท้ายเรื่องมันก็สนุกแหละ มีความกวนตีนในฉากสู้กัน แต่มันไม่ได้สนุกหรือน่าสนใจเท่าต้นเรื่องแค่นั้นเอง

สรุปแล้ว The Hunt ถือเป็นหนังที่สนุก ดูได้เพลินๆ โหด เลือดสาด แต่งงๆ กับเหตุผลบ้าง และความสนุกแผ่วปลายอย่างน่าเสียดาย

รีวิวหนังเรื่อง Unhinged – เฮียคลั่ง! ดับเครื่องชน

หนัง Unhinged ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญสั่นประสาท ที่หยิบเอาเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องเคยประสบมาก่อน มาสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์สุดระทึก เมื่อ The Man (รับบทโดย รัสเซลล์ โครว์) ต้องเอาชีวิตรอดจากการขับขี่รถบนถนนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ดูผิวเผินนี่อาจเป็นเรื่องราวสุดแสนธรรมดา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ซ่อนบทสรุปอันแสนจะคาดเดาไม่ได้ และชวนให้ตกตะลึงเอาไว้Unhinged กำกับภาพยนตร์โดย Derrick Borte (จาก American Dreamer) กำหนดฉาย 10 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์

Unhinged

Unhinged เป็นเรื่องราวความหัวร้อนบนท้องถนนที่เรียกว่า Road Rage เกิดขึ้นกับคุณแม่ยังสาว ที่กำลังเร่งรีบพาลูกไปโรงเรียนและตัวเองต้องไปงานให้ทัน แต่ดันบังเอิญเจอกับลุงใจลอยไฟเขียวไม่ยอมออกรถ คุณแม่ยังสาวจึงปิ๊นนนน (เสียงแตร) ลากยาวเดือดใส่ลุงนั้นเฉย แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะลุงไม่ยอม เลยตามไล่ล่า สั่งสอนบทเรียนชีวิตให้เธอเสียเลย

เอาจริงๆ ไอ้อาการหัวร้อนบนท้องถนนถ้าใครขับรถคงเคยเจอกันบ่อยๆ ไม่กับคนอื่น ก็กับตัวเองเนี่ยแหละ และไอ้อาการ Road Rage นี่มันสร้างปัญหาในหลายประเทศไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น โดยเฉพาะในอเมริกาเกิดเรื่องนี้บ่อยมาก Unhinged จึงหยิบเอาเรื่องราวที่ (อาจ) เกิดขึ้นเมื่อไหร่กับใครก็ได้ มาขยายความให้เลยเถิดว่าถ้าเกิดมันไม่ยอมกันเนี่ย มันจะเอากันสักแค่ไหนฟะ

ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในหนังจริง ไม่น่าจะลากยาวมาตามทำร้ายผู้เกี่ยวข้อง สั่งสอนบทเรียนคุณแม่แบบนั้นหรอก น่าจะซัดกันตั้งแต่ไฟแดงแรกแล้ว 5555 แต่ก็นะ ด้วยความเป็นหนัง มันก็เหตุผลมารองรับการกระทำนั้นๆ อยู่นะ อาจจะแบบ “ขนาดนั้นเลยหรอว๊าาา” แต่มันก็มีเหตุผลมารองรับการกระทำเฮียคลั่งคนนี้อยู่ และไม่เล่าอย่างเวิ่นเว้อด้วย

แต่นอกเหนือจากการไล่ล่าสุดคลั่งสุดเดือด หนังมันยังแฝงข้อคิด กับมารยาทการใช้ถนนเอาไว้ให้คนได้ฉุกคิดได้ ถึงแม้อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์ขนาดนี้ แต่อาจนำไปสู่อันตรายได้

หนังมันก็มีแค่นั้นแหละ คุณแม่ยังสาวดันไปบีบแตรใส่ผิดคน ผิดเวลา ผิดสถานที่แบบสุดๆ เลยทำให้เดือดร้อนถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูง และตัวหนังก็ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์อะไรยากสักเท่าไหร่ แต่มันดันสนุกเฉยเลย เพราะหนังดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไว ไม่น่าเบื่อ ไม่ปล่อยให้เราได้หายใจหายคอสักเท่าไหร่ ไล่ล่ากันเกือบทั้งเรื่อง บวกกับดนตรีประกอบที่บิ้วชวนระทึกเหลือเกิน

แต่แอบเสียดายที่หนังหายทางออกและทางลงง่ายไปหน่อย จริงๆ บทในเมื่อมันมาขนาดนี้แล้วอะ มันน่าจะไปไกลกว่านี้ได้เลยนะ เดือดกว่านี้ คลั่งกว่านี้ ได้อีกมาก

การได้เห็นเฮีย Russell Crowe มารับบทเฮียไร้นามสุดคลั่งก็เป็นอะไรที่คุ้มแล้ว ไม่เคยเห็นเฮียแกรับบทแบบนี้เลย เฮียแกเล่นได้น่ากลัวชะมัด ไม่ว่าจะท่าทาง สีหน้า หรือคำพูด เหมาะกับบทนี้มาก

ส่วนทางฝั่งคุณแม่ยังสาวรับบทโดย Caren Pistorius นี่ก็เล่นดีไม่แพ้กันเลย ฉากตื่นตระหนก วิตกกังวล หวาดระแวง การแสดงสีหน้าต่างๆ ทำออกมาได้ดูเชื่อ ดูจริงมาก รวมถึงการแสดงของน้อง Gabriel Bateman ที่เล่นได้ไม่ธรรมดาเลย

จุดที่น่าชื่นชมไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะฉากขับรถไล่ล่าหนังเรื่องทำได้ดีถึงดีมากเลยทีเดียว ดูรู้เรื่องเลย ไม่ว่าจะมุมกล้อง การถ่ายทำ หรือการตัดต่อต่างๆ ออกแบบแต่ละซีนออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

สรุปแล้ว Unhinged เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดำเนินเรื่องเรียบง่าย แต่สนุก ระทึก ตัวหนังมีเหตุผลมารองรับการกระทำต่างๆ ของตัวละคร มีการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องเรื่องต่างๆ อาจจะมีช่องจุดบกพร่องไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยประปรายในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่แค่นี้ก็เพียงพอเพลิดเพลินในโรงหนังไปกับวันหยุดแล้ว

รีิวิหนังเรื่อง Vivarium – หมู่บ้านวิวา(ห์)เรียม หนังไซไฟ

หนัง Vivarium หนังแนวไซไฟระทึกขวัญกับเรื่องราวของสองคู่รักที่กำลังมองหาบ้านอันสมบูรณ์แบบ แต่หารู้ไม่ว่าบ้านที่พวกเขาสนใจนั้นคือฝันร้ายที่ไร้ทางออก

Vivarium

Vivarium หรือชื่อไทยที่ตั้งแบบเก๋มาก หมู่บ้านวิวา(ห์)เรียม ซึ่งมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสองคู่รักที่กำลังหาบ้านสร้างเนื้อสร้างตัวที่จะอยู่ร่วมกัน จนกระทั่งมาเจอกับหมู่บ้านโครงการหนึ่ง คู่รักนี้จึงตัดสินใจเข้าไปเยี่ยมชม แต่ผลปรากฏว่าหมู่บ้านนี้ไร้ทางออก! แถมยังมีเด็กปริศนาถูกส่งมาให้เลี้ยงอีก ทั้งคู่จึงจำใจต้องใช้ชีวิตอยู่ในวงวนนี้อย่างไม่รู้จบ

คือถ้าใครไม่เข้าใจ ไม่เก็ต งง ก็อาจจะไม่ชอบไปเลย แต่สำหรับเราโอเคนะ มันนำเสนอสะท้อนชีวิตคู่ออกมาในรูปแบบลึกลับน่าค้นหา Vivarium คือหนังที่เต็มไปด้วยปริศนา นั่งดูทั้งเรื่องคุณจะได้แต่ตีความสงสัยว่าอะไรวะ? ทำไมวะ? มาได้ยังไงวะ? แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อวะ? คือมันสนุกกับความสงสัยที่ตัวหนังพยายามใส่เข้ามามากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้แต่นั่งคิ้วขมวดทั้งเรื่องอะ 555+ ยิ่งหนังดำเนินไปมากเท่าไหร่ ปริศนาก็มากขึ้นเท่านั้น แถมปริศนาเก่ายังไม่คลายด้วยนะ และถึงแม้เล่าไปจนจบเรื่อง ก็ยังมีหลายอย่างที่ชวนสงสัยและยังไม่คลี่คลายเช่นกัน

แต่ถึงกระนั้นก็ตามสิ่งที่เราจับต้องได้และชัดเจนที่สุด คือหนังเรื่องนี้พยายามจะสื่อให้เห็นถึงชีวิตคู่

แต่นอกจากเรื่องวังวนชีวิตคู่แล้ว หนังก็ยังมีประเด็นบางอย่างที่เราไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดจากอะไร ใครเป็นคนบงการ จุดประสงค์คืออะไรกันแน่ มันก็ยังตั้งคำถามปลายเปิดในแง่นั้นได้อยู่ดี

ในเรื่องนี้ได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง Jesse Eisenberg มารับบทแสดงนำร่วมกับ Imogen Poots ที่ทั้งคู่ก็แสดงในระดับมาตรฐานไม่ได้โดดเด่น ไม่ได้แย่ อยู่ในระดับกลางๆ แต่เรื่องนี้แอบเสียดาย ไม่ได้เห็น Jesse Eisenberg แกพล่ามเยอะๆ เหมือนเรื่องอื่นๆ

สรุปแล้ว Vivarium คือหนังที่ทำได้ดีเรื่องนึงเลยนะ ด้วยปมปริศนาที่ขยันใส่เข้ามาทั้งเรื่องเพื่อตรึงเราไว้กับความสงสัย และประเด็นสะท้อนชีวิตคู่ที่บอกเล่าออกมาได้เจ๋งดี ชอบไม่ชอบก็คงต้องตัดสินด้วยตัวเองกันแหละ

รีวิวหนัง Akira – อาคิระ หนังการ์ตูนสนุก สุดคลาสสิค

หนึ่งในตำนานอนิเมะญี่ปุ่นสุดคลาสสิค กับเรื่องราวการผจญภัยในโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 3 แห่งนคร Neo-Tokyo เมื่อกลุ่มวัยรุ่นได้เจอกับเด็กปริศนาผู้มีพลังจิต ทำให้พวกเขาต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเพื่อนของเขาก็โดนจับไปทดลองกลายเป็นชนวนครั้งใหม่ที่อาจทำให้โลกสลายเป็นจุล

Akira - อาคิระ

จะว่าไปผมเองก็ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ หรือผ่านๆตาตอนลงแผ่นเลยแม้แต่น้อย จนมาปีนี้ได้มีการเอากลับมาฉายบนจอยักษ์ IMAX เป็นครั้งแรก ผมถึงกับตั้งตารอ ว่ามันจะออกมาอลังการแค่ไหน

เนื้อเรื่องว่าด้วยโลกอนาคต ปี 2019 ในเมือง Neo-Tokyo ที่ซึ่งโลกไม่ได้น่าอาศัยอยู่ หรือเหมาะสม สำหรับที่จะใช้ชีวิตซักเท่าไหร่ เมื่อเกิดเหตุประหลาด มีกลุ่มเด็กที่มีพลังจิต ได้ออกมาปลดปล่อยพลังกลางเมือง ซึ่งสุดท้ายอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้อากิระ ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

เอาเข้าจริงผมล่ะทึ่งกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างมาก เพราะในยุคนั้น การเขียนบท หรือสร้างเรื่องราวในตัวงานแอนิเมชั่นนั้น สามารถสร้างได้ล้ำจินตนาการเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าได้ชมในยุคนี้ เนื้อเรื่องก็ยังคงความเป็นโลกอนาคตได้อยู่ไมได้เสื่อมคลายไปแต่อย่างใด ถ้าใครนึกไม่ออกว่าการที่ได้มาดูเรื่องนี้เหมือนการได้มาชม ภาคแยกของหนังแนวๆเดียวกับ Alita Battle Angel อย่างใดอย่างงั้นเลยก็ว่าได้ ไม่แปลกในที่หนังเรื่องนี้เป็นแรงบัลดาลใจให้กับหนัง Sci-fi ในตำนานอย่าง The Matrix นั่นเอง 8.5/10

ปล.ได้ดูใน IMAX มีความปั้วปังเต็มตาทั้งภาพและเสียงจริงๆ จนบางครั้งลืมไปเลยว่านี่เป็นแอนิเมชั่นเก่านะ สามารถรีมาสเตอร์ได้ออกมาคุณภาพดีเทียบเท่าหนังใหม่เลย โดยเฉพาะเพลงประกอบที่ยังฟังดูแปลกและล้ำเวอร์