รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

หนัง Dark Waters หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง กับเรื่องราวของทนายความที่เผชิญหน้ากับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่ ซึ่งบริษัทนั้นได้มีความลับ ปล่อยสารเคมีรั่วไหลมากับน้ำซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

Dark Waters

หนังสร้างมาจากเรื่องจริงจากบทความบนนิตยสาร The New York Times เรื่อง The Lawyer Who Became DuPont’s Worst Nightmare (ทนายความผู้กลายมาเป็นฝันร้ายที่สุดของบริษัทดูปองท์) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีกัน เมื่อบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่างดูปองท์ปล่อยสารเคมีอันตรายปนเปื้อนไปกับแม่น้ำ และผลิตภัณฑ์ ที่กินเวลายาวนานมากว่า 40 ปี จึงเกิดการฟ้องร้องจากชาวบ้าน ลามมาถึงทนายความมือดีที่ปกติเขาว่าความปกป้องบริษัทเคมี แต่คราวนี้เขาต้องมาหันหน้าสู้กับบริษัทนั้นแทน

หนังน่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย ช่วงเวลา สารเคมี ตัวละคร ถาโถมเข้ามาหาเรามากมาย คือถ้าสมาธิหลุดหรือเผลอไปนิดเดียว คุณอาจจะงงได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถ้าคุณตั้งใจดูเก็บทุกนาที ก็ไม่ได้ชวนปวดหัวมึนตึ๊บหรือเข้าใจยากแต่อย่างใด เพราะมันเข้าใจง่าย ใกล้ตัว และน่าติดตามมากกว่าที่คิดเยอะ อาจจะมีแค่บางช่วงบางตอนเท่านั้นที่เล่ายืดและชวนง่วงบ้างเล็กน้อย แต่ก็สลับไปมาหลายฉากก็เร็วตื่นเต้นเช่นกัน

อาจมีเนื้อหาบางส่วนที่เรายังสงสัยเกี่ยวกับตัวสารเคมีว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วมันส่งผลกระทบอะไรยังไงทางไหน วิธีการใด แล้วปัจจุบันมีการเลิกใช้สารตัวนั้นไปหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ช่วงสุดท้ายของหนังนี่เล่นเอากลืนน้ำลาย มีช็อคกันบ้างไม่มากก็น้อย กับความจริงบ้างอย่างที่มันใกล้ตัวมากๆ

ทางด้านนักแสดงนำต้องปรบมือให้ Mark Ruffalo ก่อนเลย กับบทบาททนายความ Robert Bilott ที่แสดงได้ดีจริงๆ แบกหนังได้เลยแหละ อีกทั้ง Anne Hathaway ในบทบาทภรรยา Sarah Bilott ที่ตอนแรกคิดว่าคงตัวประกอบแน่ๆ แต่เอาเข้าจริง ถึงแม้ไม่ได้มีบทบาทมากเท่าไหร่ แต่ออกมาทุกฉากเธอแสดงได้ดีเกินคาดมากๆ เอาจริงๆ นักแสดงทีมนี้แสดงได้ดีมากจริงๆ ไม่รู้จะติอะไรเลย

สรุปแล้ว Dark Waters มันคือหนังน้ำดีที่อยากให้ลองไปดูกันจริงๆ อาจจะไม่ถูกจริตและไม่ใช่แนวใครหลายๆ คน แต่มันก็สร้างการตระหนักรู้อะไรบางอย่างให้เราได้แน่นอน แอบเสียดายนิดนึงที่เป็นเรื่องการฟ้องร้องคดีความกัน แต่มีฉากต่อสู้กันในชั้นศาลน้อยไปหน่อย แอบอยากเห็นฉากแบบนั้นตอนสู้คดีมากๆ แต่โดยรวมแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียดายถ้าได้ดูได้รู้แน่นอน

Cr.movie.thaiware.com

แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง – Happy New Year Happy New You

หนัง Happy New You หรือชื่อไทยว่า แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง สนั่น แสบ สิงห์ ก๊วนช่างแอร์ขี้เมาบ้านนอก ที่ชอบไปเนียนกินฟรีตาม งานบุญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานทำบุญบ้าน งานบวช งานแต่ง หรือแม้กระทั่ง งานศพ ทั้งสามคนไม่เคยพลาดที่จะไปสร้างความปั่นป่วน

Happy New You

บางงานอาจจะรู้จัก เจ้าภาพบ้าง ไม่รู้จักบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางไม่รู้จักซะมากกว่า โดย ทั้งสามคนมีสโลแกนว่า “ซองไม่เคยใส่ แต่พร้อมให้ความบันเทิง” และความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อชบา น้องสาวแท้ๆของสนั่น ที่กำลังคบ หาดูใจกับตี๋ หนุ่มหน้าใสที่ไปทำงานหาความมั่นคงที่กรุงเทพเพื่อเก็บเงิน มาแต่งงาน แต่ตี๋มีความลับปกปิดชบาไว้หลายอย่าง จนชบาต้องตามมาจับ พิรุธตี๋ถึงที่กรุงเทพ แถมยังมีก๊วนพี่ชายทั้งสามคนตามมาด้วย เพราะพวกเค้า ดันได้ยินชบาคุยกับตี๋ว่าที่คอนโดที่ตี๋พักอยู่จัดงานปีใหม่ มีคอนเสิร์ตโชว์ จากนักร้องและศิลปินมากมาย และที่สำคัญงานนี้มีบุฟเฟต์กินเลี้ยงฟรีซะด้วย เรื่องราวจะวุ่นวายมากแค่ไหน ติดตามได้ในภาพยนตร์เรื่อง… แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง

ข้อดี

1.มุกเเกล้ง3 ซ่า

2. เนื้อเรื่องเเปลกใหม่

ข้อเสีย

1.มุกไม่ค่อยฮา หนังออกจากหน้าเบื่อมากกว่า

2.จุดหน้าสนใจคงเป็นพระเอกกับนางเอกเเต่กับทำออกมาเเย่ ไม่ได้อารมณ์

3. ไปไม่จุดซักทาง ความฮา นักเเสดง การตัดต่อ เข้าขั้นเเย่

4.ใครที่คาดหวังว่าจะฮาต้องผิดหวังมาก มุกไม่ฮา เเถมยังออกเเนวหน้าเบื่อด้วยซ้ำ

5. เพลงที่เปิดมาก็สนุก เเต่ไม่เข้ากับฉากอย่างเเรง

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว Murder on the Orient Express

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน Murder on the Orient Express ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส ผลงานภาพยนตร์เรื่อล่าสุดของ Kenneth Branagh ที่ลงมือกำกับและแสดงนำด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่รวมเอาดาราดังของฮอลลีวูดมารวมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Johnny Depp, Penélope Cruz, Daisy Ridley และอีกมากมาย แม้ว่าคะแนนวิจารณ์ที่ได้รับจะไม่สูงเท่าที่ควร แต่เชื่อว่าแฟนหนังสืบสวนสอบสวนคงไม่พลาดแน่นอน

Murder on the Orient Express

Murder on the Orient Express ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส จากนวนิยายขายดีของนักเขียนคนดัง อกาธา คริสตี ว่าด้วยเรื่องราวโศกนาฏกรรมบนรถไฟโอเรียนต์เอ็กซ์เพรสที่ต้องหยุดวิ่งกลางทางเนื่องจากหิมะตกหนัก ผู้โดยสารรายหนึ่งเสียชีวิตด้วยการถูกแทงถึง 12 ครั้งในห้องที่ล็อกจากด้านใน ฆาตกรยังคงปะปนอยู่กับผู้โดยสาร และพร้อมจะลงมือต่อไป

ได้เห็นจากตัวอย่างหนังก็พอจะทราบแล้วว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมบนรถไฟขบวนนี้เป็นคดีที่น่าจะไขไม่ยาก เพราะฆาตกรต้องเป็นผู้โดยสารบนรถไฟขบวนนี้แน่นอน แต่ถ้าทำออกมาง่ายๆ คงเสียชื่อ อกาธา คริสตี้ เจ้าแม่นิยายสืบสวนสอบสวนแน่นอน หากใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในเวอร์ชั่นก่อนๆ ก็พอจะทราบแล้วว่าใครเป็นฆาตกรที่แท้จริง แต่ถ้าใครไม่เคยดูเชื่อว่าต้องคาดไม่ถึงแน่นอน

โดยภาพรวมของหนังนั้นทำออกมาค่อนข้างดี ฉาก บรรยากาศ แสง มุมกล้อง เครื่องแต่งกายล้วนแต่มีสวยงามมาก เรียกว่าเป๊ะทุกองศา ยิ่งฉากตอนที่อยู่บนภูเขาท่ามกลางหิมะนี่เรียกได้ว่างามสะกดใจจริงๆ นอกจากองค์ปรกอบส่วนใหญ่ของหนังที่ดีงามแทบทุกฉาก การดำเนินเรื่องก็ดีไม่แพ้กัน แม้ว่าจะดำเนินเรื่องค่อนข้างรวดเร็วและกระชับ จึงทำให้ขาดความเข้มข้นของการสืบคดีไปพอสมควร

ต้องบอกว่าในส่วนของการไขปริศนาหาผู้ต้องหานั้นทำออกมาได้ค่อนข้างดี แม้จะมีฉากแรกๆ ที่ดูจะชี้นำให้เห็นถึงเบาะแส แต่พอได้ชมไปเรื่อยๆ พบว่าคนที่เราคิดว่าเป็นฆาตกรนั้นผิดหมดเลย แต่หากใครเป็นแฟนหนังแนวนี้เชื่อว่าคงเดาออกในช่วงกลางๆ เรื่องแล้ว เพราะมีจุดที่ทำให้รู้เลยว่าสรุปแล้วใครเป็นฆาตกร ซึ่งมันเชื่อมโยงเข้ากันได้เป็นอย่างดีแบบไม่น่าเชื่อ ถึงขนาดว่าดูจบแล้วก็ทำให้อึ้งพอสมควร และแน่นอนว่าตอนจบของเรื่องเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ ซึ่งน่าจะสนุกไม่แพ้กัน

หากใครเบื่อหนังแนวฮีโร่พิทักษ์โลกทั้งหลาย เปลี่ยนมาเป็นแนวสืบสวนสอบสวนบ้าง Murder on the Orient Express ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย นอกจากหนังจะรวมเอาดาราชั้นนำของฮอลลีวูดมาไว้ในเรื่องเดียวแล้ว ยังได้เสพภาพงามๆ เต็มไปด้วยคุณภาพ ลุ้นระทึกไปกับปริศนาการฆาตกรรม เชื่อว่าคุ้มค่ากับเงินที่ซื้อตั๋วแน่นอน

Murder on the Orient Express ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Kim Ji-Young: Born 1982 – คิม จี-ยองเกิดปี 82

Kim Ji-Young Born 1982 หรือชื่อไทยว่า คิม จี-ยอง เกิดปี 82 เกิดเป็นผู้หญิง ผิดตรงไหน ? กงยู และ จองยูมิ จะมาเรียกน้ำตาผู้ชม ในภาพยนตร์ที่สั่นสะเทือนประเทศเกาหลี KIM JI-YOUNG, BORN 1982 คิมจียองเกิดปี ’82 ผลงานนวนิยายจากปลายปากกาของนักเขียนโชนัมจู ที่ทำยอดขายมากกว่า 1 ล้านเล่มภายใน 2 ปี เล่าเรื่องราว คิมจียอง (จองยูมิ) ผู้หญิงชาวเกาหลีธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่แม้ว่าเธอจะแต่งงาน และมีลูกสาวที่น่ารัก แต่ก็ทำให้เธอจำต้องล้มเลิกการทำหลายสิ่งหลายอย่างไป จองแดฮยอน ( กงยู ) สามีของเธอ สังเกตพบว่าได้เกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับจียองทำให้เขารู้สึกเป็นกังวล เมื่อเธอเริ่มทำตัวแปลกไปราวกับเป็นคนอื่น

Kim Ji-Young: Born 1982

คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ต้องกลัวว่าไปดูแล้วจะได้แต่สงสารนางเอกที่ต้องเผชิญชีวิตแบบนี้ เพราะมีอย่างหนึ่งที่พวกคุณต้องอิจฉาเธอ คือชีวิตของเธอที่มีผัวเป็น กง ยู ที่รักและดูแลเธอดีมากๆ ทุกแววตาที่ กง ยู มองเมียคือความรักความห่วงใย คือความสุขระคนความเศร้าที่อยากช่วยแบ่งปันและบรรเทา และสายตาเว้าวอนในฉากอยากปั๊มลูกตอนเช้าหลังตื่นนอนช่างชวนกรี๊ดกร๊าดกันซะเหลือเกิน

หนังดัดแปลงมาจากนิยายขายดีของเกาหลี เรื่องราวของคุณแม่ลูกหนึ่งที่ใช้ชีวิตในสังคมที่ยังมีการกดทับผู้หญิงอย่างเกาหลีใต้ หนังย้อนเล่าให้เราเห็นภาพชีวิตของเธอตั้งแต่วัยเด็ก จากชีวิตในครอบครัวที่พ่อให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ไปจนถึงชีวิตแม่บ้านที่ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกทั้งที่เธอก่อนหน้านี้เรียนจบการศึกษาดีและทำงานเก่ง แต่ความเป็นแม่ก็ทำให้มีคนตัดสินเธอว่าต้องทำ ‘หน้าที่’ อยู่แต่บ้านเลี้ยงลูก หนำซ้ำยังเริ่มมีอาการป่วยคล้ายๆ เป็นโรคหลายบุคลิกในบางเวลาอีก

หนังให้เห็นชีวิตผู้หญิงในสังคมเกาหลีที่โดนกดทับทางสังคม ทั้งในระดับสังคมการทำงาน ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ และภายในครอบครัว ถึงหลายครั้งมันจะตรงไปตรงมาไปนิดในการบอกเล่าทัศนคติจนบางจังหวะมันทื่อไปหน่อย แต่หนังก็หนักแน่นในการที่จะผลักประเด็นให้เราคล้อยตามและรู้สึกไปด้วยได้เรื่อยๆ

ผู้กำกับ Kim Do-young ผันตัวจากนักแสดงมากำกับหนัง เธอเลือกรูปแบบการเล่าที่สลับเรียงลำดับเหตุการณ์อดีตปัจจุบันได้น่าสนใจดีแต่ยังรู้สึกว่าลำดับการเล่าเรื่องยังไม่สมดุลเท่าไหร่ การตัดสลับเหตุการณ์ปัจจุบันและอดีตในบางครั้งขาดจุดเชื่อมต่อระหว่างฉากให้ตามเรื่องราวให้ไหลลื่นได้ และก็ต้องสารภาพว่ามีช่วงที่แอบหลับไปเหมือนกัน (อยากดูอีกสักรอบอาจชอบมากกว่านี้ก็ได้)

แต่เสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังที่ทำให้น่าติดตามมากขึ้นคือความลึกลับที่มาพร้อมกับอาการป่วยของนางเอก ที่นอกจากจะเป็นตัวส่งผ่านความรู้สึกอัดอั้นของนางเอกกลายๆ แล้ว หลายครั้งก็ยังรู้สึกถึงกลิ่นหนังลึกลับผีๆ หน่อยๆ โดยที่หนังไม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศอะไรเลย และอาจด้วยความที่ผู้กำกับเป็นนักแสดงมาก่อนจึงทำให้ละเมียดกับการกำกับการแสดงมาก ทำให้นักแสดงคือเสนห์อีกอย่างหนึ่งที่ดึงดูดเราได้ชัดเจนตั้งแต่ภาพโปสเตอร์หนัง

แค่ไปนั่งดูนักแสดงก็คุ้มค่ามากแล้วนะ ทั้งนางเอก Jung Yoo-mi ที่โห สวยน่ารักมองเพลินมาก และ Gong Yoo ที่แม่งเอ๊ยยยยยย แม้แต่ในลุคปุถุชนคนธรรมดายังหล่อเท่ขนาดนี้ แถมฝีมือการแสดงทั้งสองคนยังดีงามมากๆ และนักแสดงสมทบอื่นๆ โดยเฉพาะ Kim Mi-kyung ที่เล่นเป็นแม่นางเอก ในฉากที่มาหานางเอกที่บ้านนี่ใครไม่น้ำตาคลอเบ้าตามคือต้องใจแข็งมากๆ ทุกคนที่ว่ามาคือเล่นดีจนเชื่อหมดจดในความรักระหว่างแม่กับลูก และระหว่างผัวกับเมียจริงๆ

สาวๆ หรือแม่ๆ คนไหนไปดูน่าจะอินหนังได้ไม่ยาก และคุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ต้องกลัวว่าไปดูแล้วจะได้แต่สงสารนางเอกที่ต้องเผชิญชีวิตแบบนี้ เพราะมีอย่างหนึ่งที่พวกคุณต้องอิจฉาเธอ คือชีวิตของเธอที่มีผัวเป็น กง ยู ที่รักและดูแลเธอดีมากๆ ทุกแววตาที่ กง ยู มองเมียคือความรักความห่วงใย คือความสุขระคนความเศร้าที่อยากช่วยแบ่งปันและบรรเทา และสายตาเว้าวอนในฉากอยากปั๊มลูกตอนเช้าหลังตื่นนอนช่างชวนกรี๊ดกร๊าดกันซะเหลือเกิน ในแบบที่ผู้หญิงเห็นแล้วอาจจะอยากเป็น จอง ยูมิน ในหนังและยอมเลี้ยงลูกให้เขาไปตลอดชีวิต

และ กง ยู ในเรื่องนี้คือไอดอลของฝ่ายชายที่อยากจะดูแลผู้หญิงแบบ จอง ยูมิน หรือ คิม จียอง ในหนังไปตลอดชีวิตเช่นกัน

สรุปคือ Kim Ji-young: Born 1982 เป็นหนังที่ “ควรดู”

Cr./movie.thaiware.com

รีวิว McQueen ภาพยนตร์สารคดี

นับเป็นภาพยนตร์สารคดีอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกการันตีจากเว็บไซต์วิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังด้วยคะแนนเต็ม 100 สำหรับ McQueen ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง ลี อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักออกแบบเสื้อผ้ารุ่นหลัง ด้วยผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เต็มไปด้วยความรุนแรงและมีความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้เขากลายเป็นตำนานจนมาถึงทุกวันนี้

McQueen

McQueen ว่าด้วยเรื่องราวการไต่เต้าจากดินสู่ดาวของ อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน สุดยอดดีไซเนอร์ผู้มีแนวทางเป็นของตัวเอง ผลงานของเขาสะท้อนความโหดร้ายท่ามกลางสิ่งสวยงาม หนังจะพาไปสำรวจตัวตนของแม็คควีน รวมไปถึงเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ในการดีไซน์ชุดทั้งหมดออกมา

ต้องขอยอมรับกันตามตรงว่าส่วนตัวไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของแฟชั่นมากนัก แต่ในฐานะคนนอกก็พอจะได้ยินกิตติศัพท์ของ แม็คควีน มาไม่น้อย แม้จะไม่ได้ติดตามผลงานการออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าของเขามาตั้งแต่ต้น เมื่อได้มาชมสารคดีเรื่องนี้ก็เหมือนกับว่าได้ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมๆ กับเขา เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจไม่เรียนต่อแล้วหันไปทุ่มเทในสิ่งที่ชอบอย่างการตัดเย็บเสื้อผ้า ภายใต้การสนับสนุนจากแม่และครอบครัว ที่สำคัญคือการดิ้นรนทำตวามฝันอย่างไม่ย่อท้อ

เรียกได้ว่า แม็คควีน คือ อัจริยะที่แท้จริง จากปากคำของเพื่อนสนิทและคนที่ทำงานใกล้กับเขา รวมไปถึงฟุตเทจจากวิดีโอบางส่วนจากตัวเขาเอง มันทำให้เราเห็นถึงแพสชั่นในการทำงานและความสามารถที่ไม่มีใครมาเทียบเทียมได้ โดยเฉพาะในเรื่องของไอเดียการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าและโชว์ในแต่ละคอลเลกชั่น แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความรุนแรงจากอดีตในวัยเด็ก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสร้างปรากฏการณ์บางอย่างให้กับวงการแฟชั่นอย่างที่ไม่คาดคิด

ถึงแม้ว่าในเรื่องงานของ แม็คควีน จะเต็มไปด้วยความสำเร็จ บางครั้งอาจจะไม่ได้ดังที่หวัง แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าแทบไม่มีช่วงไหนที่เรียกว่าล้มเหลวเลย เมื่อกลับมามองในเรื่องชีวิตส่วนตัวกลับพบว่า อัจฉริยะหลายๆ คนมักจะมีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นแบบเพื่อน หรือคนรักล้วนแล้วแต่ไม่สมบูรณ์แบบและต้องพบความผิดหวังเช่นเดียวกับ แม็คควีน ซึ่งนั่นทำให้เราได้เห็นเรื่องราวของคนๆ หนึ่งจากมุมสว่างไสวค่อยๆ หันเข้าสู่ด้านมืดถลำลึกจนยากจะฉุดรั้ง จนนำไปสู่จุดจบอันน่าเศร้าใจ

นั่นจึงทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนธรรมดาทั่วไป บอกได้เลยว่าเรื่องราวชีวิตของ แม็คควีน นั้นได้สร้างความรู้สึกให้ผู้ชมอย่างเราได้อย่างหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความสุข สวยงาม มหัศจรรย์ ตะลึงจนสร้างความตราตรึง และดำดิ่งสู่ความมืดมิด ก่อนจะกลายเป็นความปลอดโปร่งที่เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้เช่นเดียวกันกับเขา ท้ายที่สุดแล้วเชื่อเหลือเกินว่าชีวิตของ อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน จากสารคดีเรื่องนี้จะจุดแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายๆ คน ไม่ใช่แค่เฉพาะคนในวงการแฟชั่นแน่นอน

McQueen 9/10 คะแนน มีกำหนดเข้าฉายในไทย 27 กันยายน 2018

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Black Christmas – คริสต์มาสเชือดสยอง

หนัง Black Christmas เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนที่โดนสะกดรอยตามโดยคนแปลกหน้าในช่วงวันคริสมาสต์ ซึ่งหนังเรื่องนี้รีเมคมาจากหนังสยองขวัญชื่อเดียวกันในปี 1974

รีวิวหนัง Black Christmas - คริสต์มาสเชือดสยอง

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมตั้งตารอ หลังจากที่ได้ดูตัวอย่างหนัง เป็นการหยิบเอาหนังไล่เชือดมาผสมไว้ในเทศกาลคริสต์มาส เอาใจเพื่อนหญิงพลังหญิงมาก ที่ตัวอย่างแจ้งไว้ชัดเจนว่าพวกเธอหลังจากที่ถูกตามฆ่า เธอจะกลับมาเป็นฝ่ายล่าและล้างแค้นเอง

หลังจากได้ดูจบต้องบอกเลยว่า เป็นอะไรที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก ตัวหนังนั้นมี Concept ที่ดูดีน่าสนใจ โทนหนังในตัวอย่างก็น่าติดตาม กลับกลายเป็นว่า 80% ของหนังถูกยัดลงในตัวอย่างหมดแล้ว และอีก 20% ที่เหลือของเรื่องก็แทบจะไม่ได้ช่วยให้หนังดูดีและน่าสนใจใดๆ เลย

เป็นหนังไล่เชือดที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากฉากหวาดเสียวเลยดูแล้วชินชาและเฉยชาจนผิดคาดไปอย่างมาก จนผมเองถึงกับต้องไปหาอ่านข่าวว่าเรื่องนี้มันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า จนได้ไปสะดุดอยู่กับข่าวนึงที่แหล่งปล่อยออกมาซักพักแล้ว ข่าวนั้นว่าด้วยโปรเจค Black Christmas เดิมทีจะถูกสร้างให้เป็นหนังเรท R จนแล้วจนรอดไม่รู้อะไรดลใจให้ถูกปรับลดเรทความรุนแรงลง เหลือแค่ PG-13 (เด็กดูได้แต่ต้องมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ) มิน่าถึงได้จืดชืดแบบนี้

ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าตอนลงแผ่น คงจะมีเวอร์ชั่นเต็ม หรือเวอร์ชั่น Un-Rated เพิ่มฉากหวาดเสียวๆเข้ามาเยอะๆ กว่าที่มีอยู่หน่อย หนังน่าจะดูดีกว่านี้ 6/10 ไม่แปลกใจที่เรื่องนี้หาดูยากมาก ฉายจำกัดโรงแบบโคตรๆ เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะไม่มีคนดูนั่นเอง

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร

เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนังญี่ปุ่นและติดตามการแสดงของ นานะ โคมัตสึ คงจะไม่พลาดผลงานล่าสุดของเธอ After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร ที่สร้างมาจากมังงะสุดฮิต โดยเจ้าตัวมาสวมบทบาทเป็นสาวมัธยมหน้าใสแอบหลงรักผู้ชายที่แก่กว่ามาก มาดูกันว่าความรักครั้งนี้จะลงเอยแบบไหน ถูกใจแฟนๆ หรือไม่

After the Rain

After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร ว่าด้วยเรื่องราวของ อากิระ ทาจิบานะ เด็กสาวมัธยมปลายวัย 17 ปี เธอเคยเป็นนักกรีฑาดาวรุ่ง แต่เนื่องจากการประสบอุบัติเหตุทำให้เธอต้องล้มเลิกความฝันในด้านนี้ วันหนึ่งเธอได้ไปร้านอาหารและพบกับผู้จัดการร้านใจดีวัย 45 ปี อย่าง มาซามิ คนโด ผู้เคยหย่ากับภรรยาและมีลูกแล้ว 1 คน เธอรู้สึกถูกชะตากับเขาจึงทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารแห่งนี้ โดยไม่รู้เลยว่าความรักและความสัมพันธ์กำลังจะก่อตัวขึ้นท่ามกลางสายฝนโปรย

เรียกว่าเป็นหนังที่เห็นแค่โปสเตอร์ก็อยากดูแล้ว เพราะใบหน้าของสาว นานะ โคมัตสึ เด่นหรามาแต่ไกล และในเรื่องนี้เธอก็รับบทนำที่ออกมาแทบทุกฉากจริงๆ เรียกได้ว่าแค่มีเธออยู่ในหนังก็น่าดูแล้ว แต่ด้วยอารมณ์หนังญี่ปุ่นที่มักจะมีความอืดและเอื่อยพอสมควร จึงทำให้แอบเบื่อๆ ไปในบางช่วง หากตัดต่อให้สั้นกระชับกว่านี้จะดีมาก

และเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า After the Rain นั้นสร้างมาจากมังงะว่าด้วยเรื่องราวรักต่างวัย โดยในตอนแรกก็คาดหวังว่ามันน่าจะมีความโรแมนซ์ให้แฟนๆ ได้ฟินเยอะแน่ๆ แต่ลืมไปว่านี่ไม่ใช่หนังหรือซีรีส์เกาหลีที่จะเสิร์ฟความฟินแบบถึงเนื้อถึงตัว ซึ่งในเรื่องนี้แค่กอดได้ก็คือดีสุดๆ แล้ว อาจเพราะด้วยความห่างระหว่างวัยด้วยก็เป็นได้ที่ไม่สามารถมีฉากเลิฟซีนแบบนั้นได้ (ไม่แน่ใจว่าในมังงะมีเลิฟซีนเยอะหรือเปล่า) แถมดีไม่ดีหากมีฝ่ายพระเอกอาจโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ไปอีก

นอกจากเราจะได้เสพเรื่องราวความรักของโคแก่ (ขี้กลัว) กับหญ้าอ่อน (ช่างกล้า) ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่ารักท่ามกลางบรรยากาศความชุ่มชื่นของฤดูฝนแล้ว หนังยังนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความฝันของคนสองวัยผ่านตัวละครของพระเอกที่อยากเป็นนักเขียนแต่ก้าวข้ามกำแพงบางอย่างไม่ได้ และนางเอกที่ต้องผิดหวังเพราะฝันไปได้ไม่สุด รวมไปถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่ไม่ว่าจะห่างกันไปนานแค่ไหนก็ยังคงมีสายใยบางๆ เชื่อมต่อกันอยู่เสมอ สุดท้ายแล้วความรักและความฝันของทั้งคู่จะจบยังไงน่าจะเดากันได้แน่นอน

ปล. ทุกฉากที่มีนานะคือฟิน ดาเมจคุณเธอรุนแรงมาก

After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว A Beautiful Day in the Neighborhood

A Beautiful Day in the Neighborhood คือเพลงประจำรายการของ Mr. Rogers’ Neighborhood รายการทีวีชื่อดังตั้งแต่ช่วงปี 1967-2001 นู่นนนนน ซึ่งมีพิธีกรรายการชื่อว่า Fred Rogers ชายผู้ที่ชาวอเมริกันเรียกกันว่าเพื่อนบ้านคนโปรด ชายผู้นิสัยดี๊ดี ใจดี โอบอ้อมอารี และเป็นมิตรที่สุดในโลกคนหนึ่ง และหนังเรื่องนี้ก็บอกเล่าเรื่องราวของชายคนนั้นนั่นแหละ

A Beautiful Day in the Neighborhood

โดยเนื้อเรื่องจะเล่าถึง Fred Rogers ที่ได้ถูกนักเขียนรายหนึ่งนามว่า Lloyd Vogel ไปสัมภาษณ์เพื่อเขียนคอลัมน์ลงนิตยสารเล่มหนึ่ง ซึ่งนักเขียนคนนี้เป็นคนอารมณ์ร้าย แต่เมื่อเขาพบกับ Rogers ตัวเขาก็ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

ไม่แปลก ถ้าใครหลายคนจะไม่เคยได้ยินชื่อของ Fred Rogers เพราะมันอาจจะไม่ได้ดังในบ้านเราสักเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณดูเรื่องนี้คุณจะได้รู้จักชายคนนี้ และคุณจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ก็รักเขา นี่ขนาดไม่ใช่ตัวจริงและเรามีเวลารู้จักเขายังไม่ถึง 2 ชั่วโมงเลยนะ เรายังรู้สึกรัก Fred Rogers ขึ้นมาทันทีเลย เหมือนเขาค่อยๆ ซึมเข้าไปในจิตใจเราอย่างไม่รู้ตัว

และผลพวงทั้งหมดที่ทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งต้องชื่นชมแบบชื่นชมในชื่นชมอย่างที่สุด กับการรับบทของ Tom Hanks คือถ้าไม่ใช่เขาก็ไม่รู้ว่าใครเหมาะสมกับบทบาทนี้แล้วจริงๆ ด้วยภาพลักษณ์ผู้ชายแสนอบอุ่นอย่าง Tom Hanks ด้วยแล้วนั้น ไม่มีใครเหมาะไปกว่าเขาแล้วแหละ

หนังมีการดำเนินเรื่องเหมือนเรากำลังนั่งดูรายการ Mr. Rogers’ Neighborhood อยู่ มีการสอดแทรกมุกตลกบ้างประปราย มีการเปิดรายการที่เป็นเอกลักษณ์ของรายการ มีการเปลี่ยนฉากผ่านสิ่งของ ของเล่น รวมถึงเพลงประกอบที่เหมือนรายการนั้นเปี๊ยบ นับว่าเจ๋งดีเหมือนกัน และสามารถร้อยเรียงเรื่องราว มาได้อย่างลงตัว

หนังยังบอกเล่าเรื่องราวหลายๆ อย่างของ Rogers ออกมาได้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้คนรู้จักได้ และในระหว่างทางที่เรารู้จักเขา เขายังสอนและให้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่างที่คมคาย และกระแทกใจแบบสุดๆ ทั้งเรื่องครอบครัว, การเจริญเติบโต, การจัดการกับอารมณ์, ชีวิต เรียกได้ว่าเข้าถึงหัวจิตหัวใจคนดูแบบสุดๆ คุณไปดูเรื่องนี้รับรองว่าคุณต้องได้แง่คิดอะไรกลับมาคิดทบทวนชีวิตตนเองบ้างไม่มากก็น้อย

แถมเรายังรู้ถึงเหตุผลของ Rogers อีกด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นคนดีขนาดนั้น เขาต้องเจออะไรมาบ้าง ไม่ใช่ในแง่มุมของใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเท่านั้น เรายังได้เห็นว่าสิ่งที่เขาต้องเจอมีอะไรบ้าง และมันทำให้เขาเป็นยังไง มีประโยคนึงในหนังเขาบอกประมาณว่า เขาไม่ได้สมบูรณ์แบบ เขาก็มนุษย์คนนึงนี่แหละ มีความรู้สึกเหมือนคนอื่นๆ แต่เขาเลือกที่จะแสดงมันออกมาในอีกมุมนึงต่างหาก ถ้าพจนานุกรมมีคำว่า “ดี” บัญญัติความหมายของคำนั้นต้องแปลว่า “Fred Rogers” แน่ๆ

ติดนิดเดียวเท่านั้น หนังดำเนินเรื่องเอื่อยๆ เรื่อยๆ ช้าๆ จนอาจทำให้รู้สึกง่วงได้เลย เข้าใจแหละว่ามันคือซีนอารมณ์ ต้องการบิ้วเรื่องราว ซึ่งมันก็ดีนะ และมันก็ช่วยเรื่องอารมณ์ของหนังได้เยอะเลย แต่ถ้าใครนอนไม่พออาจมีหลับได้เลยนะ แล้วคุณจะพลาดสิ่งดีๆ ไปเยอะเลย กับมีบางเรื่องที่เราอยากให้หนังนำเสนอออกมาด้วยเช่นการช่วยวงการทีวี หรือเรื่องประเด็นเอาคนผิวสีมาออกรายการ เป็นต้น

สรุป A Beautiful Day in the Neighborhood ไม่ใช่หนังสนุก ไม่ใช่หนังตื่นเต้น เราขอเรียกว่ามันเป็นหนังโลกสวยละกัน เป็นหนังที่สอนให้เรามองโลกให้สวย ให้ข้อคิด เรียนรู้ สอน เข้าอกเข้าใจ และอบอุ่นเป็นที่สุด

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว The Killing of a Sacred Deer เจ็บแทนได้ไหม

เรียกว่าได้คะแนนวิจารณ์ค่อนข้างสูงตามมาตรฐานตามเคย สำหรับภาพยนตร์ดราม่าลึกลับ The Killing of a Sacred Deer เจ็บแทนได้ไหม ผลงานการกำกำเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ Yorgos Lanthimos ที่นอกจากจะคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แล้ว ยังได้เรต R เนื่องจากตอนจบและเนื้อหาส่วนใหญ่ของเรื่องมีความรุนแรง อีกทั้งยังได้นักแสดงมากฝีมือ Colin Farrell และ Nicole Kidman มาแสดงนำอีกครั้ง มาดูกันว่าเรื่องราวจะดีเหมือนคำวิจารณ์ที่ว่าไว้หรือไม่

The Killing of a Sacred Deer

The Killing of a Sacred Deer เจ็บแทนได้ไหม ว่าด้วยเรื่องราวของ สตีเวน เมอร์ฟี ศัลยแพทย์ฝีมือดีผู้ทะนงตน สตีเวนมีชีวิตที่หรูหราและมีความสุขกับภรรยา แอนนา และลูกๆ 2 คน แต่หลังจากเขาดูแลและสนิทสนมกับหนุ่มคนไข้นามว่า มาร์ติน ชีวิตของเขารวมไปถึงครอบครัวก็ต้องพบกับหายนะ ไม่มีใครรู้ว่ามาร์ตินต้องการอะไรกันแน่ แต่ที่รู้ๆ เขาต้องการทำลายทุกอย่างที่ทำให้ครอบครัวนี้มีความสุข สตีเวนจึงต้องยอมเสียสละบางอย่างเพื่อหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้

ยอมรับว่าโดยส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบผลงานผู้กำกับ Yorgos Lanthimos อย่างเรื่องล่าสุด The Lobster (2015) ก็ถือว่าทำออกมาได้โดนใจมาก แต่พอมาเรื่องนี้ก็ยังคงสไตล์ความเป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความโหดขึ้น เนื้อหาค่อนข้างทำร้ายจิตใจคนดูพอสมควร แม้จะทราบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เรต R ในการฉายที่สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่คิดว่าหนังจะออกมารุนแรงขนาดนี้

ความรุนแรงที่ว่านั้นมีทั้งในแง่ของการทำร้ายร่างกาย และที่แย่ไปกว่านั้นก็การทำร้ายจิตใจ เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูแล้วต้องรู้สึกขยาดไปพอสมควร เพราะด้วยเรื่องราวของครอบครัวนี้เป็นเสมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงทำให้ผู้ชมอย่างเรามีความรู้สึกคล้อยตามความรู้สึกของตัวละคร ฉะนั้นตอนจบจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย ทำร้ายความรู้สึกเป็นอย่างมาก อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องไปพิสูจน์เอง

ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือเรื่องของโปรดักชั่นก็ยังคงคุณภาพไว้อย่างเต็มเปี่ยม ยิ่งได้การสื่ออารมณ์ของนักแสดงก็ยิ่งสร้างความหลอนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะดารารุ่นใหม่อย่าง Barry Keoghan ที่รับบทเป็นมาร์ติน แค่เห็นหน้าก็รู้ถึงความไม่ปกติของตัวละครแล้ว เชื่อเลยว่าจะเป็นตัวละครอีกหนึ่งตัวที่สร้างความจดจำไปอีกนาน ส่วน Colin Farrell และ Nicole Kidman ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์เลย เพราะทั้งคู่แสดงศักยภาพออกมาเต็มที่อยู่แล้ว

หากถามว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกไหมก็ไม่เชิง แต่ด้วยเรื่องราวที่สื่อให้เห็นประเด็นทางสังคมที่ตีแผ่และชำแหละจิตใจของมนุษย์ แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่คงความร่วมสมัยไว้ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังดูได้ เพราะเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดในเรื่องนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพียงแค่ไม่ได้เปิดเผยออกมาสู่สาธารณชนเท่านั้น จึงถือเป็นบทเรียนหนึ่งที่มนุษย์ควรจะศึกษาและเรียนรู้เอาไว้

หากจะเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้แค้นมันก็มีความคล้ายกัน เพียงแต่การแก้แค้นใน The Killing of a Sacred Deer นั้นมันสร้างผลกระทบอย่างร้าวลึกไปในจิตวิญญาณ จะว่าไปมันก็คือเรื่องราวการฆาตกรรมดีๆ นี่เอง ขอแนะนำว่าหากจะมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ควรนอนหลับให้เต็มอิ่ม ทำใจให้ปลอดโปร่ง เพื่อมาซึบซับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Hell Fest สวนสนุกนรก

เรียกได้ว่าเสิร์ฟความสยองขวัญต้อนรับวันฮาโลวีนกันตั้งแต่ต้นเดือนเลยทีเดียว สำหรับ Hell Fest สวนสนุกนรก ผลงานการกำกับหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ เกรกอรี พล็อตกิน (Gregory Plotkin) หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังจากหนังดังไม่ว่าจะเป็น Get Out (2017), Happy Death Day (2017) ที่คราวนี้เขาจะมาสร้างประสบการณ์สุดระทึกให้แฟนๆ ได้ชมกันด้วยฝีมือของเขาเอง ซึ่งหนังก็ได้นักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่มาลงจอเงินกันครั้งแรกกันแบบยกเซ็ต

Hell Fest สวนสนุกนรก

Hell Fest สวนสนุกนรก ว่าด้วยเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตรายหนึ่งที่เปลี่ยนสวนสนุกธีมสยองขวัญให้กลายเป็นโรงเชือดสุดซาดิสม์ส่วนตัว สามสาวผู้โชคร้าย นาตาลี, บรู๊ค และ เทย์เลอร์ ที่ติดกับหลงเข้าไปจึงต้องช่วยกันหาทางเอาชีวิตรอดก่อนที่จะกลายเป็นเหยื่อความวิปลาศรายล่าสุดของมัน

นับตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างแรกของหนังก็รู้เลยว่าจะต้องทำออกมาได้สนุกและโหดเลือดสาดถูกใจคอหนังสยองขวัญแน่นอน และเมื่อได้เข้าไปดูหนังแล้วบอกได้เลยว่าเป็นการดูหนังที่เหนื่อยและอึดอัดใจจนอยากให้มันจบไวๆ จริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่าใครตาย ใครอยู่กันบ้าง แถมตัวละครในเรื่องจะหนีเอาตัวรอดยังไง เพราะจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละครในเรื่องนั้นสร้างอารมณ์ให้ผู้ชมอย่างเราคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ประหนึ่งเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งสมมติว่าถ้าเราเป็นตัวละครในเรื่องคงตัดสินใจไม่ไปสวนสนุุกแห่งนี้ตั้งแต่แรกแน่นอน (และก็คงไม่มีหนังเรื่องนี้)

ไหนๆ ก็ได้หลวมตัวเข้าไปดูแล้ว จะเดินออกจากโรงโดยที่หนังยังไม่จบก็กระไรอยู่แน่นอนว่าก็ต้องขมวดคิ้วและกัดฟันดูต่อจนจบ เอาเข้าจริงๆ หากมองข้ามเรื่องความสมเหตุสมผลไป ก็ถือว่า Hell Fest ทำออกมาได้ค่อนข้างสนุก แม้มุกเรื่องของฆาตกรและการกระทำโง่ๆ ของตัวละครในเรื่องออกจะซ้ำไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่แห่งหนังสยองขวัญที่มีความแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ซึ่งในเรื่องนี้เรื่องราวเกิดขึ้นในสวนสนุกธีมสยองขวัญที่จะมาสั่นประสาทวัยรุ่นทั้งหลายที่อยากลิ้มลองประสบการณ์แปลกๆ ในแบบที่คนธรรมดาคงไม่อยากลอง

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ถือว่าค่อนข้างกระชับ ไม่ได้มีความเวิ่นเว้อมากนัก ปูเรื่องราวของตัวละครแป๊บๆ ไม่ได้อารัมภบทให้มากความก็ตัดเข้าไปช่วงเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลย ซึ่งเราจะได้เห็นความโหดของฆาตรกรต่อเนื่องโรคจิตสวมหน้ากาก เริ่มปฏิบัติการณ์ฆ่าคนที่ไม่แสดงความกลัวออกมาเมื่ออยู่ในสวนสนุก ง่ายๆ ก็คือใครที่เล่นเครื่องเล่นแล้วไม่อิน ไม่กลัวอะไรเลย ก็จะถูกฆาตกรคนนี้จัดการทันที แถมไม่มีทีท่าว่าจะรามือไปง่ายๆ เสียด้วย อีกทั้งอุปกรณ์ที่พี่แกเอามาฆ่าคนนี่เหมือนจะหาได้ง่ายมาก หยิบฉวยอะไรใกล้มือได้ก็กระหน่ำกระซวกกันแบบไม่มีคิด เรียกได้ว่าโหดจริงอะไรจริง

แต่เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูน่าจะมีหงุดหงิดใจบ้างในเรื่องของความสมเหตุสมผลหลายๆ อย่าง ก็อย่างที่บอกว่าหากมองข้ามเรื่องนี้จะทำให้ดูหนังได้สนุกมาก ซึ่งเรื่องราวหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องก็ล้ว้นแล้วแต่ได้สะท้อนให้เห็นหลากหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของความอยากรู้อยากลอง เรื่องของความปลอดภัยในการเข้าไปเล่นในสวนสนุกสุดโหด การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่มีความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของมนุษย์ที่นับวันยิ่งยากจะหยั่งถึง เอาเป็นว่าใครอยากจะปลดปล่อยอารมณ์ไปกับหนังสยองขวัญ (ที่ไม่แน่ใจว่าจะเครียดกว่าเดิมหรือเปล่า) เชื่อว่า Hell Fest สวนสนุกนรก ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

Hell Fest สวนสนุกนรก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com