รีวิวหนัง Bumblebee

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังทั้งหลายต่างตั้งตารอคอยมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ Bumblebee ภาคแยกจากแฟรนไชน์หนังชื่อดังของ Transformers ผลงนการกำกับของผู้กำกับ ทราวิส ไนท์ (Travis Knight) ที่ตั้งใจเล่าเรื่องราวของเจ้ารถโฟล์กสีเหลืองที่เกิดขึ้นในยุค 80s ซึ่งเป็นการเข้ามาอยู่ในโลกครั้งแรกของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ซึ่งงานนี้ก็ได้นักแสดงสาว เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) และ จอห์น ซีนา (John Cena) มาแสดงนำ

Bumblebee

Bumblebee ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1987 บัมเบิลบี ได้มาหลบภัยในลานเศษเหล็กของเมืองริมชายหาดเล็กๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ ชาร์ลี ที่กำลังจะมีอายุครบ 18 ปี เธอได้พบรถโฟล์กสีเหลืองที่ผุพังและในที่สุดเธอก็ได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของบัมเบิลบี

หากใครที่ได้ดู Transformers มาทุกภาคก็พบว่าภาคที่ดีที่สุดของเเฟรนไชน์ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นภาคแรกที่สร้างความประทับใจมากที่สุด ซึ่งมันเป็นความรู้สึกเดียวกันที่ได้ดู Bumblebee เรียกได้ว่าแค่เห็นการรวมตัวต่อสู้กันของเหล่าหุ่นยนต์ออโต้บ็อตส์ในตอนต้นของเรื่องก็ทำเอาแทบน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะพระเอกของเรา บัมเบิลบี ในเวอร์ชั่นที่ยังมีเสียง บอกได้เลยว่าแทบกรี๊ดให้กับเสียงหล่อๆ ที่พากย์โดยนักแสดงจากเขาวงกต ดีแลน โอ’ไบรอัน (Dylan O’Brien)

แน่นอนว่าในภาคแยกนี้เราก็ได้รู้สาเหตุของการไม่มีเสียงของเจ้าหุ่นยนต์เหลืองกันอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ทำให้เขากลับมามีเสียงและมีชีวิตชีวาอีกครั้งไม่ใช่ใครที่ไหน ชาร์ลี แม่สาววัย 18 ปีนี่เอง โดยหนังได้เล่าเรื่องราวความรักความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหุ่นยนต์ออกมาได้อย่างน่ารักและอบอุ่น เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของ บัมเบิลบี ที่ไม่ได้มีแต่ความขี้เล่นเหมือนครั้งที่เจอกันในภาคแรกของ Transformers เพียงอย่างเดียว ในยามปกติเขาก็เหมือนเด็กที่ยังไม่ประสีประสากับโลกใหม่ใบนี้ เมื่อถึงคราวที่ต้องต่อสู้วิญญาณทหารที่หลับใหลอยู่ในร่างเหล็กก็ถูกปลุกขึ้นมาปกป้องเหล่ามนุษย์ จนเกิดเป็นฉากแอคชั่นที่น่าตื่นตาฟัดกันมันแต่อาจจะไม่เท่าการระเบิดภูเขาเผากระท่อมเหมือนของ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay)

โดยรวมแล้วหนังสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี มีครบทุกรส ทั้งสนุกสุขเศร้าและอาจจะมีเคล้าน้ำตาบ้างในบางฉาก อย่างที่เคยบอกแล้วว่าการได้ดู Bumblebee นั้นเหมือนได้กลับไปสัมผัสกลิ่นไอของ Transformers ภาคแรก แต่เป็นเวอร์ชั่นที่น่ารักและอบอุ่นมาก และต้องยอมรับว่า เจ้าบัมเบิลบี และเพื่อนซี๊ ชาร์ลี รับบทโดย เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) นั้นได้ถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่สวยงามออกมาได้อย่างกินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเพลงในยุคนั้นที่อยู่ในวิทยุมาแทนเสียงของเจ้าหุ่นเหลือง เรียกได้เป็นมุกที่สร้างสรรค์และสร้างภาพจำจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของ บัมเบิลบี ที่ไม่เหมือนใคร เชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะอิ่มอกอิ่มใจจนอยากกลับไปดูซ้ำกันอีกแน่นอน

Bumblebee 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

CR.mthai.com

รีวิวหนังใหม่ Aquaman เจ้าสมุทร

เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยร้อยแล้ว สำหรับ Aquaman หรือที่ใช้ชื่อไทยว่า เจ้าสมุทร ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดของจักรวาล DC ที่แฟนหนังหลายคนอาจจะรู้จักเขาพอสมควรจาก Justice League (2017) ภาพยนตร์รวมดาวซูเปอร์ฮีโร่ของฝั่งนี้ ซึ่งเข้าฉายไปในปีที่แล้วและทำออกมาไม่ได้ค่อยถูกใจแฟนหนังเท่าที่ควร ต้องมาดูกันว่าการสร้างเรื่องราวของเจ้าสมุทรจากฝีมือผู้กำกับมากความสามารถ เจมส์ วาน (James Wan) จะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีและความนิยมจากแฟนๆ คืนมาหรือไม่

Aquaman

Aquaman เจ้าสมุทร ว่าด้วยเรื่องราวต้นกำเนิดของ อาเธอร์ เคอร์รี ครึ่งมนุษย์และครึ่งแอตแลนเทียน ที่จะต้องพบกับการผจญภัยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้เขาได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้พบอีกว่าเขามีเกียรติมากพอที่ได้เกิดมาเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรใต้น้ำแอตแลนติส และกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของโลกใบนี้

เรียกได้ว่าก่อนจะเข้าไปดู Aquaman นั้นก็สร้างความตื่นเต้นระทึกใจได้ไม่น้อยเลย หนึ่งล่ะที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าค่อนข้างเอาใจช่วยภาพยนตร์เรื่องนี้ และคาดหวังว่าจะทำออกมาให้ดีสมกับที่รอคอย ประกอบกับการชิมลางกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกของ เจมส์ วาน (James Wan) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีฝีมือในยุคนี้ และในที่สุดเมื่อได้ดูหนังจนจบแล้วก็พบว่าแทบไม่ทำให้ผิดหวังเลย

มาเริ่มกันตั้งแต่พล็อตเรื่องที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะเดากันได้ว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้หนังสนุกน้อยลง เพราะระหว่างทางกว่าจะไปถึงตอนจบนั้นหนังสร้างบันเทิงได้ดีสุดๆ เรียกว่ามันส์ระเบิด สนุกแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ทั้งในส่วนของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของ อาเธอร์ เคอร์รี รับบทโดย เจสัน โมโมอา (Jason Momoa) ที่ดูเหมือนว่าพละกำลังของเขานั้นมีความพิเศษที่ไม่เหมือนใครและด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่ออกจะง่ายๆ สบายๆ ติดจะขี้เล่นก็สามารถเข้าถึงแฟนๆ ส่วนใหญ่ได้มาก

รวมไปถึงการผจญภัยเพื่อพิสูจน์ตัวเองที่แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะได้ค่อยได้เห็นพัฒนาการในเรื่องของความคิดของเขาที่ชัดเจน แต่ภาพรวมของหนังที่ละลานตาไปด้วยสัตว์ใต้ท้องทะลที่มีความแปลกแหวกแนวไปจากเรื่องอื่นและความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรใต้น้ำ ทำให้เราพอจะลืมความสามัญธรรมดาของ อาเธอร์ เคอร์รี ไปได้มาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวละคร เมรา ที่รับบทโดย แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard) นั้นนับเป็นตัวช่วยชูโรงให้หนังน่าดูมากขึ้นไปอีก ฝ่ายตัวละคร ราชินีแอตแลนนา ของ นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) ก็ถือว่าสร้างความเซอร์ไพรส์ได้ไม่น้อยเลย

เห็นข้อดีของหนังมามากก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ติ โดยเฉพาะเรื่องของงาน CGI ที่ในบางจุดยังคงไม่สมบูรณ์ดี บทพูดของทุกตัวละครที่ออกจะโบราณน้ำเน่า รวมไปถึงเรื่องการผูกปมของตัวละครที่ดูง่ายดายเกินไปเหมือนอย่างที่บอกในข้างต้นว่าดูแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก และเราก็จะพบว่าเส้นเรื่องของ Aquaman นั้นคือหนังสำหรับครอบครัวชัดๆ ติดแค่ว่า อาเธอร์ เคอร์รี นั้นอาจจะมีครอบครัวที่ใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเอง

Aquaman เจ้าสมุทร 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์

จ่อคิวรอวันเข้าฉายในไทยแล้ว สำหรับภาพยนตร์รักโรแมนติก Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ฝีมือผู้กำกับหนังรัก ทาคาฮิโระ มิกิ ที่สร้างมาจากมังงะชื่อดัง แถมยังได้พระ-นางสุดฮอตมาเรียกความฟินให้กับแฟนๆ อย่าง หนุ่มหล่อ อิคุตะ โทมะ และสาวสวย ฮิโรเสะ ซึสึ จะจิ้นฟินกระจายแค่ไหนมาดูกัน

Sensei! (My Teacher)

Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะเรื่องดังของอาจารย์ คาซึเนะ คาวาฮาระ ว่าด้วยเรื่องราวของ ฮิบิกิ ชินาดะ เด็กสาวมัธยมปลายที่ได้แอบชอบ โคซากุ อิโต อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ อิโตได้ปฏิเสธคำสารภาพรักของลูกศิษย์ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่เมื่อเขาเริ่มสังเกตถึงความรักที่บริสุทธิ์ของเด็กสาวผู้ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จึงกลายเป็นเรื่องราวสุดโรแมนติก

ด้วยความที่เป็นหนังรักโรแมนติกสัญชาติญี่ปุ่นก็คาดหวังพอสมควรว่าหนังจะทำออกมาได้ดีขยี้ใจคนดู แล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เนื้อเรื่องดูง่าย แต่ละฉากสวยงาม เต็มไปด้วยความฟรุ้งฟริ้ง เรียกว่าเป็นหนังที่สร้างมาเพื่อสาวๆ นั่นเอง เพราะมีการดำเนินเรื่องผ่านนางเอกซึ่งเป็นนักเรียนผู้แอบรักคุณครู และเชื่อว่าคนที่ตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้น่าจะผ่านประสบการณ์การแอบรักมาเหมือนกัน

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคิดว่าจะน่าจะเป็นการสื่ออารมณ์ของตัวละครหลัก ซึ่งก็คืออาจารย์โคซากุ อิโต และเด็กสาว ฮิบิกิ ชินาดะ เพราะเมื่อใดที่มีฉากเข้าคู่กันดูเหมือนเคมีความดึงดูดจะเข้ากันมาก เรียกว่าฟินสุดๆ โดยเฉพาะ อิคุตะ โทมะ ที่รับบทเป็นอาจารย์นั้นหล่อละลายใจมาก น่าจะเป็นคุณครูในฝันที่สาวๆ อยากเจอเลยทีเดียว

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะมีแต่ความฟิน ความจิ้นอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ หนังยังต้องการสื่อประเด็นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมของครูที่พึงมี ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้มีความเข้มข้นมากนัก เหมือนมีมาให้เป็นอุปสรรคข้อขัดแย้งของตัวละครที่ต้องเผชิญมากกว่า และอีกเรื่องทำให้ค่อนข้างขัดใจก็คือบางฉากในหนังก็ทิ้งช่วงนานไป ถ้ากระชับกว่านี้จะดีขึ้นมาก และไม่ยืดเยื้อจนเกินไป

นอกจากเรื่องราวความรักอันสวยงามและความเสียสละของครูหนุ่มสุดหล่อแล้ว หนังก็แทบจะไม่มีประเด็นหนักๆ ให้ต้องคิดปวดสมอง ยกเว้นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมที่ผู้ชมต้องไปชั่งใจคิดเอาเองว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร หากใครอยากผ่อนคลายสมองจากเรื่องเครียดๆ มาดูหนังสบายๆ เชื่อว่าเรื่องนี้จะโดนใจเหมือนกัน

Sensei! หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ 7.5/10 เข้าฉายในไทย 8 กุมภาพันธ์ 2018

ขอบคุณเนื้อหาmthai.com

รีวิวหนัง Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด

เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว สำหรับ Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด ผลงานการกำกับของ ออตโต บาตเฮิร์ส (Otto Bathurst) ผู้กำกับหนังรุ่นใหม่ที่ฝากผลงานจากสองซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Black Mirror (2011) และ Peaky Blinders (2013) และนี่ก็ถือเป็นการกำกับหนังใหญ่ครั้งแรกที่ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างปรากฏการณ์อย่างที่หลายคนคาดหวังไว้เท่าที่ควร

Robin Hood

Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด ว่าด้วยเรื่องราวในยุคเริ่มต้นของตำนาน โรบิน ฮู้ด หลังจากที่เขาไปร่วมรบในสงครามครูเสด เมื่อกลับมาจึงพบว่าเมืองของเขาถูกคนชั่วยึดครอง โรบิน ฮู้ด จึงรวบรวมตั้งกองกำลังใหม่เพื่อลุกขึ้นต่อสู้ โดยหนังได้หนุ่มหล่อมากความสามารถ ทารอน เอเจอร์ตัน (Taron Egerton) นักแสดงหนุ่มสายเลือดอังกฤษจากหนัง Kingsman: The Secret Service (2014) มาแสดงนำ แถมยังได้ เจมี ฟ็อกซ์ (Jamie Foxx) มาร่วมระเบิดความมันในครั้งนี้อีกด้วย

อย่างที่หลายๆ คนทราบดีว่า Robin Hood ในเวอร์ชั่นนี้นั้นไม่ค่อยจะมีกระแสที่ดีนักจากเมืองนอกที่ได้ชมก่อนบ้านเรา แต่ดีหรือไม่ดี สนุกหรือไม่สนุกคอหนังก็ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง โดยส่วนตัวมีความคิดเห็นว่าด้วยตัวเนื้อเรื่องของหนังนั้นแน่นอนว่ามันมีความซ้ำซากและค่อนข้างเชย หนึ่งล่ะเพราะถูกสร้างมาหลายต่อหลายเวอร์ชั่น เราแทบจะหาความแปลกใหม่ของจอมโจรคนนี้ไม่ได้เลย อย่างไรเสียก็เชื่อว่าต้องมีคนจำนวนไม่น้อยไปร่วมพิสูจน์ความบันเทิงในครั้งนี้อีกแน่ๆ โดยเฉพาะคอหนังแอ็คชั่น

หากถามว่าสนุกไหม? ตอบได้อย่างเต็มปากว่าสนุกและได้รับความเพลิดเพลินบันเทิงใจได้ดีมาก เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าเป็นเรื่องราวของจอมโจรผู้เป็นตำนาน โดยหนังได้เล่าที่มาที่ไปของ ลอร์ดโรบินแห่งล็อกซ์ลีย์ ก่อนจะกลายมาเป็นจอมโจรผู้ปล้นคนรวยช่วยเหลือคนยากจน เรื่องราวก็ไม่ได้มีความเซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หากเคยได้ยินเรื่องราวของ Robin Hood มาก่อนก็เป็นไปตามนั้น ซึ่งก็บอกกันตามตรงว่าแอบเบื่อนิดๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยเสน่ห์อันเหลือล้นของพ่อหนุ่ม ทารอน เอเจอร์ตัน (Taron Egerton) ก็พอจะทำให้สาวๆ สนใจมากขึ้นอีกหน่อย (หรือเปล่า?)

แต่สิ่งที่ดูเหมือนหนังจะถ่ายทอดออกมาได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นงานแอ็คชั่น (ก็แหงละนี่มันหนังแอ็คชั่น!) การออกลีลาบู๊ยิงธนูของตัวละครในเรื่องก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่พระเอกจอมโจรโรบินฮู้ดของเราออกปล้นพร้อมธนูุคู่ใจ และเสิร์ฟความฟินให้คอหนังด้วยฉากสโลว์โมชั่นในท่วงท่าที่สวยงามและดุดันให้เห็นกันแบบจะๆ เรียกได้ว่าเห็นแล้วแทบอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้เสียเหลือเกิน ซึ่งหากมองข้ามความเรื่องความจำเจของตัวบทและหันไปโฟกัสความมันจากการบู๊แอคชั่นต่างๆ ก็ถือว่าหนังสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ภาพยนตร์ภาคต่อของผู้กำกับไฟแรง สุรศักดิ์ ป้องศร จากค่ายเซิ้งโปรดักชั่น ที่เกือบจะไม่ได้เข้าโรงฉาย เนื่องจากมีฉากที่กองพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์เห็นว่าไม่เหมาะสม แต่สุดท้ายทางทีมผู้สร้างก็ตัดสินใจตัดฉากดังกล่าวออกเพื่อให้ได้เข้าฉายได้ทันท่วงที มาดูกันว่าเรื่องราวของหนุ่มสาวไทบ้านในภาคนี้จะสามารถสร้างปรากฏการณ์อย่างภาคที่แล้วได้หรือไม่

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ว่าด้วยเรื่องราวภาคต่อของแก๊งผู้บ่าวไทบ้านที่จะมาสานต่อความสนุกให้ชมอีกครั้ง ทั้งชีวิตรักของ จาลอด และ ครูแก้ว, พระเซียง กับการสูญเสียอดีตคนรักด้วยการตายที่เป็นปริศนา, ธุรกิจสโตร์ผักของ เฮียป่อง และความรักในวัยเรียนของ มืด กับสาวสวยหัวหน้าห้อง

ใครที่จำเรื่องราวใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.1 ไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะในภาคนี้หนังได้ย้อนเรื่องราวคร่าวๆ ให้เราได้รู้ก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่ออย่างที่กล่าวในเรื่องย่อ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วก็ถือว่าหนังให้ความสนุกสนานและบันเทิงมากกว่าภาคที่แล้ว เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ทั้งเศร้า สุข สนุก และตลกจนแทบหยุดขำไม่ได้ โดยเรื่องราวของตัวละครนั้นก็มีความเข้มข้นและลงลึกอย่างที่ให้เราเห็นว่าใครเป็นอย่างไร จุดจบจะเป็นแบบไหน ซึ่งทุกตัวละครก็ล้วนแล้วแต่มีความเป็นธรรมชาติสูง

หากใครเป็นคนอีสานเชื่อว่าน่าจะอินกว่าคนภาคอื่นๆ อย่างแน่นอน เพราะวิถีชีวิตของตัวละครแต่ละตัวนั้นก็เปรียบเสมือนภาพแทนของคนอีสานยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีแค่ความยากจน มีอาชีพทำไร่ไถนา อยู่ท่ามกลางความแห้งแล้งอย่างที่เคยมีภาพจำในอดีต ซึ่งในเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นไม่ว่าจะเป็นสังคมวัยรุ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ วิถีชีวิตของชาวอีสาน ด้วยภาษาถิ่นที่แสดงออกถึงความตรงไปตรงมา และการถ่ายทอดบทบาทของคนไทบ้านเอง จึงทำให้เรารู้สึกอินไปกับบทบาทของตัวละครเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็น จาลอด ที่พยายามแสดงความเป็นผู้นำครอบครัวและสร้างฐานะของตนเองให้ทัดเทียมกับครูสาวการศึกษาสูง มืด น้องชายผู้ตกอยู่ในห้วงรักของวัยฮอร์โมน การทำธุรกิจครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ของ เฮียป่อง ที่ต้องการจะพิสูจน์ตัวเองกับทางบ้าน รวมไปถึงตัวละครที่ช่วยสร้างสีสันได้ไม่น้อยอย่าง ครอบครัวของ เฮิร์บ-เจ๊สวย และมิตรภาพของเหล่าเดอะแก๊งที่ต้องดูแล โรเบิร์ต คนบ้าประจำหมู่บ้าน

และไม่พูดถึงไม่ได้คือชีวิตของตัวละคร พระเซียง ที่ดูเหมือนสำคัญมากที่สุดในภาคนี้ โดยหนังได้เล่าความเป็นไปของพระที่คล้ายกับว่าจะทำใจเรื่องแฟนเก่าได้แล้ว แต่ก็มีตัวเสี้ยมและเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องสูญเสียคนเคยรักไปตลอดกาล หากได้ติดตามข่าวก็จะทราบดีว่าในพาร์ทของตัวละครนี้นั้นมีฉากอันเป็นพฤติกรรมที่กองพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ เห็นว่าไม่เหมาะสม ทางทีมผู้สร้างจึงตัดออก ซึ่งถือว่ามีส่วนทำให้หนังไม่ต่อเนื่องเพียงนิดเดียว จะว่าไปก็ไม่มีผลต่อการชมมากนัก แต่ถ้าไม่ตัดออกก็น่าจะได้อารมณ์กว่านี้

จากจุดจบของตัวละคร พระเซียง นี้เองจะทำให้เราได้เห็นเรื่องราวที่ถูกปูไว้เพื่อจะสานภาคต่อ ดังที่ผู้สร้างเคยบอกออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมีการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเกี่ยวกับผี โดยในตอนท้ายของเรื่องเราก็ได้เห็นเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งเป็นความเกี่ยวเนื่องมาจากการตายของ ใบข้าว แฟนเก่าของพระเซียง และในตอนจบหนังได้เผยให้เห็นชื่อ สัปเหร่อ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นโปรเจกต์ภาคต่อเตรียมความเสิร์ฟความบันเทิงให้แฟนไทบ้านกันยาวๆ เรียกได้ว่าแค่เห็นจุดเริ่มต้นเพียงน้อยนิดก็สร้างความอยากดูได้ดีมากทีเดียว ขอบอกกับผู้สร้างเอาภาคต่อมาไวๆ เลย

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด

หลังจากกำกับหนังแฟรนไชน์ชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็น Star Trek (2009) รวมไปถึง Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (2015) ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์มากฝีมืออย่าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) ก็มาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับ Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราอีกไม่กี่วันนี้ โดยหนังได้ จูเลียส เอเวอรี (Julius Avery) จาก Son of a Gun (2014) มากำกับการแสดง

Overlord

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ว่าด้วยเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในวันดีเดย์ ทหารอเมริกันบุกเข้าไปปฏิบัติภารกิจเพื่อทำลายกองกำลังของนาซี แต่แล้วพวกเขากลับต้องพบกับกองกำลังซอมบี้สุดสยองซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองนาซี นี่จึงเป็นภารกิจอันท้าทายที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

นับตั้งแต่วันที่ได้เห็นตัวอย่างแรกจนได้มาดูหนังนั้น ถือว่าสนุก ระทึกจัดเต็มสุดๆ แม้ว่าหนังจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ไม่ต่างไปจากหนังแอคชั่นเรื่องอื่นๆ แต่พอองค์ประกบทุกอย่างมารวมอยู่ใน Overlord แล้วมันกลับทำออกมาได้สนุกมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสงครามที่ถูกเซ็ตออกมาอย่างสมจริง ซึ่งเต็มไปด้วยความอันตรายมากมาย ทั้งจากทหารของเยอรมัน กับดักระเบิด เรียกได้ว่าสร้างความระทึกให้กับคนดูได้ดีสุดๆ

โดยเฉพาะฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมนั้นทำออกมาได้ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่เสียชื่อผู้อำนวยการสร้าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) จริงๆ แน่นอนว่านอกจากเราจะได้เต็มอิ่มไปกับความโหด ดิบ เถื่อนแล้ว หนังยังได้สร้างความต่างจากหนังสงครามทั่วไป นั่นคือการมีซอมบี้มาอยู่ในเรื่อง ซึ่งจากที่ได้ดูตัวอย่างก็พอจะทราบอยู่แล้วว่ามันมีซอมบี้อยู่ แต่มันเทียบไม่ได้เลยเมื่อเราได้มาเห็นกระบวนการผลิตซอมบี้จริงๆ หนังได้เผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของสงครามที่ไม่ได้มีเพียงการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ห่ำหั่นกันเท่านั้น แต่ฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวร้ายอย่างนาซีเยอรมันยังได้สร้างกองทัพของผีดิบขึ้นมาเตรียมต่อสู้ด้วย

ในการสร้างซอมบี้ผีดิบของ Overlord ถือได้ว่าค่อนข้างแปลกและแตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ มากทีเดียว จากที่เคยได้ดูหลายๆ มาแล้วจะพบว่าซอมบี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเชื้อโรคบางอย่างที่ติดมาจากคนหรือไม่ก็สัตว์ แต่ในเรื่องนี้กลับใช้น้ำมันที่อยู่ใต้ดินมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างซอมบี้ เรียกได้สร้างความแปลกใหม่ได้ดี ยิ่งหนังได้เผยให้เห็นสารพัดวิธีการทดลองของนาซีที่อยากจะสร้างกองทัพอมนุษย์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนดูอย่างเรานั้นเกิดความสยดสยองมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าการสร้างซอมบี้นี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น (หรือเปล่า) ถ้าหากเป็นเรื่องจริงก็น่ากลัวไม่น้อยเลย

ท้ายที่สุดนี้หากใครอยากหนังแอคชั่นมันๆ ขอคอนเฟิร์มเลยว่า ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะทุกนาทีในเรื่องนั้นเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก โหดแบบเลือดสาดสมกับเป็นเรต R มันตั้งแต่ต้นจนจบแน่นอน และถึงแม้ว่านักแสดงจะค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่เชื่อว่าด้วยความที่ไม่รู้จักและไม่ติดภาพจำของเขามาจากการแสดงเรื่องนี่แหละจะเพิ่มความสนุกให้ผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด 8.5/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 8 พฤศจิกายน 2018

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง โนราห์

โนราห์ ภาพยนตร์โรแมนติกดรามาที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดวัฒนธรรมของภาคใต้จากฝีมือการกำกับของ เอกชัย ศรีวิชัย ที่มาสานต่อศิลปะพื้นบ้านจาก เทริด (2016) ที่เจ้าตัวพ่วงตำแหน่งผู้กำกับและนักแสดงนำไว้ก่อนหน้านี้

 โนราห์

โนราห์ ว่าด้วยเรื่องราวของจุดกำเนิดตำนานความเชื่อทางใต้ที่เริ่มต้นจากหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า นอร์ร่า ที่ข้ามมิติกาลเวลาไปยังอดีตจนได้พบกับ สิงหร ทายาทผู้สืบทอดนาฏศิลป์ของเมืองเวียงกลางบางแก้ว แต่ความรักของทั้งคู่ไม่อาจสมหวังได้ เนื่องจากสิงหรต้องรักษาพรหมจรรย์เพื่อที่เป็นโนราห์คนแรกตามธรรมเนียมของบ้านเมือง

จากตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ที่ถูกปล่อยออกมานับเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เอกชัย ศรีวิชัย จะนำตำนานของมโนราห์มาดัดแปลงถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ให้น่าสนใจได้อย่างไร และเมื่อได้ชมแล้วกลับพบว่าค่อนข้างผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่องที่ไม่ประติดประต่อ ขาดความลื่นไหล เริ่มตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็สร้างความงุนงงว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น

และด้วยความที่ตัวผู้เขียนเองนั้นไม่ใช่คนภาคใต้จึงอาจจะมีความรู้ในเรื่องประวัติความเป็นมาของมโนราห์ค่อนข้างน้อย จึงทำให้ไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ จุด ซึ่งตัวหนังเองก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจที่จะเสนอเรื่องราวเหล่านี้ให้คนทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ได้เข้าใจมากขึ้นเลย แต่ก็มีความเชื่ออยู่ว่าคนในพื้นที่น่าจะพอเข้าใจความเป็นมาของแต่ละตัวละครอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

จากความไม่เข้าใจในจุดนี่เองจึงทำให้ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้ว่าหนังจะพยายามตัดสลับอดีตกับปัจจุบันให้มีความเชื่อมต่อกันก็ตาม ประกอบกับการมีตัวละครต่างชาติเข้ามาบทบาททั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยิ่งสร้างงุนงง และเห็นได้ชัดถึงผสมเรื่องราวความรักกับวัฒนธรรมที่ไม่เข้ากัน ยิ่งได้เห็นฝีมือทางการแสดงของนางเอกใหม่ เจด แองเจลิน่า ที่แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะสวยเข้าขั้นแต่ก็ดูจะไม่เข้ากับหนังเลย ทั้งในเรื่องของการพูดไม่ชัด อารมณ์ต่างๆ ที่แสดงออกมาไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ

ในส่วนการแสดงของพระเอกโนราห์คนแรกของเราอย่าง ไพศาล ขุนหนู ที่ผ่านผลงานการแสดงภาพยนตร์มาหลายเรื่อง พอได้มาถ่ายทอดอารมณ์อยู่ในเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดใต้ การรำมโนราห์ แต่ด้วยวิธีการผูกเรื่องที่ไม่สนุกมาตั้งแต่ต้นก็เลยทำให้ไม่สนุกกับการเรื่องราวเหล่านี้เท่าที่ควร และถึงแม้หนังจะพยายามใส่ความตลกเพิ่มเข้าไปมันก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

แต่สิ่งที่หนังทำออกมาได้ดีที่สุดดูเหมือนจะเป็นโปรดักชั่นงานสร้างที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะฉากตามเกาะต่างๆ ก็ถ่ายออกมาให้เห็นน่าไปเที่ยวตามรอยเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคอมตูมเสื้อผ้านั้นก็จัดเต็มประหนึ่งหนังบอลลีวูดเลยทีเดียว นี่จึงน่าจะเป็นจุดดีอีกจุดที่จะพอทำให้เราเพลิดเพลินได้บ้าง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

โนราห์ 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว The Grinch เดอะ กริ๊นช์

นับว่าเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเพียงเรื่องเดียวในช่วงนี้ที่เข้าฉายในแฟนๆ ชาวไทยได้ชมกัน สำหรับ The Grinch ผลงานสร้างจากค่าย Illumination ผู้จุดกระแสความโด่งดังของวายร้ายสุดแสบที่มีแต่คนรักอย่าง Despicable Me (2010) ตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคสาม

The Grinch

โดยในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้ สก็อตต์ โมเซียร์ (Scott Mosier) และ ยาร์โรว์ เชนีย์ (Yarrow Cheney) ขึ้นมานั่งแท่นกำกับครั้งแรก อีกทั้งหนังยังได้นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch) มาให้เสียงพากเป็นตัวเอกของเรื่องอีกด้วย

The Grinch ว่าด้วยเรื่องราวของ กรินช์ ที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวภายในถ้ำบนภูเขาครัมเพ็ตกับ แม็กซ์ สุนัขผู้ซื่อสัตย์ของเขา กรินช์จะออกมาพบกับเพื่อนบ้านในฮู-วิลล์ เมื่ออาหารหมดเท่านั้น ในแต่ละปีชาวฮู-วิลล์เฉลิมฉลองคริสต์มาสใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยปีนี้จะยิ่งใหญ่เป็น 3 เท่า กรินช์รู้ดีว่ามีทางเดียวที่เขาจะได้รับความสงบ นั่นก็คือเขาต้องขโมยวันคริสต์มาสต์

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจแต่งเหมือนซานตาคลอสในวันคริสต์มาสอีฟ และไปดักกวางมาดึงรถเลื่อนของเขา แต่ดูเหมือนภารกิจนี้จะไม่สำเร็จง่ายๆ เมื่อเขาต้องพบกับ ซินดี้-ลู ฮู เด็กสาวคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยสปิริตของวันหยุด เธอกับเพื่อนวางแผนมาดักซานตาคลอสในวันคริสต์มาสอีฟ เพื่อขอบคุณที่ช่วยแม่เธอทำงาน เมื่อคริสต์มาสใกล้เข้ามา การวางแผนของเธอกลับเป็นการคุกคามแผนร้ายของกรินช์

หากใครที่เป็นแฟนหนังของค่าย Illumination ก็น่าจะพอทราบทิศทางการเล่าเรื่องของค่ายนี้ดีว่ามันไม่ได้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมาย และมักจะไม่ค่อยมีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจอย่างค่าย DreamWorks หรือ Pixar มากนัก ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของค่ายนี้ทำออกมาเพื่อเอาใจเด็กๆ โดยเฉพาะ และหนังก็ถูกนำเสนอเรื่องราวออกมาแบบน่ารักๆ แทบไม่มีพิษมีภัยอะไรมาก (ยกเว้นวีรกรรมแสบๆ ของตัวเอกในเรื่อง) เช่นเดียวกันกับเจ้าตัวเขียว The Grinch

โดยใน The Grinch นั้นหนังได้เผยให้เห็นวิถีชีวิตของเจ้ามนุษย์ตัวเขียวที่แปลกแยกจากคนอื่นๆ ในเมืองฮู-วิลล์ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงเดากันออกว่าเจ้าตัวนี้มีปมบางอย่างเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยความสุข ด้วยความขัดหูขัดตาที่เห็นคนอื่นมีความสุขไม่ได้ จึงได้เกิดแผนการขโมยเทศกาลดังกล่าวไม่ให้ชาวเมืองได้มีความสุขขัดใจเจ้าตัวอีกต่อไป จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นปฏิบัติการสุดป่วนที่เราอาจจะคุ้นเคยกันดีใน Despicable Me (2010) ของมิสเตอร์แสบที่มีวีรกรรมการขโมยของสุดหลุดโลกมาก่อนหน้านี้

ในเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจของเจ้าตัวเขียวหน้าบูดเรื่องนี้ก็ยังถือว่าเป็นรองมิสเตอร์แสบอยู่มากโข แต่เห็นได้จากวิธีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการขโมยที่อาจจะไม่มีความไฮเทคเท่า แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของค่ายนี้มักจะมีจุดร่วมเหมือนกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแก้ไขปมปัญหาชีวิตบางอย่าง หรือไม่ก็เป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนของตัวละครในเรื่อง

ซึ่งใน The Grinch ก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมา คงไม่ต้องบอกว่าตอนจบนั้นจะแฮปปี้เอนดิงหรือไม่ก็น่าจะเดากันออก ดังนั้นในภาพรวมของหนังก็ถือว่าตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดี ดูได้เพลินๆ เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ดูแล้วต้องชอบแน่นอน

The Grinch 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์.

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์

เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ ผลงานการกำกับของผู้กำกับดีกรีรางวัลออสการ์ เดเมียน ชาแซล (Damien Chazelle) หลังจากสร้างชื่อใน Whiplash (2014) และ La La Land (2016) งานนี้เจ้าตัวกลับมาร่วมงานกับ ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) พระเอกคู่บุญอีกครั้ง ถึงขนาดเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) เป็นตัวเลือกเดียวที่เขาจะให้มารับบทบาทของ นีล อาร์มสตรอง เลยทีเดียว

First Man

First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของนักบินอวกาศ นีล อาร์มสตรอง และภารกิจอวกาศแห่งตำนานที่ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ไปเดินเล่นบนดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 โดยหนังได้พาเราไปสำรวจความรู้สึกนึกคิดของพ่อนักบินอวกาศคนนี้ นับตั้งแต่การสูญเสียครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อจิตใจของเขา และเหมือนว่าเขาต้องเผชิญกับความสูญเสียเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ จากการสมัครเข้าร่วมโครงการไปเหยียบดวงจันทร์ แม้จะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก แต่มันก็เป็นการบั่นทอนพลังหลายๆ อย่าง

ด้วยฝีมือทางการแสดงของ ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) นั้นได้ถ่ายทอดบทบาทของ นีล อาร์มสตรอง ออกมาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ เขาทำให้ผู้ชมอย่างเรานั้นคล้อยตามไปกับเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสีย โศกเศร้า และความกดดัน ยิ่งได้การสื่ออารมณ์ของนักแสดงสาว แคลร์ ฟอย ( Claire Foy) มาร่วมด้วยก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างมันลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่าตัวละครทุกตัวล้วนแล้วแต่เสริมกันและกันจนทำให้อารมณ์ของหนังออกมาสมบูรณ์

และถึงแม้ว่าหนังจะได้ฝีมือของนักแสดงมากความสามารถมาช่วยพยุงอารมณ์ของหนังให้ออกมาแทบไร้ที่ติ แต่โดยภาพรวมกลับเห็นได้ชัดเจนว่าตัวหนังค่อนข้างจืดชืด แม้จะมีช่วงที่ทำให้เราได้ตื่นตาไปกับการออกไปนอกโลก ได้ไปเห็นอวกาศอันมืดมิด และได้เห็นความสำเร็จของเหล่านักบินอวกาศที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก มันกลับไม่ได้ช่วยให้เราสนุกหรือเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวเหล่านี้มากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เราได้สนุกและลุ้นระทึกเหมือนไปดูหนังซูเปอร์ฮีโร่หรือหนังแนวอื่นๆ แต่ด้วยฝีมือของนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างมืออาชีพ ประกอบกับโปรดักชั่นงานสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ งานภาพที่ถ่ายด้วยกล้องไอแม็กซ์สวยงามแทบไม่มีที่ติ ก็ทำให้เราอิ่มได้เหมือนกัน เชื่อว่าใครที่ชอบเสพงานภาพสวยๆ เป็นต้องร้องซี๊ดแน่นอน ซึ่งหากได้ดูในโรงไอแม็กซ์จะฟินสุดๆ เพราะเหมือนเราได้ไปเดินดวงจันทร์กับ นีล อาร์มสตรอง กันเลยทีเดียว

ขอบคุณเนื้อหาจา่ก mthai.com

รีวิวหนัง พยัฆร้ายศูนย์ศูนย์ก๊าก

Johnny English Strikes Again ถือเป็นอีกเรื่องนึงที่หลายคนไม่เคยคิดว่าจะได้มีการทำภาคต่อออกมา เพราะว่าหลายเสียงก็บ่นไปเยอะในภาค 2 ภาคที่แล้ว เพราะมุขแต่ละอย่างมันออกจะเชยและแป๊กไปซะเยอะ ไม่ได้สดใหม่เหมือนภาคแรกแต่อย่างใด จนคิดว่าไม่น่าจะทำภาคต่อออกมาเลย

พยัฆร้ายศูนย์ศูนย์ก๊าก

ตัวหนังเองในภาคนี้เล่าเรื่องราวหลังจากภาระกิจครั้งล่าสุด ที่ Johnny English ได้ทำภาระกิจสำเร็จและได้เกษียณตัวเองออกไปเป็นครูสอนในโรงเรียน แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ ข้อมูลตัวตนของสายลับใน MI7 ได้ถูกแฮคทั้งหมด ทำให้สายลับในกรุถูกเปิดโปงจนไม่สามรถแฝงตัวทำภาระกิจได้ ทำให้ Johnny English จึงถูกเรียกตัวกลัวมาปฏิบัติภาระกิจ

หลังจากที่ผมได้ดูแล้วนั้น พูดตรงๆเลย ตัวหนังก็เป็นเช่นเดียวกับภาคที่แล้วคือ มุขตลกที่ขนมากันแบบไม่ยั้งนั้น มันออกแนวจะแป๊กไปซะเยอะ จะมีอยู่ไม่กี่ฉากที่สามารถทำให้ขำจนน้ำตาเล็ด และที่น่าเสียดายคือมุขต่างๆที่เวิร์คๆส่วนใหญ่จะไปโผล่ในตัวอย่างหนังเกือบทั้งสิ้น ทำให้พอเข้าไปดูหนังจริงแล้วก็ได้แต่แบบว่าขำแห้งๆไปซะเยอะ แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรเพราะ Target ของหนังเรื่องนี้ออกจะชัดเจนอยู่แล้ว เหมือนเป็นการสร้างหนังที่ให้ความสำคัญกับคนทีชอบภาค 1-2 มากก่อนดูแบบนั้นจริง

เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่เคยขำกับมุขต่างๆในภาค 1-2 ก็ไม่แนะนำให้ไปดูเรื่องนี้แน่ๆครับ แต่ถ้าคุณเคยเอ็นจอยกับภาค 1-2 แล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดชมในโรงให้ได้นะครับ ส่วนตัวผมเองออกจะเฉยๆกับเรื่องนี้ขอให้คะแนน 6/10 ไปก็แล้วกันนะครับ

เรื่องย่อหนัง
หนัง Johnny English 3 หรือชื่อไทยว่า พยัคฆ์ร้าย ศูนย์ ศูนย์ ก๊าก รีเทิร์น พบกับการกลับมาของโรแวน แอตคินสัน ในบทสายลับอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ Johnny English Strikes Again พยัคฆ์ร้าย ศูนย์ ศูนย์ ก๊าก รีเทิร์น การผจญภัยครั้งใหม่เมื่อการจู่โจมทางไซเบอร์ทำให้สายลับอังกฤษที่กำลังทำหน้าที่ในปัจจุบันถูกเปิดเผยตัว จอห์นนี่ อิงลิช จึงกลายเป็นความหวังสุดท้าย ด้วยภารกิจการค้นหาแฮคเกอร์ตัวฉกาจ และต้องเอาชนะความท้าทายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพิ่อทำภารกิจให้สำเร็จ

ขอบคุณเนื้อหาจาก movie.thaiware.com