รีวิวหนัง Playing with Fire – ดับเพลิงอลเวง หนังตลก

Playing with Fire หนังคอเมดี้สุดฮากับเรื่องราวของกลุ่มนักดับเพลิง นำแสดงโดย John Cena ที่ได้รับหน้าที่พิเศษมาดูแลเด็กทั้ง 3 คน 3 วัย สุดแสบ จะว่าเทรนเอาดาราหน้าโหด หุ่นล่ำมาเล่นหนังตลกที่มีเด็กเป็นตัวเดินเรื่อง ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรเท่าไหร่ เพราะหลายๆ ท่านคงเคยผ่านๆ ตามาแล้วกับเรื่อง The Pacifier ที่มีวิน ดีเซลมาเล่น / The Game Plan ที่มีเดอะร๊อคมาเล่น ครั้งนี้ถึงคราวของจอห์น ซีน่า อดีตนักมวยปล้ำชื่อดัง ต้องมารับบทเป็นนักดับเพลิงพี่เลี้ยงจำเป็นของเด็กแสบ 3 คน จะบันเทิงได้ขนาดไหนไปดูกัน!

Playing with Fire

เรื่องราวว่าด้วยกลุ่มนักโดดร่มผจญเพลิง ได้รับการแจ้งเตือนว่ามีกระท่อมร้างกลางป่าเกิดไฟไหม้ เขาต้องออกไปกูภัย จนแล้วจนรอดเจอเด็ก 3 คนอยู่ในกระท่อมดังกล่าว ซึ่งได้ถูกช่วยเหลือมาไว้ที่ สถานีปฏิบัติการของหน่วยดับเพลิง เคราะซ้ำกรรมซัด ช่วงนั้นเกิดเหตุพายุเข้าอย่างหนักทำให้ไม่สามารถส่งตัวเด็กไปตามขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติได้ เหล่านักโดดร่มดับเพลิงก็ต้องรับบทพี่เลี้ยงจำเป็น รับเลี้ยง 3 เด็ก เรียกได้ว่าโคตรแสบ ที่พร้อมสร้างวีรกรรมป่วนชวนปวดหัวให้แก่เหล่านักโดดร่มดับเพลิงตลอดสุดสัปดาห์นั้น

หลังจากที่ได้ดูแล้วต้องบอกเลยว่าตัวหนังเองถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรผิดแปลก หรือเกินคาดเดาอะไรเท่าไหร่ แต่ความเป็นหนังคอมเมดี้นั้นยังทำงานกับคนดูได้ตลอดทั้งเรื่องจริงๆ (แต่ก็จะมีแป๊กบ้างประปรายปนๆ กันไปบ้างก็ตาม) สำหรับใครที่ต้องการหาหนังตลกเบาสมองเพื่อดูคลายเครียดกับข่าวการระบาดของไวรัสโคโรน่า เรื่องนี้แนะนำเป็นอย่างยิ่ง 7/10

รีวิวหนัง Unhinged – เฮียคลั่ง! ดับเครื่องชน หนังระทึกขวัญ

หนัง Unhinged ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญสั่นประสาท ที่หยิบเอาเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องเคยประสบมาก่อน มาสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์สุดระทึก เมื่อ The Man (รับบทโดย รัสเซลล์ โครว์) ต้องเอาชีวิตรอดจากการขับขี่รถบนถนนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ดูผิวเผินนี่อาจเป็นเรื่องราวสุดแสนธรรมดา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ซ่อนบทสรุปอันแสนจะคาดเดาไม่ได้ และชวนให้ตกตะลึงเอาไว้Unhinged กำกับภาพยนตร์โดย Derrick Borte (จาก American Dreamer) กำหนดฉาย 10 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์

Unhinged

Unhinged เป็นเรื่องราวความหัวร้อนบนท้องถนนที่เรียกว่า Road Rage เกิดขึ้นกับคุณแม่ยังสาว ที่กำลังเร่งรีบพาลูกไปโรงเรียนและตัวเองต้องไปงานให้ทัน แต่ดันบังเอิญเจอกับลุงใจลอยไฟเขียวไม่ยอมออกรถ คุณแม่ยังสาวจึงปิ๊นนนน (เสียงแตร) ลากยาวเดือดใส่ลุงนั้นเฉย แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะลุงไม่ยอม เลยตามไล่ล่า สั่งสอนบทเรียนชีวิตให้เธอเสียเลย

เอาจริงๆ ไอ้อาการหัวร้อนบนท้องถนนถ้าใครขับรถคงเคยเจอกันบ่อยๆ ไม่กับคนอื่น ก็กับตัวเองเนี่ยแหละ และไอ้อาการ Road Rage นี่มันสร้างปัญหาในหลายประเทศไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น โดยเฉพาะในอเมริกาเกิดเรื่องนี้บ่อยมาก Unhinged จึงหยิบเอาเรื่องราวที่ (อาจ) เกิดขึ้นเมื่อไหร่กับใครก็ได้ มาขยายความให้เลยเถิดว่าถ้าเกิดมันไม่ยอมกันเนี่ย มันจะเอากันสักแค่ไหนฟะ

ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในหนังจริง ไม่น่าจะลากยาวมาตามทำร้ายผู้เกี่ยวข้อง สั่งสอนบทเรียนคุณแม่แบบนั้นหรอก น่าจะซัดกันตั้งแต่ไฟแดงแรกแล้ว 5555 แต่ก็นะ ด้วยความเป็นหนัง มันก็เหตุผลมารองรับการกระทำนั้นๆ อยู่นะ อาจจะแบบ “ขนาดนั้นเลยหรอว๊าาา” แต่มันก็มีเหตุผลมารองรับการกระทำเฮียคลั่งคนนี้อยู่ และไม่เล่าอย่างเวิ่นเว้อด้วย

แต่นอกเหนือจากการไล่ล่าสุดคลั่งสุดเดือด หนังมันยังแฝงข้อคิด กับมารยาทการใช้ถนนเอาไว้ให้คนได้ฉุกคิดได้ ถึงแม้อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์ขนาดนี้ แต่อาจนำไปสู่อันตรายได้

หนังมันก็มีแค่นั้นแหละ คุณแม่ยังสาวดันไปบีบแตรใส่ผิดคน ผิดเวลา ผิดสถานที่แบบสุดๆ เลยทำให้เดือดร้อนถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูง และตัวหนังก็ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์อะไรยากสักเท่าไหร่ แต่มันดันสนุกเฉยเลย เพราะหนังดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไว ไม่น่าเบื่อ ไม่ปล่อยให้เราได้หายใจหายคอสักเท่าไหร่ ไล่ล่ากันเกือบทั้งเรื่อง บวกกับดนตรีประกอบที่บิ้วชวนระทึกเหลือเกิน

แต่แอบเสียดายที่หนังหายทางออกและทางลงง่ายไปหน่อย จริงๆ บทในเมื่อมันมาขนาดนี้แล้วอะ มันน่าจะไปไกลกว่านี้ได้เลยนะ เดือดกว่านี้ คลั่งกว่านี้ ได้อีกมาก

การได้เห็นเฮีย Russell Crowe มารับบทเฮียไร้นามสุดคลั่งก็เป็นอะไรที่คุ้มแล้ว ไม่เคยเห็นเฮียแกรับบทแบบนี้เลย เฮียแกเล่นได้น่ากลัวชะมัด ไม่ว่าจะท่าทาง สีหน้า หรือคำพูด เหมาะกับบทนี้มาก

ส่วนทางฝั่งคุณแม่ยังสาวรับบทโดย Caren Pistorius นี่ก็เล่นดีไม่แพ้กันเลย ฉากตื่นตระหนก วิตกกังวล หวาดระแวง การแสดงสีหน้าต่างๆ ทำออกมาได้ดูเชื่อ ดูจริงมาก รวมถึงการแสดงของน้อง Gabriel Bateman ที่เล่นได้ไม่ธรรมดาเลย

จุดที่น่าชื่นชมไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะฉากขับรถไล่ล่าหนังเรื่องทำได้ดีถึงดีมากเลยทีเดียว ดูรู้เรื่องเลย ไม่ว่าจะมุมกล้อง การถ่ายทำ หรือการตัดต่อต่างๆ ออกแบบแต่ละซีนออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

สรุปแล้ว Unhinged เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดำเนินเรื่องเรียบง่าย แต่สนุก ระทึก ตัวหนังมีเหตุผลมารองรับการกระทำต่างๆ ของตัวละคร มีการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องเรื่องต่างๆ อาจจะมีช่องจุดบกพร่องไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยประปรายในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่แค่นี้ก็เพียงพอเพลิดเพลินในโรงหนังไปกับวันหยุดแล้ว

รีวิวหนัง Monster Hunter – มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Monster Hunter หรือชื่อไทยว่า มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ สร้างจากเกมชื่อดังกับเรื่องราวของผู้หมวด Artemis และหน่วยของเธอทหารของ UN ผู้ที่ถูกส่งไปอีกมิตินึงที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาด เธอได้พบกับ Hunter จึงได้รวมทีมกันปราบเหล่าสัตว์ประหลาดและปิดประตูมิติ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มันผ่านประตูมิติเข้าไปโจมตีโลกมนุษย์ได้

Monster Hunter

Monster Hunter คือหนังที่สร้างมาจากเกมชื่อดัง ผลงานของผู้กำกับ Paul W.S. Anderson (ผู้กำกับแฟรนไชส์ Resident Evil) ที่แน่นอนตัวเอกของเรื่องคือภรรเมียของผู้กำกับอย่าง Milla Jovovich แต่ครั้งนี้ประกบคู่กับดาราสายบู๊ชื่อดังของไทยอย่าง จา พนม หรือ Tony Jaa

Monster Hunter บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหน่วยทหารที่ตามหาทหารอีกหน่วยที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย และนั่นนำพาพวกเขาทะลุมิติไปอยู่ยังโลกแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดที่คร่าชีวิตพวกเขาไปหมดเหลือไว้เพียงแต่หัวหน้าหน่วยอย่าง Artemis เท่านั้น เธอจึงได้ออกเดินทางเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ก็โชคดีได้พบกับ Hunter ทำให้ทั้งสองต้องร่วมมือกันจัดการเหล่าสัตว์ประหลาดและเอาชีวิตรอดออกจากที่อันตรายแห่งนี้

ต้องออกตัวก่อนว่าไม่เคยเล่นเกมนี้เลยสักครั้งเดียว รู้จักเพียงแต่ชื่อมันเท่านั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นบางสิ่งในหนังที่ปรากฏมาเช่นเหล่าสัตว์ประหลาดหรืออาวุธต่างๆ ไม่รู้ว่าแฟนเกมว้าวมั้ย แต่เราก็เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้อินกับมันสักเท่าไหร่

เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรมากลย หลุดไปในมิติ เอาชีวิตรอดด้วยการสู้กับสัตว์ประหลาด แค่นั้นจริงๆ มีการปูประเด็นเรื่องครอบครัวของตัวเอกทำไมไม่รู้ ไม่ได้มีหรือใช้ประโยชน์อะไรจากพาร์ทนั่นเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญหนังปูช่วงนี้นานไปมั้ย…

อีกอย่างหนังเปิดเรื่องมาด้วยฉากบนเรือกลางทะเลทราย แบบไม่รู้ที่มาที่ไป ใครเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วช่วงนั้นคือภาพดูไม่รู้เรื่องเลย ตัดต่อฉึบฉับมาก

แต่พอหนังนำเจ๊ Milla มาเจอกับ จา พนม ก็ทำให้เรื่องราวเริ่มสนุกขึ้น พาร์ท 2 คนซัดกันตุบตับก็ดูเพลินดี เห็นแล้วเหนื่อยแทน 555+ หลังจากนั้นก็เป็นการร่วมมือกันปราบสัตว์ประหลาด ที่เอาจริงๆ เล่าเหมือนไอ้สัตว์ประหลาดเหล่านั้นเทพมาก แต่ก็แลดูง่อยกว่าที่คิด ปราบง่ายเหลือเกิน ฉากแอ็คชันก็ไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ เฉยๆ มากเลย บางฉากชวนให้นึกถึง Resident Evil อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

แต่ถึงฉากต่อสู้มันจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ CG ในเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

และสิ่งที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ยกให้พี่จาแก้เลย ถึงแม้จะยิงมุกรัวๆ พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ แต่ซีนแอ็คชันแกเท่จริงๆ ไม่ว่าจะการยิง ธนู ควงดาบ กระโดดแบบนักกีฬาโอลิมปิก เท่จัดๆ นี่แอบคิดนะถ้าได้คิวบู๊ดีๆ ทำฉากไล่ล่าหนีไอ้พวกแมงมุมให้เท่ๆ เหมือนอย่างในต้มยำกุ้ง มันจะเฟี้ยวมาก ที่สำคัญ เคมีของพี่จานี่เข้ากับเจ๊ Milla ไม่ใช่เล่น ดูไม่ขัด ดูลื่นไปกันได้เลย ซึ่งเจ๊ํ Milla แกก็เล่นดีนะ คือก็เล่นดีมาตลอดนั่นแหละ แต่ผัวจับมาเล่นแต่หนังแนวนี้และเขียนบทออกมาแบบนั้นไง เลยทำให้ไม่ได้ต่างจาก Resident Evil เท่าไหร่ (แต่เจ๊แกเล่นดีจริงๆ นะ)

สรุปแล้วมันเป็นหนังป๊อปคอร์นอะ ดูเพลินๆ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ จบแล้วจบกัน ไม่มีอะไรให้พูดถึงเท่าไหร่ ผ่านมาผ่านไป ไม่ต้องถามหาเหตุผลที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆ ในหนัง รู้แค่ว่าจับเอาคนมาสู้กับสัตว์ประหลาดแค่นั้นพอ

รีวิวหนัง Soul – อัศจรรย์วิญญาณอลเวง หนังการ์ตูน

หนัง Soul หรือชื่อไทยว่า อัศจรรย์วิญญาณอลเวง เรื่องราวของครูสอนดนตรีคนหนึ่งที่ได้เกิดอุบัติเหตุจนทำให้วิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างมายังดินแดนอันแสนอลเวงและน่าอัศจรรย์ ทำให้เขาต้องหาทางกลับร่างพร้อมๆ กับการเรียนรู้ถึงชีวิตของตัวเองที่เคยผ่านมา

Soul

หนังอนิเมชันส่งท้ายปีส่งตรงจาก Pixar กับเรื่อง Soul หรือชื่อไทยว่าอัศจรรย์วิญญาณอลเวง บอกเล่าเรื่องราวของ Joe ชายวัยกลางคนผู้มีความฝันอยากเป็นนักดนตรีแจ๊สมาโดยตลอด แต่ความจริงเขาก็เป็นเพียงครูประถมสอนดนตรีทั้งนั้น แต่โชคชะตาก็ให้โอกาสเขาได้ไปร่วมวงดนตรีแจ๊สชื่อดัง แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาอีกครั้ง เมื่อเขาดันพลาดตกท่อทำให้เขาโคม่าวิญญาณออกจากร่างไปสู่ภพภูมิสุดอัศจรรย์ ที่จะพาไปรู้จักกับคำว่า ชีวิต

ท้ายปีคงไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะเยียวยาจิตใจและส่งมอบความสุขได้เท่าเรื่องนี้แล้วแหละ เป็นการฮีลเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมาทั้งปีจริงๆ อาจจะช่วยไม่ได้ไปตลอดหรอก แต่มันเป็นช่วงเวลา 1 ชั่วโมง 40 นาทีที่คุ้มค่าจริงๆ

ถือว่าเป็นหนัง Pixar ที่มีความเป็นผู้ใหญ่พอตัวเลยแหละ ประเด็นในเรื่องต่างๆ มันเป็นประเด็นจริงจัง กับการตามหาความหมายของการมีชีวิต แต่หนังก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ความเฮฮาและความน่ารักเอาไว้เฉกเช่นเดิม ที่สำคัญยังคงทัชใจคนดูได้เช่นกัน

ตัวบทถือว่าทำออกมาได้ในระดับโอเค มันมีบางส่วนยังคงไม่สมเหตุสมผล เกิดการตั้งคำถามอยู่บ้าง ทิ้งค้างคาไว้บ้าง (เรื่องนักเรียน, เรื่องเพื่อน, เรื่องแม่) คือถ้าตอนท้ายเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นภาพเล่านิดๆ หน่อยๆ มันจะลงตัวมากเลย และหลายๆ ครั้งมันก็ราบรื่นเกินไป หาทางลงง่ายเกินไปและดูรีบๆ ไปเสียหน่อย แต่ในภาพรวมมันก็ยังน่าติดตาม และพาคนดูไปเอ็นจอยกับมันได้ไม่ยาก เพราะมันยังคงสนุก ดูง่าย

งานด้านภาพนี่เรียกได้ว่างดงามสุดๆ ทั้งในพาร์ทของวิญญาณที่สร้างสรรค์ อาจดูเป็นตัวละครง่ายๆ เป็นมิตรและสบายตาสุดๆ แต่มันเต็มไปด้วยรายละเอียดงดงามเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นสีสัน หรือแบบเหมือนกาแล็กซี่ไหลๆ ไปที่เส้น อธิบายไม่ถูก 5555 ส่วนในพาร์ทของคนท่ามกลางเมืองใหญ่นี่ก็สวยแบบไร้ที่ติจริงๆ

ชอบความที่หนังค่อยๆ พยายามให้เรารับรู้ เรียนรู้ และสอนเราถึงสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ โดยไม่ต้องให้เหล่าตัวละครมาพูดคำคมหรือยัดเยียดให้เราคล้อยตาม แต่หนังดำเนินมาเรื่อยๆ เรียบง่าย ค่อยเป็นค่อยไป จนมาถึงตอนท้ายเราคล้อยตามและเห็นด้วยกับบทสรุปของหนังอย่างไม่รู้ตัว

ลองหยุดพัก ลองใช้เวลาช้าๆ มองไปรอบๆ เอ็นจอยกับสิ่งเหล่านั้น มันมีความสุขอยู่ทุกมุมมองนั่นแหละ หากถามว่าชีวิตคืออะไร มีชีวิตเพื่ออะไร…มันคือการได้ใช้ชีวิตนี่แหละ

รีวิวหนัง Horizon Line – นรก..เหินเวหา หนังระทึกขวัญ

หนัง Horizon Line หรือชื่อไทยว่า นรก..เหินเวหา จากทีมผู้สร้าง 10 Cloverfield Lane และ The Shallows บอกเล่าเรื่องราวสุดระทึกของคู่รักที่กำลังเดินทางด้วยเครื่องบินลำเล็กไปงานแต่งงานของเพื่อนบนเกาะแห่งหนึ่ง แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อนักบินเกิดหัวใจวายเสียชีวิตกระทันหัน ทำให้คู่รักนี้ต้องหาทางเอาชีวิตรอดด้วยการประครองเครื่องบินท่ามกลางท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรนี้ให้จงได้

Horizon Line

Horizon Line เป็นหนังที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของสองคู่รักที่ระหองระแหงกัน ที่กำลังจะเดินทางไปงานแต่งของเพื่อนรัก แต่ดันตกเรือ ทำให้ต้องนั่งเครื่องบินไป แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อคนขับเครื่องบินหัวใจวายตายคาเครื่อง ทำให้ทั้งสองต้องหาทางเอาคุมเครื่องให้ปลอดภัยและหาทางลงจอด ท่ามกลางท้องฟ้าและมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า

หนังเสียเวลาช่วงแรกนานมาก นานแบบไม่จำเป็นต้องนานขนาดนั้นอะ เสียเวลาไปกับการปูเรื่องราวความสัมพันธ์ของคู่พระ-นางซะยาวเชียว กว่าจะเข้าเรื่องเข้าราวได้ก็ผ่านมาหลายสิบนาทีอยู่ แถมไอ้ที่ปูๆ มาก็เหมือนจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากประเด็นเหล่านั้นได้มากเท่าไหร่ นอกจากให้เห็นถึงความระหองระแหงของคู่พระ-นางเท่านั้น

ขอพูดถึง 2 นักแสดงนำจริงอยู่ที่หล่อสวยทั้งคู่ แต่การแสดงของทั้งคู่กลับไม่ค่อยจะดีสักไหร่ โดยเฉพาะฝ่ายชายอย่าง Alexander Dreymon ที่เล่นได้แข็งหน้าซังกะตายมากจริงๆ ส่วน Aliison Williams อาจจะเพราะด้วยบทเธอด้วย มันเลยดูน่ารำคาญตลอดทั้งเรื่องเลยจริงๆ

บทก็ขีดเขียนให้ความกระเหี้ยนกระหือรือเป็นเหตุทำให้พระ-นางทั้งสองเป็นอันต้องตกเรือและทำให้ต้องไปทางเครื่องบินแทน และบทก็ยังขีดเขียนความซวยเข้ามาให้ 2 ตัวละครนี้ด้วยการทำให้คนขับเครื่องบินหัวใจวายซะเลย หลังจากนั้นก็ทยอยมีเหตุการณ์ความชิบหายวายป่วงต่างๆ มาให้คู่พระ-นางได้เจอะเจอ

ซึ่งไอ้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาก็คงพอจะเดาได้ไม่ยากว่าไอ้การที่บินค้างฟ้าอยู่แบบนั้นต้องเจออะไรบ้าง แต่อยากให้เจอเหตุการณ์ต่างๆ มากกว่านี้ เอาแบบให้ชิบหายแบบสุดๆ ไปเลย แต่ในเหตุการณ์ที่เจอก็ถือว่าทำออกมาได้ไม่เลวเลย