รีวิวหนัง วอน (เธอ) – Wan Ther หนังรักโรแมนติกหนังไทย

นี่คือหนังที่ไม่เคยอยู่ในสายตาเลยตั้งแต่โปสเตอร์ก็แล้ว ดูตัวอย่างก็แล้ว ตัดออกมาได้เป็นหนังแบบชวนหาวชวนน่าเบื่อมากกับเรื่องราวความรักในช่วงมหาลัย แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราอยากดูคือ คุณฟ้า ษริกา จนโอกาสพอเหมาะพอเจาะกับเวลาทีพอดิบพอดี ก็ได้ตัดสินใจไปดู วอน (เธอ) คือเรื่องราวของเพื่อนที่ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกัน และดันไปตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกัน เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละ แต่มันแปลกใหม่ตรงที่มันถูกบอกเล่าผ่านหลายมุมมองไม่ใช่ตัวเอกเพียงตัวเดียว แต่เราจะได้เห็นมุมมองความรักในเหตุการณ์เดียวกันผ่านทุกตัวละคร (4 คน) ที่จะเจอกับเหตุการณ์นั้นๆ ทิ้งปมเอาไว้ในแต่ละคน และค่อยๆ คลี่คลายทีละปมเพื่อให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 วอน (เธอ)

นับว่าเป็นหนังที่คอนเซ็ปต์น่าสนใจมากๆ การได้เห็นเรื่องราวความรักเดียวกันจากต่างมุมมองแถมมากกว่า 1-2 มุมมองด้วย ที่ถึงแม้มันจะน่าสนใจแค่ไหน การเล่าเรื่องหลายมุมมองก็เพียงแต่ทำให้เราได้เห็นเหตุการณ์ชัดเจนมากขึ้นเฉยๆ แต่มันก็ไม่ได้พาเราไปเข้าใจแต่ละตัวละครมากขึ้นเลย เช่นการตัดสินใจของตัวละครหลายๆ ครั้งที่เรายังรู้สึกขัดๆ และยังคงตั้งคำถามอยู่ดีว่า “ทำไมทำแบบนั้นล่ะ”

ความยากต่อมาคือการเล่าแบบนี้พอมันไม่มีเหตุการณ์หลักหรือจุดรวมเหตุการณ์มาดึงไว้ทำให้คนดูอาจจะลำดับเหตุการณ์หรือไทม์ไลน์ยากนิดนึง เช่นหนังที่ใช้เทคนิคแบบนี้ในเรื่องอย่าง Vantage Point ยังมีเหตุระเบิดเป็นตัวหลักให้คนดูลำดับเหตุการณ์ได้ แต่ยังดีที่ วอน (เธอ) ยังใส่จุดสังเกตเอาไว้ด้วยสีผมของตัวละคร เนเน่ ทำให้มีเป้าหลักในการลำดับเหตุการณ์ได้บ้าง

ก็ยังคงมีแต่…อีกนั่นแหละ ถ้าลองมองให้เป็นหนังที่เล่าแบบปกติไม่เล่าผ่านหลายมุมมองแบบนี้ มันจะกลายเป็นหนังธรรมดาไปเลย แต่พอหนังเลือกเล่าแบบนี้ มันดึงความน่าสนใจของคนดูเข้าไปแล้วว่า “แล้วไอ้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละคนมันเป็นไงบ้างล่ะ?” จึงทำให้มันน่าติดตามและไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่

ทางด้านนักแสดง ขอไล่ไปทีละคนเลย เริ่มตั้งแต่ ฟ้า ษริกา ที่ถือว่ามีประสบการณ์มากกว่าเพื่อนร่วมนักแสดงคนอื่นๆ ก็รับผิดชอบบท เนเน่ ได้ดีเลยแหละ เธอมาพร้อมด้วยความสวยที่ชวนสะกดในหลายๆ ฉาก, ตามมาด้วย มีน พีรวิชญ์๋ ที่ตีโจทย์ตัวละคร เดี่ยว ได้แตกและแสดงออกมาได้ดี, ทางด้าน เซ้นต์ ศุภพงษ์ ในบทโอม ค่อนข้างน่าผิดหวัง เอาจริงๆ ในตอนแรกที่เขาปรากฏตัวนี่คิดว่าเป็นเกย์ ไม่มีแวปในหัวเลยว่าจะมาเป็นชายแบดบอยอะไรแบบนั้น แลดูเป็นตัวละครที่เล่นแข็งที่สุดแล้วใน 4 คนหลัก และเหมือนจะพยายามเก๊กทุกซีนมากเกินไปหน่อย แถมตัวละครผู้หญิงอีกคนในพาร์ทของเขาก็แข็งไม่แพ้กัน การพูดบทของเธอนั้นราวกับนั่งอ่านบทยังไงยังงั้น, แต่คนที่น่าชื่นชมที่สุดคือ พีค ภีมพล ที่แสดงได้ดีและโดดเด่นมากจากทั้ง 4 คน ไม่ว่าจะซีนอารมณ์แบบไหนเอาอยู่หมดเลย ทั้งสีหน้า ท่าทาง คำพูด ถือว่าโดดเด่นมากๆ เล่นได้ดีและเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ

และเรื่องที่จะอดชื่นชมไม่ได้เลยในเรื่องนี้คืองานภาพ มีหลายโลโคชั่นในหนังที่ไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอออกมาในหนังไทยสักเท่าไหร่ มีการใช้สีใช้แสงที่สวย และฉากกลางคืนหลายๆ ฉากทำออกมาได้สวยมากจริงๆ

สรุปแล้วนี่คือหนังรักธรรมดาที่คอนเซ็ปต์น่าสนใจ ที่มันจะพาเราไปเห็นเรื่องราวความรักที่มีจุดรวมกันของแต่ละมุมมองผ่าน 4 ตัวละคร ที่ถึงแม้ทุกคนจะเป็นตัวเอกในเรื่องราวของตัวเอง ทุกคนก็มีทั้งจุดดีและจุดไม่ดี มีข้อผิดพลาดในเรื่องราวของตน แต่ทุกคนก็มีเรื่องอยากจะอ้อนวอน (เธอ) อยู่เช่นกัน

รีวิวหนัง Monster Hunter – มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ หนังต่อสู้แอคชั่น

Monster Hunter หรือชื่อไทยว่า มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ สร้างจากเกมชื่อดังกับเรื่องราวของผู้หมวด Artemis และหน่วยของเธอทหารของ UN ผู้ที่ถูกส่งไปอีกมิตินึงที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาด เธอได้พบกับ Hunter จึงได้รวมทีมกันปราบเหล่าสัตว์ประหลาดและปิดประตูมิติ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มันผ่านประตูมิติเข้าไปโจมตีโลกมนุษย์ได้

Monster Hunter

ต่อให้คนเล่นเกมส์จะด่าแค่ไหน แต่หนังมันประสบความสำเร็จ สามารถทำเงินให้ค่ายหนังได้ ไม่วายก็ต้องได้สร้างต่อ นี่คือนิยามของหนังตระกูล Resident Evil ที่เป็นผลงานของ พอล ดับบลิว.เอส. แอนเดอร์สัน ที่ได้ปิดตำนานผีชีวะไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีก่อน มาครั้งนี้เขาได้หยิบเกมส์สุดมันส์อีกชิ้น มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดง นั่นก็คือ Monster hunter

ต้องบอกกันตามตรงเลยว่า สำหรับหนังเรื่องนี้ถ้าคุณเป็นแฟนเกมส์ ก็คงมีฟีคแบคไม่ต่างจากผีชีวะซักเท่าไหร่ เพราะผู้กำกับเองนั้น ได้ออกมาบอกกล่าวตั้งแต่ต้นแล้วว่า ในหนังของเขานั้นจะหยิบเอาเฉพาะ คาแรคเตอร์ตัวละครต่างๆ รวมไปถึงเหล่ามอนสเตอร์ มาใช้เท่านั้น แต่พล็อตเรื่องต่างๆของหนัง จะเป็นการครีเอทใหม่แทบจะทั้งหมดเลย ดังนั้นก่อนไปชมหนังเรื่องนี้ต้องเข้าใจในข้อนี้ด้วย เพราะเค้าแจ้งไว้ตั้งแต่ต้นแล้วนั่นเองว่าไม่ได้ทำตามเนื้อเรื่องในเกมส์แต่อย่างใด

เรื่องราวในหนังนั้นจะว่าด้วย หน่วยรบพิเศษ ได้ถูกพายุปริศนา พัดพาไปยังอีกโลกนึง ที่ซึ่งมีมอนสเตอร์ไซส์ยักษ์ต่างๆ จ้องจะกิน และทำร้ายพวกเขา ซึ่งจะต้องพยายามหาทางเอาตัวรอด และหาทางกลับมายังโลกปกติให้ได้ ในระหว่างทางนั้นก็ได้เจอกับมนุษย์ที่เป็นนักล่าเหล่ามอนสเตอร์ และได้รวมทีมเพื่อที่จะได้หาทางกลับบ้านให้จงได้

พล็อตหนังของผู้กำกับคนนี้ จะว่าไปก็ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ หรือเซอไพร์สซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็สามารถเดาพล็อตหนังจากตัวอย่างหนังที่ตัดออกมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าส่วนตัวผมเองนั้นค่อนข้างที่จะชอบสไตล์งานกำกับของผู้กำกับคนนี้ (และไม่ได้เป็นแฟนเกมส์ Monster Hunter ด้วย) ความที่หนังจะเหมือนหรือไม่เหมือนเกมส์นั้น ไม่มีผลสำหรับผมเลย โดยรวมนั้นตัวหนังเองใส่ฉากแอคชั่นมาให้คนได้ลุ้นกันเป็นช่วงๆ แอคชั่นก็มันส์ใช้ได้ ถ้าคุณชอบหนังสไตล์ผีชีวะ คุณก็จะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

สรุปแล้ว ถ้าคุณหวังว่าจะมาดูหนังที่มีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ๆ ออกมาอาละวาด อยากเห็นตัวละครวิ่งเอาชีวิตรอดจากสัตว์ร้าย และแอคชั่นเวอร์ๆมันส์ๆ เรื่องนี้สามารถให้ความบันเทิงแก่คุณได้ครบถ้วนแน่ๆ 7.5/10

ปล.รีวิวนี้ผมได้ดูหนังจากรอบพิเศษ ที่ทางค่ายหนังเมื่อไทยจัดฉายไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา

รีวิวหนัง The Witches – แม่มด หนังผจญภัย

หนัง The Witches หรือชื่อไทยว่า แม่มด เรื่องราวที่สร้างจากหนังสือสุดคลาสสิกของ Roald Dahl เกี่ยวกับเด็กกำพร้าวัย 7 ขวบคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับยายของเขาในเมือง Alabama จนกระทั่งวันหนึ่งถูกหลอกล่อไปยังคฤหาสน์แห่งหนึ่งจนไปล่วงรู้ความลับของกลุ่มแม่มดเหล่านี้

The Witches

หนึ่งในคนเขียนหนังสือเด็กที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคก่อน คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก โรอัลด์ ดาห์ล ผู้ที่มีผลงานเขียนอันโด่งดังอย่าง James and the Giant Peach, Charlie and the Chocolate Factory ,The BFG, Matilda ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเคยถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์มาแล้ว รวมไปถึง The Witches ที่เคยถูกนำมาทำเป็นหนังในปี 1990 กลับมาครั้งนี้ The Witches ได้ถูกหยิบกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งภายใต้การกำกับของผู้กำกับทที่มีวิสัยทัศน์อย่าง Robert Zemeckis ผู้กำกับ The Polar Express

เรื่องราวว่าด้วย เด็กชายคนนึงที่ได้สูญเสียพ่อและแม่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุรถคว่ำช่วงคริสต์มาส ทำให้เขาต้องย้ายมาอยู่กับคุณยาย ซึ่งในระหว่างนั้น แม่มดก็ได้ปรากฎตัวแถวๆ บ้าน ทำให้คุณยายของเขาที่เคยเจอแม่มดในวัยเด็ก ต้องพาเขาย้ายหนีไปยังโรงแรมสุดหนูแห่งหนึ่ง แต่ไม่วายเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ที่โรงแรมแห่งนี้ ราชินีแม่มดได้นัดรวมพลเหล่าแม่มดเพื่อทำแผนการร้ายบางอย่างที่จะส่งผลต่อเด็กๆทั่วโลก

จริงๆ แล้วเนื้อเรื่องถ้าว่ากันตามตรง เปรียบเสมือนการฆ่าล่างเผ่าพันธ์เลยก็ว่าได้ แต่ โรอัลด์ ดาห์ล เขียนออกมาให้ดูซอฟลง และมักจะแฝงข้อคิดไว้ท้ายเรื่องเสมอ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นหนังในหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือได้ค่อนข้างซื้อตรงต่อหนังสือเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าหนังแนวๆ นี้จะมีเยอะแล้วก็ตาม ตัวหนังเองก็สามารถให้ความบันเทิงแก่คนดูได้ดีเลยทีเดียว

สรุปแล้วถึงแม้ว่าหนังจะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเกินหน้าเกินตาหนังครอบครัวทั่วๆไป แต่ตัวหนังเองก็ตอบโจทย์ที่ให้ความบันเทิงได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ดีทีเดียว 7.5/10

รีวิวหนัง Wonder Woman 1984 – วันเดอร์ วูแมน 1984

หนัง Wonder Woman 1984 หรือชื่อไทยว่า วันเดอร์ วูแมน 1984 ผ่านช่วงเวลาหลายปีจากเหตุการณ์ในภาคแรกมาสู่ช่วงยุคสงครามเย็น ในครั้งนี้ Diana จะได้เผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่ Cheetah และต้องรับมือกับ Maxwell Lord แถมยังมีเหตุการณ์สุดช็อคกับการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของ Steve Trevor

 Wonder Woman 1984

ก่อนดูได้ยินแว่วๆว่ากระแสดี หนังดี ‘ตัวร้ายดี’… ตัวร้ายดี? คืออะไร? จะไม่สปอยล์ละกันแต่ปล่อยให้สงสัยและไปดูกันเองว่าตัวร้ายดีคืออะไร แต่ “ดี!!!” ดีจัด กลมกล่อม มีมิติสไตล์ DC จริงๆ หนังโทนจะไม่ดาร์กระดับโจ๊กเกอร์ ยังคงเอ็นจอยกว่า มันส์ บู๊ ระห่ำ แอคชั่นอย่างเท่ห์ เปิดตัวแม่ไดอาน่า (Gal Gadot) ได้อย่างเท่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีเปิดตัวตอนแรก หรือเปิดตัวตอนใส่ชุดจะสู้ หรือเปิดตัวตอนใดๆก็ตาม ชอบความ “เปิดตัวแม่อย่างเท่” ตลอดเวลา นึกถึงเพลงธีมของหนังที่จะมีเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าร็อคๆหน่อย มาตอนไหนเท่ตอนนั้นเลยอ่ะ ปัง! ปังมาก! ปังสุดๆ!!! คิวบู๊อย่างเท่จัด มุกต่อสู้ครีเอทีฟสุดๆ ส่วนคุณพระเอกคริส ไพน์ในบทสตีฟก็หล่อแม้จะเฮียแกจะเริ่มแก่ขึ้นบ้างแล้วก็ทำให้ดูมาดเท่มีเสน่ห์สไตล์หนุ่มใหญ่ขึ้น (ส่วนตัวรู้สึกเหมือนดูวูล์ฟเวอรีนที่ในบทเป็นอมตะแต่เฮียแจ็คจะดูแก่ขึ้นไปทุกภาคๆ) แต่คุณกัล กาโด(ออกเสียงถูกไหมหว่า)นางพระเอกของเราสวยแกร่งราวสต๊าฟไว้อย่างเดิมเลยฮ้าฟ น่ารักน่าเอาใจช่วยสุดๆ (เขินแม่ตลอดเวลาเลย อิอิ…)

ส่วนบทหนังก็ดีเลย ประเด็นที่เล่าก็อินกำลังดี แม้จะดูซุปเปอร์ฮีโร่ประมาณนึงเลยแต่ก็โอเคฮะ มีฉากรักหวานซึ้ง ฉากสุขก็มี ฉากเศร้าก็มี ฟีลคล้ายๆภาคก่อน ส่วนงานสร้าง ซีจีอะไรก็ทำได้อลังการดี ในเรื่องย้อนยุคไปเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ก็ทำออกมาได้ดีเลย ทั้งฉาก เครื่องแต่งตัว พร๊อพต่างๆใดๆก็ดูดีดูเก๋ไปหมด จะมีติดหน่อยๆ เป็นส่วนตอนจบ ใครอยากรู้ก็กดดูเนื้อหาส่วนนี้เอาละกัน ไม่ถึงกับสปอยล์แต่ก็ไม่อยากรบกวน ดูจนจบจะมี End Credit อยู่หนึ่งทีหลังจบชื่อนักแสดง ไม่มี End Credit ตอนหลังจบเครดิตสุดท้ายไม่ต้องรอจนจอดับนะ จบend scene แรกก็ลุกออกได้เลย ออกมาก็ยังอินรู้สึกวู้ว้าใจเต้นรัวอยู่ อันนี้ดูจอธรรมดา แต่คิดว่าถ้าได้ดู IMAX ก็น่าจะฟินหนัก คุ้มชัวร์ เพราะแค่จอนี้รู้สึกว่าเอ็นฯประมาณนึงแล้ว ถ้าจอยักษ์น่าจะฟินกว่านี้ในหลายๆฉาก

หนัง Demon Slayer the Movie : Mugen Train – ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ : ศึกรถไฟสู่นิรันดร์

หนัง Kimetsu no Yaiba: Mugen Ressha-Hen ทันจิโร่ คามาโดะ ร่วมมือกับอิโนะสุเกะ ฮาชิบิระ เด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยหมูป่า และเซนอึทสึ อากาสึมะ เด็กขี้กลัวที่จะเผยพลังที่แท้จริงออกมาเมื่อหมดสติ พวกเขาได้รับคำเชิญให้ไปช่วยเหลือ เคียวจูโร เรนโกคุ ในการปราบอสูรที่ทรมานผู้บริสุทธิ์และฆ่านักปราบอสูรที่พยายามจะต่อต้านมัน

Demon Slayer the Movie : Mugen Train

จากซีรีส์อนิเมชั่นแห่งปีของญี่ปุ่นในปี 2019 ต่อยอดสู่ฉบับภาพยนตร์ในปีนี้ นี่คือเรื่องราวที่ต่อโดยตรงจากอนิเมะซีซั่นแรกและต้องดูเท่านั้นเพื่อที่จะดูในซีซั่นต่อไปเมื่อเหล่าหน่วยพิฆาตอสูรรุ่นใหม่ ทันจิโร่ เซ็นอิทสึ อินโนะสุเกะ ได้รับภารกิจให้ไปสมทบเพราะเกิดเหตุคนหายตัวไปอย่างลึกลับในรถไฟขบวนนึงพวกเขาจึงต้องรีบตามไปและค้นหาต้นตอของคดีนี้ร่วมกับรุ่นพี่ที่เป็นระดับเสาหลักด้วย

สตูดิโอที่ทำเวอร์ชั่นอนิเมะซีรีส์ ufotable ก็ยังคงรับผิดชอบงานนี้อยู่ ซึ่งต้องบอกว่าพวกเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะอาร์ครถไฟนิรันดร์เป็นอาร์คขนาดสั้นความยาวประมาณสองเล่ม (เล่ม 7-8) โดยที่ต้นฉบับในส่วนไขปริศนาหรือหาคำตอบมันค่อนข้างเนือยด้วย แต่กลายเป็นว่าตัวหนังทำได้กระชับ น่าสนใจ pacing การเล่าเรื่องในส่วนนี้ทำได้ดีมากๆ ไม่น่าเบื่อเลย เรื่องของงานภาพบอกเลยว่าคุณภาพคมไม่ต่างจากที่เราเคยดูเวอร์ชั่นซีรีส์งานเนียนทุกเฟรม แถมมันจะมีความคมในการใช้เทคนิค 3D เข้ามาผสมกับ 2D ได้ดีมากยิ่งกว่าเดิมไปอีกด้วย งานภาพตระการตาสมกับการรอคอยแน่นอน ผนวกกับงานเทคนิคด้านอื่นไม่ว่าจะเป็นเทคนิคเสียง เทคนิคภาพ เทคนิคการเล่าทุกอย่างส่งเสริมให้เลือกนี้มันสนุกมาก แถมยังดึงอารมณ์ของผู้ชมออกมาได้ถึงใจ คือถ้าใครเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้มันไม่มีแง่มุมไหนเลยที่คุณจะไม่ประทับใจเวอร์ชั่นหนังเรื่องนี้ มันใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบมาก ไม่แปลกใจเลยที่จะทำเงินถล่มทลายจนเป็นสถิติที่ประเทศที่ญี่ปุ่นขนาดนี้ สมราคาเลย

แล้วทั้งหมดที่ผมชมไปยิ่งถ้าได้ดูใน IMAX นะรู้สึกเหมือนมันเข้าถึงเราง่ายกว่าเดิมสองเท่า มันเต็มตาเต็มอารมณ์โดยเฉพาะงานเสียง การสู้กันในเรื่องคือมันส์เลย ผมพยายามที่จะไม่พูดถึงเนื้อเรื่องเพราะใครอ่านการ์ตูนก็จะทราบดีอยู่แล้วว่าไม่ควรบอกคนไม่รู้เพราะมันจะขาดอรรถรสไปประมาณนึง แต่สำหรับคนที่อ่านและทราบเรื่องราวดีก่อนไปดูก็หาใช่ว่าจะไม่สนุกหรือชอบน้อยลงนะ ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่ามันทำงานกับผมได้ดียิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ยิ่งอิน ยิ่งหลงรักมันเข้าไปใหญ่

เอาเป็นว่าเรื่องนี้ ใครที่รัก Kimetsu no Yaiba ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ยิ่งใครพึ่งจัดซีซั่น 1 ใน netflix มาแล้วมาต่อภาคนี้ยิ่งสุด ใครที่เป็นแฟนอย่าลืมหาโอกาสไปชมกันนะครับส่วนใครที่ไม่รู้จักเลยแต่เห็นจากกระแส เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูซีรีส์มาก่อนเท่านั้นเพราะเรื่องราวมันต่อกันทันทีครับ

รีวิวหนัง Ghosts of War เมื่อทหารต้องมาเจอผี ใครจะรอด?

หนัง Ghosts of War ทหารอเมริกันทั้ง 5 คนถูกส่งมาที่คฤหาสน์แห่งหนึ่งในฝรั่งเศสช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้พบเจอกับศัตรูลึกลับเหนือธรรมชาติที่น่ากลัวกว่าบรรดาข้ศึกทั้งหมดที่เคยพบเจอมาในสนามรบ

Ghosts of War

ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่พล๊อตแปลกและน่าสนใจมาก เมื่อจับเอาทหาร ต้องมาเฝ้าคฤหาสเก่าหลังใหญ่ ที่ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งสิงสูอยู่ เป็นอะไรที่ค่อนข้างแหวกและแปลกเลยทีเดียว

เรื่องราวเริ่มด้วยย้อนไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 3 ทหารอเมริกันได้ถูกส่งให้เดินทางไปผลัดเวร ณ คฤหาสแห่งหนึ่ง ซึ่งที่แห่งนั้นเคยถูกยึดโดยพวกเยอรมันมาก่อน จนแล้วจนรอดทหารก็เริ่มได้สัมผัสถึงพลังงานประหลาดบางอย่าง ที่ทำให้แม้แต่ทหารแมนๆ ก็ยังต้องระแวงกันเลยทีเดียว

โดยรวมตัวหนังนั้นทำหน้าที่การเป็นหนัง สยองขวัญ ระทึกขวัญได้ ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ฉากตุ้งแช่ ใส่มาเยอะมากจริงๆ (ก็พอเดาจังหวะได้อยู่) แต่ก็แปลกที่รู้ทักรู้ว่าจะมีอะไรโผล่มาให้ตกใจ ด้วยความที่หนังนั้นมิกซ์เสียงมาโคตรดัง ทำเอาสะดุ้งเหมือนกัน อันนี้ต้องชมคนมิกซ์เสียงจริงๆ

สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดของเรืองนี้คงจะเป็นพล็อตทวิสในช่วงองก์ 3 ของเรื่อง ที่เรียกได้ว่า แหวก แปลก Beyond ฉีกทิศทางหนังตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียว ใครที่คิดว่าหนัง M. Night มีฉากเฉลยปมที่พีคแล้ว เรื่องนี้นอกจากจะพีคแล้วยังทำเอาคนดูเหวอออกจากโรงเลยทีเดียว (อันนี้ชม) ส่วนตัวผมเองนั้นเพลินมากสำหรับเรื่องนี้ 8.5/10

รีวิวหนัง อ้ายคนหล่อลวง – Aii-Con-Lor-Luang

หนัง Aii-Con-Lor-Luang หรือชื่อไทยว่า อ้ายคนหล่อลวง ทาวเวอร์ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) นักต้มตุ๋นคอลเซนเตอร์สุดแพรวพราว ที่ดันพลาดท่าถูก อินา (ใบเฟิร์น- พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) อดีตสาวแบงค์สุดเพี้ยนจับไต๋ได้ อินาจึงยื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับการไม่แจ้งตำรวจจับ นั่นคือการให้ทาวเวอร์คิดแผนต้มตุ๋น เพชร (แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์) แฟนเด็กที่หลอกให้อินาเปย์ค่าเทอมหลายแสนแล้วชิ่งหนี จนอินาเป็นหนี้ท่วมหัวภารกิจถูกยกระดับ เมื่อทาวเวอร์ตัดสินใจเปลี่ยนแผน จากต้มเงินแสน เป็นตุ๋นเงินล้าน งานนี้จึงต้องหาผู้ร่วมทีมอย่าง ครูนงนุช (แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช) ครูสมัยประถมของอินา ที่ต้องปลอมตัวเป็นนักธุรกิจสาว และ พี่โจร (เผือก-พงศธร จงวิลาส) พี่ชายของทาวเวอร์ มิจฉาชีพรุ่นเก๋าที่เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น . เริ่มแผนลวงได้ไม่ทันไร อินากลับหวั่นไหวกับสิบแปดมงกุฎสุดหล่ออย่างทาวเวอร์ เหมือนชีวิตวนมาเจอแฟลชแบ็ก หรือจะเป็นโชคร้ายของอินา ที่ต้องเจอแต่ผู้ชาย หล่อลวงภารกิจหลอกเงินต้องเดินหน้า แต่อินาจะห้ามใจ ไม่ให้รักนักต้มตุ๋นไหวหรือเปล่า!ติดตามได้ใน อ้าย..คนหล่อลวง ภาพยนตร์ หล่อแมนติก คอมเมดี้ จากจีดีเอช 3 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 อ้ายคนหล่อลวง

เรื่องราวสุดวุ่นเริ่มขึ้นเมื่อทาวเวอร์ นักต้มตุ๋นคอลเซ็นเตอร์ไปพลาดโป๊ะหลอก อินา อดีตเจ้าหน้าที่แบงค์ทำให้ทาวเวอร์โดนจับได้และเพื่อเป็นการไถ่โทษไม่ให้อินาไปแจ้งตำรวจ เขาจึงต้องช่วยเหลืออินาในการวางแผนต้มตุ๋นเอาเงินคืนจาก เพชร แฟนเก่าของอินาที่หลอกเงินไปแล้วชิ่งหนี งานนี้จะหลอกเงินจำนวนมากคืนต้องวางแผนให้รอบเขาพวกเขาเลยคิดแผนขั้นเทพโดยมี ครูของอินาและพี่ชายทาวเวอร์อย่างโจร เข้ามาช่วยเหลือเพื่อเอาคืนเพชรให้ได้

นี่คือหนังที่ใช้เสน่ห์ของนักแสดงทำงานออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก เพราะผมรู้สึกว่าหนังมันถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเพลิดเพลินจากสกิลและคาริสม่าของนักแสดงอย่าง ณเดช ใบเฟิร์น พี่เผือกและแม่แหม่ม ทุกคนทำได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ทำให้หนังมีลูกเล่นมีความน่าสนใจและไม่น่าเบื่อเลยตลอดทั้งเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็กลายเป็นว่าตัวบทหนังอาจจะขาดความแปลกใหม่ไปหน่อย โดยเฉพาะธีมหลักของเรื่องที่เน้นไปที่การหักเหลี่ยม เฉือนคม โจรกรรม วางแผน มันไม่ได้เซอร์ไพร์สอะไร

ด้านความตลกอันนี้อาจจะเพลย์เซฟหน่อย เพราะงานนี้ของคุณเมษไม่ได้โบ๊ะบ๊ะเป็นคอมิกส์เหมือนเรื่องก่อน ๆ คือมันก็ยังคงลายเส้นของเขาไว้นะแต่ไม่หนักข้อมากฉะนั้นต่อให้คุณไม่ได้เป็นคนถูกจริตกับมุกสไตล์นี้ก็ยังดูได้เพราะอย่างที่บอกว่าเสน่ห์ของตัวละครมันมาเสริมให้เราอย่างน้อย ๆ ก็จะได้ยิ้มได้ขำเบา ๆ แต่ถ้าคุณชอบสไตล์นี้ก็น่าจะยิ่งฮาท้องลั่นเลยแหละเพราะเขาก็พยายามหาช่องมาใส่ได้เรื่อย ๆ

แต่ที่น่าผิดหวังจริง ๆ กลับเป็นพาร์ทโรแมนติกของเรื่องที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้เพราะอุตส่าเน้นไปที่ความเป็นเอกลักษณ์ของตัวละครแล้ว แต่เหมือนเขาก็ยังไม่อยากทิ้งความหักเหลี่ยมเฉือนคมมันเลยนัว ๆ อยู่ตรงกลาง ไปไม่สุดในพาร์ทของความสำคัญตัวละครเท่าไหร่ซึ่งน่าเสียดายมาก

โดยรวมแล้ว อ้าย…คนหล่อลวง เป็นภาพยนตร์ไทยคอเมดี้ที่ดูคลายเครียดเพลิน ๆ ได้ดีนะ เพราะอย่างที่บอกถึงจะมีแผลมากมายแต่มันก็เป็นงานที่ดูไม่น่าเบื่อ มีตัวละครที่น่าจดจำให้เรานึกถึงอยู่ แถมสถานการณ์แบบนี้ถ้าได้มีเวลาสักสองชั่วโมงผ่อนคลาย สบายสมองก็ดีไม่หยอก ใครเป็นแฟน GDH และทีมนักแสดงผมว่าก็ไปดูได้ไม่ถึงกับผิดหวังหรือเสียดายอะไรครับ

รีวิวหนัง The Croods A New Age – เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่

หนัง The Croods A New Age หรือชื่อไทยว่า เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ ครอบครัวก่อนประวัติศาสตร์กลุ่มแรกที่ออกเดินทางท่องโลกเพื่อหาสถานที่ที่ปลอดภัยพอที่พวกเขาจะเรียกว่าบ้าน ไม่นานพวกเขาก็ค้นพบสวรรค์ที่มีกำแพงล้อมรอบ และคิดว่าปัญหาของเขาหมดไปแล้ว แต่ปัญหาก็คือมีครอบครัวนึงอาศัยอยู่ที่นั่นแล้ว พวกเขาอยู่บนลำดับขั้นที่สูงกว่าเหล่า Croods และพวก Croods ก็ได้เป็นแขกรับเชิญคนแรกของโลก

The Croods A New Age

ในบรรดาหนังแอนิเมชั่น ค่ายดรีมเวิร์คส์แอนิเมชั่น ผมนี่รอภาคต่อของ The Croods 2013 เป็นอย่างมากว่าเมื่อไหร่จะมาซักที เพราะส่วนตัวเองค่อนข้างหลงรักหนังเรื่องที่ ที่ไม่ได้มีดีแค่ความตลกแต่มันยังแถมท้ายด้วยการส่งต่อความเข้าใจ ความห่วยใยของสายสัมพันธ์ครอบครัว เป็นอนิเมชันของดรีมเวิร์คส์ ลำดับต้นๆ ที่ผมยกตำแหน่งให้เลย โดยที่ตอนนี้ผ่านมา 7 ปี แก๊งค์เดอะครู้ส ได้กลับมาอีกครั้ง

เรื่องราวในภาคนี้ก็สานต่อการเดินทาง หลังจากที่ครอบครัวครู้ส ได้หลุดพ้นออกจากกรอบเดิมๆ (ที่ชอบอาศัยอยู่แต่ภายในถ้ำ) ได้ออกเดินทางเพื่อค้นหา พรุ่งนี้ สถานที่ๆ เต็มไปด้วยความหวัง อาหาร และความปลอดภัย เหมาะสำหรับการลงหลักปักฐาน ให้เป็นบ้านจริงๆ ของครอบครัวนี้ซักที โดยในระหว่างทางก็ได้พบเจอกับสัตว์ร้ายต่างๆมากมาย แต่ก็ทั้งหมดก็รวมพลังเอาตัวรอดมาจนได้มาเจอกับกำแพงไม้อันใหญ่โต ที่ซึ่งพอผ่านหลังกำแพงไป เป็นดินแดนที่แสนอุดมสมบูรณ์ และปลอดภัย เป็นที่ๆ เหมือน พรุ่งนี้ ในอุดมคติเป็นที่สุด แต่ดินแดนนี้ก็มีอีกครอบครัวนึงเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เป็นครอบครัวดีเลิศ (ผู้ซึ่งเป็นครอบครัวแรกที่บุกเบิกการทำฟาร์มต่างๆเลี้ยงตนเอง) และเหล่าครอบครัวครู้สต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวใช้ชีวิตสไตล์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

จะว่าไปแล้วการกลับมาของครอบครัวครู้สครั้งนี้ ค่อนข้างที่จะไม่เหมือนที่คาดหวังไว้ซักเท่าไหร่ เพราะด้วยที่ภาคแรกนั้นมีความกลมกล่อมในการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก กลับกันในภาค 2 นี้ได้มีการเปลี่ยนโทนการเล่าเรื่อง ที่ทวีคูณความ “กาว” และบ้าบิ่นของตัวบทเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวละครใหม่ สัตว์ดึกดำบรรพ์ใหม่ๆ ที่เกินคาดถึงจริงๆ แต่ก็ยังดีที่ความ กาว ที่ใส่เข้ามา มันทำให้ตัวหนังไม่ซ้ำทางเดิมและยังคงความสนุก ความฮาในแบบที่ภาคแรกก็ยังทำได้ไม่ถึง กลายเป็นผมค่อนข้างที่จะปรับทับใจในภาคนี้อยู่ไม่น้อย ก็ยังถือว่าเป็นภาคต่อที่ดูได้เพลินๆสนุกอยู่ทีเดียว 8.5/10

รีวิวหนัง Invasion – มหาวิบัติเอเลี่ยนล้างโลก หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Invasion หรือชื่อไทยว่า มหาวิบัติเอเลี่ยนล้างโลก สามปีหลังจากที่โลกมนุษย์ถูกโจมตีจากนอกโลกเป็นครั้งแรก แม้เหล่ามวลมนุษยชาติจะสามารถเอาชนะศึกในครั้งนั้น และค่อยๆ กลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ทว่าความสงบสุขกำลังจะหายไป เมื่อเหล่าเอเลี่ยนยกทัพมาบุกเพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์อีกครั้ง และที่ใดมีน้ำไหลผ่าน ที่นั่นจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป!

Invasion

Invasion – มหาวิบัติเอเลี่ยน บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเอเลี่ฃยนที่ได้เดินทางกลับมายังโลกเพื่อกลับมาหาหญิงสาวที่เขาหลงรัก แต่มันขัดต่อยานแม่ที่หมายจะฆ่าเธอทิ้งซะ ทำให้เขาต้องร่วมมือกับมนุษย์โลกต่อกรกับภัยพิบัติในครั้งนี้

พอตอนหนังเริ่มฉาก เราเริ่มรู้สึกเอะใจแล้วว่าทำไมช่วงแรกมันนานจัง มีฉากนู่นนี่นั่นบอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ราวกับว่ามันเคยมีหนังมาก่อนหน้านี้แล้ว และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ Invasion คือ “หนังภาคต่อ” ภาคต่อจากหนังที่ชื่อว่า Attraction (2017) ซึ่งจริงๆ ในเรื่องนี้ตอนจบมันใช้ชื่อว่า Attraction 2 เสียด้วยสิ

ใช่ครับ ผมเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันคือหนังภาคต่อ ทั้งตัวอย่างและเรื่องย่อไม่ได้เอะใจสักนิดเลยว่ามันคือภาคต่อ และการที่หนังบอกเล่าตอนแรกมานั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรมากพอที่จะรับรู้ความสำคัญหลักของเรื่องราวในภาคนี้ได้เลย

ด้วยความที่เป็นภาคต่อ หลายๆ อย่างในภาคนี้เลยกลายเป็นจุดชวนสงสัยไปเสียหมด ทำไมคนนั้นสำคัญ ไอ้นี่ใคร ไอ้นั่นใคร ไอ้นั่นอะไร มีทำไม แล้วยังไง มันก็เกิดคำถามหลายเรื่องแบบสุดๆ อาจจะเพราะด้วยความที่เป็นภาคต่อ เราจึงงงกับความสัมพันธ์ของเหล่าตัวเอกเสียเหลือเกิน และไม่เพียงแต่งงเท่านั้น เรายังไม่เชื่อว่าทั้งคู่รักกันเลย มันดูแบบไม่ใช่อะ

อะไม่เป็นไร เรามาโฟกัสเรื่องราวองหนังว่ามันจะสนุกมากพอมั้ยกันดีกว่า หนังมีคำโปรยที่น่าสนใจมากๆ กับคำกล่าวที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ‘น้ำ’ ที่คิดเป็นสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ของโลกมนุษย์ ถูกเอเลี่ยนใช้เป็นอาวุธ! ความสงบสุขกำลังจะหายไป เมื่อเหล่าเอเลี่ยนยกทัพมาบุกเพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ และที่ใดมีน้ำไหลผ่าน ที่นั่นจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป!

เอาเข้าจริงๆ ความวิบัติก็คือ “น้ำ” นั่นแหละ แต่ภาพที่เราเห็นที่เราคิดมันไม่ใช่แบบนี้อะ นึกว่าแบบน้ำจะฆ่าคน เอเลี่ยนโผล่มาจากน้ำ หรือใช้น้ำเป็นพลังในการยึดครองโลก แต่นี่แค่แบบสร้างโดมแล้วทำให้น้ำท่วมอะนะ แค่นั้นอะนะ!?

รวมถึงในต้นเรื่องหนังมีการทดลองของนางเอกให้เห็นเหมือนมีพลังบางอย่าง รวมถึงไอ้หุ่นสุดเท่ทรงพลังนั่น แต่ทั้งเรื่องก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นน้อยเหลือเกิน รวมถึงความวิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหนังก็ “อิหยังวะ” การตัดสินใจของตัวละครต่างๆ ก็แบบอะไรวะ, เอเลี่ยนมีการแฮคเข้าระบบดิจิทัลปลุกปั่นคนผ่านข่าว ผ่านมือถือต่างๆ เพื่อให้กำจัดนางเอก แต่ก็เท่านั้นอะ ในหัวนี่วาดภาพว่านางเอกจะโดนชาวเมืองไล่ล่าไล่ฆ่าหนีหัวซุกหัวซุน แต่นี่เปล่าเลย ปล่อยข่าวให้กำจัดนางเอกแล้วไงต่ออะ?, อีกจุดนึงที่ปูมาซึ้งๆ ทำไมไม่ก็ไม่รู้ กับการเสียสละของพ่อนางเอกที่ปูมาแบบมืงตายแน่ๆ แต่สุดท้ายก็รอด! ทำแบบนั้นเพื่ออะไร!!!

สรุปแล้ว นอกเหนือจากเอฟเฟคที่อลังกาลงานสร้างแล้ว เราก็ไม่เอ็นจอยกับอะไรในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าใครหวังจะเห็นเอเลี่ยนประหลาดบุกทำลายล้างโลก บอกเลยว่าไม่มีสักตัว! อ๋อมีตัวนึง…พระเอก