รีวิวหนัง Freaky – สลับร่างฆ่า ล่าป่วนเมือง

หนัง Freaky หรือชื่อไทยว่า สลับร่างฆ่า ล่าป่วนเมือง เด็กสาวคนหนึ่งได้สลับร่างกับฆาตกรต่อเนื่องและพบว่ามีเวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่การสลับร่างจะเป็นไปอย่างถาวร Freaky เป็นหนังที่น่าสนใจและดูน่าสนุก พร้อมจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูตั้งแต่พล็อตเรื่องแล้ว โดยมันเป็นเรื่องราวของฆาตกรที่ได้พยายามฆ่าสาวมัธยมปลายคนหนึ่ง แต่ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ทั้งคู่กลับต้องมาสลับร่างกัน และภายในเวลา 24 ชั่วโมง สาวในร่างฆาตกรต้องรีบหาทางออกไม่งั้นเธอจะติดอยู่ในร่างนี้ตลอดกาล

Freaky

พล็อตสลับร่างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่เมื่อมันเป็นการสลับร่างกับฆาตกรนี่สิมันจึงน่าสนใจทันที และนี่คือผลงานการกำกับของ Christopher Landon ผู้กำกับเดียวกับ Happy Death Day ที่ในเรื่องนั้นดัดพล็อตหนังออกมาได้สนุกและน่าสนใจไม่น้อย จึงทำให้เรื่องนี้น่าดูสุดๆ

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้มันคือความตั้งใจของผู้กำกับที่ให้มันไปละม้ายคล้ายกับเรื่อง Freaky Friday (2003) ที่เป็นเรื่องราวของแม่ลูกที่สลับร่างกัน แต่ดัดให้เป็นเรื่องราวของหญิงสาวกับฆาตกรแทน แถมยังได้แรงบันดาลใจการสลับร่างทำพิธีกรรมมาจากใน Child’s Play (1988) ซึ่งเขาก็ทำมาแบบเดียวกันนี้ใน Happy Death Day ที่เป็นโครงเรื่องแบบ Groundhog Day (1993) วนลูบชีวิตประจำวันแต่+เรื่องของฆาตกรเข้าไป

ถ้าจะให้ว่ากันง่ายๆ Freaky คือหนังแนว Slasher (เชือด) ที่มีความเป็นหนังตลกผสมผสานอย่างลงตัว

ด้วยความเป็นหนัง Slasher ฉากไล่ล่า ไล่ฆ่ามันจึงแสดงความโหดสลัดผักแบบสุดๆ และการฆ่าแต่ละครั้งก็สร้างสรรค์ไม่ใช่เล่น ถึงแม้จะแอบเสียดายเล็กๆ ว่าอยากให้มีเยอะกว่านี้ก็ตาม แต่เท่าที่มีก็โหดจนไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ส่วนพาร์ทตลก มันก็อยู่ที่ตัวเอกทั้งหญิงสาวและฆาตกรต้องมาสลับร่ากันเนี่ยแหละ ความฮามันบังเกิด ต้องยกความดีความชอบให้ Vince Vaughn ที่พอโดนสลับร่างมาสวมวิญญาณหญิงสาว ก็เล่นได้ดูเป็นผู้หญิงใสซื่อไร้เดียงสาตัวเล็กๆ ได้จริงๆ จนทำให้คนดูเชื่อราวกับว่าโดนสลับร่างมาจริงๆ บางฉากนี่โคตรทุ่มเทเลย และพอบทบาทตอนเป็นฆาตกรก็ดูโหดลืมภาพความฮาจากเรื่องต่างๆ ที่เคยผ่านมาไปเลย รวมถึง Kathryn Newton ที่สวมบทบาทสาวไร้เดียงสา แต่พอกลายเป็นฆาตกรก็ดูดุและทำให้เชื่อได้เช่นกันราวกับเธอเป็นคนละคน แต่หนังน่าจะทำให้ตลกได้มากกว่านี้ กับชีวิตประจำวันหรือการกระทำของทั้งสองที่เปลี่ยนไป น่าจะหยิบมาเล่นได้มากกว่านี้อีกเยอะเลย

ส่วนตัวละครประกอบอื่นๆ เลือกมาเพราะตั้งใจแน่นอน ไม่ว่าจะเพื่อนนางเอกที่เป็นผู้หญิงผิวดำและกระเทยคนนึง ที่นอกจากจะเอามาสร้างความฮาแล้วตัวละครเหล่านี้มักตายในหนังเชือด (แถมในเรื่องยังจิกกัดเองซะด้วย), เพื่อนร่วมโรงเรียนร้ายๆ ที่บูลลี่นางเอก+ผู้ชายหล่อๆ นักกีฬา องค์ประกอบตัวละครที่หนังเชือดต้องมี, และการสร้างให้ครอบครัวนางเอกมีแต่ผู้หญิงก็เป็นนัยยะที่อยากสื่อถึงพลังหญิงด้วย

หนังยังไม่ลืมที่สร้างมิติให้ตัวละครอย่าง Millie (Kathryn Newton) สร้างความดราม่า ปมเรื่องครอบครัว ปมปัญหาในโรงเรียน แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็เป็นมิติที่ตื้นไม่ใช่เล่น เหมือนจะดูยัดเยียดและเข้าไม่ถึงจุดสักเท่าไหร่ แต่หนังดันไม่สร้างมิติให้ตัวละครของฆาตกร (Vince Vaughn) เสียอย่างนั้น จึงทำให้จุดนี้โหวงไปอย่างน่าเสียดาย

สรุปแล้ว Freaky คือหนังที่เรียกได้ว่าบันเทิง! มันคือหนังโหดที่มีความตลก ผสมเข้ากันอย่างลงตัว ถึงแม้ตัวบทอาจจะเรียบง่ายเป็นเส้นตรงถึงแม้จะพยายามสร้างมิติให้มันแล้วก็ตาม สู้ทำเป็นหนังเชือดฮาๆ ไปเลยน่าจะเวิร์คกว่า แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้น่าจะสะใจทั้งสายแนวหนังเชือด สะใจทั้งสายแนวหนังตลกอยู่ไม่น้อยเลย คิดว่าถ้าใครชอบ Happy Death Day น่าจะชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกัน

รีวิวหนัง The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้ในแกลเลอรี่

หนัง The Broken Hearts Gallery หรือชื่อไทยว่า ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากเลิกลากับแฟนหนุ่ม ก็ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Heart ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้ทิ้งสิ่งของของคนรักที่ทิ้งเราไปมารวมไว้เป็นงานศิลปะที่แห่งนี้ และที่นี่ก็ทำให้เธอได้พบกับชายหนุ่มคนใหม่ที่จะมาเปลี่ยนหัวใจเธออีกครั้ง

The Broken Hearts Gallery

The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของ Lucy หญิงสาวที่มักเก็บสิ่งของของแฟนเก่าไว้เป็นที่ระลึก และล่าสุดก็เพิ่งโดนหักอกมาอย่างเจ็บปวดจาก Max ทำให้เธอทั้งช้ำและเสียหน้าที่การงานในคืนเดียว แต่แล้วเธอก็ได้บังเอิญมาเจอกับชายหนุ่มหน้าหวานนามว่า Nick ทำให้เธอได้ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Hearts Gallery ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้เอาสิ่งของของคนรักเก่าที่ทิ้งไปมารวมไว้เป็นผลงานศิลปะจัดแสดงไว้ในที่แห่งนี้

หากดูแต่เพียงรายชื่อนักแสดงหลายคนอาจจะไม่คุ้นสักเท่าไหร่ ยกเว้นเพียงคนเดียว Dacre Montgomery ที่เพิ่งฝากผลงานเอาไว้ใน Stranger Things นอกเหนือจากนั้นคือใครไม่รู้เหมือนกัน

แต่หนังทำตัวละครแต่ละตัวได้มีชีวิตชีวาและน่ารักสุดๆ ไล่ไปตั้งแต่นางเอก Geraldine Viswanathan ที่ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้สวยหุ่นดีเหมือนนางเอกทั่วไป แต่การแสดงของเธอ คาแรคเตอร์ของเธอก็ดูมีเสน่ห์ ดูน่ารักและมีชีวิตชีวาแบบสุดๆ และเป็นการบอกเป็นนัยๆ เลยว่านางเอกไม่จำเป็นต้องพิมพ์นิยมแบบแต่ก่อนอีกแล้ว อีกทั้งตัวละครประกอบเพื่อนนางเอกก็ยังมีคาแรคเตอร์ชัดเจนและมีชีวิตชีวาไม่แพ้กัน ทั้ง Nadine (Phillipa Soo) และ Amanda (Molly Gordon) ที่ช่วยส่งช่วยเสริมให้หนังมีมิติและน่าดูชมขึ้นเยอะเลย

แต่แอบน่าเสียดายบททางฝั่งพระเอกอย่าง Nick (Dacre Montgomery) ที่นอกจากหน้าตาหล่อเหลา เป็นชายหน้าหวานชวนฝัน ก็ไม่มีได้มีการแสดงที่จัดจ้านชัดเจนหรือให้โชว์ของอะไรสักเท่าไหร่ เป็นตัวละครที่แทบจะไม่ได้เห็นอะไรเลยจริงๆ นอกจากหน้าหล่อๆ ของเขา อาจจะเพราะตัวบทเองด้วยกระมั้ง

หนังมีการบอกเล่าง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และมีความเรื่อยๆ ให้อมยิ้มได้บ้างเล็กน้อย ให้ดราม่าบ้างประปราย โดยรวมมันก็เป็นหนังสูตรสำเร็จแหละ แต่หนังก็ไม่สามารถดึงเราไปอินกับเรื่องราวได้มากเท่าที่ควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็เข้าถึงเราง่ายเช่นกัน กับประเด็นต่างๆ ที่หนังต้องการจะสื่อ

ค่อนข้างชอบคอนเซ็ปท์ของหนังนะ กับการเก็บของเก่าของคนรักมาทำเป็นแกลเลอรี่ ซึ่งถ้ามันมีจริงๆ น่าจะได้รับความนิยมไม่ใช่เล่น เชื่อว่าคนไม่น้อยเลยที่เลือกจะเก็บของที่หลายคนอาจมอง่วาเป็นขยะเอาไว้เพื่อระลึกถึงแฟนเก่านึกถึงช่วงเวลาดีๆ อะไรแบบนั้น เพราะช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข (แต่ก็มีหลายคนเขวี้ยทิ้งแหละเพราะอยากลืม 555) และในประเด็นนี้หนังก็ยังพูดถึงความทรงจำที่เราควรจะทิ้งและ Move on สักที แต่ถ้าใส่รายละเอียดความดราม่าของสิ่งของแต่ละชิ้นเข้าไปน่าจะชวนอินได้มากกว่านี้ และช่วงหลังๆ ของหนังจุดขัดแย้งมันเบาไปหน่อย แถมยังมีความรีบเร่งในหลายๆ จุด จนกลายเป็นหาทางลงแต่ละเรื่องได้ง่ายเสียเหลือเกิน แต่ก็นะ Feel Good แหละ

สรุปแล้ว The Broken Hearts Gallery เป็นหนังรักเบาๆ ผ่อนคลายสมอง อมยิ้มบ้างประปราย ดราม่านิดหน่อย โดดเด่นที่คอนเซ็ปท์และการแสดงของฝ่ายหญิงที่ดูมีชีวิตชีวาสุดๆ ที่สำคัญน่าจะได้ข้อคิดบางอย่างสำหรับคนที่อยากจะ Move on ได้ไม่มากก็น้อย

รีวิวหนัง She Dies Tomorrow – แพร่พันธุ์วันตาย

หนัง She Dies Tomorrow หรือชื่อไทยว่า แพร่พันธุ์วันตาย A woman’s conviction that she will die tomorrow spreads like a contagion through a town.Credit Rotten Tomatoes She Dies Tomorrow เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองกำลังจะตาย เธอจึงได้บอกเล่าเรื่องราวนี้กับเพื่อนของเธอ แต่เหมือนมันจะกลายเป็นเชื้อร้ายที่แพร่ความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่ได้ยินมัน

She Dies Tomorrow

บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ไม่ใช่หนังระทึกขวัญใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ว่ามันกลับเป็นหนังที่บอกเล่าถึงความกลัว ความเหงา ความเศร้า ความโดดเดี่ยว และคำพูดที่มันสามารถส่งผลต่อคนอื่นได้อย่างเหลือเชื่อ

คำพูดที่ว่า “ฉันจะตายวันพรุ่งนี้” ที่ดูเป็นคำพูดลอยๆ ไม่มีเหตุใดๆ มารองรับ มันก็ยากที่จะเชื่อ แต่พอเวลาผ่านไปเมื่ออยู้ในสถานการณ์เหมาะสมและฉุกคิดขึ้นมาได้มันกลับส่งผลให้อีกหลายๆ คนคิดตาม ซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นได้ว่าคำพูดของคนนั้นมีอิทธิพลมากมายขนาดไหน

มันเหมือนความรู้สึกที่ว่าเวลาเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภานการณ์หรือสถานที่ หรือผู้คนที่ทำให้เรารู้สึกลบ มีพลังงานลบ รู้สึกหดหู่ มันคือการส่งผ่านอารมณ์ความคิดความรู้สึกของคนหนึ่งที่ถ่ายทอดสิ่งลบเหล่านั้นมายังตัวเรา หนังเรื่องนั้นให้ความรู้สึกแบบนั้นเลย

และหนังก็ไม่ได้ละทิ้งคำพูดของตัวเอง พยายามพาเราไปหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วเธอจะตายวันพรุ่งนี้หรือเปล่านะ มีหลายสถานการณ์ที่พยายามส่งให้คำพูดของตัวละครหลักมีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้มากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น บทได้แสดงให้เห็นถึงการรับมือกับความตายของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะตาย เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเจนมากในแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเลือกที่จะปล่อยวาง เลือกอยู่กับคนรัก เลือกไม่อยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่รัก ซึ่งมันก็แฝงข้อความฝังมาในหัวเราว่า “เอ๊า แล้วตอนยังไม่รู้ว่าใกล้ตาย ทำไมไม่เลือกสิ่งที่ต้องการในชีวิตวะ”

แต่หนังมันไม่ได้ดูสนุกหรอกนะ มันเป็นหนังแบบ Slow Burn มากๆ ค่อยๆ เล่า ค่อยๆ นำเสนอ ค่อยๆ ถอดทอด ซึ่งถ้าใครไม่อินตาม ไม่เกาะติดจริงนี่คือถอดใจได้ง่ายๆ เลย ซึ่งในระหว่างที่เราดูเรื่องนี้ในโรง คนที่นั่งแถวเดียวกับเรา 2-3 คนก็ลุกออกจากโรงไปเลย สักพักก็ลุกออกไปอีก 1-2 คน ตอนแรกคิดว่าคงไปเข้าห้องน้ำ แต่หนังจบก็ยังไม่เห็นเขากลับมาอีกเลย 555+

สรุปแล้ว She Dies Tomorrow ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน เป็นหนังที่เล่าเรื่องไม่สนุกเลย แต่มันอาจให้ข้อคิดบางอย่างในขณะที่คุณกำลังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้

รีวิวหนัง The Craft Legacy – วัยร้าย ร่ายเวทย์ หนังแฟนตาซี

หนัง The Craft Legacy หรือชื่อไทยว่า วัยร้ายร่ายเวทย์ เรื่องราวของแก๊ง 4 สาวที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาวัยรุ่นในโรงเรียน แต่เธอก็ได้ค้นพบพลังเวทมนต์ที่มีอำนาจมากกว่าที่เธอคาดคิด และพวกเธอก็มิอาจควบคุมได้

The Craft Legacy
The Craft: Legacy สานต่อตำนานบทใหม่ 4 แหววพลังแม่มด หลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อไทย 4 แหววพลังแม่มด เวอร์ชั่น 1996 ที่หลายคนยกให้เป็นหนังคลาสสิกไปแล้ว มาถึงปีนี้ ได้มีการเอามาปัดฝุ่นใหม่ ที่เป็นกึ่งๆ รีเมค และภาคต่อจากเวอร์ชั่นดังกล่าว ซึ่งประกาศวันฉายในไทยมาแบบงงๆ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน (แต่ในอเมริกาฉายทางสตรีมมิ่งไปแล้ว)

สำหรับเรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้ จะโฟกัสไปที่ ลิลลี่ เด็กสาวที่ได้ย้ายมาอยู่ในบ้านใหม่ เพราะแม่ของเธอได้แต่งงานกับพ่อหม้ายลูกติด ที่มีลูกชาย 3 คน ติดมา ด้วยความที่เธอเป็นนักเรียนใหม่ เธอได้ถูกล้อเลียนสารพัด จนทำให้ได้มาเจอกับแก๊งค์ 3 สาว แฟรนกี้,ลอว์เดรส และแท็บบี้ 3 คนนี้ได้เข้ามาช่วยให้ชีวิตในโรงเรียนของลิลลี่ไม่เหงาอีกต่อไป รวมไปถึงทั้ง 3 คนได้ค้นพบว่าลิลลี่ได้เป็นแม่มดคนที่สี่ที่ทั้งสามคนได้ตามมาหานาน เพื่อที่จะได้อัปเวเลวพลังของทั้ง 4 คนให้ทวีคูณขึ้นไปอีก จนการใช้พลังเริ่มเลยเถิด และเกิดปัญหาตามมา

เรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างละม้ายคล้ายเวอร์ชั่นก่อนมาก ทำให้ถ้าใครเคยดูเวอร์ชั้่นปี 1996 มาแล้วคงเดาทางได้ไม่อยาก แต่ที่น่าเสียดายคือ เป็นหนังที่มีตัวหลักเป็นผู้หญิงถึง 4 คน ความซ่องแตก เฟียสๆ เก๋ๆ ของตัวหนัง รวมไปถึงการระเบิดพลัง หรือฉากใช้พลังต่างๆ แม้กระทั้งไฮโลท์ท้ายเรื่อง นั้นดูเบาบางไปซะหมด ไม่สมกับเป็นหนังเพื่อนหญิงพลังหญิงเลยจริงๆ

สรุปแล้วไม่แปลกใจเลยที่ทำไมในตลาดอเมริกา ทางโซนี่พิกเจอร์ ได้ส่งหนังเรื่องนี้ฉายทางสตรีมมิ่งแทนการเอาเข้าฉายโรง นอกจากที่ต้องการจะหนีโควิดแล้ว อาจจะอยากหนีความขายหน้าในการรีเมคกึ่งภาคต่อของหนังเรื่องนี้ ที่ทำออกมาแทบจะจืดชืดเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนไม่ได้เลยจริงๆ 6/10

รีวิวหนัง The Outpost – ฝ่ายุทธภูมิล้อมตาย หนังดราม่า

หนัง The Outpost หรือชื่อไทยว่า ผ่ายุทธภูมิล้อมตาย เรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ของกลุ่มทหารอเมริกันที่ได้รับคำสั่งให้ไปประจำการณ์ที่อาฟกานิสถานถูกกลุ่มตาลีบันโจมตีทำให้พวกเขาต้องหาทางต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง

 

The Outpost
The Outpost – ฝ่ายุทธภูมิล้อมตาย คือหนังที่สร้างมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของกลุ่มทหารอเมริกันที่ประจำการณ์อยู่ที่อัฟกานิสถาน แต่ที่ยึดมั่นของพวกเขาเป็นหลุมซึ่งแต่ละวันก็ต้องเผชิญหน้ากับความอันตรายพวกตาลีบันมายิงเป็นว่าเล่น และอยู่มาวันหนึ่งเหตุการณ์ก็แย่สุดขีด เมื่อเหล่าทหารตาลีบันยกทัพมากกว่า 400 คน ปิดล้อมทุกด้าน หวังถล่มที่ราบนี้ให้ยับ ทำให้เหล่าทหาร 50 กว่านาย กัดฟันสู้เพื่อปกป้องและยึดฐานที่มั่นนี้เอาไว้

หนังถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยช่วงแรกหนังจะพาเราไปรู้จักกับเหล่าทหาร 50 กว่านายในสมรภูมิแห่งนี้ ซึ่งหนังมันพาไปรู้จักจริงๆ ขึ้นชื่อซะหมดทุกตัวละคร ปัญหามันเกิดทันที “จำไม่ได้” จำไม่ได้จริงๆ ว่าใครเป็นใคร หน้าตาเอย ชุดแต่งกายเอย นอกจากตัวละครหลักที่ขึ้นในโปสเตอร์แล้ว ก็เสียเวลานั่งคิ้วขมวดว่าไอ้นี่ใครวะ ต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆ เลยกว่าจะพอจับได้ว่าไอ้นี่คือใคร นอกเหนือจากนั้นหนังยังพาเราไปรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างๆ ข้อผูกมิตรกับชาวบ้าน อะไรทำนองนั้น มีการแทรกแอ็คชันเบาๆ เป็นระยะๆ กับการตอดมาโจมตีของเหล่าตาลีบัน

แต่ครึ่งหลังน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอย เพราะแอ็คชันจัดเต็มมาก ไม่ใช่แค่ 5-10 นาที แต่ล่อกันยาวยันเกือบจบเรื่องเลย มายังกับพายุ เมื่อเหล่าตาลีบัน 400 คน บุกมาโจมตีฐานที่มั่นนี้ ห่ากระสุนปลิวว่อนทุกวินาที เสียงปืนดังแบบไม่มีหยุด แสงไฟจากกระบอกปืนจากทุกทิศทาง พร้อมเสียงระเบิดดังเป็นระยะๆ ปืนครกเอย RPG เอย มาแบบไม่ให้หยุดพักหายใจ เหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มีหลากหลายสถานการณ์ให้ติดตาม (จะว่าก็ว่าเถอะ ยิ่งดูก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่าใครมันสร้างฐานไว้ตรงนี้ กลางเขาปิดล้อม เสียเปรียบในทุกแง่มุม เหมือนรอวันให้เขามาถล่มงั้นอะ)

มีสิ่งหนึ่งที่เราตะหงิดกับฉากแอ็คชันคือ มันไม่เรียลสักเท่าไหร่เลย โดยเฉพาะการยิงกันแล้วเห็นผ่านลำกล้องของปืนเนี่ย เอามาใช้บ่อยมาก

มันมีความรู้สึกบางอย่างที่ยังขาดๆ อยู่บ้าง หนังมันยังไม่มีซีนให้น่าจดจำมากพอมั้ง แอ็คชันเยอะจริง เดือดจริง แต่มันก็ยังรู้สึกไม่สนุกมากพอกับส่วนนี้อย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน อาจจะเพราะด้วยความที่ตัวละครเยอะหนังพาเราไปรู้จักอย่างผิวเผิน เลยอาจจะทำให้เราไม่อินกับแต่ละตัวละครสักเท่าไหร่ด้วยแหละมั้ง ดราม่าก็มี แต่มันยังไม่ถึงจุดจริงๆ

สรุปแล้ว The Outpost น่าจะถูกใจคอหนังแอ็คชันสงครามไม่น้อย แต่หากจะหยิบยกหนังติดในดงศัตรูมาเทียบอย่าง Black Hawk Down, 13 Hours หรือ Lone Survival ก็คงต้องบอกตรงๆ ว่า The Outpost ยังสู้ 3 เรื่องนั้นไม่ได้ในหลายๆ แง่

รีวิวหนัง The Craft Legacy – วัยร้าย ร่ายเวทย์ หนังแฟนตาซี

หนัง The Craft Legacy หรือชื่อไทยว่า วัยร้ายร่ายเวทย์ เรื่องราวของแก๊ง 4 สาวที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาวัยรุ่นในโรงเรียน แต่เธอก็ได้ค้นพบพลังเวทมนต์ที่มีอำนาจมากกว่าที่เธอคาดคิด และพวกเธอก็มิอาจควบคุมได้หลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อไทย 4แหววพลังแม่มด เวอร์ชั่น 1996 ที่หลายคนยกให้เป็นหนังคลาสสิกไปแล้ว มาถึงปีนี้ ได้มีการเอามาปัดฝุ่นใหม่ ที่เป็นกึ่งๆรีเมค และภาคต่อจากเวอร์ชั่นดังกล่าว ซึ่งประกาศวันฉายในไทยมาแบบงงๆ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน (แต่ในอเมริกาฉายทางสตรีมมิ่งไปแล้ว)

 The Craft Legacy

สำหรับเรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้ จะโฟกัสไปที่ ลิลลี่ เด็กสาวที่ได้ย้ายมาอยู่ในบ้านใหม่ เพราะแม่ของเธอได้แต่งงานกับพ่อหม้ายลูกติด ที่มีลูกชาย 3 คน ติดมา ด้วยความที่เธอเป็นนักเรียนใหม่ เธอได้ถูกล้อเลียนสารพัด จนทำให้ได้มาเจอกับแก๊งค์ 3 สาว แฟรนกี้,ลอว์เดรส และแท็บบี้ 3 คนนี้ได้เข้ามาช่วยให้ชีวิตในโรงเรียนของลิลลี่ไม่เหงาอีกต่อไป รวมไปถึงทั้ง 3 คนได้ค้นพบว่าลิลลี่ได้เป็นแม่มดคนที่สี่ที่ทั้งสามคนได้ตามมาหานาน เพื่อที่จะได้อัปเวเลวพลังของทั้ง 4 คนให้ทวีคูณขึ้นไปอีก จนการใช้พลังเริ่มเลยเถิด และเกิดปัญหาตามมา

เรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างละม้ายคล้ายเวอร์ชั่นก่อนมาก ทำให้ถ้าใครเคยดูเวอร์ชั้่นปี 1996 มาแล้วคงเดาทางได้ไม่อยาก แต่ที่น่าเสียดายคือ เป็นหนังที่มีตัวหลักเป็นผู้หญิงถึง 4 คน ความซ่องแตก เฟียสๆ เก๋ๆ ของตัวหนัง รวมไปถึงการระเบิดพลัง หรือฉากใช้พลังต่างๆ แม้กระทั้งไฮโลท์ท้ายเรื่อง นั้นดูเบาบางไปซะหมด ไม่สมกับเป็นหนังเพื่อนหญิงพลังหญิงเลยจริงๆ

สรุปแล้วไม่แปลกใจเลยที่ทำไมในตลาดอเมริกา ทางโซนี่พิกเจอร์ ได้ส่งหนังเรื่องนี้ฉายทางสตรีมมิ่งแทนการเอาเข้าฉายโรง นอกจากที่ต้องการจะหนีโควิดแล้ว อาจจะอยากหนีความขายหน้าในการรีเมคกึ่งภาคต่อของหนังเรื่องนี้ ที่ทำออกมาแทบจะจืดชืดเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนไม่ได้เลยจริงๆ 6/10

รีวิวหนัง Relic – กลับมาเยี่ยมผี หนังดราม่า หนังสนุก 2020

หนัง Relic Edna หญิงชราม่ายได้หายตัวไปอย่างลึกลับ Kay ผู้เป็นลูกสาวและ Sam หลานสาวของเธอได้กลับมาที่บ้านหลังนี้เพื่อตามหา Edna แต่กลับพบว่ามีเรื่องราวประหลาดๆ เกี่ยวกับ Edna และบ้านหลังนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จะว่ายังไงดี คืออย่างแรกเลยต้องขอเตือนก่อนว่าหนังเรื่องนี้นั้นไม่ใช่หนังสยองขวัญ ระทึกขวัญแมสๆ ทั่วๆไปแต่อย่างใด มันเป็นหนังเรื่องที่เน้นการขบคิดตีความเชิญสัญลักษณ์ ซะมากกว่า ซึ่งตัวผมเองนั้นไม่ค่อยที่จะมีความรู้ในด้านการตีความซักเท่าไหร่ จึงอยากขออภัยไว้ก่อน ณ จุดๆ นี้

Relic

เรื่องราวว่าด้วย คุณยายเอ็ดน่า ที่ได้อาศํยอยู่ในบ้านคนเดียวกลางป่า ได้หายตัวไป จนลูกสาว (เคย์) และหลานสาว (แซม) ได้เดินทางกลับมาบ้านยายเพื่อช่วยกันตามหาตัว จนแล้วจนรอดผ่านไป 3 วัน เอ็ดน่าก็กลับมาในบ้านอีกครั้ง ทำตัวเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ซึ่งทั้งเคย์และแซมเริ่มเอะใจว่า นี่จะใช่ เอ็ดน่า คนเดิมหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่อาการหลงลืมแบบที่คนสูงอายุเป็นกัน จนในที่สุดความสะพรึ่งก็ได้คืบคลานเข้าสู่ตัวบ้านจนทำให้ ทั้ง 3 คนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หลังดูหนังจบส่วนตัวผมเองค่อนข้าง งงกับสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อนะครับ เพราะด้วยการที่หนังเลือกจบ หรือเดินเรื่องไปจนจบแบบไม่ค่อยเคลียร์ประเด็นอะไรให้ชัดเจนเท่าไหร่ ได้แต่ให้คนดูไปขบคิดเอาเอง ทำให้คนดูทั่วๆไปนั้น มีงงเป็นธรรมดา แต่ส่วนตัวผมขอตีความไว้แบบนี้ก็แล้วกันครับ เหมือนครบอครัวนี้ จะมีคำสาป หรือกรรมพันธ์อะไรบางอย่าง ที่ต้องทำให้ คนใดคนนึงในครอบครัว ถูกทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวเสมอ จนกระทั่งเกิดปัญหา ถึงได้เฮละโลกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง แต่มันก็สายเกิดไป เพราะคนที่ถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวได้สูญสลายหายไปทีละน้อย จนไม่เหลืออะไรแล้ว

สรุปแล้วถ้าใครเป็นคอหนังที่ชอบดูหนังจบแล้ว เอามาถกเถียงกันเพื่อหาประเด็นที่แต่ละคนตีความได้ มาดีเบตกัน เรื่องนี้ก็แนะนำจริงๆ แต่ถ้าใครไม่ใช่สายที่ต้องมาขบคิดตีความทีหลังหนังจบ คุณจะค่อนข้างงง และเบลอๆกับหนังที่ต้องการจะสื่อนั่นเอง ส่วนตัวผมเองคือรู้นะว่าหนังมันค่อนข้างดีเลย แต่สมองผมกลับไม่สามารถจับใจความที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อได้ครบถ้วนนั่นเอง 6/10