รีวิวหนัง Impetigore – บ้านเกิดปีศาจ หนังดราม่า

หนัง Impetigore Maya และ Dini เพื่อนสนิทของเธอ ได้พยายามจะเอาชีวิตรอดในเมือง และหลังจากที่ Maya พบว่าเธออาจได้มรดกจากครอบครัวจึงย้อนกลับไปที่หมู่บ้านของเธอ แต่กลับพบว่ามีเรื่องราวที่น่ากลัวรอพวกเธออยู่

Impetigore

Impetigore – บ้านเกิดปีศาจ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ มายา ที่ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดกับเพื่อนสนิท ดีนี่ เพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอ แต่การกลับมาในครั้งนี้เธอกับพบเรื่องราวสุดสยองเกี่ยวกับหมู่บ้านและครอบครัวของเธอ ทำให้เธอและเพื่อนต้องหาทางเอาตัวรอดจากที่แห่งนี้

หนังคือผลงานของผู้กำกับ Joko Anwar ที่ได้ฉายาว่า James Wan แห่งเอเชีย แถมเปิดตัวด้วยคะแนนจากเว็บมะเขือเน่า (Rotten Tomatoes) ได้โคตรน่าประทับใจสูงถึง 95% แถมตัวอย่างคลิปโปรโมทแต่ละตัวโคตรน่าดู ยิ่งทำให้กระตุ้นต่อมอยากและคาดหวังเอาไว้กับเรื่องนี้มากมาย แต่…พอไปดูแล้วรู้สึกเฉยๆ อย่างน่าเสียดาย

นี่คือหนังทำนองเกี่ยวกับลัทธิประหลาด มีพิธีกรรม แน่นอนต้องมีฉากชวนหวาดเสียว ชวนอ้วก เลือดสาด ซึ่งหนังเรื่องนี้มันก็มีนะ แต่…มีน้อยกว่าที่คิด ตอนแรกหวังว่าแบบหยีตาดู ร้องซี๊ดทั้งเรื่อง แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ไม่หลอน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

หนังปูเรื่องนาน ดำเนินเรื่องเอื่อย คือมันก็มีจังหวะหลอก จังหวะง้างมาบ้างนะ แต่มันเล่าได้น่าเบื่อชะมัดเลย ตลอดทั้งเรื่องมีความน่าสนใจชวนสงสัย แต่ความน่าตื่นเต้นในแต่ละจุดมันน้อยเกินไป

บทชวนอีหยังวะมาก ความไม่สมเหตุสมผลมีอยู่หลายจุด บางฉากก็งงว่ามีเพื่อไม่รู้จะใส่มาทำไม บางบทตัวละครพูดขึ้นมาเหมือนมีอะไร แต่ก็ไม่มีอะไร

และที่ไม่ชอบที่สุดเลยคือการเฉลยปม ที่แบบเหมือนคิดไรไม่ออก ก็เอาแบบนั้นแหละ โยนใส่ยัดๆๆๆ มาในฉากเดียว ซะงั้นเลย

การแสดงของนักแสดงถือว่าทำได้ดี อาจจะไม่ได้โดดเด่นจนน่าชื่นชม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่โอเค ถึงแม้บางทีจะดูเล่นใหญ่ไปก็ตาม

แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดของเรื่องนี้คือเพลงประกอบ ระทึก ชวนตื่นเต้น คือหลายๆ ฉากถ้าไม่ได้เพลงนี่จืดไปเลย หลอนที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็ยกให้เพลงนี่แหละ

สรุปคือมันไม่ได้น่ากลัว หลอน อี๊ หรือชวนปิดตาขนาดนั้น เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้น่ากลัวเลยนะ เพียงแต่มีบางฉากที่เชือดกันให้ดูเห็นๆ เท่านั้นเอง

รีวิวหนัง The Secrets We Keep หนังดราม่า

หนัง The Secrets We Keep หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะสร้างชีวิตใหม่กับสามีของเธอ แต่ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ได้ลักพาตัวชายคนหนึ่ง ที่เชื่อว่าเป็นคนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายกับเธอในช่วงสงครามโลก

The Secrets We Keep

The Secrets We Keep เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงคนหนึ่งที่มีครอบครัวและสามีที่เพียบพร้อม แต่บังเอิญเธอได้พบกับชายคนหนึ่งในระแวกบ้านเธอ ที่ทำให้เรื่องราวสุดแสนจะขมขื่นในอดีตหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อชายคนที่เธอพบมันทำให้เธอมั่นใจว่าต้องเป็นคนเดียวกับที่ทำทารุณกับเธอในช่วงสงครามโลกอย่างแน่นอน เธอจึงตัดสินใจจับชายคนนั้นมาและสอบสวนจนกว่าเขาจะสารภาพ

ประเด็นเดียวที่หนังพยายามจะนำเสนอและชวนให้เราติดตามเรื่องราวคือการหาคำตอบว่า “ชายคนที่เธอจับมา…ใช่คนที่ทำระยำกับเธอในอดีตจริงหรือไม่” มันทำให้เราสงสัย คิดตาม แต่หลังจากเฉลยปั๊บอารมณ์ความรู้สึกมันแบบ…นึกว่าจะมีอะไรมากกว่านี้แหะ คือระหว่างทางมันไม่เข้มข้นสักเท่าไหร่ น้ำหนักของคำตอบมันก็มีแหละ แต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบเออจริงว่ะ มันไม่ได้หนักแน่นพอ มันแลดูเรื่องราวมันง่ายไปเสียหมด ยิ่งจุดเฉลยยิ่งง่ายเกินไปเลย

มันมีบางจุดที่หนังปล่อยผ่าน ทำให้คนสงสัยอยู่มากเช่นกัน ยิ่งทางด้านอารมณ์ความรู้สึกตัวละครในตอนท้ายคือแบบ รู้สึกขัด รู้สึกทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้ และก็ไม่ชอบตอนจบเลยมัน อิหยังวะ ไปหน่อย 555

แต่ถึงกระนั้นนักแสดงก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดี แต่ไม่ได้ชวนให้รู้สึกว่าจนน่าทึ่งขนาดนั้น คือแต่ละคนก็รับผิดชอบบทตัวเองกันได้ดี และสามารถนำพาเรื่องราวไปตลอดรอดฝั่งได้

สรุป The Secrets We Keep เป็นหนังที่ไม่ค่อยสนุกนะ เอาจริงๆ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่ยึดเราไว้ได้คือความสงสัยนั่นแหละ เรื่องราวการสืบหาความจริงก็ไม่เข้มข้น จุดเฉลยก็ง่ายดายเหลือเกิน นึกว่ามันจะมีอะไรมากกว่านี้เสียอีก

รีวิวหนัง Dragon Rider – มหัศจรรย์มังกรสุดขอบฟ้า หนังการ์ตูน

หนัง Dragon Rider หรือชื่อไทยว่า มหัศจรรย์มังกรสุดขอบฟ้า มังกรเงินรวมทีมกับภูตภูเขาและเด็กกำพร้าเพื่อเดินทางไปยังเทือกเขาหิมาลัยเพื่อตามหาขอบสวรรค์

Dragon Rider

6.5/10 เนื้อเรื่องธรรมดา เเต่สนุกเเฮะๆ

เเว็ปเเรกไม่ได้หวังไรมากดูเเค่ข้ามเวลาเเต่พอเข้ามาดูก็สนุกดีครับ เนื้อเรื่องย่อ

มื่อมังกรหนุ่มสีเงิน ไฟร์เออร์เดรค, ภูตภูเขา ซอร์เรล และเด็กกำพร้าผู้อ้างว่าขี่มังกรได้ เบน ร่วมกันออกผจญภัยเพื่อหาที่หลบภัยของมังกร แต่ภารกิจนี้ไม่ง่าย เพราะพวกเขาต้องหนีจากการไล่ล่าของ เนทเทิลแบรนด์ ปีศาจกินมังกรที่ถูกสร้างขึ้นโดยนักเล่นแร่แปรธาตุ ผู้ต้องการทำลายมังกรให้หมดสิ้นไปจากโลกมนุษย์

รีวิว
ภาพสวยมากครับเก็บรายระเอียดดีมากต้องยอมรับนี้เป็นกาตูนอนิเมะชั่นเกี่ยวกับมังกรเรื่องเเรกที่ดูครับ

ต้องยอมรับมุกๆต่างในเรื่องทำออกมาได้ค่องข้างดีบางมุกอาจจะดูเด็กๆไปบ้าง บ้างมุกพอยิ้มได้ไม่ได้ฮาลั่นๆโรงนะครับการเล่าเรื่องถือว่าทำออกมาได้ดีฮะ เรื่องนี้มีอะไรให้บ่นน้อยมากเรามาดูกันดีกว่า

1.ภาพสวยมากต้องยอมรับจริงๆว่าสวยจัดๆ

2. เนื้อเรื่องนำเสนอเเบบรวดเร็วดีครับ

3.อาจจะรวดรัดเนื้อเรื่องหน่อยประวัติตัวพระเอกเลยไม่ได้เล่ามากนัก

4.ตัวละครมีเสน่ห์ มุกในเรื่องทำออกมาได้ดี พอยิ้มมุมปากได้บ้างครับ

5.ฉากเเอดชั่นไม่ได้โดดเด่นมากเเต่ทำออกมาได้ดี

ุ6. ข้อเสียคงเนื้อเรื่องธรรมดาไม่ได้เเปลกใหม่มาก

7.ไม่ได้เล่าประวัติตัวร้ายเลย หนังไม่ได้เล่าตัวร้ายเเบบเจอะลึกมากเลยไม่รู้อะไรมากรู้เเค่เรื่องเล่ามา

เป้าหมายตัวร้ายไม่สบเหตุสมผลเท่าไหร่ครับเเต่ถ้าเด็กดูคงไม่คิดมากเหมืยนผม55 ผมเเก่เเล้ว

8. ความธรรมดาหลายองค์ประกอบบรรยากาศเก่าๆ เเบบเดินเเบบนี้นำพาหนังดูสนุกจนจบครับ

หนังเเบบนี้บ้างเรื่องทำไม่ได้นะเรื่องนี้นำเสนอมาได้ดีจริงๆ

“สรุปดูได้ สนุกดีอยู่ครับ เเนะนำดูคร่าเวลา เเล้วทำสมองโล่อย่างหวังมากจะสนุกกับเรื่องราวที่เรื่องนี้เล่ามาครับผม

รีวิวหนัง The War with Grandpa – ถ้าปู่แน่ ก็มาดิครับหนังตลก

หนัง The War with Grandpa หรือชื่อไทยว่า ถ้าปู่แน่ ก็มาดิครับ Peter (Oakes Fegley) และ Jack (Robert DeNiro) ปู่ของเขาเคยสนิทกัน จนกระทั่ง Jack ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันและยึดห้องนอนของ Peter ไป เขาจึงรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนเพื่อทวงห้องคืนมา ในขณะที่ Jack เองก็เรียกเพื่อนของเขามาด้วยเช่นกัน จึงเกิดสงครามย่อมๆ ระหว่างปู่และหลาน

The War with Grandpa

เรื่องราววุ่นวายของบ้านหลังนี้เกิดขึ้นเมื่อปู่เอ็ด ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของลูก ๆ แต่ทว่าเขากลับมาแย่งห้องนอนสุดรักของหลานชาย พีท ทำให้พีทต้องระเห็ดไปนอนห้องใต้หลังคา นำพาซึ่งความไม่พอใจมาสู่หลานชายคนนี้ พีทพยายามทำทุกอย่างเพื่อแกล้งให้ปู่ทนไม่ได้และคืนห้องให้เขา ในขณะเดียวกันคุณปู่เองก็ต้องการกำราบหลาานชายเช่นกัน สงครามระหว่างปู่หลานจึงเริ่มขึ้น

เอาจริงตัวหนังบทอ่อนมาก เพียงแต่ท่ามกลางความไม่มีอะไรนี้มันก็มีการพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจอย่างความต่างกันของวัย พูดถึงมิตรและศัตรูที่ถูกเปรียบเทียบถูกสอนสอดแทรกเข้ามาได้แบบแนบเนียนอยู่เหมือนกัน คือหนังมันดูง่าย อบอุ่น อาจจะไม่ได้ตลกเพราะมุกของหนังไม่ได้ใหม่มาก แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไร เพลิน ๆ ไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหนัง ยิ่งถ้าใครชอบโรเบิร์ต เดอ นีโร ที่หลัง ๆ เราติดภาพพ่อตาแสบ คุณปู่แสบไปแล้ว เรื่องนี้เขาเหมือนคาร์ลหรือปู่ซ่าใน UP มาก ฮ่าฮ่า เรื่องนี้คาแรคเตอร์เป็นแบบนั้นเลย ดูแล้วก็หายคิดถึงภาพลักษณ์ของเขาแบบนี้ไปเหมือนกัน อ้อเกือบลืมพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนพอมาเห็นในจอตกใจมากกับ อูม่า เธอร์แมน ที่ต้องมาเล่นเป็นแม่ในหนังตลกเจ็บตัวแบบนี้ เซอร์ไพร์สและแปลกตามาก (ถึงแม้ว่าจะเคยผ่าน Movie 43 มาแล้วก็เหอะ)

ใครที่อยากหาหนังที่ดูง่าย ๆ เพลิดเพลินเรื่องนี้ตอบโจทย์มาก เพียงแต่อย่าไปคาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะไปทางตลกทั้งเป็นสายเจ็บตัวหรือสายฮาก็ไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ เพราะมุกในเรื่องนี่บางทีต่อให้ไม่ได้ดูหนังเยอะแต่เคยดูแนวนี้มาบ้างอาจจะเดาได้เลยว่าฉากต่อไปกำลังจะเกิดอะไรขึ้น เดามุกง่าย เพราะมันไม่ได้ใหม่เลย บางมุกออกจะเชยมากด้วยซ้ำ แต่สาระสำคัญของหนังคือความอบอุ่น ความวุ่นวายของครอบครัวนี้มากกว่า ที่ทำให้หนังดูเพลินจริง ๆ ช่วงหลัง ๆ นี้หนังฟอร์มยักษ์เลื่อนหนีแทบหมดแล้ว ฉะนั้นนี่เป็นโปรแกรมดูสบายผ่อนคลายที่ไม่น่าเบื่อเลย แต่ถ้าคาดหวังถึงหนังที่ซีเรียสจริงจังก็อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก

รีวิวหนัง Love You Forever – ย้อนรัก ให้ยัง มีเธอ

Love You Forever หรือชื่อไทยว่า ย้อนรัก ให้ยัง มีเธอ ภาพยนตร์โรแมนติกย้อนเวลา กับเรื่องราวของชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์พิเศษ เขาสามารถย้อนเวลาได้ เขาจึงใช้ความสามารถนี้ย้อนไปช่วยผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักจากอุบัติเหตุ แต่การย้อนเวลาครั้งนี้มันทำให้เขาต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

Love You Forever

Love You Forever คือหนังจากแดนมังกรที่ดัดแปลงมาจากนิยาย บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่หลงรักสาวคนหนึ่ง แต่ฝ่ายหญิงกลับต้องมาเจออุบัติเหตุจนเสียชีวิต ฝ่ายชายจึงย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น แต่ต้องแลกกับการที่คนที่เขารักจะจำเขาไม่ได้ รวมถึงไม่มีใครบนโลกสักคนรู้ว่าเขามีตัวตนอยู่เลยแม้แต่น้อย ที่หนักไปกว่านั้นคือตัวเขาต้องแก่ลงไปกว่าเดิมอีกด้วย

แค่ดูตัวอย่างและพล็อตเรื่องก็พอเดาได้ว่านี่คือหนังรักน้ำเน่าแน่เลยแหละ แต่การไปดูหนังน้ำเน่าช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ไม่เลวเหมือนกัน เพราะหนังบล็อคบัสเตอร์ใหญ่ๆ ดังๆ ต่างก็เลื่อนหนีไปหมด และก็ไม่ได้ดูหนังแนวนี้มานานแล้วล่ะนะ

ซึ่งหนังย้อนเวลาไปแก้ไขเรื่องราวอะไรบางอย่างเราก็ได้เห็นมาเยอะแล้ว เยอะมากๆ ด้วย และในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่หรือเซอร์ไพรส์อะไรเราเลย มันคือหนังสูตรสำเร็จเรื่องนึงนี่แหละ ความน่าสนใจมันเลยตกไปพิจารณาอยู่ที่เนื้อหา

ด้วยความที่หนังบอกเล่าหลายช่วงอายุด้วย จึงทำให้เราผูกพันกับตัวละครได้ไม่ยาก และแต่ละช่วงอายุคาแรคเตอร์มูดแอนโทนก็เปลี่ยนไป ทำให้คล้อยตามไปได้ง่ายๆ และพร้อมจะติดตามเรื่องราวของทั้งคู่อยู่เสมอ แต่น่าเสียดายที่ส่วนโรแมนติกเอย ดราม่าเอย โดยเฉพาะพาร์ทดราม่าเนี่ยแหละมันบิ้วได้ไม่ถึงจุดเลย ทั้งๆ ที่มันน่าจะขยี้ได้มากกว่านี้ มันไม่สามารถส่งให้น้ำตาคลอได้ขนาดนั้น ถึงแม้เราจะเห็นพัฒนาการหรือเรื่องราวของตัวละครมาตลอดก็ตาม บทมันไม่ส่งจริงๆ

อีกอย่างหนังยังมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่พอสมควร ในจุดเรื่องการจดจำได้ของนางเอก ยิ่งช่วงท้ายๆ นี่ง่ายเกินไปเลยทีเดียว

แต่วิธีที่เล่าเรื่องกับงานภาพถือว่าทำได้ดี ตัดสลับเหตุการณ์ในปัจจุบันกับอดีตได้อย่างน่าสนใจ เล่าเรื่องได้ดีและชัดเจน ไม่งงลำดับเหตุการณ์ว่าช่วงเวลาไหนคืออดีตช่วงเวลาไหนคือปัจจุบัน ในอดีตก็จะเป็นภาพสีสว่างสดใสภาพโทนร้อนหน่อยขนาดภาพเต็มจอ แต่พอตัดมาปัจจุบันจะติดโทนเย็นขนาดภาพก็จะกว้างขึ้น

จริงๆ ตอนจบหนังไม่น่าจะลงเอยอย่างนั้น ถ้าลงเอยอีกแบบมันจะอินมากกว่า และความรู้สึกมันจะต่างไปมากกว่านี้มาก ซึ่งจริงๆ หนังไม่ได้ผิดอะไรหรอก แค่มันจบไม่ถูกจริตเราเฉยๆ เท่านั้นเอง

คู่พระ-นางในเรื่องเล่นดีเลยแหละ น่าชื่นชมสุดๆ น่ารักด้วยการแสดง ด้วยคาแรคเตอร์ ดูแล้วอมยิ้มได้ เคมีทั้งสองคนเข้ากันแบบสุดๆ โดยเฉพาะคนที่รับบทนางเอกคือสวยและน่ารักมากจริงๆ ดึงดูดให้น่ามองตลอดเวลา และการแสดงของเธอก็เอาอยู่เสียด้วยสิ สิ่งที่ข้องใจและตลกๆ นิดหน่อยคงเป็นหน้าพระเอกตอนแก่ที่ดูปลอมไปเสียหน่อยเท่านั้นแหละ (พระรองโคตรหล่อเลย หล่อกว่าพระเอกเยอะ ด้วยหน้าตาและบุคลิก)

สรุปแล้ว Love You Forever เป็นหนังสูตรสำเร็จที่ดูเพลินด้วยนักแสดงนำ เนื้อเรื่องไม่ได้แปลกใหม่ เดาง่าย แต่ก็ยังเล่าได้น่าสนใจและน่าติดตาม และเป็นหนังแนวที่ไม่ได้เห็นมาสักพักแล้วหละ ไปดูผ่อนคลายก็ไม่เสียหายเช่นกัน

ปล. มีเพลงไทยเวอร์ชันจีนด้วย จังหวะนั้นเล่นเอายิ้มได้แบบไม่รู้ตัวเลย ทั้งตัวเพลงและภาพในตอนนั้น

รีวิวหนัง The Last Full Measure 34 ปีหลังจากการตายของ William H. Pitsenbarger Jr.

The Last Full Measure 34 ปีหลังจากการตายของ William H. Pitsenbarger Jr. ทหารอากาศผู้ช่วยชีวิตเพื่อนทหารที่เขาไม่รู้จักกว่า 60 ชีวิต แต่เขากลับกลายเป็นวีรบุรุษที่โลกไม่รู้จัก ทำให้เหล่าเพื่อนทหารตามเรื่องเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเขาได้รับเหรียญเกียรติยศสูงสุดของทหาร The Last Full Measure เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงของวีรกรรมจากวีรบุรุษที่โลกลืม William H. Pitsenbarger ทหารอากาศที่ยอมสละชีวิตตนเองโรยตัวลงมาเพื่อช่วยชีวิตทหารราบกว่า 60 นายท่ามกลางสงครามเวียดนาม แต่วีรกรรมเขาก็ถูกลืมเลือน จนทำให้สหายร่วมรบและทหารที่รอดจากเหตุการณ์นั้นต่างใช้เวลาเกิน 30 ปี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับวีรบุรุษผู้นี้ ด้วยการเสนอชื่อให้เขาได้รับเหรียญแห่งเกียรติยศชั้นสูงสุด

The Last Full Measure

จริงๆ The Last Full Measure มาจากประโยคในสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดี Abraham Lincoln ที่พูดไว้เพื่อสดุดีแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ Gettyburg ใจความว่า

…That from these honored dead we take increased devotion to that cause for which they here gave the last full measure of devotion.

แปลประมาณว่า “…นั่นมาจากผู้วายชนม์อันทรงเกียรติทั้งหลายที่ยอมสละทุกอย่างสำหรับการจงรักภักดีอย่างเต็มภาคภูมิในวาระสุดท้ายของชีวิต”

หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละครสมมุตินามว่า Scott Huffman (Sebastian Stan) เจ้าหน้าที่ระดับกลางของเพนตากอน ที่ได้รับเรื่องให้ไปตามเรื่องราวการรายงานขอเลื่อนขั้นเหรียญกล้าหาญเป็นเหรียญแห่งเกียรติยศ ทำให้เขาต้องไปเจอกับเพื่อนทหารหาญทั้งหลาย ร้อยเรียงข้อมูล ตัดสลับกับการเล่าเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดเหตุจริงๆ เลยทำให้ความน่าสนใจหนังเพิ่มขึ้นมา

แต่ในความน่าสนใจนั้นก็มีความน่าเบื่ออยู่เช่นกัน ด้วยความที่หนังคล้ายกับสารคดีไปสัมภาษณ์คน นั่งพูดๆ เล่าเหตุการณ์ ซ้ำไป วนไป วนมา ตามหาความจริง มันเลยกลายเป็นหนังเรื่อยๆ ไปสักหน่อย

ถึงแม้จะมีความ “ลับ” บางอย่างของเหตุการณ์จริงในครั้งนี้ที่ทำให้เหตุการณ์มันน่าเคลือบแคลงใจ และตัวเอกต้องเอาหน้าที่การงานเข้าแลก ไอ้ส่วนนี้แหละ ที่มันดูเหมือนจะมีอะไร แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้เห็นความเสี่ยงหรือจุดอันตรายจากเหตุการณ์นี้สักเท่าไหร่เลย เลยกลายเป็นอุปสรรคเล็กๆ ที่ผ่านมาและผ่านไป

ถึงแม้หนังจะตัดสลับเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ในสนามรบที่ผ่านมา 30 ปี แต่ในพาร์ทของสนามรบดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ไม่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ น่าทึ่งหรือน่าประทับใจของการช่วยชีวิตของ William H. Pitsenbarger สักเท่าไหร่เลย รู้เพียงแต่ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเท่านั้น พาร์ทนี้ถ้าทำออกมาดีๆ มันจะทำให้หนังอินมากกว่านี้เยอะ

ซึ่งจุดอินจริงๆ จากในหนังเรื่องนี้มาจากบทพูดต่างๆ ของตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ William H. Pitsenbarger ทั้งนั้น ถึงแม้มันจะค่อนข้างเป็นคำคม จุก กระแทกใจ น่าประทับใจมากเกินจริงไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เราได้ซาบซึ้งถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของ William H. Pitsenbarger ได้ดีจริงๆ หลายฉากนี้น้ำตาคลอตามเลยทีเดียว

โดยเฉพาะฉากตอนท้ายเรื่องที่ประธานาธิบดีกล่าว เล่นเอาซึ้งจนเกือบน้ำตาไหล กินใจสุดๆ แถมยังเกือบทำให้เรายืนขึ้นในโรงเลยทีเดียว (อยากรู้ว่าทำไมต้องลองไปดูด้วยตัวเอง).

ทัพนักแสดงนี่เด่นๆ ดังๆ ทั้งนั้น แต่ที่โดดเด่นมากๆ คือ การแสดงของ William Hurt, Ed Harris และ Christopher Plummer ที่ฉากดราม่าทีไรแทบจะเล่นเอาเราน้ำตาคลอได้แทบทุกฉากเลย แต่การแสดงที่เฉยๆ จนน่าเสียดายคือการแสดงของ Sebastian Stan ในบท Scott Huffman และการแสดงของ Jeremy Irvine ในบท William H. Pitsenbarger

สรุปแล้ว The Last Full Measure คือหนังที่บอกเล่าวีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ที่โลกไม่เคยรู้ บอกเล่าการต่อสู้เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ฮีโร่ในสนามรบ บอกเล่าความจริงเบื้องหลังสงครามนั้น แต่บอกเล่าออกมาได้ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ มีความน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่มันถูกประคับประคองด้วยบทพูดอันคมคาย ชวนซึ้ง และการแสดงอันยอดเยี่ยม