รีวิวหนัง Billie – บิลลี่ ฮอลิเดย์ แจ๊ส เปลี่ยน โลก หนังสารคดี

Billie หรือชื่อไทยว่า บิลลี่ ฮอลิเดย์ แจ๊ส เปลี่ยนโลก เรื่องราวเกี่ยวกับการพยายามผลักดันตัวเองมาเป็นนักร้องแจ๊สในช่วงปลายยุค ’30s ของ Billie Holiday เด็กที่อาศัยอยู่ในสลัม ประเทศลัตเวีย

Billie

นี่คือหนังชีวประวัติที่บอกเล่าในรูปแบบสารคดีแบบเต็มสูบ มันคือการบอกเล่าเรื่องราวของ Billie Holiday ผ่านนักข่าวที่กำลังขุดคุ้ยเรื่องราวของเธอ แต่ก็ต้องมาเสียชีวิตลงอย่างน่าสงสัยก่อนที่จะได้ตีแผ่ความจริงนี้ให้โลกรู้ หนังเรื่องนี้จึงหยิบนำเทปบทสัมภาษณ์คนรู้จัก เพื่อน พี่น้อง ของ Billie กว่า 100 ชม. มาบอกเล่าให้เราฟัง พร้อมด้วยความจริงที่ชวนตะลึงและสุดช็อค

Billie คือนักร้องแจ๊สผิวดำโคตรคุณภาพ เสียงดีแบบหาที่เปรียบไม่ได้ การได้ยินเสียงร้องของเธอในหนังเรื่องนี้เปี่ยมไปด้วยความทึ่ง และน่าอัศจรรย์ พร้อมๆ กันนั้นก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญมา เพราะหลายๆ เพลงถูกแต่งมาจากเรื่องจริงอันน่าเศร้าของเธอ โดยเฉพาะฉากที่ได้ยินเธอร้องเพลง Strange Fruit ฟังแล้วโคตรหดหู่ โคตรเจ็บปวด แค่เริ่มเพลงก็เจ็บปวดแล้ว “Sounthern trees bearing strange fruit blood on the leaves and blood at the roots”

และเรื่องราวความจริงของเธอที่เจอมาแต่ละอย่างที่โคตรน่าเห็นใจ โคตรน่าสงสาร เจ็บปวดจริงๆ การเป็นนักร้องผิวดำในช่วงนั้น แบบไม่คิดเลยว่าคนหนึ่งคนจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ มาตลอดชีวิตขนาดนั้น ตั้งแต่โดนข่มขืน เคยขายตัว ยาเสพติด พัวพันกับผู้ชายหลายคนแต่หามีรักจริงไม่ จนถึงขั้นรัฐบาลตั้งตัวเป็นศัตรูเลยทีเดียว ทั้งหมดนั้นถูกนำเสนอให้เราได้เห็นหมด จนถึงตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลยว่าความสุขของเธอมาจากไหนกัน และที่สำคัญหนังยังช็อคคนดูด้วยการนำเสนอเรื่องราวคนที่พยายามตีแผ่ความจริงของเธอให้โลกได้รู้ด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นสารคดีที่บอกเล่าไม่สนุก ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตามเท่าไหร่ จริงอยู่ที่เรื่องราวของ Billie มันน่าสนใจ แต่การนำเสนอสารคดีเรื่องนี้ทำได้ไม่ดีเลยจริงๆ มันกลายเป็นชวนง่วงไปเลย

สรุปแล้ว หากใครอยากรู้เรื่องราวตีแผ่ความจริงที่เกี่ยวข้องกับ Billie Holiday ก็สามารถเข้าไปดูได้ ถ้าสามารถทนความเป็นสารคดีเล่าแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ ได้อะนะ

รีวิวหนัง Greenland – นาทีระทึก วันสิ้นโลก หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Greenland หรือชื่อไทยว่า นาทีระทึก…วันสิ้นโลก เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ดาวหางพุ่งชนโลก โดย John Garrity (Gerard Butler), Allison (Morena Baccarin) และ Nathan ลูกชายของพวกเขาต้องเดินทางฝ่าอันตรายเพื่อไปยังสถานที่ปลอดภัย ท่ามกลางข่าวร้ายว่าเมืองต่างๆ ทั่วโลกถูกทำลายด้วยชิ้นส่วนของดาวหางนี้

 Greenland

Greenland บอกเล่าเรื่องราวของดาวหางที่ชื่อว่าคลาร์กหลุดวงโคจรจากอีกระบบสุริยะกำลังพุ่งมายังโลก ซึ่งสะเก็ดดาวนั้นกำลังจะสร้างหายนะและล้างบางมนุษย์ทั่วโลก ทำให้พระเอกและครอบครัวถูกเลือกจากทางประธานาธิบดีให้ไปหลบภัยยังสถานที่รัฐจัดให้ จึงเกิดเป็นการฝ่าฟันวิกฤติ เผชิญหน้าอันตรายเพื่อเอาชีวิตรอด

หลายคนอาจจะเคยผ่าน เคยเห็น เคยได้ยินข่าวเกี่ยวอุกาบาตที่เฉี่ยวโลกมีเศษอุกาบาตหล่นมายังโลกบ้าง แต่ก็ตกลงน้ำไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็หยิบเอาประเด็นนั้นแหละมาต่อยอดว่าถ้าเกิดมันเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ ถ้ามันไม่ได้ตกน้ำละ มันตกลงบนพื้นและสร้างความวินาศสันตะโรอย่างรุนแรงล่ะจะเป็นยังไง

ไปดูแบบไม่คาดหวัง แต่ผลลัพธ์คือมันสนุกจริงๆ มันไม่ใช่หนังภัยพิบัติอย่าง The Day After Tomorrow, 2012 หรือหนังภัยพิบัติทั่วไป ที่มีฉาก CG อลังกาล แห่งความชิบหายของภัยพิบัติอย่างรุนแรง ไม่มีฉากเวอร์ๆ เหนือมนุษย์ของตัวเอกเท่ๆ แต่เรื่องนี้มันคือหนังภัยพิบัติที่บอกเล่าว่าความชิบหายที่มนุษย์ธรรมดาๆ อย่างเราอาจประสบพบเจอหากมันเกิดขึ้นจริง และวิบากกรรมตัวละครที่ต้องประสบพบเจอถูกบีบให้เจอปัญหาตลอด ก็ทำให้คนดูไม่ค่อยได้พักหายใจหายคอ ลุ้นเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่น

ชอบความที่หนังไม่ได้บันยะบันยังยัดเยียดภัยพิบัติให้ตัวละครเจอตลอด มันใส่มาแบบพอดี แต่หนังยังใส่ใจว่าความเลวร้ายเมื่อเกิดภัยพิบัติจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องภัยพิบัติอย่างเดียวนะ มันยังมีเรื่องราวของมนุษย์ที่เข่นฆ่าเอาเปรียบกัน ขโมยของ ปล้นสะดม หาทางเอาชีวิตรอดไม่สนกฏเกณฑ์ ไม่สนผิดชอบชั่วดี นั่นแหละสิ่งเหล่านี้ยังทำให้มัน Real มากๆ และมันคือสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ต้องหนีจากภัยพิบัตินะ มันก็มีนะ และมาทีก็น่ากลัวไม่ใช่เล่น สำคัญคือมันบาลานซ์สิ่งเหล่านี้ได้ดีเลยทีเดียว

สิ่งสำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆ หนังมันไม่ได้มีฉากที่ทำให้แบบ “ขนาดนั้นเลยหรอวะ” “เวอร์ไปมั้ง” เช่นแบบสโลโดดข้ามตึกพร้อมไฟที่ลุกไหม้ตามมาข้างหลัง มันไม่มีฉากแบบนั้นเลย อาจจะมีความโชคดีอยู่บ้างในเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่ฉากโชว์ปาฏิหาริย์แน่นอน

ด้วยความที่หนังเลือกนักแสดงนำเป็น Gerard Butler ด้วยแล้วนั้น ที่ผ่านหนังเวอร์ๆ มามากมายไม่ว่าจะ 300, หรือตระกูล Has Fallen ที่ค่อนข้างเวอร์ เราก็ติดภาพความเวอร์ของเขาว่าในเรื่องนี้มันต้องมีฉากแบบเวอร์ๆ ของพระเอกให้เราเห็นแน่นอน แต่มันเปล่าเลย เรื่องนี้ Gerard Butlter สะบักสะบอม ไม่มีฉากเท่ๆ เปรียบดั่งมนุษย์เดินดินธรรมดาๆ เนี่ยแหละ มันเลยทำให้เรายิ่งอยากเอาใจช่วย ร่วมลุ้นไปกับทุกเหตุการณ์ที่ตัวละครต้องเจอ

หนังเล่าเรื่องภูมิหลังตัวละครได้อย่างชาญฉลาด ไม่เสียเวลาเล่าแบบเปลืองเวลาหนังเลยก็สามารถทำให้คนดูเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

และการแสดงของ Morena Baccarin ก็ยอดเยี่ยมจริงๆ ฉากเอาตัวรอดหรือฉากดราม่าก็ทำออกมาได้ดีมากๆ จริงๆ เราชอบเธอตั้งแต่ในซีรีส์ Gotham ละนะ พอได้เห็นการแสดงของเธอในเรื่องนี้ยิ่งทำให้เราคิดว่าเธอมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

สรุปแล้ว โดยภาพรวมของ Greenland มันอาจจะดูไม่ได้แปลกใหม่ แต่ความแปลกใหม่มันคือความแตกต่างในรายละเอียดระหว่างทางที่มันกำลังเกิดขึ้น มันไม่ใช่หนังตามสูตร มันมีฮีโร่ มันคือความธรรมดา ความ real ที่ตัวละครต้องเจอเนี่ยแหละ มันจึงทำให้เราลุ้น ระทึก เอาใจช่วยจนเหนื่อยเลย

ปล. จริงๆ ชอบฉากก่อนจบมากนะ มันปล่อยให้คิดได้ต่อ และพอมาเป็นฉากจบแบบนั้นก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่แอบเสียดายนิดนึง จริงๆ เอาฉากจบนั้นมาใส่ไว้ในหลัง End-Credit จะยอดเยี่ยมมาก

รีวิวหนัง A Little Chaos สวนนี้มีมนต์รัก

หลังจากเจอเธอใน Insurgent มาคราวนี้ เคท วินเสลต ขอกลับมาเป็นนางเอกบ้านๆธรรมดาเต็มตัวบ้าง กับผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง A Little Chaos ที่งานนี้เธอโคจรกลับมาเจอกับ อลัน ริคแมน ที่แสดงเป็นตัวประกอบในเรื่อง และยังกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองอีกด้วย

A Little Chaos

หนังเป็นเรื่องราวของนักออกแบบภูมิทัศน์สวนหญิง มาดามซาบีน เดอ บาร์รา (เคท วินสเลต) ที่ได้รับการว่าจ้างโดยสถาปนิกชื่อดัง เลอ นอร์ต(มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์) ให้ทำงานอันทรงเกียรติในการเนรมิตรสวนอันงดงามให้กับพระราชวังแวร์ซายของพระ เจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายใต้เวลาที่แสนจำกัด นับเป็นภารกิจที่สร้างความกดดันให้กับซาบีนเป็นอย่างมาก ท่ามกลางอุปสรรครอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ที่แสนเข้มงวดของราชสำนัก และเหล่าศัตรูแฝงกายอยู่รายล้อม ซาบีนจะทุ่มเทความสามารถและความมุ่งมั่นในตัวเอง พิสูจน์ให้เห็นว่าผลงานของเธอสามารถจะชนะใจกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้ได้

โดยถ้าหากพูดถึงหนังแนวย้อนยุค พีเรียตแบบนี้ สิ่งแรกที่ตัวผมจะหวังไว้เป็นอย่างสูง ไม่ว่าตัวบท หรือโครงสร้างของหนังจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องทำให้ดีให้ได้คือแง่ของ คอสตูม และ โปรดัคชั่น เพราะมันเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของหนังในตระกูลนี้อย่างแท้จริง และก็ดูเหมือนว่า A Little Chaos จะค่อนข้างทำตามจุดประสงค์ที่ผมตั้งไว้ได้ดีตามมาตรฐาน ถึงแม้จะเป็นผลงานการกำกับของ อลัน ริคแมน ผู้ผันตัวมาจากนักแสดงก็ตาม ซึ่งทั้งคอสตูม และ โปรดัคชั่น งานออกแบบพระราชวังแวร์ซายในหนังเรื่องนี้ล้วนแล้วสวยงาม ไร้ที่ติ สามารถจัดได้ว่าเป็นหนังที่ดูเพื่อหวังจะเห็นอะไรสวยๆ งามๆได้อย่างไม่เสียสายตา

ในขณะที่ทางตัวบทของหนัง ถึงแม้จะยังไม่ได้เน้นหนักถึงประเด็นทางชนชั้น และ สังคม เท่าที่มันต้องการได้อย่างดีนัก แต่ส่วนตัวก็แอบชอบหลายจุดเล็กๆของหนัง ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่าง ชนชั้น ของ คนธรรมดา และเหล่า พระราชา ที่ต่างแสดงให้เห็นว่าก็มีความเป็นมนุษย์ที่ต้องการพักผ่อน, เศร้า, เสียใจ และกินได้ร้องไห้เป็นไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่าวิธีการอยู่ในสังคมของคนทั้ง 2 ชนชั้นนี้จะต่างกันโดยสิ้นเชิง

และนั่นรวมไปถึงการที่หนังมีการแอบจิกกัดถึงความเสมอภาคในตัวของเพศหญิง และ ชาย ผ่านเรื่องราวความรักที่ถึงแม้จะมาในรูปแบบชู้รักพิศวาส ตามสไตล์หนังจักรๆวงศ์ๆไปหน่อย ซึ่งมีข้อเสียตรงที่มันอาจจะนำมาซึ่งความจำเจในการเล่าเรื่องที่เหมือนบังคับให้คนดูต้องผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆของเรื่องนี้ๆไปได้เสียก่อน ถึงจะเจอภาพใหญ่ที่หนังรอคอยที่จะนำเสนอให้ ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องถือว่าตัวหนังไม่ได้ทำให้เราผิดหวังสักเท่าไหร่นักถ้าหากเทียบถึงความละเอียดละอ่อนในการค่อยๆเปรยถึงเรื่องการสู้ชีวิตของผู้หญิง ในดงนางอิจฉาออกมาเช่นนี้ครับ

ซึ่งแน่นอนแล้วว่า เคต วินเสลต เธอออร่าประกายสูงมากๆในหนังแบบนี้ แต่บุคคลที่สมควรพูดถึงไม่แพ้กันคือพระเอกหนุ่ม มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์ ที่ไม่ว่าเขาจะมองนางเอกสวยตาเช่นไร หรือแม้แต่การแสดงของเขาอาจจะไร้ชีวิตในบางส่วน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพียงแค่เสน่ห์ และออร่าส่วนตัวของเขานั่น ก็เพียงพอแล้วที่จะประครองหนังร่วมกับ วินสเลต ไปให้ถึงจุดหมายได้ค่อนข้างสวยงาม ท่ามกลางกรวดหินขรุขระที่มีอยู่มากมาย

โดยสรุปแล้วผมจึงคิดว่า A Little Chaos เป็นหนังพีเรียตที่ค่อนข้างดูเพลินๆ อารมณ์สบายๆดีมากๆ เพราะถึงแม้ตัวหนังจะมาในเรื่องแบบคบรักมักชู้ แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เน้นหนักไปที่ประเด็นด้านใดด้านนึง แต่เน้นเล่าเรื่องความรักท่ามกลางการสร้างสวนที่สบายๆ ให้คนดูรู้สึกผ่อนคลายไปกับสิ่งสวยงามด้านโปรดัคชั่น และนักแสดงเสียมากกว่าครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7.5/10 ครับ

รีวิว Antebellum – หลอน ย้อน โลก

Antebellum เรื่องราวของ Veronica นักเขียนชื่อดังที่พบว่าตนเองติดอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง และทำให้เธอต้องค้นหาปริศนาบางอย่างในที่แห่งนี้และเอาชนะความกลัวของตนเองให้ได้ จะว่าไปก็เขียนยากเหมือนกันนะ 5555+ ตัวอย่างก็ไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่ เขียนมากไปก็กลัวสปอยล์ เอาเป็นว่า Antebellum มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเหยียดผิวที่นางเอกต้องเผชิญ

Antebellum

ถึงแม้ป้ายโปสเตอ์หรือตัวอย่างจะขายทีมสร้างจาก Get Out หรือ Us ซะใหญ่โต แต่จริงๆ ผู้เกี่ยวข้องที่เห็นๆ ก็คือผู้อำนวยการสร้างบางคน ไม่ใช่ผู้กำกับ ไม่ใช่คนเขียนบท จะหวังให้เหมือน ก็คงไม่ใช่ซะทีเดียว แต่ก็มีจุดคล้ายอยู่บ้าง (อาจมีฝ่ายอื่นๆ เกี่ยวข้องอีกก็เป็นได้) แต่เนื้อเรื่องก็พูดถึงประเด็นเดียวกันอยู่แหละ อย่างที่บอกไปว่าเรื่องเกี่ยวกับการเหยียดผิว และใน Antebellum นี้เหยียดผิวแบบตรงไปตรงมาสุดๆ

การดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก คือการรู้น้อยที่สุด ยิ่งเข้าไปแบบไม่รู้อะไรเลยยิ่งดี ตัวอย่างไม่ต้องไปดูมัน ไปลุ้นกันในหนังเลย เพราะความรู้สึกระหว่างดูหนังเรื่องนี้ แค่เปิดเรื่องมาก็เรียกความน่าสนใจเราด้วยฉาก Long take และความน่าสงสัยแบบ เอ๊ะ!? อะไรวะ? มันไม่ได้งงนะ แค่ชวนสงสัย เป็นความสงสัยแบบน่าติดตาม

หนังดำเนินไปก็มีการสับขาหลอกคนดูไป ให้เราคิดไปต่างๆ นานา ไอ้จุดนี้แหละที่มันสนุก มันตรึงให้เราอยู่กับหนังว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะ 555+ แต่มันก็ไม่ถึงกับว้าวมาก ไม่ได้เซอร์ไพรส์คาดเดายาก คาดเดาไม่ได้อะไรขนาดนั้น และที่สำคัญมันไม่ได้ดูยากเลย

การแสดงของ Janelle Monáe ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเอาอยู่ในทุกๆ ฉาก ไม่ว่าจะสถานการณ์ใดก็ตาม แต่ปัญหาคือ ตัวละครแวดล้อมอื่นๆ กลับไม่น่าจดจำ และไม่มีประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่กับหนังเลย

แต่หนังแลดูเบากว่าที่คิด ไม่มีฉากโหดๆ เลือดสาดเท่าไหร่ ถือว่าผิดคาดไปพอสมควร ความตื่นเต้น ความระทึก ความอันตราย ความกดดันของตัวละครก็ดูน้อยไป ส่วนพาร์ทดราม่าหรือปมตัวละครต่างๆ ก็ดูจะละเลยจนเกินไป หยิบมาแตะแบบเบาๆ บางๆ เท่านั้น ไม่นำมาบอกเล่าเท่าที่ควร บทบางอย่างก็ดูแบบล็อคมาก เล่นง่ายเกิน

และไอ้ความตรงไปตรงมาในการบอกเล่าเกี่ยวกับประเด็นเหยียดผิว มันดูง่ายก็จริง แต่มันเลยกลายเป็นไม่มีอะไรเลย ไม่ได้ทำให้รู้สึกกระทบกระเทือนหนักอย่างหนังเหยียดผิวเรื่องอื่นๆ หนังแค่สื่อให้เห็นว่ามันมีการเหยียดผิวเท่านั้น

ตอนท้ายเราไม่ชอบเลย มันดูหนังสูตรมาก ธรรมดา คาดเดาง่าย แล้วฉากท้ายๆ นี่ดูตลกเสียด้วยซ้ำ แทนที่จะดูอีปิก จริงๆ เราว่าหนังมันไปได้ไกลกว่านั้น

ปล. ชอบความล้อกับประโยคเปิดหนังนะ ตอนแรกอาจจะงงๆ ว่าเกี่ยวอะไร พอจบเรื่องย้อนไปนึกดูจะเข้าใจในทันที

รีวิวหนัง The High Note – ไต่โน้ตหัวใจตามฝัน หนังดราม่า

The High Note เรื่องราวของนักร้องชื่อดังและผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำงานหนักจนเกินตัวที่ได้รับข้อเสนอบางอย่างที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเธอไปได้

The High Note

The High Note – ไต่โน้ตหัวใจตามฝัน เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าเกี่ยวกับ Maggie Sherwoode ผู้ช่วยนักร้องชื่อดัง Grace Davis ที่อยู่ในช่วงร้องแต่เพลงเก่าหากิน ซึ่งเหล่าแฟนคลับก็ถามผลงานใหม่ๆ แต่ผู้จัดการเห็นต่างอยากให้ร้องแต่เพลงเก่าที่เดิมซ้ำๆ มีเพียง Maggie ที่อยากให้เธอออกอัลบั้มใหม่ และอาสาจะโปรดิวซ์เพลงให้เธอ แต่เรื่องราวมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเธอไม่ใช่โปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียง ทำให้เธอต้องหาทางทำสิ่งที่เธอฝัน พร้อมๆ กับการดูแลศิลปินที่เธอรักไปด้วย

หนังพยายามให้เห็นความสนิทสนมของผู้หญิงทั้ง 2 คนที่ต่างกันสุดขั้ว ศิลปินชื่อดัง-ผู้ช่วย หัวหน้า-ลูกน้อง แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่สัมผัสถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนได้มากเท่าที่ควรเลย ทั้งๆ ที่มันควรจะนำเราไปผูกพันกับตัวละครสิ มันจึงเกิดการไม่อินขึ้นมา

หนังยังนำเสนอเกี่ยวกับวงการเพลง ทั้งด้านการทำเพลง การโปรดิวซ์เพลง นายทุน ค่าย ซึ่งนำเสนอแบบผิวๆ แตะแบบบางๆ มาก นำเสนอจุดนี้ได้น้อยเลยแหละ ไม่ได้น่าสนใจ หรือดึงดูดมากพอเลย ส่วนเพลงที่ใช้ในหนังต้องบอกเลยว่าเพราะมากถึงมากที่สุด แต่ดูไม่ส่งเสริมเรื่องราวเท่าไหร่

พาร์ทโรแมนซ์ของพระนางก็ใส่มาทำไมไม่รู้ ไม่ได้น่าสนใจเลยสักนิด ทุกอย่างดูไหลลื่นไปหมด สะดุดนิดหน่อย แต่อะไรมันก็ง่ายเกินไป ดูเป็นพาร์ทที่ไร้น้ำหนักสุดแล้ว

หนังเหมือนจะปลุกพลังฝัน แต่ก็ไม่ได้มีตรงไหนที่สร้างกำลังใจ เติมไฟให้ฝันเลยเช่นกัน

ทางด้านจุดดราม่าต่างๆ ก็ไม่ชวนให้อินพอ มาไว ไปไว ไม่มีเวลาให้ซึมซับอะไรเลย เอาจริงๆ ชีวิตนางเอกดูราบรื่นไปเสียด้วยซ้ำ คือบทล็อคมาก สูตรสำเร็จสุดๆ ยิ่งช่วงท้ายเรื่องนี่หาบทสรุป หาทางลง จบง๊ายง่าย แบบ “เอ๊า แค่เนี้ยนะ?”

นักแสดง Dakota Johnson หรือ Tracee Ellis Ross เราก็มองว่าไม่ได้มีจุดที่แสดงได้โดดเด่นอะไร เพียงแต่ อาจจะได้เห็นความน่ารักๆ ของ Dakota Johnson เท่านั้น สลัดภาพเธอจาก Fifty Shades ไปได้เลย และบทเธอ ลุคเธอในเรื่องนี้ก็ดูเหมาะกับเธอดีเหมือนกัน เพียงแต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ส่งให้เธอดูโดดเด่นอะไรเท่าไหร่

สรุปแล้ว The High Note – ไต่โน้ตหัวใจตามฝัน มันก็ไม่ใช่หนังเพลงซะทีเดียว มันคือหนังที่มีเพลงมาประกอบ และนำเสนอเรื่องราวของคนในวงการเพลง (แบบผิวๆ) เน้นตัวละครนำ ที่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วมีดีแค่เพลง และความน่ารักของ Dakota Johnson สลัดคราบความเธอจาก Fifty Shades เท่านั้น

รีวิวหนัง The Silent War – หน้าที่ มิตรภาพ ความรัก

ตั้งแต่ภาพยนตร์ฮ่องกงถูกปฏิวัติ (ข้อใช้คำนี้คงไม่เกินเลย) จากภาพยนตร์ Infernal Affairs เมื่อปี 2002 ภาพยนตร์ก็ถูกใช้เป็นต้นแบบอ้างอิงกับภาพยนตร์อีกหลายๆ เรื่องหลังจากนั้น และก็ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้โด่งดังและงานเข้ากันทุกคน อลัน มัค ผู้เขียนบทและผู้กำกับร่วมกับ แอนดรูว์ เลา ก็เลยเป็นที่จับตามองมากขึ้น และกับผลงานล่าสุดของเขา The Silent War เขาก็ยังคงทำหน้าที่เขียนบบทและกำกับร่วมด้วย เฟลิค จง คนเขียนบทร่วมจาก Infernal Affairs

The Silent War

The Silent War หนังดัดแปลงมาจาก Ting Feng Zhe (นักฟังเสียงสายลม) ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในนิยายจารกรรม Plot Against ของ ม่าเจีย ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2005 และได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้อ่าน เล่าเรื่องราวของ เหอปิง (เหลียงเฉาเว่ย) ช่างตั้งสายเปียโนตาบอดที่มีทักษะการฟังเสียงเป็นเลิศ จนถูก ฉางสวี่หนิง (โจว ซุน) สายลับหญิงผู้เก่งกาจจากหน่วย 701 ดึงตัวมาร่วมงานเพื่อช่วยดักฟังฝ่ายตรงข้ามที่ใช้รหัสมอสในการสื่อสารติดต่อ ในช่วงสงครามการเมืองของจีนเมื่อปี 1950 จนนำมาสู่ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเขาและเธอ

แม้เรื่องย่อและหน้าหนังจะดูเหมือนหนังแนวสายลับเชิงสืบสวน แต่เอาเข้าจริง นี่คือหนังรักที่มีหน้าหลังเป็นความวุ่นวายของบ้านเมืองระหว่างรัฐบาลกับ ฝ่ายกบฎ และการที่หนังเล่นเรื่องการสืบสวนด้วยการดักฟังรหัสมอสเพื่อถอดข้อความข่าว ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ The Silent War จัดเป็นหนังท่ายาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการนำเสนอเรื่องราวสายลับในช่วงสงครมการเมืองที่ ไม่มีฉากยิง ฉากสงคราม มีเพียงแต่การฟังเสียงและเคาะรหัสเป็นข้อความออกมา

แต่น่าแปลกใจว่า The Silent War กลับเป็นหนังที่ชวนติดตามและดูสนุกพอสมควร แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถอดรหัสที่ผู้ชมทั่วไปน้อยนักที่จะเข้าใจ กระบวนการของมัน แต่หนังก็เล่าวิธีการในรูปแบบง่ายๆ ให้ผู้ชมพอเข้าใจและติดตามเรื่องราวไปได้ ประกอบกับมีเรื่องราวนอกเหนือจากการถอดรหัส ก็คือการดำเนินการสืบสวนตามแบบฉบับของหนังสายลับจริง ที่เมื่อนำมาผนวกกับการถอดรหัส ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการถอดรหัสว่าจริงจังและเต็มไปด้วยความเป็นความตาย แค่ไหน

หนังมีการออกแบบงานสร้างที่สมจริง ยิ่งใหญ่ ทั้งฉากและเสื้อผ้าหน้าผม ที่แสดงให้เห็นถึงความประณีตของผู้สร้างและทีมงานผู้ออกแบบ นอกจากนี้ยังได้การถ่ายภาพอันยอดเยี่ยมที่ช่วยเสริมให้หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่มีความวิจิตรงดงามเรื่องหนึ่งในภาพยนตร์ฮ่องกงยุคหลังเลยทีเดียว

อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า The Silent War เป็นหนังท่ายาก เพราะการนำเสนอการดักฟังถอดรหัสนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ หากนำเสนอออกมาได้ไม่ดีพอ ก็จะทำให้ภาพรวมของหนังเสียหายจนกลายเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้แย่ไปในที่สุด แต่ อลัน มัค และ เฟลิค ชอง ก็เก่งกาจในการดัดแปลงนิยายให้ออกมาเป็นภาพของการไขรหัสมอสได้อย่างน่าพอใจ และชวนติตดาม แม้ตัวละคร เหอปิง จะเป็นคนตาบอด แต่ไม่ได้หมายความว่าจินตนาการของเขาในการสร้างภาพในหัวจะหายไป การนำเสนอแบบให้เห็นถึงจินตภาพในหัวของเหอปิง ว่ารหัสมอสที่ส่งมีข้อความอะไร ความหนักเบาในการส่งรหัสเป็นอย่างไร จนมาสู่การประเมินรูปพรรณรวมถึงอุปนิสัยของบุคคลที่ส่งข้อความ นับเป็นสิ่งที่ถือว่าหนังตีโจทย์ในส่วนนี้ได้แตก และไม่ทำให้การติดตามการถอดรหัสนั้นน่าเบื่อ (ซึ่งส่วนนี้ต้องยกความดีให้กับ ม่าเจีย ในการประพันธ์นิยายที่เต็มไปด้วยรายละเอียดให้สนุก)

ซึ่งการถ่ายทอดเสียงในเรื่องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำออกมาได้ดี การสร้างความแตกต่างของเสียงของการส่งรหัส ไม่ใช่สิ่งที่จะสื่อให้ผู้ชมทั่วไปที่ไม่ได้มีหูหรือการฟังขั้นเทพให้เข้าใจ ได้ง่ายๆ แต่หนังก็นำเสนอออกมาได้ชัดเจน? และการที่หนังได้รางวัลบันทึกเสียงยอดเยี่ยมจากเวที Asia-Pacific Film Festival ก็เป็นเครื่องการันตีถึงความยอดเยี่ยมนี้ โดยผู้บันทึกเสียงนั้นเป็นคนไทย 2 คน ก็คือ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ และ ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์ ซึ่งน่าดีใจไม่น้อยเลยกับความสำเร็จของภาพยนตร์ระดับเอเชียที่มีคนไทยเข้าไปเป็นส่วนร่วม

แม้การบันทึกเสียงจะทำได้ดี แต่การนำเสนอเรื่องราวในบางช่วงบางตอนยังมีความไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมักเป็นซีนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหอปิงพระเอกของเรื่องทั้งนั้น ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่นำเสนอแบบรวบรัดไปนิด ซึ่งบางฉากหากขยี้มากกว่านี้จะทำให้เรื่องดูหนักแน่นและทำให้เข้าใจความ รู้สึกของตัวละครมากขึ้น เช่น ความสัมพันธ์ของเหอปิงและฉางสวี่หนิงที่ดูจะเร่งให้มีเรื่องความรักเข้ามา เร็วไปนิด แม้จะปูประเด็นมาก่อน แต่ก็เป็นในส่วนของเรื่องงานเสียมากกว่า ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างเหอปิงกับหญิงสาวในหน่วยคนหนึ่งที่สุดท้ายได้เป็น ภรรยาของเขาก็ดูจะเร่งร้อนไปนิด แม้จะรู้ว่าเหตุใดทั้งคู่ถึงชอบพอกัน และยังมีฉากที่เหอปิงโกรธแค้นตัวเองที่ไม่สามารถสืบเสาะหาคลื่นส่งรหัสอันนำ มาสู่การเสียชีวิตของคนสำคัญในชีวิตของเขา ที่ทำให้เขาซึ่งได้รับการผ่าตัดจนสามารถมามองเห็นได้แล้ว กลับทำลายดวงตาของตัวเองเพื่อจะได้ดึงความสามารถที่แท้จริงของตัวเองออกมา นี้ นี่เป็นฉากสำคัญที่จะช่วยยกระดับการแสดงและยกระดับหนังในภาพรวมได้ แต่ก็ถูกนำเสนอแบบรวดรับจนน่าเสียดาย!

เหลียงเฉาเว่ย ถือเป็นหนังแสดงแถวหน้าของวงการภาพยนตร์เอเชียในปัจจุบันซึ่งเรื่องนี้เขาก็ ทำหน้าที่ได้ดี ในบทของผู้พิการทางสายตา ในขณะที่คนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเรื่องนี้คือ โจว ซุน ที่บท ฉางสวี่หนิง นับเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้หนังสายลับเรื่องนี้มีเสน่ห์อย่างประหลาด?ซึ่ง โจว ซุน ถ่ายทอดสีหน้าและแววตาของผู้ที่ต้องกล่ำกลืนบางอย่างไว้ในใจได้อย่างดี การแสดงของเธอทำเราให้เห็นใจและหลงรักตัวละครนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น จนอยากเอาใช้ช่วยให้เธอไม่มีจุดจบอย่างที่เห็นในหนัง

แม้ The Silent War จะแตกต่างจากหนังสายลับทั่วไปค่อนข้างมาก ที่มีเสียงการรหัสมอสแทนเสียงลูกปืน แถมมีการถ่ายภาพที่งดงาม ความสมจริงของฉากและเครื่องแต่งกายที่โดดเด่นเกินหนังแนวนี้ ที่ภาพรวมของมันจัดเป็นหนังจีนชั้นดีที่ไม่ได้เห็นมานาน แม้การดำเนินเรื่องจะค่อนข้างเนิบนาบ เชื่องช้าไปบ้าง จนอาจบางคนที่ไม่คุ้นชินกับหนังแนวนี้เกิดอาการหาวง่วงได้ แต่หากตั้งใจชมและพิจารณาถึงเนื้อนัยที่หนังพยายามถ่ายทอด ทั้งภาระหน้าที่กับความรัก มิตรภาพของเพื่อน และการตีแผ่จิตใจของคน (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน) นี่ก็ถือเป็นหนึ่งในหนังดีที่ไม่ควรพลาดครับ

รีวิวหนัง Knives Out – ฆาตรกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่

หนัง Knives Out ปริศนาคดีฆาตกรรมของครอบครัวหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้มาพร้อมหน้ากันเพื่อฉลองวันเกิดของคุณปู่ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อคุณปู่ได้เสียชีวิตลงอย่างปริศนา ทำให้นักสืบต้องเข้ามาสืบหาตัวผู้ร้าย และแน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างมีแรงจูงใจและกลายเป็นผู้ต้องสงสัย!

 Knives Out

เรื่องราวว่าด้วย Harlan คุณปู่ประจำตระกูล Thrombey ได้ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องหนังสือใต้หลังคา โดยที่มีรอยมืดกรีดอยู่ที่คอ เหมือนท่านได้ทำการฆ่าตัวตายหลังจากวันเกิดท่านในคืนก่อนหน้า แต่แน่ใจหรือว่าคุณปู่จะฆ่าตัวตายจริงๆ ?

นี่เป็นหนังสืบสวนสอบสวนอีกเรื่องนึงที่มีวิธีการดำเนินเรื่องค่อนข้างไว ถึงใครตามเรื่องไม่ทันอาจจะดูไม่รู้เรื่องก็ได้ ที่เซอร์ไพร์สเลยคือยิ่งดู สิ่งที่คนดูเดานั้นยิ่งเดาผิดกันไปใหญ่ มีการผลิกแพลงเรื่องว่าใครเป็นต้นเหตูหรือเป็นคนฆ่าคุณปู่ได้บ้าง และหนังจบได้แบบหักปากกาเซียนจริงๆ ขนาดฉากที่เฉลยปมคนดูยังต้องตั้งใจตามไม่งั้นอาจจะไม่รู้เรื่องก็เป็นได้

สรุปแล้วนั้น นี่เป็นหนังม้ามืดอีกเรื่องในช่วงนี้ที่ดูแล้วเทใจให้ ในความตั้งใจของการเขียนบท การวางปม ขมวดปม แรงจูงใจของเหตุฆ่าตกรรมในเรื่องนี้ อยากให้มาลองสัมผัส มานั่งเดาเล่นๆระหว่างดู ว่าจะมีใครเด่าตอนจบได้ถูกต้องบ้างหรือไม่ 9/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง
บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9

ถูกใจ4
ไม่ถูกใจ0
กรอกความคิดเห็นของคุณที่นี่
เด็กเดินตั๋วคัดลอกลิงค์14 ธันวาคม 2562 00:02:42 (IP 184.22.83.xxx)

รีวิวหนัง เรื่อง Time Trap ถ้ำกับดักเวลาพิศวง

แม้ว่าหนังจะออกฉายมาตั้งแต่ปี 2017 ในอเมริกาแต่ด้วยความที่หนังเป็นค่ายอิสระ (ชื่อค่ายว่า PAD THAI PICTURES) ทำให้ในเมืองไทยยังไม่สตรีมมิ่งเจ้าไหนจับมาลงให้ชมจนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทาง Netflix ได้ปล่อย Time Trap จนติด 10 อันดับหนังยอดนิยมอย่างรวดเร็ว

Time Trap

เรื่องราวใน Time Trap ยังคงหยิบเอาประเด็นเรื่อง “Time Paradox” มาเป็นเส้นเรื่องหลัก ซึ่งหนังโฟกัสไปยังนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปยังทางเข้าถ้ำลึกลับกลางหุบเขาเพื่อตามหาศาสตราจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี หลังจากที่เขาบอกว่าจะไปสำรวจถ้ำพร้อมกับสุนัขคู่ใจ เมื่อกลุ่มนักศึกษาซึ่งประกอบไปด้วย คาร่า (แคสสิดี้ กิฟฟอร์ด) แจ็คกี้ (บริอาเน่ โฮเวย์) เทย์เลอร์ (ไรลีย์ แมคเคลนดอน) และน้องสาวอย่างวีฟฟ์ (โอลิเวีย แดรกุยวิชช์) ซึ่งเดินทางมายังถ้ำพร้อมกับอุปกรณ์ปีนผาแบบครบชุด พวกเขาก็ได้พบกับเฟอร์บี้ (แมกซ์ ไรซ์) เด็กชายที่บอกว่าพ่อและแม่ของพวกเขาหายตัวเข้าไปในถ้ำและยังไม่กลับออกมาเสียที
ระหว่างที่เข้าไปสำรวจถ้ำ พวกเขาก็พบว่าบรรยากาศในถ้ำและด้านนอกมีความแตกต่างกันแต่พวกเขาก็ยังไม่ทันฉุกคิดอะไรจนกระทั่งทั้งสี่คน (เว้นเฟอร์บี้ที่เฝ้าต้นทางอยู่ปากถ้ำ) ได้โรยตัวลงมาที่หลุมลึก ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ยินเสียงโหยหวนประหลาด แต่เมื่อพยายามจะปีนเชือกกลับขึ้นไป เชือกก็ถูกตัดขาดอย่างปริศนา ระหว่างที่พยายามค้นหาความจริง พวกเขาก็เดินไปทั่วๆถ้ำก่อนที่จะพบร่างอันแน่นิ่งของเฟอร์บี้และกล้องวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์ก่อนตายของเขา เมื่อทั้งสี่เพลย์ภาพดูพวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ในนั้น กินเวลากว่าหลายวัน ทั้งที่ความเป็นจริงทั้งสี่คนเข้ามาในถ้ำนี้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ความสับสนงุนงงเริ่มก่อตัวขึ้นคาร่าที่ถนัดการปีนเขาจึงอาสาปีนผนังโพรงถ้ำเพื่อออกไปส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเธอพ้นขึ้นมาจากปล่อง เธอกลับพบว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศสกปรก พายุทรายที่กำลังพัดถล่ม รวมไปถึงชั้นบรรยากาศที่แหวกออกจนเห็นถึงอวกาศ! ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่

Time Trap เป็นผลงานการเขียนบทของมาร์ค เดนนิส และเขายังนั่งแท่นกำกับร่วมกับเบน ฟอสเตอร์ แม้จะเป็นหนังทุนต่ำที่ใช้งบในการสร้างเพียง 1 ล้านเหรียญฯ เท่านั้นแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังดูสนุก ชวนลุ้นติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครและหนังจะพาเราไปถึงจุดไหน ซึ่งการคลี่คลายบทสรุปของหนังเรื่องนี้ก็ยังเปิดปลายทิ้งไว้ให้คนดูเก็บเอาไปคิด เอาไปคุยต่อกับเพื่อนว่าตกลงแล้ว หนังมีอะไรที่ยังไม่บอกคนดูบ้าง