รีวิวหนัง The New Mutants – มิวแทนท์รุ่นใหม่ หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง The New Mutants เรื่องราวของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ ที่เป็นหนุ่มสาวทั้ง 5 คน ทั้งหมดพึ่งได้ค้นพบพลังที่แท้จริงของตัวเอง พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาทางหนีจากอดีตอันผิดบาปและเอาชีวิตรอด ด้วยการช่วยเหลือตัวผองเพื่อน และตัวพวกเขาเอง

 The New Mutants

นี่คือหนังที่น่าจะติดโรคเลื่อนมากที่สุดเรื่องนึงในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ นานแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับจำนวนของการถูกเลื่อนไปด้วยเหตุผลทางเบื้องหลังหลายอย่างแถมยังโดนปิดจ็อบนี้ด้วย covid-19 ไปอีก 1 แผลแต่ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ได้ชมหนังเรื่องนี้สักที มิวแทนท์รุ่นใหม่ก็ตามชื่อเลย ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กที่ดูเหมือนจะมีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่งต้องมาใช้ชีวิต เพื่อฝึกฝน ควบคุมความพิเศษของตัวเองในสถานที่แห่งหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นโรงพยาบาล แต่สถานที่แห่งนี้ก็มีบางอย่างที่น่ากลัวซ่อนอยู่

มันไม่ได้แย่อย่างที่คิดเอาไว้นะ พอได้ดูก็รู้สึกว่าคอนเซ็ปต์ตั้งต้นของหนังมันดูมีความน่าสนใจทีเดียวเลย ก็คือการเป็นหนัง coming of age ที่ใส่ความเป็น horror สยองขวัญเข้าไป โดยที่ฉากหลังของมันเป็นหนัง x-men แต่ดูเหมือนทางที่ผู้กำกับเลือกอาจจะเสี่ยงเกินไป หรือดราฟต์แรก ๆ ของหนังไม่โดนใจสตูดิโอ แต่รู้แค่ว่าเวอร์ชั่นที่ได้ฉายในโรงที่เราได้ดูมันดูจืดจางเกินไปมาก ๆ จากจังหวะต่าง ๆ เห็นได้ชัดว่าหนังเกิดอาการกั๊กหลายอย่าง และดูลดทอนทั้งความน่ากลัว อารมณ์ ความบ้าคลั่งของหนังลงไปเยอะมาก ทำให้ในภาพรวมของหนังมันดูแบบเฮ้ย แค่นี้เองเหรอวะ เหมือนกับจุดเริ่มต้นมันดูดี ระหว่างทางดูน่าสนใจมาก (และจะน่าสนใจกว่านี้อีกถ้ามันไม่จืดชืดขนาดนี้) ส่วนปลายทางกลับว่างเปล่า

คือเรียกได้ว่านี่เป็นหนังที่ดูเอาเพลิน ๆ อาจจะพอได้ ไม่ได้ถึงกับเสียเวลามาก เพราะขนาดมันจืดแล้ว แต่มันก็ยังมีอะไรให้ดูอยู่บ้าง ไม่เละเทะ แค่มันอาจจะธรรมดาเกินไป เซฟเกินไป และไม่ได้นำพาไปสู่อะไรทั้งนั้น ทั้งในแง่มุมของความเป็นภาพยนตร์ หรือแม้แต่ความต่อเนื่องของจักรวาลภาพยนตร์คือเอาง่าย ๆ คุณไม่จำเป็นต้องดูเรื่องนี้เพื่อปิดฉาก x-men ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องดูเพื่อไปเปิดจักรวาลอะไรใหม่ เพราะนี่คืองานที่ถือว่าเป็นระลอกสุดท้ายจริง ๆ จาก fox จบเจ๊าไม่เร้าหรือ แลนดิ้งกันแบบเงียบ ๆ แล้วเดี๋ยวค่อยไปว่ากันใหม่กับค่ายใหม่เลยทีเดียว

กล่าวโดยสรุป New Mutants เป็นหนังที่แบบไม่ได้พังเหมือนพวก Fantastic Four หรือก็ไม่ได้ยู่แบบ Dark Phoenix ด้วยนะ มันพอดูได้แค่เราต้องลดความคาดหวังลงจนไม่ต้องไปคาดหวังอะไร มาดูให้รู้ว่าสรุปอันนี้มันยังไงกันวะ เพราะรอมานาน ขอดูให้คุ้มรอหน่อยเพียงเท่านั้น สาวกมนุษย์กลายพันธุ์ก็ไปดูคั่นแก้คิดถึงได้ เพราะก็ยังมีข้อดีของหนังอย่างทีมนักแสดงชุดนี้ที่ไม่อยากให้เขาทิ้ง อยากให้ต่อยอดต่อไปในอนาคตข้างหน้าได้อยู่ ยังไงก็ลองดูละกันครับเผื่อใครเบื่อ Tenet เรื่องนี้อาจจะเพราะกกล้อมแกล้มได้บ้าง ไม่มากก็น้อย (แต่อย่าไปคาดหวังอะไรมากนะ)

รีวิวหนัง Mortdecai : โธ่เอ๊ยยาหยี หนวดนี้พี่ขอ

ขอเสียงกลองรัวขึ้นหน่อยครับ…เพราะเรากำลังจะพบกับคณะตลก ของ ชาร์ลี มอร์ตเตอไค ที่ช่วงเวลาชั่วโมงเศษของ Mortdecai ท่านจะได้พบกับการ ปู ชง ตบ แบบเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเต็มเวที

Mortdecai

Mortdecai เรื่องราวของ ลอร์ด ชาร์ลี มอร์ตเตอไค ผู้ดีจิตป่วย ที่มีอาชีพเป็นนักค้าศิลปะ (แบบหนักไปทางผิดกฎหมาย) ที่กำลังจะล้มละลาย แถมติดคดีอื้อซ่า จึงจำใจต้องรับใช้ประเทศ โดยการไปทวงคืนภาพวาดล้ำค่าของ โกย่า ที่หายไปอย่างลึกลับ กลับมาให้ได้ทันท่วงที ก่อนที่ผู้ก่อการร้ายตัวเอ้ จะใช้รหัสลับหลังภาพนั้น ที่จะนำไปสู่ขุมสมบัตินาซี และเอาไปเป็นเงินทุนบอมม์ประเทศเสียก่อน

ชื่อหนังภารกิจสายลับเรื่องนี้ ห่างจากความเป็นหนังสายลับอยู่หลายล้านปีแสง ไม่ต้องหวังพระเอกเท่ๆ สกิลเทพๆ แต่อย่างใด แต่มันประกอบทุกอย่างที่สุดจะคาแร็คเตอร์จัด หนักไปทางการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ดีตกอับที่เป็นห่วงหนวดตัวเองเสียเหลือเกิน แถมกลัวเมียสุดๆ หรือจะตำรวจที่จ้องจะงาบเมียชาวบ้าน ลามไปถึง จ๊อก ชายที่เกิดมาเป็นลูกกระจ๊อกแบบเห็นกันโต้งๆ ไม่ต้องไปหาเหตุจูงใจอะไรเลย ซึ่งบรรดาตัวละครเหล่านี้ เมื่อมาร่วมกันจึงทำให้เรื่องราวทุกอย่างเบาหวิว จับต้องอะไรไม่ได้ และจ้องจะขายความฮา สไตล์ปู ชง ตบ แล้วเอาถาดตีหัวอะไรประมาณนั้น อยู่เกือบทั้งเรื่อง

หากไม่ได้ใส่ใจความสมจริงอะไรมากนัก ถือซะว่าไปอ่านการ์ตูนเบาสมองในจอภาพยนตร์ Mortdecai ก็มอบบันเทิงได้แบบเพลินๆ มุขตลกที่ซัดๆ ใส่คนดู อาจฮาบ้าง แป้กบ้าง ตามอัตภาพกันไป ไล่ล่าตามสูตรหนังสายลับ ควาญหาตัวอาชญากร ไว้แบบตามขนบเดิมๆ เปี๊ยบ แต่ก็น่าเสียดายที่มันไปไม่สุดสักทาง

สำหรับแฟนๆ ของ จอห์นนี่ เด็ปป์ พ่อหนุ่มพันหน้าคนนี้ ก็ยังคงเล่นใหญ่ ออกหน้าออกตาเหมือนเคย ถึงมันจะทำให้เรื่องกระโตกกระตากไม่ไหลลื่น แต่นี่ก็น่าจะเป็นส่วนดีที่สุด ทีี่พอสรรหาได้จาก Mortdecai แล้ว สำหรับโบนัสที่แถมมาให่้คนดูด้วยอย่าง จ๊อก คนรับใช้ข้างกาย ที่ทำหน้าที่เหมือนห้องสุขา คอยรับอารมณ์ ความเพี้ยน และแก้สถานการณ์เฮงซวย ที่เจ้านายชอบหามาให้ผ่านพ้นไปได้ ก็ถือเป็นความตลกแบบฝืนๆ ที่พอจะเรียกรอยยิ้มได้

หลังความพยายามมากเกินไปที่จะ “ฮา” ของพ่อหนวดงามมอร์ตเตอไค ตลอดเรื่องผ่านไป มันก็จบลงด้วยสภาพทีีไม่ต่างอะไรกับมุขที่เล่นผ่านๆ ของคณะตลกมือใหม่ ที่ขำกันเองบนเวที และต้องลงไปลูบหนวดงามๆ ขอตัวเองปลอบใจ

เรื่องนี้ให้ 6/10 ครับ

หนัง Ava – เอวา มาแล้วฆ่า หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Ava เอวา มือสังหารที่ทำงานให้กับองค์กรลึกลับแห่งหนึ่งเพื่อลอบสังหารเป้าหมายทั่วโลก แต่หลังจากที่เธอทำภารกิจผิดพลาดก็ถูกตามล่าเสียเอง

 Ava - เอวา มาแล้วฆ่า

AVA กับชื่อไทยที่ได้ยิน/เห็น ครั้งแรกถึงกับต้องย้อนมาดูใหม่อีกรอบ “มาแล้วฆ่า” ไม่รู้จะฮาหรืออะไรดีเลย โดย AVA เนี่ยเป็นเรื่องราวของนักฆ่าสาว ที่ได้รับภารกิจจากองค์กรให้ฆ่าเป้าหมายแต่มันดันเกิดความผิดพลาด ทำให้เธอโดนตามล่า และเธอจึงต้องหาทางหนีตายเอาชีวิตรอดให้จงได้ แต่เธอยังต้องมาเผชิญหน้ากับปัญหาในอดีตและครอบครัวของเธอด้วย

หน้าหนัง ตัวอย่าง เรื่องย่อ มันชวนให้นึกถึงหนังนักฆ่าสาวหลายเรื่อง อย่าง Lucy, Salt, Atomic Blonde และโครงเรื่องแบบ John Wick อะไรทำนองนั้น แต่เอาเข้าจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้มีฉากแอ็คชันน้อยมาก แถมแต่ละฉากยังธรรมด๊าธรรมดา ถือว่าแอ็คชันสอบตกเลยแหละ

แถมหนังดันใส่ดราม่าเข้ามาแบบเกินพอดี เสียเวลาในส่วนนี้เยอะมากกว่าที่ควร และมันกลับไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด แถมยังไม่อิน ทำได้ไม่สุด สะเปะสะปะมาก หลายๆ จุดก็ยังไม่เคลียร์ว่าตกลงมันเป็นมายังไง เกิดอะไรขึ้น มีความงงๆ ในจุดนี้เยอะมาก ทำให้มันลดทอนความผูกพันธ์ของแต่ละตัวละครและความน่าติดตามลงไปอย่างน่าเสียดาย

ถึงแม้หนังจะได้ดารานำ Jessica Chastian แต่เธอก็เล่นบทบู๊เต็มตัวไม่เวิร์คจริงๆ แถม 2 ดาราสมทบบิ๊กเนมอย่าง John Malkovich และ Colin Farrell ด้วยบทที่ไม่ดี สองคนนี้ก็ไม่สามารถยกระดับหนังได้แต่อย่างใด

สรุปแล้ว Ava ก็เป็นหนังที่ไม่สุดสักทาง ดราม่าไม่ถึง แอ็คชันไม่ผ่าน อย่าว่าแต่มาแล้วฆ่าเลย เอาไว้ดูฆ่าเวลายังยากเลยจริงๆ นับว่าเสียดายมากเพราะตัวอย่าง ดารา เนื้อเรื่องก็ดึงดูดคนพอสมควร แต่ทำออกมาได้น่าผิดหวังจริงๆ

รีวิวหนัง The Hunt – จับ ล่า ฆ่า โหด หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง The Hunt เรื่องราวของกลุ่มคนแปลกหน้า 12 คน ได้ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสับสน โดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ไทย, มาที่นี่ได้ยังไง และทำไมถึงต้องเป็นพวกเขา ทั้งหมดต้องหาความจริง และหาทางเอาชีวิตรอดไปจากที่นี่ให้ได้!

The Hunt - จับ ล่า ฆ่า โหด

The Hunt – จับ ล่า ฆ่า โหด เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนแแปลกหน้าที่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสับสนในสถานที่ที่พวกเขาไม่รู้ สิ่งเดียวที่ให้พวกเขามาคืออาวุธ แต่หารู้ไม่ว่า มันคือการเปิดเกมคนล่าคนของพวกคนรวย

The Hunt เป็นหนังที่สร้างโดยค่าย Blumhouse ค่ายหนังสยองขวัญ ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังทุนต่ำแต่เน้นความเลือดสาด มีฉากโหดๆ เครื่องในกระจุย

จริงๆ The Hunt ก็ไม่ใช่หหนังแนวที่แปลกอะไร และเราก็เห็นกันมาบ่อยแล้ว กับเกมคนล่าคน เอาที่ใกล้เคียงสุดและผ่านไปไม่นานก็ Ready or Not (2019) เนี่ยแหละ

เรียกได้ว่าหนังเปิดมาได้สนุกและน่าสนใจเลยทีเดียว กับกลุ่มคนที่ถูกจับมา และมีอาวุธป้องกันตัวจากเหล่าคนรวย มาถึงก็เปิดเกมล่าใส่กันไม่ยั้ง นับว่าสนุกและน่าสนใจจริงๆ แถมยังมีการหลอกล่อคนดูเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ ด้วย ว่าเห้ยใครตัวเอกกันแน่วะ (แต่ก็เดาไม่ยากนะ) เราชอบในจุดนี้มากจริงๆ แต่ก็ยังมีจุดที่สงสัยว่า ทำไมต้องให้ตัวละครครอบปาก ถ้าจะให้พวกเขาเอาออกกันง่ายขนาดนั้น

หนังเพิ่มดีกรีความสนุกเข้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยการนำพาตัวละครมาพบเจอกับเหตุการณ์อื่นๆ นอกจากการไล่ล่า คือพอตัวละครออกมาจากพื้นที่ปิด แทนที่จะเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด กลายเป็นว่าต้องเอาตัวรอดในพื้นที่เปิดกว้าง และระแวงว่าจะเชื่อใจใครได้บ้าง มันก็สนุกไปอีกแบบ

หลังจากหนังเปิดเผยตัวละครเอกแล้วมันก็ยังคงสนุกอยู่ ยังคงมีฉากแอ็คชันโหดๆ ให้เห็นกันอยู่ แถมตัวเอกนี้ยังมีคาแรคเตอร์ที่ดูกวนตีนอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้หนังสนุกเช่นกัน

แต่หนังดันมาแผ่วปลายซะงั้น เหมือนพอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ความสนุกมันก็เริ่มลดลงๆ เริ่มคุยกันเยอะกว่าแอ็คชัน เริ่มจากเหตุผลในการจับคนมาไล่ฆ่าในครั้งนี้ก็พอเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร และจุดที่ข้องใจมากๆ คือทำไมต้องปิดบังใบหน้าของนายหญิงบอสใหญ่ที่แสดงโดย Hilary Swank ไว้ตลอดทั้งเรื่อง และมาเฉลยในตอนท้ายๆ มันไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเลย ในตัวอย่างก็โชว์หน้าเธอหลาซะขนาดนั้น ไม่เข้าใจเจตนาในการปิดบังใบหน้าเธอเลยจริงๆ และในซีนท้ายเรื่องมันก็สนุกแหละ มีความกวนตีนในฉากสู้กัน แต่มันไม่ได้สนุกหรือน่าสนใจเท่าต้นเรื่องแค่นั้นเอง

สรุปแล้ว The Hunt ถือเป็นหนังที่สนุก ดูได้เพลินๆ โหด เลือดสาด แต่งงๆ กับเหตุผลบ้าง และความสนุกแผ่วปลายอย่างน่าเสียดาย

รีวิวหนังเรื่อง Unhinged – เฮียคลั่ง! ดับเครื่องชน

หนัง Unhinged ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญสั่นประสาท ที่หยิบเอาเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องเคยประสบมาก่อน มาสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์สุดระทึก เมื่อ The Man (รับบทโดย รัสเซลล์ โครว์) ต้องเอาชีวิตรอดจากการขับขี่รถบนถนนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ดูผิวเผินนี่อาจเป็นเรื่องราวสุดแสนธรรมดา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ซ่อนบทสรุปอันแสนจะคาดเดาไม่ได้ และชวนให้ตกตะลึงเอาไว้Unhinged กำกับภาพยนตร์โดย Derrick Borte (จาก American Dreamer) กำหนดฉาย 10 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์

Unhinged

Unhinged เป็นเรื่องราวความหัวร้อนบนท้องถนนที่เรียกว่า Road Rage เกิดขึ้นกับคุณแม่ยังสาว ที่กำลังเร่งรีบพาลูกไปโรงเรียนและตัวเองต้องไปงานให้ทัน แต่ดันบังเอิญเจอกับลุงใจลอยไฟเขียวไม่ยอมออกรถ คุณแม่ยังสาวจึงปิ๊นนนน (เสียงแตร) ลากยาวเดือดใส่ลุงนั้นเฉย แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะลุงไม่ยอม เลยตามไล่ล่า สั่งสอนบทเรียนชีวิตให้เธอเสียเลย

เอาจริงๆ ไอ้อาการหัวร้อนบนท้องถนนถ้าใครขับรถคงเคยเจอกันบ่อยๆ ไม่กับคนอื่น ก็กับตัวเองเนี่ยแหละ และไอ้อาการ Road Rage นี่มันสร้างปัญหาในหลายประเทศไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น โดยเฉพาะในอเมริกาเกิดเรื่องนี้บ่อยมาก Unhinged จึงหยิบเอาเรื่องราวที่ (อาจ) เกิดขึ้นเมื่อไหร่กับใครก็ได้ มาขยายความให้เลยเถิดว่าถ้าเกิดมันไม่ยอมกันเนี่ย มันจะเอากันสักแค่ไหนฟะ

ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในหนังจริง ไม่น่าจะลากยาวมาตามทำร้ายผู้เกี่ยวข้อง สั่งสอนบทเรียนคุณแม่แบบนั้นหรอก น่าจะซัดกันตั้งแต่ไฟแดงแรกแล้ว 5555 แต่ก็นะ ด้วยความเป็นหนัง มันก็เหตุผลมารองรับการกระทำนั้นๆ อยู่นะ อาจจะแบบ “ขนาดนั้นเลยหรอว๊าาา” แต่มันก็มีเหตุผลมารองรับการกระทำเฮียคลั่งคนนี้อยู่ และไม่เล่าอย่างเวิ่นเว้อด้วย

แต่นอกเหนือจากการไล่ล่าสุดคลั่งสุดเดือด หนังมันยังแฝงข้อคิด กับมารยาทการใช้ถนนเอาไว้ให้คนได้ฉุกคิดได้ ถึงแม้อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์ขนาดนี้ แต่อาจนำไปสู่อันตรายได้

หนังมันก็มีแค่นั้นแหละ คุณแม่ยังสาวดันไปบีบแตรใส่ผิดคน ผิดเวลา ผิดสถานที่แบบสุดๆ เลยทำให้เดือดร้อนถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูง และตัวหนังก็ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์อะไรยากสักเท่าไหร่ แต่มันดันสนุกเฉยเลย เพราะหนังดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไว ไม่น่าเบื่อ ไม่ปล่อยให้เราได้หายใจหายคอสักเท่าไหร่ ไล่ล่ากันเกือบทั้งเรื่อง บวกกับดนตรีประกอบที่บิ้วชวนระทึกเหลือเกิน

แต่แอบเสียดายที่หนังหายทางออกและทางลงง่ายไปหน่อย จริงๆ บทในเมื่อมันมาขนาดนี้แล้วอะ มันน่าจะไปไกลกว่านี้ได้เลยนะ เดือดกว่านี้ คลั่งกว่านี้ ได้อีกมาก

การได้เห็นเฮีย Russell Crowe มารับบทเฮียไร้นามสุดคลั่งก็เป็นอะไรที่คุ้มแล้ว ไม่เคยเห็นเฮียแกรับบทแบบนี้เลย เฮียแกเล่นได้น่ากลัวชะมัด ไม่ว่าจะท่าทาง สีหน้า หรือคำพูด เหมาะกับบทนี้มาก

ส่วนทางฝั่งคุณแม่ยังสาวรับบทโดย Caren Pistorius นี่ก็เล่นดีไม่แพ้กันเลย ฉากตื่นตระหนก วิตกกังวล หวาดระแวง การแสดงสีหน้าต่างๆ ทำออกมาได้ดูเชื่อ ดูจริงมาก รวมถึงการแสดงของน้อง Gabriel Bateman ที่เล่นได้ไม่ธรรมดาเลย

จุดที่น่าชื่นชมไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะฉากขับรถไล่ล่าหนังเรื่องทำได้ดีถึงดีมากเลยทีเดียว ดูรู้เรื่องเลย ไม่ว่าจะมุมกล้อง การถ่ายทำ หรือการตัดต่อต่างๆ ออกแบบแต่ละซีนออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

สรุปแล้ว Unhinged เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดำเนินเรื่องเรียบง่าย แต่สนุก ระทึก ตัวหนังมีเหตุผลมารองรับการกระทำต่างๆ ของตัวละคร มีการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องเรื่องต่างๆ อาจจะมีช่องจุดบกพร่องไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยประปรายในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่แค่นี้ก็เพียงพอเพลิดเพลินในโรงหนังไปกับวันหยุดแล้ว

รีิวิหนังเรื่อง Vivarium – หมู่บ้านวิวา(ห์)เรียม หนังไซไฟ

หนัง Vivarium หนังแนวไซไฟระทึกขวัญกับเรื่องราวของสองคู่รักที่กำลังมองหาบ้านอันสมบูรณ์แบบ แต่หารู้ไม่ว่าบ้านที่พวกเขาสนใจนั้นคือฝันร้ายที่ไร้ทางออก

Vivarium

Vivarium หรือชื่อไทยที่ตั้งแบบเก๋มาก หมู่บ้านวิวา(ห์)เรียม ซึ่งมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสองคู่รักที่กำลังหาบ้านสร้างเนื้อสร้างตัวที่จะอยู่ร่วมกัน จนกระทั่งมาเจอกับหมู่บ้านโครงการหนึ่ง คู่รักนี้จึงตัดสินใจเข้าไปเยี่ยมชม แต่ผลปรากฏว่าหมู่บ้านนี้ไร้ทางออก! แถมยังมีเด็กปริศนาถูกส่งมาให้เลี้ยงอีก ทั้งคู่จึงจำใจต้องใช้ชีวิตอยู่ในวงวนนี้อย่างไม่รู้จบ

คือถ้าใครไม่เข้าใจ ไม่เก็ต งง ก็อาจจะไม่ชอบไปเลย แต่สำหรับเราโอเคนะ มันนำเสนอสะท้อนชีวิตคู่ออกมาในรูปแบบลึกลับน่าค้นหา Vivarium คือหนังที่เต็มไปด้วยปริศนา นั่งดูทั้งเรื่องคุณจะได้แต่ตีความสงสัยว่าอะไรวะ? ทำไมวะ? มาได้ยังไงวะ? แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อวะ? คือมันสนุกกับความสงสัยที่ตัวหนังพยายามใส่เข้ามามากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้แต่นั่งคิ้วขมวดทั้งเรื่องอะ 555+ ยิ่งหนังดำเนินไปมากเท่าไหร่ ปริศนาก็มากขึ้นเท่านั้น แถมปริศนาเก่ายังไม่คลายด้วยนะ และถึงแม้เล่าไปจนจบเรื่อง ก็ยังมีหลายอย่างที่ชวนสงสัยและยังไม่คลี่คลายเช่นกัน

แต่ถึงกระนั้นก็ตามสิ่งที่เราจับต้องได้และชัดเจนที่สุด คือหนังเรื่องนี้พยายามจะสื่อให้เห็นถึงชีวิตคู่

แต่นอกจากเรื่องวังวนชีวิตคู่แล้ว หนังก็ยังมีประเด็นบางอย่างที่เราไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดจากอะไร ใครเป็นคนบงการ จุดประสงค์คืออะไรกันแน่ มันก็ยังตั้งคำถามปลายเปิดในแง่นั้นได้อยู่ดี

ในเรื่องนี้ได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง Jesse Eisenberg มารับบทแสดงนำร่วมกับ Imogen Poots ที่ทั้งคู่ก็แสดงในระดับมาตรฐานไม่ได้โดดเด่น ไม่ได้แย่ อยู่ในระดับกลางๆ แต่เรื่องนี้แอบเสียดาย ไม่ได้เห็น Jesse Eisenberg แกพล่ามเยอะๆ เหมือนเรื่องอื่นๆ

สรุปแล้ว Vivarium คือหนังที่ทำได้ดีเรื่องนึงเลยนะ ด้วยปมปริศนาที่ขยันใส่เข้ามาทั้งเรื่องเพื่อตรึงเราไว้กับความสงสัย และประเด็นสะท้อนชีวิตคู่ที่บอกเล่าออกมาได้เจ๋งดี ชอบไม่ชอบก็คงต้องตัดสินด้วยตัวเองกันแหละ

รีวิวหนัง Akira – อาคิระ หนังการ์ตูนสนุก สุดคลาสสิค

หนึ่งในตำนานอนิเมะญี่ปุ่นสุดคลาสสิค กับเรื่องราวการผจญภัยในโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 3 แห่งนคร Neo-Tokyo เมื่อกลุ่มวัยรุ่นได้เจอกับเด็กปริศนาผู้มีพลังจิต ทำให้พวกเขาต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเพื่อนของเขาก็โดนจับไปทดลองกลายเป็นชนวนครั้งใหม่ที่อาจทำให้โลกสลายเป็นจุล

Akira - อาคิระ

จะว่าไปผมเองก็ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ หรือผ่านๆตาตอนลงแผ่นเลยแม้แต่น้อย จนมาปีนี้ได้มีการเอากลับมาฉายบนจอยักษ์ IMAX เป็นครั้งแรก ผมถึงกับตั้งตารอ ว่ามันจะออกมาอลังการแค่ไหน

เนื้อเรื่องว่าด้วยโลกอนาคต ปี 2019 ในเมือง Neo-Tokyo ที่ซึ่งโลกไม่ได้น่าอาศัยอยู่ หรือเหมาะสม สำหรับที่จะใช้ชีวิตซักเท่าไหร่ เมื่อเกิดเหตุประหลาด มีกลุ่มเด็กที่มีพลังจิต ได้ออกมาปลดปล่อยพลังกลางเมือง ซึ่งสุดท้ายอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้อากิระ ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

เอาเข้าจริงผมล่ะทึ่งกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างมาก เพราะในยุคนั้น การเขียนบท หรือสร้างเรื่องราวในตัวงานแอนิเมชั่นนั้น สามารถสร้างได้ล้ำจินตนาการเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าได้ชมในยุคนี้ เนื้อเรื่องก็ยังคงความเป็นโลกอนาคตได้อยู่ไมได้เสื่อมคลายไปแต่อย่างใด ถ้าใครนึกไม่ออกว่าการที่ได้มาดูเรื่องนี้เหมือนการได้มาชม ภาคแยกของหนังแนวๆเดียวกับ Alita Battle Angel อย่างใดอย่างงั้นเลยก็ว่าได้ ไม่แปลกในที่หนังเรื่องนี้เป็นแรงบัลดาลใจให้กับหนัง Sci-fi ในตำนานอย่าง The Matrix นั่นเอง 8.5/10

ปล.ได้ดูใน IMAX มีความปั้วปังเต็มตาทั้งภาพและเสียงจริงๆ จนบางครั้งลืมไปเลยว่านี่เป็นแอนิเมชั่นเก่านะ สามารถรีมาสเตอร์ได้ออกมาคุณภาพดีเทียบเท่าหนังใหม่เลย โดยเฉพาะเพลงประกอบที่ยังฟังดูแปลกและล้ำเวอร์

รีวิวหนัง Ava – เอวา มาแล้วฆ่า

หนัง Ava เอวา มือสังหารที่ทำงานให้กับองค์กรลึกลับแห่งหนึ่งเพื่อลอบสังหารเป้าหมายทั่วโลก แต่หลังจากที่เธอทำภารกิจผิดพลาดก็ถูกตามล่าเสียเอง

Ava - เอวา มาแล้วฆ่า

AVA กับชื่อไทยที่ได้ยิน/เห็น ครั้งแรกถึงกับต้องย้อนมาดูใหม่อีกรอบ “มาแล้วฆ่า” ไม่รู้จะฮาหรืออะไรดีเลย โดย AVA เนี่ยเป็นเรื่องราวของนักฆ่าสาว ที่ได้รับภารกิจจากองค์กรให้ฆ่าเป้าหมายแต่มันดันเกิดความผิดพลาด ทำให้เธอโดนตามล่า และเธอจึงต้องหาทางหนีตายเอาชีวิตรอดให้จงได้ แต่เธอยังต้องมาเผชิญหน้ากับปัญหาในอดีตและครอบครัวของเธอด้วย

หน้าหนัง ตัวอย่าง เรื่องย่อ มันชวนให้นึกถึงหนังนักฆ่าสาวหลายเรื่อง อย่าง Lucy, Salt, Atomic Blonde และโครงเรื่องแบบ John Wick อะไรทำนองนั้น แต่เอาเข้าจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้มีฉากแอ็คชันน้อยมาก แถมแต่ละฉากยังธรรมด๊าธรรมดา ถือว่าแอ็คชันสอบตกเลยแหละ

แถมหนังดันใส่ดราม่าเข้ามาแบบเกินพอดี เสียเวลาในส่วนนี้เยอะมากกว่าที่ควร และมันกลับไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด แถมยังไม่อิน ทำได้ไม่สุด สะเปะสะปะมาก หลายๆ จุดก็ยังไม่เคลียร์ว่าตกลงมันเป็นมายังไง เกิดอะไรขึ้น มีความงงๆ ในจุดนี้เยอะมาก ทำให้มันลดทอนความผูกพันธ์ของแต่ละตัวละครและความน่าติดตามลงไปอย่างน่าเสียดาย

ถึงแม้หนังจะได้ดารานำ Jessica Chastian แต่เธอก็เล่นบทบู๊เต็มตัวไม่เวิร์คจริงๆ แถม 2 ดาราสมทบบิ๊กเนมอย่าง John Malkovich และ Colin Farrell ด้วยบทที่ไม่ดี สองคนนี้ก็ไม่สามารถยกระดับหนังได้แต่อย่างใด

สรุปแล้ว Ava ก็เป็นหนังที่ไม่สุดสักทาง ดราม่าไม่ถึง แอ็คชันไม่ผ่าน อย่าว่าแต่มาแล้วฆ่าเลย เอาไว้ดูฆ่าเวลายังยากเลยจริงๆ นับว่าเสียดายมากเพราะตัวอย่าง ดารา เนื้อเรื่องก็ดึงดูดคนพอสมควร แต่ทำออกมาได้น่าผิดหวังจริงๆ