Conan The Movie 17 ดูแล้วมาคุยกัน หวนคืนสู่การสืบสวนแบบฉบับ โคนัน

โคนัน กลับมาแล้ว ก็เหมือนกับเกือบทุกๆปี ที่ โคนัน จะต้องออกภาค เดอะ มูฟวี่ ออกมาเพื่อให้แฟนๆได้ดูกัน โดยในภาคล่าสุดนี้ชื่อตอนว่า Private Eye in the Distant Sea หรือในชื่อไทยคือ ฝ่าวิกฤตเรือรบมรณะ ซึ่งเป็นตอนที่เขียนขึ้นมาใหม่ ไม่เคยปรากฏในโคนันตอนไหนๆมาก่อนเสียด้วย

Conan The Movie 17

โคนันในภาคนี้ เริ่มต้นเมื่อ เรือลึกลับซึ่งบรรทุกระเบิดลอยอยู่บนผืนทะเลยามรุ่งอรุน และเรือลำนั้นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ณ ท่าเรือไมซุรุ จังหวัดเกียวโต.?? ระหว่างการเปิดให้เข้าร่วมกิจกรรมท่องทะเลไปกับเรือรบอีจีส โดยกองกำลังป้องกันตนเองโคนัน, รัน, โคโกโร่ และเหล่านักสืบรุ่นจิ๋ว ที่ตื่นตาไปกับการล่องเรือรบที่ติดตั้งอาวุธสุดล้ำสมัย แต่ทันใดนั้นก็เกิดเสียงกึกก้องดังสนั่นขึ้น ภายในเรือรบเต็มไปด้วยความวุ่นวายในไม่ช้าก็พบศพที่แขนซ้ายหายไป! ความตื่นตระหนกได้เพิ่มขึ้นเมื่อทราบว่าศพนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ในกองกำลัง ป้องกันตนเอง!! ณ จุดเกิดเหตุมีร่องรอยอันน่าสงสัยหลงเหลืออยู่มากมาย..โคนันที่มุ่งสู่การ สืบสวนได้พบว่ามีสปายจากต่างประเทศไหนสักแห่งที่เรียกตัวเองว่า ?X?อยู่บนเรือรบลำนี้? และแท้จริงแล้ว ?X? คือใครกันแน่?

โดยในภาคนี้หนังกำกับโดย ชินซูโนะ โคบัน ซึ่งส่วนตัวผมนั้นก็เป็นคนที่ค่อนข้างชื่นชอบ โคนัน มากพอสมควร แต่ส่วนมากก็อ่านแต่หนังสือการ์ตูน ไม่ก็ดูเป็นตอนๆไป โดยฉบับของ เดอะ มูฟวี่ ก็ไม่ได้ติดตามดูมาตั้งแต่ตอนที่ 10-11 แล้ว เพราะฉะนั้นในภาคนี้ที่ดูนั้นก็เปรียบเสมือนการกลับไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน และผลปรากฏออกมาก็ไม่ได้ผิดหวังเสียด้วย กับด้านความบันเทิงที่หนังยังมอบให้แบบสไตล์ โคนัน ที่เราเห็นในการ์ตูน โดยถึงแม้ว่าจุดด้อยของ Conan the Movie ในภาคที่ 17 อาจจะไม่สามารถใส่ลูกล่อลูกชน และ เล่าเรื่องได้ดีสักเท่าไหร่ เพราะมุกของหนังที่ใช้มาเล่าเรื่องนั้นค่อนข้างซ้ำซาก จนทำให้หลายคนอาจจะง่ายต่อการเดาถึงคนร้ายที่แท้จริง หนำซ้ำพอรูปคดีเปิดเผยแล้วก็อาจจะดูไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่นัก

แต่กระนั้นแล้ว ในขณะเดียวกัน ด้านของความบันเทิง ในตัวหนังภาคที่ 17 นี้จัดได้ว่าสามารถมอบให้คนดูได้อย่างพออิ่ม เต็มไปด้วยเสน่ห์ความเป็นโคนัน ที่เน้นเรื่องของ รัน มากเพิ่มขึ้น โดยหนังจับเอาฉากที่ประทับใจๆใน โคนัน เอามาใส่รวมกันได้อย่างสนุกสนาน และเซอร์วิสแฟนๆอย่างเร้าใจ นอกจากนั้นแล้วยังนำเอาตัวละครเด่นๆแทบทุกตัวกลับมาอยู่รวมกันได้อย่างอบอุ่นเป็นอย่างดี

ซึ่งถึงแม้ว่าโดยรวมแล้ว โคนัน ในภาคนี้อาจจะไม่ได้ทำออกมากลมกล่อม หรือ สมบูรณ์แบบไปในทุกอย่าง แต่ถ้าหากมองถึงด้านความบันเทิงของตัวหนังที่เซอร์วิสให้แฟนๆ โคนัน แล้ว ก็ถือว่าดูสนุกอยู่เช่นเคยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7/10

รีวิว Valerian and the City of a Thousand Planets

หากจะมองหาภาพยนตร์ที่มีจินตนาการล้ำยุคคงหนีไม่พ้น Valerian and the City of a Thousand Planets ซึ่งกำลังเข้าฉายในโรงในขณะนี้ ผู้กำกับอย่าง Luc Lesson ถึงกับออกปากว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่เป็นเติมเต็มความฝันของเขาให้เป็นจริง Valerian and the City of a Thousand Planets มีต้นกำเนิดมาจากหนังสือการ์ตูนชื่อดังของฝรั่งเศส ซึ่งมียอดขายกว่า 10 ล้านเล่มทั่วโลก และได้รับการแปลกว่า 21 ภาษา แน่นอนว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้ Luc Besson สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา อาจเพราะความเป็นคนฝรั่งเศสและเป็นความใฝ่ฝันของเขามาตั้งแต่เด็ก

Valerian and the City of a Thousand Planets

Valerian and the City of a Thousand Planets ว่าด้วยเรื่องราวของ วาเลเรียน รับบทโดยซุปตาร์หนุ่ม Dane DeHaan และ ลอเรลลีน รับบทโดยนางแบบสาว Cara Delevingne สองเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษขององค์การปกครองเขตพิเศษแดนมนุษยชาติ ได้รับภารกิจปกป้องมหานครอัลฟา ดินแดนสุดอัศจรรย์ใจกลางอวกาศที่มีสิ่งมีชีวิตเป็นหมื่นๆ สปีชีส์จากทั่วทุกมุมจักรวาลอาศัยอยู่ร่วมกัน ทว่ากำลังตกภายใต้การรุกรานของศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในความมืด และพร้อมที่จะทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สิ้นซาก พวกเขาทั้งสองจึงต้องออกผจญภัยต่อสู้ศัตรูครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อปกป้องและกุมชะตากรรมของมนุษยชาติไว้ให้ได้

สิ่งที่ดึงดูดใจให้ต้องเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นก็มีหลายประการ อาทิ จินตนาการสุดล้ำที่ถูกใส่ในภาพยนตร์ เผ่าพันธุ์ชาวเอเลี่ยนที่มีลักษณะรูปร่างแปลกตา ที่สำคัญยังได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง Dane DeHaan และนางแบบชื่อดัง Cara Delevingne อีกทั้งซุปตาร์อย่าง Rihanna มาร่วมเสริมจินตนาการให้บรรเจิดยิ่งไปอีก รวมทั้งวิชวลเอ็ฟเฟคตระการตา ซีจีสุดล้ำ ซึ่งทำให้สัมผัสถึงความตั้งใจและจินตนาการสุดคาดคิดของผู้สร้างได้เป็นอย่างดี ความดีงามของ Valerian and the City of a Thousand Planets นั้นหากจะเปรียบก็เหมือนเด็กที่พบกับลูกอมที่ถูกใจ หรือผู้ใหญ่ที่ทำความฝันได้สำเร็จ

ส่วนจุดด้อยในภาพยนตร์เรื่องนี้หากไม่นับเรื่องบทที่ทำออกมาค่อนข้างเชย ก็แทบจะไม่มีข้อติอะไรได้เลย แต่ด้วยความที่ตัวหนังทำมาจากหนังสือการ์ตูนเกือบทั้งหมด ตัวบทถึงจะเชยแต่ก็มีความร่วมสมัยอยู่ในที เนื่องจากได้สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมในปัจจุบันที่ไม่ได้มีความแตกต่างจากอดีตมากนัก ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพียงแต่คาดหวังว่าเนื้อหาของเรื่องจะต้องสร้างความหวือหวามากกว่าที่คิดไว้ จึงทำให้ผิดหวังเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมถือว่า Valerian and the City of a Thousand Planets สอบผ่าน เพราะหลักใหญ่ใจความที่ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้คือความบันเทิง พร้อมจินตนาการสุดมหัศจรรย์ที่จะทำให้เราหลงรักได้อย่างง่ายดาย สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการร่วมงานแสดงของพระ-นางในเรื่องเป็นคู่ที่เคมีเข้ามาก ซึ่งโดยส่วนตัวก่อนเข้าชมภาพยนตร์คิดว่าทั้งคู่ไม่ค่อยเหมาะในการรับบทบาทนี้ แต่พอได้เข้าชมแล้วก็สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของตัวละคร รวมถึงกลิ่นไอความโรแมนติกนิดๆ จากเรื่อง จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะอยู่ในความทรงจำของใครอีกหลายคน รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย

รีวิวหนัง เรื่อง Spy : จารชนเฮฟวี่เวท

อาจเรียกได้ว่าภาพยนตร์ ถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์สำคัญ ที่สะท้อนแนวคิดของแต่ละยุคสมัยนะครับ และในปีหลังๆ มานี้กับกระแสเฟมินิสต์ หรือว่ากันง่ายๆคือ พล็อตเรื่องทำนองเพื่อนหญิงพลังหญิง ให้เพศหญิงเป็นตัวเอก และมีศักยภาพเท่าเหล่าชายชาตรี (หรือบางครั้งอาจเหนือกว่า) ที่ปรากฏให้เห็นมาหลายรื่องหลายแนว ซึ่งกับหนังตระกูลสายลับ ที่ต้องมีภาพลักษณ์หล่อเนี้ยบ สูทเป๊ะสั่งตัด ก็ดูจะน่าเบื่อไปแล้ว การมาถึงอย่างทีเล่นทีจริงของ Spy ยอดจารชนที่มาในคราบมนุษย์ป้าอ้วนตุ๊ต๊ะเรื่องนี้ ก็จัดว่าน่าสนใจ และชวนเพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย

Spy : จารชนเฮฟวี่เวท

Spy ถ่ายทอดเรื่องราวของ ซูซาน คูเปอร์ เจ้าหน้าที่สาวใหญ่ร่างปุ้มปุ้ย ที่ทำหน้าที่อยู่หน้าจอมอนิเตอร์ เป็นคู่หูของ แบรดลีย์ ไฟน์ สายลับภาคสนามผ่านหูฟังและจอรับภาพ ทั้งที่ตัวเองต้องติดแหงกอยู่ใต้ดินศูนย์บัญชาการหน่วยซีไอเอ โดยติดตามค้นหาอาวุธนิวเคลียร์โคตรมหาประลัย แต่สถานการณ์ก็มาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อสาววายร้าย เรย์นา โบยานอฟ ออกมาประกาศกร้าวว่ารู้ถึงข้อมูลสายลับทั้งหน่วย จึงเป็นโอกาสให้ ซูซาน ได้ลุกจากเก้าอี้สุดเซ็งประจำหน้าจอ มาออกลีลาบู๊ลุยภาคสนามกับเขามั่ง แต่น้ำหนักตัวของเธอมันดันไม่เอื้อสักเท่าไหร่นะสิ

ซูซาน คูเปอร์ เป็นตัวแทนชั้นดีของหญิงแกร่ง ที่ไม่ได้มากับท่าทีซีเรียส หรือป่าวประกาศเรียกร้องสิทธิเสมอชาย แต่ Spy เลือกใช้แนวทางหนังตลกโปกฮา ที่หญิงร่างตุ้ยนุ้ย ดูยังไงก็คงไม่เหมาะกับภาคสนามอย่างแรงคนนี้ ได้ลุกขึ้นสู้และแสดงฝีมือให้ผู้ชมได้เห็น ในระดับที่จัดว่ายอดเยี่ยมถึงใจ จิกกัดอย่างน่ารัก และล้อเลียนขนบหนังสายลับอยู่ในที โดยใช้ปัญหาน้ำหนักตัวของเธอเป็นตัวจุดชนวน ตั้งแต่การใส่ชุดราตรีสีดำแล้วดูทะแม่งๆ (ปกติมันต้องดูดีน่ะนะ) ต้องปลอมตัวเป็นคุณป้าสามีทิ้ง (ปลอมทั้งที สวยๆหน่อยก็ไม่ได้) ไปจนถึงกระโดดขึ้นขี่มอไซด์ราคาแพง แต่กลับล้มพังพาบไม่เป็นท่า (ปกติมันต้องซิ่งสุดเท่นี่นะ) สถานการณ์ก๋ากั่นเหล่านี้ เมื่อมันเกิดขึ้นในฉากใด ก็เรียกรอยยิ้มได้ในปริมาณล้นปรี่

แต่อาจเพราะความสนุกสนาน จากท่าทีกะเปิ๊บกะป๊าบของเธอคงยังไม่พอ Spy ได้ใช้เหล่าสายลับหนุ่มทั้งหลาย มาช่วยสมทบความฮาได้อย่างออกรส มีบุคลิกสุดโต่งไปคนละแบบ และโคจรมาเจอกับ ซูซาน ในต่างสถานการณ์ต่างวาระกันไปตลอดเรื่่อง สิ่งที่ดูบกพร่องไปสักนิดคือ หลายต่อหลายครั้ง สายลับเพศพ่อเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็นตัวตลกเกินเหตุ จนแบนราบคล้ายดังตัวการ์ตูน ที่เฝ้าแต่จะสบถคำหยาบคาย ด่ากันอย่างหนังตลกไร้กึ๋นชอบมีให้เห็น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากชั่งตวงวัดออกมาแล้ว สิ่งที่น่าติติงนี่ ไม่ส่งผลต่อความดีงามฉีกยิ้ม จากตลกสถานการณ์มากมายข้างต้นแต่อย่างใด

ถึงแม้ Spy จะทำได้ดีในฐานระหนังตลก แต่พล็อตเรื่องหนังสายลับนั้น ก็ไม่ได้ัแหวกแนวอะไร หนังเดินตามแนวทางขนบเดิมๆ แต่เลี้ยวมาชูให้เหล่าตัวละครเพศหญิงโดดเด้งขึ้นมา ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ซีไอเอ และวายร้ายสาวเซ็กซี่ ที่ฉากสำคัญๆ มักจะมีการปะทะกันระหว่างพลังหญิงเสมอ กับฉากแอ็คชั่นที่พอลุ้นสนุกได้ (ฉากต่อสู้ในครัว ลีลาฟาดกระทะ แกว่งปังตอนี่เด็ดมากครับ!) ทั้งหมดนั้นชวนยิ้มมากกว่าหน้าดำคร่ำเครียด ทำให้เหล่าชีวิตของจารชนที่แขวนบนเส้นด้าย ประเด็นความเป็นความตาย และปัญหาระดับชาตินี้ดูเบาๆ สบายๆ ไปหมดเสียอย่างนั้น

หากการแซวหนังสายลับฝ่ายชาย ที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์คือ Kingsman the Secret Service การยั่วล้อที่เกิดขึ้นใน Spy เรื่องนี้ ก็เป็นภาพแทนสายลับหญิงได้อย่างยอดเยี่ยม เธอไม่ต้องสวยเซ็กซี่ตามอุดมคติ แต่ด้วยฝีมือและชั้นเชิง ที่อยู่ภายในผู้หญิงอ่อนนอกแข็งในคนนี้ ก็ทำให้หนังมีน้ำหนักของความบันเทิงเริงใจ พอๆกับขนาดร่างกายระดับเฮฟวี่เวทเลยทีเดียว

รีวิวหนัง เรื่อง Revolt สงครามจักรกลเอเลี่ยนพิฆาต

หากจะกล่าวถึงภาพยนตร์ที่เป็นที่นิยมกันในยุคนี้คงหนีไม่พ้น ภาพยนตร์แอ็คชั่น-ไซไฟ เชื่อว่าหลายคนคงได้รับชมกันมามาก ซึ่งในปี 2017 ก็มีภายนตร์แนวนี้ออกมาให้ชมกันอย่างมากมายจากหลากหลายค่าย หนึ่งในนั้นก็คือ Revolt สงครามจักรกลเอเลี่ยนพิฆาต โดยทางค่ายโมโนฟิล์มได้นำเข้ามาฉายในบ้านเรา ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องเอเลี่ยนต่างดาวบุกยึดโลก

Revolt

Revolt สงครามจักรกลเอเลี่ยนพิฆาต ว่าด้วยเรื่องราวของมนุษย์ที่เหลือรอดเป็นกลุ่มสุดท้ายในสงครามที่ต้องต่อสู้กับเหล่าเอเลี่ยนที่มารุกรานโลก ทหารอเมริกันและมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องช่วยเหลือกันเพื่อเอาตัวรอดจากการกวาดล้างในที่มั่นสุดท้าย บททดสอบการค้นหาผู้รอดชีวิตและการต่อสู้ครั้งสำคัญของมนุษยชาติกำลังเริ่มต้นขึ้น

แน่นอนว่าภาพยนตร์เกี่ยวกับเอเลี่ยนบุกยึกโลกนั้นก็ทำมาหลากหลายเวอร์ชั่น ซึ่งก็ข้อดีหรือความสนุกของเรื่องแตกต่างกันไป เช่นเดียวกันกับ Revolt ที่มีการสร้างโปรดักชั่นที่มีความอลังการ อารมณ์ของเรื่องเป็นความมึนงงเหมือนความรู้สึกของ โบ ทหารความจำเสื่อม ส่วนตัวหุ่นยนต์เอเลี่ยนที่ปรากฏในเรื่องก็ทำได้ค่อนข้างสมจริง จนทำให้รู้สึกกลัวได้จริงๆ อีกทั้งซีจีในเรื่องก็ทำออกมาใช้ได้เลยทีเดียว และภาพฉาก สภาพแวดล้อมที่ปรากฏในเรื่องก็มีความสวยงาม สมจริง

ส่วนสิ่งที่ทำให้ค่อนข้างหงุดหงิดและขัดใจของ Revolt นั้นก็มีหลายข้อ ทั้งในเรื่องของเรื่องราวที่เกินจริงที่เกิดกับ โบ (Lee Pace) ตัวเอกในเรื่อง ไม่มีความสมเหตุสมผล ประชากรที่เหลืออยู่บนโลกทำไมต้องเป็นประเทศเคนย่า ซึ่งตัวหนังไม่ได้บอกหรือสื่อให้เห็นถึงเหตุผลที่จะอธิบายในข้อนี้ เช่นเดียวกันกับสาเหตุที่เอเลี่ยนบุกยึดโลก เมื่อดูจนจบเรื่องก็ไม่สามารถทราบเหตุผลในข้อนี้เช่นกัน จึงเกิดเป็นคำถามให้ได้ขบคิดกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Revolt สงครามจักรกลเอเลี่ยนพิฆาต จะมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกหลายข้อ แต่ก็ยังสร้างความบันเทิงได้ดีทีเดียว หากต้องการชมฉากสมจริง ภาพเป็นธรรมชาติ หรือหุ่นยนต์เอเลี่ยนจากนอกโลก ก็ไม่ทำให้ผิดหวังกันเสียทีเดียว เชื่อว่าแฟนหนังเอเลี่ยนต่างดาวน่าจะชื่นชอบการบุกรุกอย่างโหดเหี้ยมของเหล่าหุ่นยนต์เอเลี่ยน แม้ตอนจบของเรื่องจะตัดจบแบบงงๆ ก็ตามที

รีวิวหนัง Baba Yaga: Terror of the Dark Forest – จ้างผีมาเลี้ยงเด็ก

หนัง Baba Yaga: Terror of the Dark Forest ครอบครัวหนึ่งได้ย้ายมาอยู่ที่อพาร์ทเมนต์อันห่างไกลจากตัวเมือง พวกเขาได้จ้างพี่เลี้ยงเด็กมา แต่วันนึงพี่เลี้ยงและน้องสาวได้หายไปอย่างน่าสงสัย ที่สำคัญพ่อแม่ยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าพวกเขามีลูกสาว! ยิ่งขุดลึกเท่าไหร่ ทำให้เจอความจริงอันน่าสะพรึงกับเรื่องราวของปีศาจร้ายในตำนาน Baba Yaga

Baba Yaga: Terror of the Dark Forest - จ้างผีมาเลี้ยงเด็ก

Baba Yaga: Terror of the Dark Forest – จ้างผีมาเลี้ยงเด็ก

ข้อดี/ข้อเสีย

Image Slider Arrow LeftImage Slider Arrow Right1 / 2

ข้อดี

1.หนังเนื้อเรื่องคล้ายๆอิท เเนวเด็กสู้ผี

2.ยกระดับตำนานผี Baba Yaga ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่

3.บทหนังมีความเเปลก เเละการดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว

4.หนังมีความเเตกต่างกันอิก ดูลึกลับ กว่า

5.ตอนจบเล่นเอาซะซ็อกเลย555

ข้อเสีย

1.บทพูดตัวละครมีน้อยเกินไปโดยเฉพาะฉากเด็ก ไม่เชิงน้อยครับสั่นๆเกินไป

เหมืยนพูดที่ละคำ55 ตรงสุดนี้ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

2.เนื้อเรื่องดำเนินรวดเร็วเเต่กับไม่พูดที่มาที่ไปของผี ทำให้เรารู้จักผีBaba Yagaไม่ได้มากนัก

3.การเเนะนำตัวละคร เรื่องนี้ทำได้ไม่ค่อยดี นักเเนะนำเร็วมาก บางตัวละครรู้จักยังไม่ดีพอ

6/10
ช่วงนี้ผมไม่เเนะนำให้เปิดหาคำรีวิวของต่างประเทศนะครับ

เพราะช่วงนี้โควิทจึงทำให้คนรีวิวน้อย คะเเนนเลยน้อยตาม

รีวิวหนังเรื่อง Firestorm : โจรล่าโจร

จัดได้ว่าเป็นหนังฮ่องกง ที่ช่วงหลังค่อนข้างหายาก กับการที่ยังคงเล่นเรื่อง ตำรวจ โจร ในเมืองใหญ่ กับหนังเรื่องล่าสุดของพี่ หลิวเต๋อหัว ใน Firestorm หรือชื่อไทยว่า ปิดเมืองล่าโจร ที่ยังมีนักแสดงอย่าง อู๋จุน และ กอร์ดอน แลม ร่วมแสดงอีกด้วย

Firestorm : โจรล่าโจร

เมื่อบ้านเมืองต้องปั่นป่วนด้วยฝีมือของแก๊ง ค์อาชญากรสุดโฉด ที่มาพร้อมอาวุธร้ายคอยก่อความไม่สงบและคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์ตามท้องถนน ไม่เว้นแม้กลางวันแสกๆ ..ในฐานะตำรวจผู้รักความยุติธรรม หลุ่ยหมิงเจ๋อ (หลิวเต๋อหัว จาก 2 คน 2 คม) จึงขอทุ่มสุดตัวกับการปฏิบัติภารกิจไล่ล่าเหล่า วายร้าย แต่แล้วเขาก็พบว่าอำนาจของตำรวจธรรมดา ไม่สามารถต่อกรกับอิทธิพลมืดเหล่านี้ได้ เมื่อความยุติธรรมไม่สามารถหยุดอาชญากรรมสุดขั้ว หลุ่ยหมิงเจ๋อจึงต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ โดยการก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งความถูกต้อง เพื่อกวาดล้างทุกอาชญากรรมในครั้งนี้ให้ได้

หนังกำกับการแสดงโดยผกก. อลันหยวน หรือในเราอาจจะรู้จักกันในฐานะของมือเขียนบทหนังอาทิเช่น Shaolin (เส้าหลิน สองใหญ่) และ Connected ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นผลงานเรื่องที่ 3 ที่เขาลงมากำกับเอง และ เขียนบท เอง โดยในทีแรกเห็นจากเนื้อผ้าของตัวหนัง Firestorm ส่วนตัวก็พาลคิดไปว่า เป็นเพียงหนังแอ็คชั่นที่ดูเอามันส์ มีโลเคชั่นใหญ่ๆและการปิดเมืองฮ่องกงที่น่าทึ่งเป็นตัวชูโรง แต่หลังจากได้ดูจริงๆแล้วมันกลับกลายเป็นคนละเรื่อง และก็จัดได้ว่าเป็นหนังที่เซอร์ไพรส์เปิดต้นปีเลยก็ว่าได้สำหรับหนังเรื่องนี้

เพราะนอกจากฉากแอ็คชั่น และ เรื่องราวที่เข้มข้น ที่ทุกคนหวังจะได้ดู และหนังก็ตอบแทนคนดูได้อย่างสะใจแล้ว Firestorm ยังเป็นหนังตำรวจฮ่องกงที่ตีแผ่ และ พูดถึงเรื่องราวของความดี ความชั่ว ผ่านการตีตรา เสียดสี กฏหมาย และ มนุษย์ธรรม ได้อย่างตรงไปตรงมา เจ็บแสบ โดยตัวหนังไม่อ้อมค้อมที่จะด่าแต่ก็เชิดชูไปพร้อมๆกัน ซึ่งการดีไซน์ตัวละครของตัวหนังก็เป็นอีกสิ่งนึงที่น่าสนใจ กับการเปิดเรื่องมาให้เป็น สีขาว และ ดำ อย่างชัดเจน แต่เมื่อตัวหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งจะแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานของ ความลุ่มหลง และ การทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะได้เป้าหมายที่ตนวางไว้ อย่างไม่กลัวว่า สีขาว ที่ตนเองยึดมั่น จะกลายเป็น สีดำ ในที่สุด

โดยหนังสร้างสถานการณ์อันบีบคั้น และ การตัดสินใจที่ยากลำบากให้กับตัวละครทุกๆฝีก้าว จนเราไม่รู้สึกว่าการตัดสินใจแบบนั้นมัน ผิด หรือ ถูก มันมีแต่เพียงว่า การตัดสินใจนั่น จะทำให้เขาเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ตอนนั้นไปได้หรือไม่เท่านั้นเอง ถึงแม้อาจจะมีบางจุดบอด และ การเล่าเรื่องที่ขรุขระไปบ้างก็ตามครับ

ซึ่งทางด้านนักแสดงอย่าง หลิวเต๋อหัว และ กอร์ดอน แลม ก็สามารถถ่ายทอดบทบาทของตนได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะ หลิวเต๋อหัว ที่เรื่องนี้ลงทุนแสดงเอง สตั้นท์เอง เพื่อความสมจริง โดยถึงแม้หนังจะไม่มีฉากดราม่าให้โชว์พลังของเฮียแกบ้าง แต่ฉากบู๊ที่มีทั้งการสาดกระสุน และ ต่อสู้ด้วยมือเปล่า ก็ถือว่า Firestorm เป็นหนังที่แฟนๆเฮียหลิว จะต้อนรับกลับสู่อ้อมอกได้อย่างไม่เสียดายเลยก็ว่าได้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10