รีวิวหนัง Tracers : เกมวิ่งไล่จับ ฉบับเอ็กซ์ตรีม

สิ่งที่หนังแอ็คชั่นอย่าง Tracers บอกจุดขายมาแต่ไกลนั้น คือ ปากัวร์ โลดโผนโจนทะยานโดดข้ามรถ กระโจนข้ามตึกแบบเสี่ยงตาย รวมไปถึงการนำอดีตหมาป่าเจคอบมาแสดง ก็น่าจะเรียกคะแนนจากแฟนๆ ได้มากโข แต่ผลที่ออกมาดูท่าทางว่า ลีลาปากัวร์ในครั้งนี้ จะโดดไปถึงอีกขอบของความสำเร็จเสียอย่างนั้น

Tracers เล่าเรื่องราวของ แคม ไอ้หนุ่มเมสเซนเจอร์ ผู้มีใจรักกีฬาเอ็กซ์ตรีม และปฏิบัติงานพร้อมจักรยานคู่ใจ จนวันหนึ่งเกิดโดนรถชนเข้าโครมใหญ่จนจักรยานพัง แต่นั่นก็ทำให้เขาได้พบกับ นิกกี้ สาวลึกลับ ที่มาพร้อมลีลาปากัวร์ แบบตัวแม่ และด้วยเพราะตัวเองกำลังติดหนี้ก้อนโต โอกาสเหมาะขนาดนี้ แคมจึงค่อยๆ พาตัวเองเข้าสู่โลกของปากัวร์ และนำไปสู่อาชีพใหม่รายได้ดี แต่ก็ทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หากมองในสายตาของคนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับกีฬาเอ็กซ์ตรีม Tracers ก็สามารถพาเราไปรู้จักกับ ปากัวร์ ทั้งลักษณะของมัน วิธีการ รวมถึงแนวคิดได้จริงแบบเห็นผล แต่สิ่งนั้นกลับส่งผลร้ายมากกว่าดี เพราะมันทำให้หนังในช่วงแรก คลับคล้ายคลับคลากับคลิปสอนเต้น T25 ที่สำหรับคนที่สนใจอยู่บ้างเป็นทุนเดิม ก็จะสามารถร่วมอินกับความสูงของตึก อุปสรรค รวมถึงลีลาลุยแหลก แปลกพิสดารเหล่านั้นได้ไม่ยาก แต่สำหรับมนุษย์ผู้ห่างจากการออกกำลังกายเป็นนิจนั้น มันออกจากเถรตรง เนิบช้า และชวนง่วงเหงาหาวนอนอยู่ไม่น้อย

แต่ก็เหมือนการวิ่งระยะไกล แคม และผองเพื่อน ที่วิ่งวอร์มมาตั้งแต่จุดสตาร์ท ก็เริ่มทำความเร็วเต็มๆ ได้เสียทีในช่วงกลางๆเรื่องเป็นต้นไป หากเน้นไปที่การถ่ายทอดภาพของลีลาเอ็กซ์ตรีม ที่ถือเป็นโลกใหม่ของแคม (และโลกใหม่ของผู้เขียนด้วย) ได้อย่างน่าตื่นเต้น แต่เมื่อมารวมกับบทที่ตรงแด่วตามสูตร ปัญาต่างๆ ถูกคลี่คลายได้โดยง่าย แบบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าจะเป็นยังไง ทำให้จังหวะความมันส์ของการวิ่งยาวๆ ครั้งนี้สะดุดไปมา และล้างความตื่นเต้นที่ภาพการโลดโผนทำไว้อย่างน่าเสียดาย

ถ้าอยากเก่งขึ้น จงลืมที่ทำได้ในปัจจุบัน และมองไปยังอนาคต เราได้เรียนรู้คติของปากัวร์ ไว้แบบนั้น ซึ่ง Tracers ก็ยึดมั่นอุดมการณ์นี้แบบตามตำราเป๊ะ ด้วยการมุ่งเล่าถึงปลายทาง ที่การทำภารกิจสำเร็จหรือล้มเหลว แต่หลงลืมที่จะให้เวลาและความสำคัญให้มากพอกับเรื่องก่อนหน้านั้น ทั้งที่น่าจะเป็นตัวชูโรงให้หนังดูสนุกขึ้น และทำให้อนาคตที่มองอยู่ตลอดเวลาของการวิ่งระยะไกลตลอดชั่วโมงกว่านี้ ถูกลดระดับจากการวิ่งเสี่ยงตาย เดิมพันด้วยชีวิต เหลือเพียง เกมวิ่งไล่จับ ในฉบับเอ็กซ์ตรีม เท่านั้นเอง

ป.ล. ถึงโดยรวมจะมาแนว ฮาว ทู ปากัวร์ ไปหน่อย แต่แฟนๆ ของ เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ ก็คงจะฟินไม่น้อย ที่ได้เห็นเขาโชว์แอ็คชั่นแบบไม่กั๊ก มากกว่าจะมาถอดเสื้อโชว์กล้าม รักเมียชาวบ้านอย่างเดียว

เรื่องนี้ให้ 6.5/10 ครับ

หนัง Once Upon a Time in Hollywood – กาลครั้งหนึ่ง ในฮอลลีวู้ด

หนัง Once Upon a Time in Hollywood หรือชื่อไทยว่า กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวู้ด เรื่องราวของ นักแสดงหนุ่มตกอับชาวตะวันตกกับสตั้นท์แมนของเขาที่พยายามดื้นรนให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจหนัง อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังเรื่องแรกของ เควนติน ที่สร้างขึ้นมาโดยอ้างอิงจากเรื่องจริงอีกด้วย แบรด พิตต์ , ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ มาร์โก้ต์ ร็อบบี้

Once Upon a Time in Hollywood

ผลงานลำดับที่ 9 ของ Quentin Tarantino ที่เจ้าตัวเคยบอกไว้ว่าจะทำหนังยาวแค่ 10 เรื่องเท่านั้น หลังจากที่เคยทำหนังมาหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรม, แก๊งค์สเตอร์, กังฟู, คาวบอย, สงครามโลก คราวนี้มาในแนวหนังที่มีแบ็คกราวสร้างมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของคดีฆาตกรรมสุดอื้อฉาวแห่งวงการฮอลลีวู้ดของ Sharon Tate ที่โดนกลุ่ม Manson Family ลัทธิของ Charles Manson ฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม จึงเป็นที่น่าสนใจว่าตัวของ Quentin จะถ่ายทอดหนังเรื่องนี้ออกมายังไง

Once Upon a Time in…Hollywood เป็นหนังที่เล่าเรื่องของนักแสดงชื่อดังที่กำลังจะหมดยุคของเขาในไม่ช้าอย่าง Rick Dalton (Leonardo DiCaprio) และสตั้นท์แมนของเขาอย่าง Cliff Booth (Brad Pitt) ที่ทั้งคู่ได้บังเอิญมีบ้านที่อยู่ติดกับผู้กำกับอย่าง Roman Polanski และคู่หมั้นของเขา Sharon Tate โดยที่หารู้ไม่ว่ามันกำลังจะนำไปสู่เรื่องราวที่พวกเขาไม่คาดคิด

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า จำเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด ที่จะต้องรับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์คดีฆาตกรรมสุดอื้อฉาวของ Sharon Tate มาก่อน เพราะถ้ารับรู้แล้วหนังมันจะทำงานกับเราแบบที่สุด และจะสนุกขึ้นมาก มันจะตรงกับที่ Quentin ต้องการเลย ตลอดทั้งเรื่องเราจะเกิดความสงสัยว่ามันจะมาบรรจบกันตรงไหน หลายๆ ครั้งที่มีตัวละครจริงๆ จากเหตุการณ์จริงมาเกี่ยวข้องเราก็จะแบบ เอาละเว้ยๆๆๆๆๆ และด้วยความที่เป็นแบบนั้น เราจึงรอลุ้นและสนุกกับมันว่าหนังจะลงเอยยังไง จะเล่ามันยังไง มันจึงเดาตอนจบอะไรไม่ได้เลย

เป็นหนังเกือบ 3 ชั่วโมงที่เพลินมาก ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดทั้งเรื่อง Quentin เหมือนได้พาเราหลุดเข้าไปในยุคทองแห่งฮอลลีวู้ดช่วงนั้นไปเลย ทั้งการแสดง เบื้องหลัง สภาพแวดล้อมเมือง เรียกได้ว่าถ่ายทอด LA ในยุคนั้นออกมาได้โคตรมีเสน่ห์มากๆ ถึงแม้มันอาจจะดูเวิ่นเว้อไปซะหน่อย แต่มันเหมือนเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ Quentin รัก ผ่านออกมาในหนังของตัวเอง ในหลายๆ แง่มุม ให้คนดูได้รับรู้

รวมถึงสิ่งที่น่าชื่นชมมากๆ คือทีมนักแสดงทุกคนเลย ไล่ไปตั้งแต่ Leonardo DiCaprio ในบทของ Rick Dalton ที่สะท้อนภาพของดาราดังในยุคนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็น George Maharis, Ty Hardin, Fabian, Vince Edwards, Edd Byrnes ที่ถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตามมาด้วย Brad Pitt ที่รับบท Cliff Booth ซึ่งตัวละครนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตั้นท์แมน Hal Needham และ Burt Reynolds ที่แสดงได้โคตรเท่ และไม่น่าเชื่อว่าชายอายุ 56 จะรักษาหุ่นได้โคตรยอดเยี่ยมขนาดนี้ และสองตัวละครนี้แหละที่สร้างความบันเทิงให้หนังแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก รวมไปถึง Margot Robbie ในบท Sharon Tate ที่ถึงแม้ไม่ได้ออกมาโชว์ฝีไม้ลายมือการแสดงมากเท่าที่ควร และนับเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ต้องบอกว่าทุกครั้งที่เธอปรากฏออกมาช่างสวย น่ารัก น่าหลงไหลเสียเหลือเกิน และยิ่งเธอทำให้คนดูหลงรักเท่าไหร่ และยิ่งคนดูรับรู้เรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นมามากแค่ไหน มันยิ่งส่งผลให้ลุ้นกับชะตากรรมของตัวละครนี้เสียเหลือเกิน

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหนังยกให้องค์สุดท้ายของหนังเลย ถ้าไม่ใช่ Quentin คิดไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะทำหนังให้ตอนจบออกมาแบบนี้ได้ คุณไม่มีทางเดาออกแน่ๆ ว่าหนังมันจะออกมาเป็นยังไง สปอยล์ไม่ได้จริงๆ ต้องไปชมเองในโรง เรียกได้ว่าคือความบันเทิงขั้นสุด Quentin ได้ถ่ายทอดจุดด่างพร้อยแห่งยุคทองของฮอลลีวู้ดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และน่าจะเพลิดเพลินเจ้าตัวใช่เล่น

แต่ในความสนุก เพลิดเพลิน บันเทิง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่านะ ว่าหนังเรื่องนี้ของ Quentin มีความแตกต่างจากเรื่องอื่นพอสมควร ดูนิ่งขึ้น สุขุม เหมือนทิ้งจดหมายบอกผ่านคนดูว่ารักยุคนั้นมากๆ นะ รวมถึงเรายังเห็นถึงความเหงา เศร้า และถวิลหาของตัว Quentin เองด้วย ยิ่งแนวทางของ Rick Dalton มาถึงช่วงที่แบบจะหมดยุคของเขาแล้ว ยิ่งทำให้สะท้อนถึง Quentin และสงสัยว่าเจ้าตัวจะคิดแบบนั้นป่าวนะ เพราะนี่ก็คือเรื่องที่ 9 ก่อนที่จะถึงเรื่องสุดท้ายเฮียแกแล้วนะ ดูแล้วแอบเศร้าเล็กๆ ชอบกล

สรุปแล้ว Once Upon a Time in…Hollywood เป็นหนังที่แฟนคลับ Quentin ที่ติดตามมาโดยตลอดน่าจะต้องชอบกันแน่นอน (และเจ้าตัวยังคงใส่เอกลักษณ์ความเป็นตัวเองอยู่เต็มหนังไปหมด เช่นบุหรี่ Red Apple) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะชอบ แต่อย่างน้อยเหมือนคุณได้เข้าไปนั่งดูกาลครั้งหนึ่งของมนต์เสน่ห์แห่งฮอลลีวู้ด เป็นความรักของ Quentin ที่อยากถ่ายทอดให้เราได้รับรู้

Cr.movie.thaiware.com

แนะนำหนัง เรื่อง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

แบรนด์ ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ ถือเป็น แบรนด์ที่โด่งดังมากๆ จากโปรเจคหนังอินดี้เล็กๆ แต่ถูกใจคนดูหมู่มาก จนทำให้ ไทบ้านร่วมมือกับ BNK48 ทำโปรเจคหนังที่ชื่อว่า ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ (ยังเป็นหนังที่อยู่ในจักรวาลไทบ้านนะ อีกนิดเดียวจะแข่งกับจักรวาลมาร์เวลได้แล้ว) ว่าด้วยเรื่องราวในจักรวาลไทบ้านที่วงไอดอล BNK48 ต้องการจะทำเพลงซิงเกิ้ลใหม่ในรูปแบบ หมอลำอีสาน และต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคอีสานเพื่อทำความรู้จักและเข้าใจในวัฒนธรรมของคนอีสานให้มากขึ้น นอกจากจะมีนักแสดงในจักรวาลไทบ้าน และน้องๆ BNK48 แล้ว ยังมี ก้อง ห้วยไร่ มาร่วมสร้างความสนุกอีกด้วย แค่ตัวอย่างก็ดูน่าสนุกละ ฉายวันที่ 23 มกราคมนี้

ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

 

รีวิวหนัง Children of the Sea – รุกะผจญภัยโลกใต้ทะเล

หนัง Children of the Sea รุกะ เด็กสาวมัธยมต้นที่ มีปัญหากับเพื่อนร่วมชมรมแฮนด์บอลตั้งแต่วันแรกของวันหยุดฤดูร้อน รุกะจึงไปที่อควาเรียมที่เป็นที่ทำงานของพ่อ ในขณะที่เธอกำลังยืนอยู่หน้าอควาเรียมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยฝูงปลาเธอก็ได้พบกับพี่น้องปริศนา อุมิ และ โซระ “พวกเขาถูกเลี้ยงดูโดยฝูงพะยูน” พ่อของรุกะบอกเธอแบบนั้น รุกะ อุมิ และ โซระ มีความสามารถสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ ในเวลาเดียวกันก็มีอุกกาบาตตกลงมา และเกิดปรากฏการที่ปลาหายไปจากท้องทะเล ทั้งสามจึงร่วมมือกันออกผจญภัยไปในโลกใต้สมุทร เพื่อปกป้องเหล่าสัตว์น้ำจากมหันตภัย

Children of the Sea

Children of the Sea – รุกะผจญภัยโลกใต้ทะเล เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่ชื่อว่า รุกะ เธอได้บังเอิญไปเจอกับเด็กชายที่ชื่อว่า อุมิ และโซระ ทั้งคู่ถูกเลี้ยงดูโดยพยูน จึงสามารถใช้ชีวิตใต้น้ำได้ หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราวแปลกๆ น่าอัศจรรย์ขึ้นมากมาย

ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ให้คะแนนไม่ถูกจริงๆ คือมันไม่ใช่หนังอนิเมะรักๆ ใคร่ๆ แบบของมาโกโตะ ชินไค หรืออย่างเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา คือมันเป็นหนังอนิเมะที่แฝงไปด้วยเรื่องราวเชิงปรัชญา วิทยาศาสตร์ จักรวาล การให้กำเนิด ชีวิต ฯลฯ คือเอาตรงๆ ก็พอเข้าใจว่ามันคือเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่ไม่เข้าใจการลำดับ ความเกี่ยวข้อง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่ามันปะติดปะต่ออะไรยังไง ยิ่งช่วงท้ายๆ นี่ งองูชนกันมั่วไปหมดเลยทีเดียว เข้าขั้นเหวออะ

เอาที่เห็นชัดๆ เลยคือภาพสวยมว๊ากกกกกก เหมือนภาพวาดงานศิลปะตามพวกหอศิลป์อะไรทำนองนั้น โดยเฉพาะพวกฉากทะเล ปลา แต่ที่เราชอบสุดๆ คือดวงตาของตัวละคร คือนัยน์ตามันดูสวยมากจริงๆ

เออนั่นแหละ พอพูดถึงเรื่องหอศิลป์ หนังเรื่องนี้มันให้อารมณ์เหมือนกับเราไปเดินหอศิลป์ คือแบบ เห้ยรูปนี้สวยว่ะ มองออกนะเป็นรูปอะไร แต่ไม่เข้าใจที่จะสื่อ อารมณ์แบบนั้นเลยจริงๆ 555

มันจึงทำให้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเหมือนคุณนั่งเรียนปรัชญา เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนเรื่องราวอะไรต่างๆ นานา ที่เอาตรงๆ พอไม่เข้าใจ งง มันเลยกลายเป็นน่าเบื่อไป ใช้สมองหนักมากกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ถ้าตัดเรื่องเนื้อหาออกไป เสพภาพกับเพลง ก็จัดว่ามันคืองานศิลปะชั้นเลิศเลยจริงๆ (แต่เนื้อหาพางงก็ทำให้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงมันหนักหน่วงไปจริงๆ 555)

สรุป ขอไม่ให้คะแนนละกัน เพราะไม่เข้าใจในหลายๆ อย่างจริงๆ คงพูดได้แค่เพียงว่าภาพมันงดงามมากถึงมาุกที่สุด นอกเหนือจากนั้นอ้าปากค้างจ้า 5555 ใครอยากลองไปพิสูจน์สมองประลองปัญญา คิดความเชื่อมโยงนู่นนี่นั่นก็ลุยโลดดดด

หนังน่าดูปี 2020 เรื่อง Mulan พร้อมตัวอย่างหนัง

จากบทกวีในศตวรรษที่ 6 ของจีน เรื่อง “The Ballad of Mulan” ที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชาย เพื่อทดแทนคุณบิดาในการออกไปรบแทน เธอได้กลายเป็นยอดนักรบคนสำคัญจนชายชาตรียังต้องยอมรับหนังนำแสดงโดยหลิวอี้เฟย นักแสดงจีนที่โด่งดัง เคยเล่นหนังฮอลลีวูดเรื่อง Forbidden Kingdom (2008) ประกบเฉินหลง และเจ็ตลี นอกจากนั้นยังมีนักแสดงจีนอีกมากมายมาร่วมสมทบทั้ง ดอนนี่ เยน ในบทขุนศึก, กงลี่ ในบทแม่มดที่เป็นตัวร้าย และเจ็ตลี ในบทของแม่ทัพ กำกับโดยผู้กำกับหญิง Niki Caro ผู้เคยฝากผลงานเอาไว่อย่าง Whale Rider, North Country และ The Zookeeper’s Wife แฟน ๆ แค่ได้ยิน Intro เพลง Reflection ขึ้นในตัวอย่างหนังก็คงขนลุกเพราะคิดถึงฉบับการ์ตูนเมื่อปี 1998 และรอติดตามชมฉบับ Live Action แทบไม่ไหว

Mulan

นักแสดง: Yifei Liu, Donnie Yen, Jet Li, Li Gong
ผู้กำกับ: Niki Caro (Whale Rider, The Zookeeper’s Wife, North Country)
ระดับความน่าดู: 8/10 กะโหลก

Cr.www.beartai.com

หนังน่าดูปี 2020 Dolittle – ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล

หลังประกาศจบการศึกษาจากจักรวาล Marvel Robert Downey Jr. จะมีผลงานการแสดงเรื่องต่อไปเป็น Dolittle กำกับโดยผู้กำกับสายเครียด Stephen Gaghan ผู้เคยเขียนบทหนังอย่าง Syriana (2005) หรือหนัง 4 รางวัลออสการ์เกี่ยวกับการค้ายาเสพติดอย่าง Traffic (2000) ที่พลิกแนวอย่างหนักมาสายตลกแทน สมทบด้วยนักแสดงแถวหน้าที่ยกขบวนมาให้เสียงเป็นสิงสาราสัตว์เช่น Tom Holland (Spider-Man ที่ได้โคจรมาเจอ Tony Starks อีกครั้ง) นักแสดงรางวัลออสการ์ Rami Malek (Bohemian Rhapsody และตัวร้ายใน 007 ตอนล่าสุดที่จะออกฉายปี 2020 เช่นกัน) Ralph Fiennes (Voldemort จาก Harry Potter และ M จาก 007) โดย Dolittle ในฉบับนี้จะย้อนกลับไปเล่าเรื่องในสมัย Victorian ของอังกฤษซึ่งจะเหมือนกับหนังฉบับปี 1967 มากกว่า 1998 บอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจของ “ดูลิตเติ้ล” ที่ต้องร่วมมือกับสิงสาราสัตว์ออกเสาะหาสมุนไพรมาเพื่อช่วยชีวิตของพระราชินี

Dolittle

นักแสดง: Robert Downey Jr., Tom Holland, Rami Malek, Ralph Fiennes, John Cena, Selena Gomez
ผู้กำกับ: Stephen Gaghan (Gold, Syriana)

Cr.www.beartai.com

รีวิวหนัง Now You See Me : สิ่งที่เห็น เป็นแค่ภาพลวงตา

ก็นานมากแล้ว ที่เราไม่ได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า มายากล มาโลกแล่นบนจอเงิน หลังจากมีทั้ง The Illusionist และ The Prestige ที่เป็นหนังมายากลรุ่นพี่คอยให้คำชี้แนะ ทิศทาง เกี่ยวกับหนังแนวนี้อยู่ แต่ก็ดูเหมือนข้อจำกัดของสิ่งนั่นจะหมดลง เมื่อ Now You See Me ได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับพล็อตหนังที่นำเอา มายากล มาควบกับการ โจรกรรม พร้อมเหตุจูงใจบางอย่างของตัวละคร ที่ทำให้เกิดการไล่ล่า แนว แมวจับหนู ได้เกิดขึ้น

Now You See Me

Now You See Me เป็นเรื่องราวของทีมนักมายากล ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ชมทึ่งกับกลต่างๆ พวกเขายังสร้างชื่อจากการปล้นธนาคารไประหว่างที่ทำการแสดงทุกครั้ง ทำให้ทีมเจ้าหน้าที่เอฟบีไอต้องพยายามทาทุกอย่าง เพื่อที่จะจับตัวพวกเขาให้ได้แบบคาหนังคาเขา แบบชนิดที่เรียกว่ามีทั้งความ โหด มันส์ และ ฮา ในที่เดียว

โดยหนังเป็นผลงานการกำกับของ หลุยส์ เลแตร์ริเย่ร์ จาก Clash of the Titans และ The Incredible Hulk ที่หันมาทำหนังแนวโจรกรรมประมาณ Ocean กับเขาบ้าง แต่ใช้ มายากล เข้ามาเป็นของเสริมทัพความน่าสนใจไปอีกขั้น โดยโชว์ทั้งหมดในหนังกว่า 80% นั่นเป็นการแสดงมายากลของจริง โดยไม่ใช้ CG เข้ามาช่วย ซึ่งเรียกได้ว่างานนี้นักแสดงยกทีมก็ได้เรียนรู้วิธีเล่นมายากลกันไปเยอะจริงๆ ซึ่งในทีแรกที่เห็นตัวอย่างนั่นก็ต้องยอมรับเลยว่า หนังสามารถจูงใจคนดูได้ไม่น้อยเลยทีเดียว กับการเล่นเรื่อง มายากล และ โจรกรรม ซึ่งเมื่อได้ไปรับชมมาจริงๆแล้ว ก็ไม่ได้เชิงว่า ผิดหวัง เพียงแต่ว่าหนังนั่นก็ไม่ได้ทำให้เราพูดได้เต็มปากว่าสนุกอย่าง เกินที่คาดหวัง ได้สักเท่าไหร่นัก

เพราะส่วนนึงจริงๆของ Now You See Me ที่สามารถทำให้คนดูสนุก และ ลุ้นติดตาม ไปกับภารกิจของเหล่า 4 นักมายากลได้เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นการที่ตัวบทของหนังนั่นสามารถวางให้ลูกเล่น และ วางจังหวะ โชว์ความฉลาด และ หลักแหลม ของตน ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ผสมผสานไปกับการแสดงโชว์ มายากล ที่ทำให้คนดูรู้สึกหลงใหลไปกับแสงสี เช่นเดียวกับเหล่าตัวละครหลายๆตัวในเรื่อง จนบางทีอาจจะถูกหลอก อาจจะถูกต้ม แต่ผู้กำกับก็ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึง เหตุและผล ที่ตามมา จนคนดูนั่นยินยอมให้โดนตุ๋นจนเปื่อยนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะได้รับความสนุกของมัน โดยอาจจะพูดไม่เต็มปากว่าโดยรวมแล้วมันเป็นหนังโจรกรรม ที่ดูหลักแหลมที่สุด แต่ถ้าพูดถึงความคิดสร้างสรร์นั่นต้องขอยกให้เรื่องนี้จริง ที่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่ทำให้ Now You See Me เป็นหนังที่ดูสนุกอันดับต้นๆของผกก. หลุยส์ เลแตร์ริเย่ร์ เลยก็ว่าได้

ซึ่งทางด้านนักแสดง ที่เล่นเอาระดับแถวหน้า ออสการ์ มาประชันกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่เก๋า และ น่ายกย่องผกก.เป็นอย่างมาก ที่สามารถควบคุมนักแสดงไล่ตั้งแต่ มอร์แกน ฟรีแมน ไปยันจนถึง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ได้อย่างอยู่หมัด ด้วยบทหนังที่สามารถกระจัดกระจาย ให้น้ำหนักตัวละครเท่าๆกัน จนเปรียบเสมือนการเลือกลูกบอลที่อยู่ในแก้วที่สลับไปมา จนจับไม่ได้ ไล่ไม่ถูก ว่าในทีแรกนั่นตัวหนังต้องการจะมาไม้ไหนกันแน่

แต่ก็น่าเสียดายที่ข้อเสียหลักๆของหนัง ที่มันไม่น่าจะพลาดได้เลยจริงๆ เพราะมิฉะนั้นมันคงเป็นหนังอีกเรื่องคงถูกขึ้นหิ้งในระดับเดียวกับเหล่าหนังโจรกรรม สืบสวน หักมุม ทั้งหลายไปแล้ว โดยข้อเสียที่ว่านั่นก็ไม่ได้อยู่ไหนไกล เพียงแต่เป็นในตอนจบของตัวหนังนั่นเอง ที่ดูจะเป็นการหาทางออกที่ง่าย และ ฆ่าตัวตาย ไปสักนิด จนทำให้ตัวหนังดูขาดเหตุและผล ในแรงจูงใจของการกระทำเสียมากเกินไป ถึงแม้มันจะทำให้ใครหลายคนต้อง ช็อค เซอร์ไพรส์ หรืออะไรก็ตามที แถมเมื่อลองมามองใกล้ๆตามที่หนังบอก หลังจากเฉยเผยปมทุกอย่างแล้ว ตัวหนังมันก็ยังเต็มไปด้วยเชือกปม แผนการ ที่ยังมัดไม่แน่น และไม่หนักแน่นพอ จนทำให้เรารู้สึกว่าบางทีการโดนหลอกต่อไป อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่หนังสมควรทำก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วผมคิดว่า ถ้าหากไม่นับตอนจบที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ฆ่าหนังนั่น Now You See Me ก็ถือว่าเป็นการโจรกรรม ผสม มายากล ที่มีลูกเล่นออกมาได้ยอดเยี่ยม จนเหมือนเราอยู่ส่วนนึงของโชว์มายากล จากตัวเอก แถมยังเต็มใจให้พวกเขาหลอกล่อด้วยภาพลวงตา ก่อนจะเปิดเผยกลจริงออกมา ซึ่งถือว่าเป็นอีกประสบการณ์หนังที่ไม่ควรพลาด และ ตื่นตาไปกับมันอย่างเต็มที่

รีวิวหนัง 1917 เรื่องราวของทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

หนัง 1917 เรื่องราวของทหารอังกฤษหนุ่มสองคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจที่แมบจะเป็นไปไม่ได้ กับการส่งข้อมูลข้าวสารผ่านเข้าไปในแดนข้าศึก ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินเข้าไปติดกับ และอันตรายถึงชีวิต

1917

1917 เป็นหนังที่สร้างมาจากคำบอกเล่าจากนายทหารจริง Alfred H. Mendes ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งก็คือปู่ของผู้กำกับ Sam Mendes นั่นแหละ กับเรื่องราวของนายทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับภารกิจให้ไปส่งจดหมายบอกแนวหน้าให้ล่าถอยหยุดการโจมตี เพราะเป็นกับดักของพวกเยอรมัน เนื้อเรื่องก็มีเท่านี้แหละ เรียบง่าย ตรงไปตรงมา เข้าใจไม่ยาก ไม่ต้องคิดตีความให้ปวดหัว

หนังเรื่องนี้สร้างเสียงฮือฮาตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าโรงเสียอีก จากที่มีข่าวว่าถ่าย Long-Take ทั้งเรื่อง! ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็คงจะมีการตัดต่อบ้าง แต่พอได้ดูแล้วก็ต้องบอกว่า “ไร้ที่ติ” ด้วยการเคลื่อนกล้องติดตามตัวละครอย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด ไม่มีฉากชวนปวดหัว มุมกล้องที่จัดได้ว่าสวย งดงามในแต่ละซีนมากๆ รู้เลยว่ามันถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี ถ้าจะได้รางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมไปจะไม่แปลกใจและไม่ขัดใจแต่อย่างใดเลย

ด้วยความเป็นหนังขาย Long-Take มีการเคลื่อนกล้องแทบจะตลอดเวลา เราจะได้เห็นทุกการกระทำของตัวละครหลัก ตั้งแต่เริ่มจนจบ ใช้คำว่าติดตามทุกฝีเก้าก็ไม่ผิดเพี้ยน และด้วยเหตุนั้นมันจึงทำให้คนดูรู้สึก “จริง” เหมือนเข้าไปร่วมเดินทางกับเหตุการณ์นั้นจริงๆ ทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น ทั้งอยากเอาใจช่วย และน่าติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ

และส่วนสำคัญที่ทำให้หนังมันทำงานกับเรา นั่นคือตัวนักแสดง พวกเขาแสดงได้เป็นธรรมชาติ และด้วยความที่นักแสดงนำไม่ใช่คนคุ้ยเคย ไม่ใช่ดาราชื่อดังที่คุ้นหน้าคุ้นตา มันจึงทำให้เรารู้สึกว่าอยากเอาใจช่วยให้พวกเขาปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ไม่ได้มีภาพจำพวกเขาเหล่านั้นจากเรื่องใดๆ เขาจึงเปรียบเสมือนคนธรรมดาและเมื่อมารวมกับการถ่ายทำที่ไร้ที่ติแล้ว มันยิ่งทำให้ภารกิจครั้งนี้น่าติดตามเข้าไปใหญ่

ในระหว่างทางหนังยังสะท้อนให้เห็นผลกระทบของสงครามออกมาเป็นระยะๆ เหมือนพาเราไปทัวร์สงครามพร้อมๆ กับการปฏิบัติภารกิจของตัวเอกยังไงยังงั้น

จริงๆ ถึงแม้มันจะเป็นหนังสงคราม แต่มันก็ไม่ได้เน้นขายความเป็นสงครามหรือฉากสู้รบสงคราม แบบยิงกันตู้มต้าม ฝ่าดงกระสุนอะไรแบบนั้นสักเท่าไหร่ แต่มันก็ ตื่นเต้น ลุ้น ในแง่ของการเอาตัวรอดของตัวละครในสถานการณ์ต่างๆ มากกว่า

แต่ปัญหามันอยู่ที่เนื้อเรื่องเนี่ยแหละ ด้วยความที่เนื้อเรื่องมันเรียบง่ายเกินไป เรียบง่ายมากๆ จนอาจบอกได้ว่ามันไม่มีอะไรเลย ไม่มีจุดพีค กินใจ หรือสร้างความขนลุกอะไรให้เราเลย หนังมันกลายเป็นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการถ่ายทำไร้ที่ติหรือการแสดงของนักแสดง ความน่าสนใจมันจะลดลงไปเยอะเลยจริงๆ

สรุปแล้ว 1917 ไม่ใช่หนังสายบันเทิง แต่เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้มีฉากสงครามยิงกันอย่างในเรื่องอื่นๆ แต่มันยอดเยี่ยมด้วยการถ่ายทำ นักแสดง ที่ช่วยให้มันน่าติดตาม เอาใจช่วย ร่วมลุ้นไปกับเหตุการณ์ตรงหน้า คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่เนื้อเรื่องก็อย่าที่บอกว่ามันเรียบแบนไปจริงๆ ถ้าถามว่าเหมาะสมกับ Best Motion Picture บนเวทีออสการ์มั้ย สำหรับเรา เรามองว่า Parasite น่าจะครบเครื่องกว่านะ 1917 ในแง่ของการถ่ายทำทั้งภาพ ทั้งเสียง ไร้ที่ติจริงๆ แต่ภาพรวมมันยังไม่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น