รีวิวหนัง โจรปล้นโจร – The Exchange

หนัง The Exchange หรือชื่อไทยว่า โจรปล้นโจร โจและเมย์กำลังจนตรอกเมื่อโจป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง เมย์นำเงินที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ไปแลกที่ร้าน The Exchange แต่กลับกลายเป็นว่าเงินเหล่านั้น กลายเป็นเงินสกุลที่เลิกใช้ไปแล้ว ทั้งคู่ถูกผู้จัดการร้านสบประมาท นั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมย์เริ่มวางแผนปล้นร้านแลกเงิน แม้โจจะไม่เห็นด้วยแต่ด้วยความเป็นห่วงเมย์ เขาก็ไม่อาจจะปล่อยให้เมย์ทำเรื่องนี้คนเดียวได้ ทั้งคู่ตัดสินใจปล้น ทว่าเมื่อถึงวันที่ลงมือกลับกลายเป็นว่ามีกลุ่มโจรอีกกลุ่มบุกเข้ามาและจับพนักงานร้าน ลูกค้า รวมถึงโจและเมย์เป็นตัวประกัน กลุ่มโจรบอกว่าต้องการแค่เงิน และจะไม่ทำร้ายใคร แต่คำพูดเหล่านั้นจะเชื่อได้จริงหรือ โจต้องการจะหนีออกจากสถานการณ์นี้ แต่เมย์กลับมองเห็นช่องทางที่จะขโมยเงินต่อจากโจรอีกที ในพื้นที่ปิดตาย ที่คน 13 คนติดอยู่ด้วยกันนั้น ไม่อาจตอบได้ว่าสุดท้าย ใครจะเป็นคนที่อันตรายที่สุด

The Exchange

(ทำเสียงแบบ TV Direct) คุณเบื่อไหมกับหนังไทยแนวเดิมๆ ตลก ผี รักวัยรุ่น หากคุณหาเวลามาดูหนังในโรงช่วงนี้ ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไป และนี่คือ The Exchange – โจรปล้นโจร หนังไทยไอเดียใหม่ กับแนวปล้น หักหลัง แผนซ้อนแผน เรื่องราวของคู่รัก โจและเมย์ ที่กำลังวางแผนปล้นร้านแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าโจเป็นเนื้องอกในสมองจึงจำเป็นต้องหาเงินมารักษา แต่พอถึงเวลาปล้นดั๊นมีโจรอีกกลุ่มมาปล้นที่เดียวกันอีก จึงเกิดเป็นเรื่องราวการปล้นในปล้นขึ้น

แค่ตัวอย่าง เนื้อเรื่อง ก็น่าสนใจที่จะเข้าไปดูแหละ แถมยิ่งเป็นหนังไทย ซึ่งเราไม่เคยเห็นแนวประมาณนี้กับหนังไทยมาก่อน มันก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจในการดูเข้าไปอี๊กกกกก แต่โดยภาพรวมแล้วมันน่าจะเป็นหนังทุนต่ำพอสมควร แต่เชื่ออยู่ลึกๆ ว่ามันอาจจะเวิร์คก็ได้นะ

และผลคือมันก็ออกมาไม่เลวเลย ถึงแม้มันจะมีบท การแสดงที่ธรรมดาๆ แถมยังขาดตกบกพร่องในหลายๆ จุด แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้โอเค มันเป็นหนังไทยที่กล้าที่จะหลุดกรอบเดิมๆ เป็นหนังแนวปล้นที่เราไม่เคยเห็นกับหนังไทยเลย ที่มีไอเดียเกี่ยวกับกับการเข้าไปปล้นแต่คนจะปล้นดันไปติดอยู่ในเหตุการณ์ปล้นจึงทำให้คนจะปล้นตอนแรกอยากปล้นคนที่มาปล้นอีกทีในเหตุการณ์ปล้นที่เกิดขึ้น งงมะ 555 มันสนุกตรงนี้แหละ

เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในพื้นที่จำกัด ด้วยความที่ทุนจำกัด มันจึงไม่ต้องเล่นใหญ่ให้มากความ เล่นอะไรง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และกลายเป็นข้อดีที่สามารถใส่ความสร้างสรรค์ได้เต็มที่ แต่มันก็เป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าเอาคนไม่อยู่ ไม่มีเนื้อหาที่น่าติดตามพอ มันก็จะกลายเป็นหนังเกรด B ง่อยๆ ไปเลย แต่เรื่องนี้เนื้อเรื่องก็ไม่น่าเกลียด ด้วยความที่มันไม่ซับซ้อนเนี่ยแหละ จึงทำให้มันย่อยง่าย ดูจากตัวอย่าง+เรื่องย่อก็พอจะรู้เรื่องราวทั้งหมดละว่าเกิดไรขึ้นบ้าง รวมถึงแผนการปล้นของทั้งฝั่งพระนางกับโจรตอนหลัง ก็ไม่ได้มีการวางแผนชั้นสูงไรขนาดนั้น รวมถึงเหตุการณ์แต่ละอย่างที่เกิดขึ้นในหนังก็เห็นมาหมดแล้วในหนังแนวนี้ของชาติอื่นๆ หนังจึงเน้นไปที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปล้นมากกว่า เบื้องลึกเบื้องหลัง นิสัยใจขอของแต่ละตัวละคร ใครดี ใครร้าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ตรงนั้นแหละที่หนังมันทำได้ดี

จุดที่เราไม่ชอบคือความสัมพันธ์ตอนเริ่มต้นของสองพระ-นาง ดูฝืนมาก แถมการแสดงของเป้ยังแข็งและเล่นใหญ่เกิ๊น ยิ่งไอ้ฉากดราม่าตอนแรกที่โดนคิทตี้ตบนี่ตลกเลยทีเดียว โดนตบร้องโอ้ย แทนที่จะเศร้า เราหลุดหัวเราะเฉย และมันตบแบบนี้สองรอบก็ร้องโอ้ยทั้งสองรอบเลย 555 ตามมาด้วยมันจะมีฉากที่ให้ตัวประกันใส่หูฟังเปิดเพลงดังๆ เพื่อ? ก็ยังคุยกันได้ปกตินิ และก็ไม่ได้ให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งนั้นเลย เหมือนในหนังเรื่องอื่นๆ ทำจึงต้องเอามาใช้บ้างงั้นอะ แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือมันจะมีโจรคนนึงที่พูดเพราะ “นี่เธอ” “คราวหลังเธออย่าทำแบบนี้อีกนะ” คือโจรคนอื่นมันห้าวๆ หยาบๆ ไง มันเลยดูขัดๆ แบบแปลกๆ

จะว่าไปจุดบกพร่องมันก็เยอะมากเลยนะ เหตุผลในแต่ละอย่าง จุดนั้นเป็นงั้นได้ไง จุดนี้เกิดขึ้นได้ไง ไอ้นั่นไม่เห็นหรอ ไอ้นี่ไม่รู้หรอ บางฉากก็แบบตลกมาก สถานการณ์ตึงเครียดกันมายืนอธิบาย เถียงกัน คือด้านบทมันยังไม่กลมกล่อมเท่าไหร่

การแสดงแต่ละคนในเรื่องนี้มันดูใหญ่ไป ดูพยายามไป ทุกตัวเลยนะ บางตัวจะใหญ่เป็นพิเศษหน่อย ภาพรวมเหมือนกำลังแสดงละครกันอยู่ ไม่เหมือนดูหนังเลย คือจัดได้ว่าธรรมดามากถึงมากที่สุด

สรุปแล้ว โจรปล้นโจร เป็นหนังแก้เลี่ยนหนังไทยได้ดีมากๆ ย่อยง่าย บันเทิง เพลินๆ ไม่ซับซ้อน ตัวบทอาจขัดใจในหลายๆ จุด แต่ภาพรวมก็มากพอให้น่าติดตามไปจนจบเรื่อง

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Pain and Glory – แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด

หนัง Pain and Glory หรือชื่อไทยว่า แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด การกลับมาของ Antonio Banderas และผู้กำกับ Pedro Almodóvar ที่ว่ากันว่านี่คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา กับเรื่องราวที่บอกเล่าถึงชีวิตของผู้กำกับหนังที่กำลังหมดไฟรวมถึงมีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ผ่านวัยเด็กตลอดจนการเติบโต เต็มไปด้วยเรื่องราวความฝัน ความทะเยอทะยาน ความรัก ความผิดหวัง กับหนังชีวิตและความเจ็บปวด

Pain and Glory

Pain and Glory หรือชื่อไทยว่า แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด เป็นหนังที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยกับการเข้าชิงรางวัลบนเวทีออสการ์ 2 สาขา กับนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของ Antonio Banderas และหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมจากสเปน และเข้าชิงบนเวทีลูกโลกทองคำจากสาขาเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือไป แต่มันก็มากพอที่จะลองไปดูความยอดเยี่ยมนี้สักหน่อย แถมยังว่ากันว่านี่คือหนังที่ดีที่สุดของผู้กำกับ Pedro Almodóvar เลยทีเดียว

หนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตผู้กำกับหนังคนหนึ่ง ที่ห่างหายจากวงการมาสักพัก ด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย และหนังก็ค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตตัดกับปัจจุบันที่ตัวเขาต้องเผชิญ

มันคือหนังชีวิตของคนๆ นึงเนี่ยแหละ หนังไม่ได้ซับซ้อนหรือเข้าใจยากอะไรเลย มันเหมือนกับว่าตัวหนังค่อยๆ พาเราให้เข้าไปรู้จักผู้กำกับคนนี้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เผชิญอะไรมาบ้าง ซึ่งสำหรับเรามันก็แค่นั้นเลยอะ เราไม่อิน ไม่รู้สึกถึงแรงผลักดัน แรงบันดาลใจ หรือแรงขับเคลื่อนอะไรของหนังเรื่องนี้เลย เรื่อยๆ มาก นี่เอาตรงๆ ถ้านอนไม่พอมีหลับเลยแหละ ตลอดทั้งเรื่องเราพยายามหาจุดที่น่าสนใจในหนัง แต่มันไม่มีอะไรที่จะดึงเราอยู่กับเรื่องได้จริงๆ ทุกอย่างกลายเป็นน่าเบื่อไปเสียหมดเลย

เอาเข้าจริงๆ ถึงแม้เรื่องราวแต่ละอย่างของตัวเอกมันมีทั้งสุข เศร้า เหงา ทรมาน เจ็บปวด แต่หนังไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นออกมาให้เรารู้สึกแบบนั้นได้สักฉากเลยจริงๆ ไม่ใช่มันเล่าไม่ดีนะ มันก็เล่าดี เข้าใจง่ายแหละที่สลับไปสลับมา แต่นั่นแหละ มันรับรู้ มันเข้าใจ แต่มันไม่รู้สึกตามเท่านั้นเอง

มาถึงการแสดงที่ได้เข้าชิงจากสองเวทีใหญ่ของ Antonio Banderes เราก็ยังไม่ว้าว ไม่สัมผัส ไม่อินอยู่ดีนั่นแหละ ค่อนข้างจะเฉยๆ มาก ยิ่งถ้าเทียบกับคนอื่นที่ได้เข้าชิงสาขาเดียวกัน เรารู้สึกว่าเฮียแกด้อยที่สุดแล้วอะ

สรุปแล้ว Pain and Glory – แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด เป็นหนังที่บอกเล่าทุกอย่างได้ครบแหละ แต่เราไม่อินอะไรกับมันเลย คือตั้งใจดูมากจริงๆ นะ แต่มันเนือยๆ เอื่อยๆ เต็มไปด้วยบทพูด แถมส่งอารมณ์มาให้เราไม่ได้ มันเลยกลายเป็นน่าเบื่อไปโดยปริยาย

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง The King’s Avatar For the Glory – เทพยุทธ์เซียนกลอรี่

The King’s Avatar For the Glory หรือชื่อไทยว่า เทพยุทธ์เซียนกลอรี่ เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ได้ตั้งทีมแข่งเกมส์เป็นนักกีฬา E-Sport เพื่อไปแข่งขันระดับชาติ

รีวิวหนัง The King's Avatar For the Glory

เรื่องราวของกลุ่มนักเล่นเกม ที่หันเข้าสู่วงการ E-Sport สองคู่หู เยี่ยซิว และ ซูมู่ชิว ได้ทำงานในร้านเกมและในช่วงนั้นเกม Glory กำลังเป็นที่โด่งดัง ทั้งสองเลยจับมือกันเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน พร้อมเรื่องราวที่แสนประทับใจ The King’s Avatar For the Glory โด่งดังมาจากนิยายของจีนที่ได้รับความนิยมมาก จนกลายมาเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ (นิยายในไทยใข้ชื่อว่า เทพประยุทธ์เซียนกลอรี่ ลิขสิทธิ์โดย Siam inter comic)

จะบอกว่าสนุกใช้ได้เลยครับ ถึงแม้ช่วงแรกของตัวหนังจะดำเนินเรื่องช้ามาก แต่พอเข้ากลางเรื่องถึงท้ายเรื่อง ก็ต้องบอกว่าสนุก ฉากต่อสู้ ฉากการวางแผน คือดีมาก แต่เอาจริงๆก็เสียดายที่ฉากในเกมมาเด่นเอาในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย โดยที่ช่วงแรกแทบไม่ปูฉากในเกมเลย

การบิ้วของตัวเกม Glory มีเรื่องราวน้อยมาก มาเข้าใจจริงๆก็การต่อสู้ครั้งสุดท้าย และการดำเนินเรื่องราวในช่วงแรกก็ทำได้ไม่ลงตัวสักเท่าไร แถมหน้าตัวละครก็คล้ายๆกันหมด กว่าเราจะเริ่มเข้าใจเนื้อเรื่อง สามารถแยกตัวละครออก ก็ปาไปเกือบครึ่งชม.แล้ว แต่หลังจากนั้นหนังใส่ดราม่า ใส่ความสนุกเข้ามาแน่นมาก จนรู้สึกดีขึ้นและสนุกขึ้นเรื่อยๆจนถึงฉากจบ

ด้านภาพสวยมาก หน้าตัวละครก็เท่มากเช่นกัน (สาวๆต้องชอบแน่นอนครับ) ยิ่งฉากต่อสู้ในเกมต้องบอกว่าทำได้เท่มาก บทสู้กันก็ดีมาก จนอยากให้หนังอนิเมชั่นหลายๆเรื่องทำฉากสู้ให้ได้แบบนี้ จะติก็ตรงหน้าตัวละครหลายๆคัวคล้ายกันมาก ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสักเท่าไร

สำหรับพากย์ไทยมันไม่ดีเลย เสียงพากย์บางตัวละครเหมือนเสียงนั่งอ่านหนังสือ ทำให้เราคนดูแทบไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวละครบางตัวเลยละครับ

สำหรับผมที่ไม่เคยอ่านนิยาย ก็ถือว่าใช้ได้นะ ฉากสุดท้ายคืออลังมาก ภาพสวย ใครที่เป็นแฟนนิยาย หรือสาย E-sport ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ครับ

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Abominable – เอเวอเรสต์ มนุษย์หิมะเพื่อนรัก

หนัง Abominable หรือชื่อไทยว่า เอเวอเรสต์มนุษย์หิมะเพื่อนรัก แค่เห็นก็หลงรักแล้ว ขอแนะนำเยติ ตัวขาวปุกปุย คาแรกเตอร์น่ารักตัวใหม่ล่าสุดจากดรีมเวิร์ค แอนิเมชั่น ผลงานล่าสุดของผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอย่างเจ้าเขี้ยวกุดใน#HowToTrainYourDragon ในหนังใหม่ #Abominable #เอเวอเรสต์มนุษย์หิมะเพื่อนรัก 26 กันยายน นี้ ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

Abominable

หลังจากซาบซึ้งน้ำตาแตกไปกับบทสรุปของ How to train your dragon ไปหมาดๆ ดรีมเวิร์คก็มีหนังใหม่หน้าตาน่ารักมาให้ชมกันอีกครั้ง มาคราวนี้ดรีมเวิร์คส่งน้องเยติชื่อเรื่องอ่านย๊ากยากมาให้พวกเราได้รับชมกันอีกล้าวววว

หนังก็เรื่อยๆ ดูสนุกเพลินๆ ดี แต่ความสนุกเร้าใจน้อยกว่า How to train your dragon อยู่เยอะเลยอ่ะ เนื้อเรื่องคราวนี้ออกแนวจีนๆ ฉากงดงามได้มาตรฐานค่ายนี้เลย แต่รายละเอียด วัฒนธรรมมาบางๆ จางๆ มาก ไม่ค่อยลึกซึ้งเหมือนคราวชาวไวกิ้งสักเท่าไหร่ ตัวละครมนุษย์ชาวจีนแต่แลดูพฤติกรรมวิถีความคิดเหมือนฝรั่งเสียอย่างนั้น ตัวร้ายก็ดำมืดดีไปเลย สุดทางไปเลย ดูง่ายดี

สรุปผลวิจารณ์หนัง
บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.5

ดูเหมือนว่าปีนี้ดรีมเวิร์คอนิเมชั่นไม่ค่อยจะมีหนังเข้าฉายเลยซักเท่าไหร่ หลังจากที่เดบิวต้นปีไปกับ How To Train Your Dragon 3 เท่าที่ผ่านๆ มาอย่างน้อยปีนึงค่ายน่าจะปล่อยหนังซัก 2 เรื่องเป็นอย่างต่ำนะ และหวยก็มาลงที่ Abominable นั่นเอง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว Abominable นั่นจะเรียกว่าเป็นอนิเมชั่นของ DreamWorks Animation ได้ไม่เต็มปากซักเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนว่าโปรเจคนี้จะเป็นโปรเจคร่วมทุกสร้างระหว่างทางจีนและ ดรีมเวอร์ค ภายใต้ค่ายหนังใหม่ที่ชื่อ Pearl แรกๆ ผมก็หวั่นๆ เหมือนกันว่ามันจะออกมาโอเคตามมาตรฐานของค่ายนี้หรือไม่ แต่ก็คิดว่ายังไงก็ต้องดูในโรงให้ได้

ตัวหนังเองเล่าเรื่องของ ยี เด็กสาวเอเชียผู้ที่สูญเสียพ่อไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอยังจบปลักกับการที่ต้องทำให้ตัวเองมีอะไรทำ หรือยุ่งเข้าไว้เพื่อที่จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน และสานฝันที่เธอมีกับพ่อด้วยการเก็บเงินเพื่อไว้ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่พ่อของเธอเคยไปมา จนกระทั่งวันหนึ่งบนดาดฟ้าตึกเธอได้พบกับเยติบาดเจ็บ ที่เธอต้องรักษาและพากลับไปส่งที่เทือกเขาเอเวอเรสต์ให้จงได้ จนเกิดเป็นเรื่องราวการผจญภัยที่เด็กๆต้องชมแน่ๆ

ถึงแม้ว่าตัวหนังเองจะไม่ได้มีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนหรือคาดเดาอะไรได้ยาก แต่ด้วยความที่เป็นอนิเมชั่นที่มีความ Pure ใสๆ ซื้อตรงกับเด็กและผู้ใหญ่ทำให้โดยรวมนั้นบันเทิงอยู่ไม่ใช่น้อย ส่วนตัวผมเองติดว่าเนื้อเรื่องนั้นก็ทำออกมาได้มาตรฐานอนิเมชั่นฮอลลีวูดก็ว่าได้ เพียงแต่ Motion การเคลื่อนไหวของตัวละคร รวมไปถึงฉากแบคกราวต่างๆอาจจะทำได้ไม่คมชัด หรือสมจริงเทียบเท่ากับอนิเมชั่นของฝรั่งแบบ 100% ก็ตาม

สรุปแล้วสำหรับเรื่องนี้ถือเป็นอีกเรื่องที่คออนิเมชั่นไม่ควรพลาด สามารถเข้าไปเอ็นจอยกับหนังได้เพลินๆสมราคาตั๋วแน่นอน 7.5/10

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ – Classic Again

หนัง Classic Again หรือชื่อไทยว่า จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของคนสองยุคสมัย เริ่มจาก โบต้า (มิ้นท์ รัญชน์รวี) สาวที่แอบหลงรัก นน (จี๋ สุทธิรักษ์) ชายหนุ่มในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่เธอไม่อาจบอกความในใจกับเขาได้เพราะเพื่อนสนิทของเธอ (เมโกะ ชนนิกานต์) ก็ชอบผู้ชายคนนี้เช่นกัน จนวันหนึ่งเธอได้ค้นพบกล่องลับของคุณแม่ที่บรรจุจดหมายรักของแม่เธอในสมัยยังสาว ระหว่าง ดาหลา (มิ้นท์ รัญชน์รวี) และชายหนุ่มชื่อ ขจร (นิว ฐิติภูมิ) โบต้าจึงได้รับรู้เรื่องราวความรักครั้งแรกของแม่กับชายหนุ่มในความทรงจำผ่านจดหมายเหล่านั้น ร่วม เปิดกล่องความทรงจำไปกับรักครั้งแรก พร้อม ๆ กันใน . Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ

Classic Again

Classic Again – จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังเกาหลีชื่อดังในอดีตอย่าง The Classic (2003) ที่ได้ยินมาว่าฉบับเกาหลีนี่สุดยอดมาก แต่ออกตัวก่อนเลยว่าเราไม่เคยได้ชมต้นฉบับมาก่อน เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เราได้ดูในเรื่องนี้มันจึงใหม่ทั้งหมด ไม่ได้มีการเปรียบเทียบกับต้นฉบับใดๆ ทั้งสิ้น

หนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึงที่ได้บังเอิญเจอจดหมายของแม่ เธอจึงรับรู้เรื่องราวความรักในอดีตของแม่เธอ และมันดังชนบังเอิ๊นบังเอิญ เหมือนกับเหตุการณ์ที่เธอพบเจอในปัจจุบันยังไงยังงั้น

คำว่า “คลาสสิค” กับคำว่า “เชย” มันกั้นกันแค่เส้นบางๆ นั่นแหละ และเรื่องนี้เรามองว่ามันเชยมากกกกกกกกกกกกกก คือการที่เอาหนังดังในอดีตมาทำใหม่ เรามองว่าก็ไม่จำเป็นต้องให้เรื่องราวมันเชยขนาดนั้น ในเรื่องของคำพูดบางอย่างยังพอเข้าใจได้ แต่การดำเนินเรื่องมันเช๊ยเชย อะไรที่คุณคิดว่าจะเจอในหนังรักสักเรื่อง ให้เลย 90% ต้องมีแน่ๆ แถมเนื้อเรื่องยังเดาง่ายมาก แทบจะเดาได้เป็นฉากๆ เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เลยกลายเป็นไม่เซอร์ไพรส์อะไรเลย

เนื้อเรื่องหลายช่วง หลายตอน หลายฉากรู้สึกตะหงิดมาก ช่องโหว่เต็มไปหมด ทำไมตัวละครทำแบบนั้น แรงจูงใจล่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้น? เพื่อ? คือหลายอย่างเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมๆๆๆๆๆๆ

หนังมีความพยายามมากเกินไป พยายามยัดฉากหวานๆ เข้ามา พยายามยัดคำพูดเลี่ยนๆ เติมมา ในสถานการณ์เหล่านั้นที่แบบ มันโคตรจะไม่ธรรมชาติเลยอะ มันดูเกินไปมาก แทนที่มันจะซึ้ง ฟินจิกเบาะ มันกลายเป็นตลกไปเลยอะ รู้สึกผิดเลยบางฉากนั่งหัวเราะออกมา และเป็นแบบนี้ตลอดทั้งเรื่องจริงๆ หลายสถานการณ์ที่จะพาเราไปยังเรื่องราวเหล่านั้นมันนอกจากจะไม่ซึ้งแล้ว มันยังไม่อินด้วย หาจุดพีคหรือฉากจำของหนังไม่ได้จริงๆ ยิ่งฉาก “นอกจากรักคุณแล้วผมไม่เก่งอะไรเลย” ยิ่งโคตรตลก แทนที่จะซึ้ง

มาทางด้านนักแสดง ที่แบบโคตรไม่ธรรมชาติ เล่นกันเวอร์มากถึงมากที่สุด อารมณ์ของนักแสดงล้นมากจริงๆ เลยทำให้เราไม่อินด้วยแหละ โดยเฉพาะพระเอกในยุคของแม่ที่แบบ ดูตลกสุดละ นายทำให้เราไม่อินกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเลยอะ แต่นักแสดงที่น่าชื่นชมที่สุดคือ มิ้นท์ รัญชน์วรี ที่นอกจากจะสวยละน่ารักมว๊ากกกกถึงมากที่สุดแล้ว ตัวเธอก็รับบทจากสองวัยเลย ทีตอนแรกคิดว่าคนละคน พอมาดูไปดูมา อ้าว คนเดียวกันนี่หว่า จากทั้งหมดทั้งมวลนักแสดงเธอเนี่ยแหละเล่นดีสุดแล้ว แต่เอาจริงๆ ก็ดูไม่ธรรมชาติอยู่ดี

สิ่งที่เราชอบที่สุดในเรื่องนี้คืองานด้านภาพ ต้องยอมรับว่างานภาพสวยจริงๆ โดยเฉพาะฉากต่างๆ ที่เล่นกับฝนตก สวยงามมาก มันคือไม่กี่สิ่งที่ทำให้เราสนใจในตัวหนังอยู่ ภาพเด่นกว่าเนื้อหามาก เอาจริงๆ คือรองานภาพสวยๆ มากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังซะอีก ตื่นเต้นกับฝนมากกว่านักแสดงอินเลิฟกันอะ โลเคชั่นที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็สวยจริงๆ ถือว่าใช้คุ้มอยู่

สรุปแล้ว Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ เป็นหนังที่เค้าโครงเรื่องทั้งหมดจริงๆ น่าสนใจนะ แต่นำเสนอออกมาได้แบบไม่อิน ไม่ซึ้ง ไม่ธรรมชาติ ไม่อะไรเลย ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง สิ่งที่ทำให้เราอยู่กับหนังได้คือตัวนางเอก มิ้นท์ รัญชน์รวี กับงานด้านภาพเท่านั้น ที่เหลือได้แต่นั่งกุมขมับกับหัวเราะแห้งๆ

ปล. เพลงประกอบหนังเพราะมาก หนึ่งความทรงจำ (One Memory) ยิ่งได้เสียงร้องอบอุ่นๆ และดนตรีเพราะจากวง MEAN ด้วยแล้วนั้น…คือดีงาม

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Light of My Life – คือพ่อ…คือลูก

หนัง Light of My Life หรือชื่อไทยว่า คือพ่อ…คือลูก เมื่อไวรัสชนิดหนึ่งได้ทำให้ประชากรมนุษย์เพศหญิงของทั้งโลกเหลือเพียงแค่ “คนเดียว” คนเป็นพ่ออย่างเขา (เคซีย์ แอฟเฟล็ค) จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้อง แร็ก (แอนนา พิโนวสกี้) ลูกสาวสุดที่รักให้พ้นจากภัยอันตราย แม้ว่าจะต้องให้เธอปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย แม้ว่าจะต้องโกหกและทำร้ายผู้อื่น และแม้ว่าเขาจะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก เขาก็จะพิสูจน์ความรักและความทุ่มเทของคนเป็นพ่อที่รักลูกสาวคนนี้อย่างหมดหัวใจ

Light of my Life

Light of my Life คือผลงานการกำกับ เขียนบท ของ Casey Affleck น้องของ Ben Allfeck ที่เจ้าตัวแสดงนำด้วยอีกต่างหาก แน่นอน่วาชื่อชั้นของ Casey ย่อมด้อยกว่าผู้พี่ที่มักแสดงหนังใหญ่ๆ เสียมากกว่า แต่ฝีมือการแสดงของเขาไม่ได้ด้อยกว่าแต่อย่างใด (เผลอๆ เหนือกว่าด้วยซ้ำไป) ซึ่งเขาได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วกับเรื่อง Machester by the Sea ที่เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครอง

และถ้าดูจากพล็อตเรื่องของเรื่องนี้นับว่ามีวัตถุดิบที่น่าสนใจมาก น่าสนุกมากจริงๆ กับเรื่องราวของสองพ่อลูก(สาว) ที่ต้องฝ่าวิกฤติเผชิญโลกที่โดนไวรัสระบาดคร่าชีวิตเพศหญิงไปสิ้นโลกและลูกสาวคนนั้นคือผู้หญิงคนเดียวในโลกที่หลงเหลืออยู่ ผู้เป็นพ่อต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกสาว ภายใต้อันตรายต่างๆ จากคนรอบข้าง พล็อตมันน่าสนุกและน่ามีอะไรให้เล่นลุ้น ตื่นเต้น ระทึกได้เยอะแยะเลยนะ แต่หนังมันไม่ใช่แบบนั้น

หนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องจะเต็มไปด้วยบทสนทนาของสองพ่อลูก ที่จะเล่าเรื่องอดีตบ้าง เล่านิทานบ้าง ที่ไม่ได้มีฉากไหนซึ้งจนน้ำตาไหล และก็ไม่ได้มีฉากไหนที่แสดงให้เห็นความรักอันล้นเปี่ยมของสองพ่อลูกเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำหนังยังดำเนินเรื่องเรียบๆ ง่ายๆ เนิบๆ และช้ามาก คือเอาจริงๆ ไม่รู้เลยว่าจะต้องจดจ่ออยู่กับอะไร มันไม่สามารถดึงคนดูให้สนใจตัวหนังได้เลย คือถ้ารวบมาเป็นหนังสั้นมันน่าจะโอเคกว่านี้ เอาจริงๆ มันก็มีแหละฉากระทึก แต่น่าจะสัก 5% ของเรื่องก็ว่าได้มั้ง ใครนอนไม่พอหรือไปดูหนังเรื่องนี้ตอนดึกๆ มีสิทธิหลับแน่ๆ

อย่างน้อยก็ยังมีการแสดงของสองพ่อลูกที่พอทำได้ดีบ้าง (ถึงแม้จะไม่ได้แสดงถึงความรักของพ่อลูกขนาดนั้นก็เถอะ) แต่ทั้งคู่แสดงได้ธรรมชาติดีทั้งตัว Casey Affleck และ Anna Pniowsky และอีกส่วนที่รู้สึกว่าดีคือบรรยากาศ โทนภาพ ที่ดูหม่นๆ เหงาๆ เหมาะกับหนังเรื่องนี้ดี แต่ดูแล้วก็ชวนง่วงเหมือนกันนะ 555 แต่เอาเป็นว่าสวยละกัน

สรุปแล้ว Light of My Life เป็นหนังที่ค่อนข้างน่าเบื่อ เนิบ ช้า ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น ไม่ลุ้น ไม่ระทึก ไม่รู้จะจับประเด็นอะไรเลย ไม่มีเป้าหมาย เอาเป็นว่าแทบจะไม่มีอะไรให้น่าติดตามเลยจริงๆ มันเรื่อยๆ แบบเรื่อยๆ จนเกินไป

Cr.movie.thaiware.com