รีวิวหนัง Better Days – ไม่มีวัน ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ

หนัง Better Days เรื่องราวของเด็กสาววัยมัธยมที่เพื่อนเธอฆ่าตัวตายจากการโดนกลั่นแกล้ง และตัวเธอเองก็กำลังโดนเช่นเดียวกัน แต่มีชายคนหนึ่งมาช่วยเธอเอาไว้ และชายคนนั้นสัญญาว่าจะปกป้องเธอตลอดไป

Better Days

ดีงาม ดีงามจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าหนัง Better Days จากตัวอย่างที่น่าจะเป็นหนังวัยรุ่นทั่วๆ ไป กลับสะท้อนอะไรออกมาได้หลายอย่างและดีงามขนาดนี้ อยากปรบมือให้ทุกคนในหนังเรื่องนี้เลยจริงๆ และโชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้

Better Days เป็นหนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโต การก้าวผ่านวัยของหญิงสาวมัธยมคนหนึ่ง ที่หวังอยากเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเพื่อนของเธอโดน Bully ในโรงเรียนจนต้องฆ่าตัวตาย ทำให้ตัวเธอตกเป็นเป้าหมายการ Bully ต่อไป และเธอก็ได้บังเอิญเจอกับชายคนหนึ่งที่เขาบอกว่าจะปกป้องเธอ รวมๆ แล้วมันสะท้อนเพลงของ Paradox ได้ออกมาอย่างชัดเจนจริงๆ “เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย”

มันก็คือหนังเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นเลย แนว coming-of-age นั่นแหละ แต่มันไม่ใช่หนังที่สร้างแรงบันดาลใจ มันคือหนังที่สะท้อนสังคมจีน และส่งเสียงสะท้อนไปอีกหลายประเทศเลย เกี่ยวกับประเด็นหลักในเรื่องการ Bully เอาจริงๆ การ Bully แต่ละยุคสมัยมันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมันก็มีมาตั้งนานแล้ว แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ว่ามันจะรุนแรงหรือเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะมันจะติดตัวและสร้างแผลเป็นทั้งร่างกายและจิตใจให้กับคนที่ถูกกระทำไปตลอด ขั้นร้ายแรงที่สุดก็คือ ฆ่าตัวตาย ในหนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดจุดนั้นออกมาได้อย่างน่าตกใจ ดุเดือด เข้มข้นมาก

นอกเหนือจากการ Bully หนังยังถ่ายทอดความฝันการโฟกัสเป้าหมายของเด็กมัธยมหลายๆ คนที่ตั้งหน้าตั้งตาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผ่านการสอบระดับชาติ เกาเข่า (คล้ายๆ เอ็นทรานซ์บ้านเรานั่นแหละ) ออกมาให้คนได้รับรู้ว่าชีวิตวัยรุ่นมันกดดันจริงๆ

ยัง มันยังไม่หมดแค่นั้น แน่นอนว่าวัยรุ่นทุกคนต้องผ่านเรื่องราวความรัก และหนังก็ยังถ่ายทอดเรื่องราวความรักในเรื่องออกมาได้โคตรดีไม่แพ้ประเด็นอื่นๆ อีก บทจะโรแมนติคก็ซึ้งกินใจเสียเหลือเกิน บทจะดราม่าก็เล่นเอาจุกอกพูดไม่ออกเหมือนกัน

เรื่องประเด็นสังคมต่างๆ เรายังได้เห็นตลอดเรื่องเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหนังถ่ายทอดทุกประเด็นออกมาได้ชัดเจนมาก และหนักหน่วงในทุกประเด็น! มีหมดทุกอารมณ์ ซึ้ง ดราม่า ตลก ไปถึงขั้นอุทานเลยว่า “เชี้*”

ทั้งหมดนั้นมันถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงทุกตัวละคร ย้ำว่าทุกตัวละคร เล่นได้ดีมากๆ มากจนไร้ที่ติเลยทีเดียว โดยเฉพาะนักแสดงนำทั้งสอง รับผิดชอบบทบาทตัวเองได้ดีจริงๆ ขยี้อารมณ์ เล่นถึงมากทุกฉากเลยดีงามมากถึงมากที่สุด อินมากจริงๆ

การดำเนินเรื่องเล่าได้ลื่นไหลมาก ไม่ติดขัด ไม่ขัดใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น การเลือกใช้เพลงประกอบในแต่ละฉากก็ส่งอารมณ์คนดูเหลือเกิน โดยเฉพาะบางฉากมีการตัดเงียบ เพื่อเล่นซีนอารมณ์ รวมถึงการตัดต่อการถ่ายทำที่ดีงาม

สรุปแล้ว Better Days ดีงามมากจริงๆ คือดูง่าย ไม่ยาก อินในทุกประเด็น ไปพิสูจน์ด้วยตาคุณเองเลย ถึงแม้ว่าเราจะชอบ The Gentlemen ของ Guy Ritchie มาก่อนหน้านี้ แต่เรื่องนี้ผมแนะนำให้คุณไปดูวันแรกที่มันเข้าฉายเลยด่วนๆ !!!

ปล. ที่คะแนนหายไปนิดหน่อย คือบทบางส่วนที่เรายังสงสัย และหาคำตอบไม่ได้จริงๆ (ในช่วงท้ายๆ เรื่อง)

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว หนัง Ip Man 4 : The Finale – ยิปมัน 4 เดอะไฟนอล

หนัง Ip Man 4 หนังภาคที่ 4 กับเรื่องราวของปรมาจารย์ชื่อดัง ยิปมัน ในภาคนี้คือการที่เขาได้พบกับศิษย์เอก บรูซ ลี และฝึกสอนจนมีชื่อเสียงระดับโลก แต่ไม่นานเขาก็เริ่มป่วยระยะสุดท้าย จึงอยากเผยแพร่วิชาที่เขาได้ร่ำเรียนมาไปสู่อเมริกาเพื่อหาโรงเรียนและหาอนาคตใหม่ให้กับลูกชาย แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นเพราะเขาต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่อเมริกา

Ip Man

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าหนัง Ip Man ที่อ่านว่ายิปมัน ไม่ใช่ ไอ-พี แมน จะเดินทางมาถึง ภาคที่ 4 ได้ จากใจจริงคิดว่ามันจบดีไปตั้งแต่ภาค 2 แล้ว แต่ก็ทำภาค 3 ออกมา แถมยังมีภาคแยก Master Z ออกมาอีก และแน่นอนว่าออกมากี่ภาคก็ไปดูอยู่ดี เพราะความมันในฉากแอ็คชั่นก็ยังคงสร้างความบันเทิงให้เหมือนเดิม

จนมาถึง Ip Man 4: The Finale ที่แน่นอนว่าเป็นภาคปิดคงจะไม่มีต่อแล้ว (ก็เขียน The Finale ซะแบบนั้น) นับว่าเป็นเวลานานเหมือนกันที่ทิ้งห่างจากภาค 3 ในปี 2016 กับเรื่องราวบั้นปลายชีวิตของอาจารย์ยิปมันที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง แต่ตนเองก็ติดปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือลูก ที่มีความคิดเห็นสวนทางกัน ยิปมันอยากให้ลูกมีการศึกษาดีๆ แต่ลูกอยากเป็นอาจารย์สอนกังฟูเหมือนพ่อ เลยทำให้ยิปมันตัดสินใจเดินทางไปอเมริกาเพื่อหาโรงเรียนให้ลูกเรียน ประจวบเหมาะกับคำเชิญของลูกศิษย์อันเป็นที่รักอย่าง บรูซลี ที่ได้ชวนไปดูเขาแข่งพอดีพอดี แต่พอไปที่นู่นก็เจอกับปัญหาต่างๆ มากมาย รวมถึงการต้องกู้ศักศรีดิ์ของชาวจีนในไชนาทาวน์จากทหารอเมริกันสุดโหดด้วย

ภาคนี้มีประเด็นเล่าเยอะกว่าภาคก่อนๆ พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวาระสุดท้ายของตัวยิปมันเอง เรื่องปัญหาครอบครัว เรื่องคนจีนในสังคมอเมริกา แต่ทุกเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นมันกลับถูกถ่ายทอดออกมาได้ธรรมดาและเช๊ยเชย คือบทมันเพลเซฟมากเกินไป สูตรสำเร็จมากเกินไปจริงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฉากต่อสู้มันก็ยังสนุกอยู่ ถึงแม้เราจะคิดว่ามันไม่พีคหรือน่าตื่นตาตื่นใจเท่าภาคก่อนๆ ที่ผ่านมาก็ตาม

ที่เราจั่วหัวไปว่าเป็นภาคที่ “อิหยังวะ” เยอะที่สุดแล้ว คือเรื่องแรกที่เห็นชัดๆ เลย มันต้องมีการต่อสู้กันของทหารอเมริกาและยิปมัน ซึ่งมันมีฉากที่ทางฝั่งอเมริกาบ่นโวยวายว่าเนี่ยการต่อสู้ที่พวกเราใช้คือเก่งที่สุดในโลกไอ้มวยจีนอย่างกังฟูหรือหย่งชุนจะมาสู้ได้ยังไง แต่ไอ้การต่อสู้ที่พวกนายใช้มันคือคาราเต้ ซึ่งมันมีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่นไม่ใช่หรอ – – ดูไปดูมาก็รู้สึกตะหงิดๆ ยังไงชอบกลไม่รู้ และ “อิหยังวะ” ต่อมาคือการที่ในเรื่องมีกังฟูหลายชนิดมาก แต่ดันเอามาเหมือนจะบอกว่าหย่งชุนดีที่สุด คือมีอาจารย์คนอื่นๆ ต้องมาปะทะฝีมือกับคาราเต้ แต่ดันแพ้หมด เหมือนมวยเหล่านั้นกลาเป็นตัวประกอบไปซะอย่างนั้น ยังไม่หมดเท่านั้น “อิหยังวะ” ต่อมาคือประเด็นเรื่องพ่อลูกที่คลี่คลายง่ายเหลือเกิน และในภาคนี้ไม่รู้ทำไม อะไรนิดอะไรหน่อย เอะอะจะหาเรื่องต่อยกันอย่างเดียวเลย อันนี้ไม่พอใจไอ้นี่ “มาต่อยกัน” หลายฉากเป็นแบบนี้เยอะมาก ในใจก็คิดแบบ เออ คนเราหาเรื่องต่อยกันได้ง่ายขนาดนี้เชียว

สรุปแล้ว Ip Man 4: The Finale มันคือภาคจบที่ถ้าคนที่ติดตามมาตลอดก็คงต้องไปดูแหละ มันก็ยังคงสนุก เรื่อยๆ ดูได้เพลินๆ และฉากต่อสู้มันก็ยังคงความบันเทิงอยู่ แต่อย่างที่บอกมันแค่ไม่พีคเหมือนภาคก่อนๆ แล้ว รวมถึง Finale Fight ที่รู้สึกไม่ได้กินใจ ประทับใจ หรือว้าวอะไรเท่าไหร่เลย รวมถึงประเด็นดราม่าแต่ละอย่างในหนังมันธรรมดามากๆ เพลเซฟเกินไปจริงๆ ไม่ได้เอามาขยี้เรียกน้ำตา เหมือนแค่อยากบอกให้คนดูรู้เฉยๆ เท่านั้น ฉากที่เรารู้สึกเอ็นจอยและสนุกกับมันที่สุดในภาคนี้คงเป็นฉากต่อสู้ของบรูซลีนั่นแหละ ถึงจะมีน้อย แต่สนุกสุดละ

ปล. ลูกสาวประธานสมาคมจีนดีงามมาก

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

หนัง Dark Waters หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง กับเรื่องราวของทนายความที่เผชิญหน้ากับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่ ซึ่งบริษัทนั้นได้มีความลับ ปล่อยสารเคมีรั่วไหลมากับน้ำซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

หนังสร้างมาจากเรื่องจริงจากบทความบนนิตยสาร The New York Times เรื่อง The Lawyer Who Became DuPont’s Worst Nightmare (ทนายความผู้กลายมาเป็นฝันร้ายที่สุดของบริษัทดูปองท์) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีกัน เมื่อบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่างดูปองท์ปล่อยสารเคมีอันตรายปนเปื้อนไปกับแม่น้ำ และผลิตภัณฑ์ ที่กินเวลายาวนานมากว่า 40 ปี จึงเกิดการฟ้องร้องจากชาวบ้าน ลามมาถึงทนายความมือดีที่ปกติเขาว่าความปกป้องบริษัทเคมี แต่คราวนี้เขาต้องมาหันหน้าสู้กับบริษัทนั้นแทน

หนังน่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย ช่วงเวลา สารเคมี ตัวละคร ถาโถมเข้ามาหาเรามากมาย คือถ้าสมาธิหลุดหรือเผลอไปนิดเดียว คุณอาจจะงงได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถ้าคุณตั้งใจดูเก็บทุกนาที ก็ไม่ได้ชวนปวดหัวมึนตึ๊บหรือเข้าใจยากแต่อย่างใด เพราะมันเข้าใจง่าย ใกล้ตัว และน่าติดตามมากกว่าที่คิดเยอะ อาจจะมีแค่บางช่วงบางตอนเท่านั้นที่เล่ายืดและชวนง่วงบ้างเล็กน้อย แต่ก็สลับไปมาหลายฉากก็เร็วตื่นเต้นเช่นกัน

อาจมีเนื้อหาบางส่วนที่เรายังสงสัยเกี่ยวกับตัวสารเคมีว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วมันส่งผลกระทบอะไรยังไงทางไหน วิธีการใด แล้วปัจจุบันมีการเลิกใช้สารตัวนั้นไปหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ช่วงสุดท้ายของหนังนี่เล่นเอากลืนน้ำลาย มีช็อคกันบ้างไม่มากก็น้อย กับความจริงบ้างอย่างที่มันใกล้ตัวมากๆ

ทางด้านนักแสดงนำต้องปรบมือให้ Mark Ruffalo ก่อนเลย กับบทบาททนายความ Robert Bilott ที่แสดงได้ดีจริงๆ แบกหนังได้เลยแหละ อีกทั้ง Anne Hathaway ในบทบาทภรรยา Sarah Bilott ที่ตอนแรกคิดว่าคงตัวประกอบแน่ๆ แต่เอาเข้าจริง ถึงแม้ไม่ได้มีบทบาทมากเท่าไหร่ แต่ออกมาทุกฉากเธอแสดงได้ดีเกินคาดมากๆ เอาจริงๆ นักแสดงทีมนี้แสดงได้ดีมากจริงๆ ไม่รู้จะติอะไรเลย

สรุปแล้ว Dark Waters มันคือหนังน้ำดีที่อยากให้ลองไปดูกันจริงๆ อาจจะไม่ถูกจริตและไม่ใช่แนวใครหลายๆ คน แต่มันก็สร้างการตระหนักรู้อะไรบางอย่างให้เราได้แน่นอน แอบเสียดายนิดนึงที่เป็นเรื่องการฟ้องร้องคดีความกัน แต่มีฉากต่อสู้กันในชั้นศาลน้อยไปหน่อย แอบอยากเห็นฉากแบบนั้นตอนสู้คดีมากๆ แต่โดยรวมแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียดายถ้าได้ดูได้รู้แน่นอน

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

หนัง Dark Waters หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง กับเรื่องราวของทนายความที่เผชิญหน้ากับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่ ซึ่งบริษัทนั้นได้มีความลับ ปล่อยสารเคมีรั่วไหลมากับน้ำซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

Dark Waters

หนังสร้างมาจากเรื่องจริงจากบทความบนนิตยสาร The New York Times เรื่อง The Lawyer Who Became DuPont’s Worst Nightmare (ทนายความผู้กลายมาเป็นฝันร้ายที่สุดของบริษัทดูปองท์) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีกัน เมื่อบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่างดูปองท์ปล่อยสารเคมีอันตรายปนเปื้อนไปกับแม่น้ำ และผลิตภัณฑ์ ที่กินเวลายาวนานมากว่า 40 ปี จึงเกิดการฟ้องร้องจากชาวบ้าน ลามมาถึงทนายความมือดีที่ปกติเขาว่าความปกป้องบริษัทเคมี แต่คราวนี้เขาต้องมาหันหน้าสู้กับบริษัทนั้นแทน

หนังน่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย ช่วงเวลา สารเคมี ตัวละคร ถาโถมเข้ามาหาเรามากมาย คือถ้าสมาธิหลุดหรือเผลอไปนิดเดียว คุณอาจจะงงได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถ้าคุณตั้งใจดูเก็บทุกนาที ก็ไม่ได้ชวนปวดหัวมึนตึ๊บหรือเข้าใจยากแต่อย่างใด เพราะมันเข้าใจง่าย ใกล้ตัว และน่าติดตามมากกว่าที่คิดเยอะ อาจจะมีแค่บางช่วงบางตอนเท่านั้นที่เล่ายืดและชวนง่วงบ้างเล็กน้อย แต่ก็สลับไปมาหลายฉากก็เร็วตื่นเต้นเช่นกัน

อาจมีเนื้อหาบางส่วนที่เรายังสงสัยเกี่ยวกับตัวสารเคมีว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วมันส่งผลกระทบอะไรยังไงทางไหน วิธีการใด แล้วปัจจุบันมีการเลิกใช้สารตัวนั้นไปหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ช่วงสุดท้ายของหนังนี่เล่นเอากลืนน้ำลาย มีช็อคกันบ้างไม่มากก็น้อย กับความจริงบ้างอย่างที่มันใกล้ตัวมากๆ

ทางด้านนักแสดงนำต้องปรบมือให้ Mark Ruffalo ก่อนเลย กับบทบาททนายความ Robert Bilott ที่แสดงได้ดีจริงๆ แบกหนังได้เลยแหละ อีกทั้ง Anne Hathaway ในบทบาทภรรยา Sarah Bilott ที่ตอนแรกคิดว่าคงตัวประกอบแน่ๆ แต่เอาเข้าจริง ถึงแม้ไม่ได้มีบทบาทมากเท่าไหร่ แต่ออกมาทุกฉากเธอแสดงได้ดีเกินคาดมากๆ เอาจริงๆ นักแสดงทีมนี้แสดงได้ดีมากจริงๆ ไม่รู้จะติอะไรเลย

สรุปแล้ว Dark Waters มันคือหนังน้ำดีที่อยากให้ลองไปดูกันจริงๆ อาจจะไม่ถูกจริตและไม่ใช่แนวใครหลายๆ คน แต่มันก็สร้างการตระหนักรู้อะไรบางอย่างให้เราได้แน่นอน แอบเสียดายนิดนึงที่เป็นเรื่องการฟ้องร้องคดีความกัน แต่มีฉากต่อสู้กันในชั้นศาลน้อยไปหน่อย แอบอยากเห็นฉากแบบนั้นตอนสู้คดีมากๆ แต่โดยรวมแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียดายถ้าได้ดูได้รู้แน่นอน

Cr.movie.thaiware.com

แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง – Happy New Year Happy New You

หนัง Happy New You หรือชื่อไทยว่า แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง สนั่น แสบ สิงห์ ก๊วนช่างแอร์ขี้เมาบ้านนอก ที่ชอบไปเนียนกินฟรีตาม งานบุญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานทำบุญบ้าน งานบวช งานแต่ง หรือแม้กระทั่ง งานศพ ทั้งสามคนไม่เคยพลาดที่จะไปสร้างความปั่นป่วน

Happy New You

บางงานอาจจะรู้จัก เจ้าภาพบ้าง ไม่รู้จักบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางไม่รู้จักซะมากกว่า โดย ทั้งสามคนมีสโลแกนว่า “ซองไม่เคยใส่ แต่พร้อมให้ความบันเทิง” และความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อชบา น้องสาวแท้ๆของสนั่น ที่กำลังคบ หาดูใจกับตี๋ หนุ่มหน้าใสที่ไปทำงานหาความมั่นคงที่กรุงเทพเพื่อเก็บเงิน มาแต่งงาน แต่ตี๋มีความลับปกปิดชบาไว้หลายอย่าง จนชบาต้องตามมาจับ พิรุธตี๋ถึงที่กรุงเทพ แถมยังมีก๊วนพี่ชายทั้งสามคนตามมาด้วย เพราะพวกเค้า ดันได้ยินชบาคุยกับตี๋ว่าที่คอนโดที่ตี๋พักอยู่จัดงานปีใหม่ มีคอนเสิร์ตโชว์ จากนักร้องและศิลปินมากมาย และที่สำคัญงานนี้มีบุฟเฟต์กินเลี้ยงฟรีซะด้วย เรื่องราวจะวุ่นวายมากแค่ไหน ติดตามได้ในภาพยนตร์เรื่อง… แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง

ข้อดี

1.มุกเเกล้ง3 ซ่า

2. เนื้อเรื่องเเปลกใหม่

ข้อเสีย

1.มุกไม่ค่อยฮา หนังออกจากหน้าเบื่อมากกว่า

2.จุดหน้าสนใจคงเป็นพระเอกกับนางเอกเเต่กับทำออกมาเเย่ ไม่ได้อารมณ์

3. ไปไม่จุดซักทาง ความฮา นักเเสดง การตัดต่อ เข้าขั้นเเย่

4.ใครที่คาดหวังว่าจะฮาต้องผิดหวังมาก มุกไม่ฮา เเถมยังออกเเนวหน้าเบื่อด้วยซ้ำ

5. เพลงที่เปิดมาก็สนุก เเต่ไม่เข้ากับฉากอย่างเเรง

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว Murder on the Orient Express

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน Murder on the Orient Express ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส ผลงานภาพยนตร์เรื่อล่าสุดของ Kenneth Branagh ที่ลงมือกำกับและแสดงนำด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่รวมเอาดาราดังของฮอลลีวูดมารวมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Johnny Depp, Penélope Cruz, Daisy Ridley และอีกมากมาย แม้ว่าคะแนนวิจารณ์ที่ได้รับจะไม่สูงเท่าที่ควร แต่เชื่อว่าแฟนหนังสืบสวนสอบสวนคงไม่พลาดแน่นอน

Murder on the Orient Express

Murder on the Orient Express ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส จากนวนิยายขายดีของนักเขียนคนดัง อกาธา คริสตี ว่าด้วยเรื่องราวโศกนาฏกรรมบนรถไฟโอเรียนต์เอ็กซ์เพรสที่ต้องหยุดวิ่งกลางทางเนื่องจากหิมะตกหนัก ผู้โดยสารรายหนึ่งเสียชีวิตด้วยการถูกแทงถึง 12 ครั้งในห้องที่ล็อกจากด้านใน ฆาตกรยังคงปะปนอยู่กับผู้โดยสาร และพร้อมจะลงมือต่อไป

ได้เห็นจากตัวอย่างหนังก็พอจะทราบแล้วว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมบนรถไฟขบวนนี้เป็นคดีที่น่าจะไขไม่ยาก เพราะฆาตกรต้องเป็นผู้โดยสารบนรถไฟขบวนนี้แน่นอน แต่ถ้าทำออกมาง่ายๆ คงเสียชื่อ อกาธา คริสตี้ เจ้าแม่นิยายสืบสวนสอบสวนแน่นอน หากใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในเวอร์ชั่นก่อนๆ ก็พอจะทราบแล้วว่าใครเป็นฆาตกรที่แท้จริง แต่ถ้าใครไม่เคยดูเชื่อว่าต้องคาดไม่ถึงแน่นอน

โดยภาพรวมของหนังนั้นทำออกมาค่อนข้างดี ฉาก บรรยากาศ แสง มุมกล้อง เครื่องแต่งกายล้วนแต่มีสวยงามมาก เรียกว่าเป๊ะทุกองศา ยิ่งฉากตอนที่อยู่บนภูเขาท่ามกลางหิมะนี่เรียกได้ว่างามสะกดใจจริงๆ นอกจากองค์ปรกอบส่วนใหญ่ของหนังที่ดีงามแทบทุกฉาก การดำเนินเรื่องก็ดีไม่แพ้กัน แม้ว่าจะดำเนินเรื่องค่อนข้างรวดเร็วและกระชับ จึงทำให้ขาดความเข้มข้นของการสืบคดีไปพอสมควร

ต้องบอกว่าในส่วนของการไขปริศนาหาผู้ต้องหานั้นทำออกมาได้ค่อนข้างดี แม้จะมีฉากแรกๆ ที่ดูจะชี้นำให้เห็นถึงเบาะแส แต่พอได้ชมไปเรื่อยๆ พบว่าคนที่เราคิดว่าเป็นฆาตกรนั้นผิดหมดเลย แต่หากใครเป็นแฟนหนังแนวนี้เชื่อว่าคงเดาออกในช่วงกลางๆ เรื่องแล้ว เพราะมีจุดที่ทำให้รู้เลยว่าสรุปแล้วใครเป็นฆาตกร ซึ่งมันเชื่อมโยงเข้ากันได้เป็นอย่างดีแบบไม่น่าเชื่อ ถึงขนาดว่าดูจบแล้วก็ทำให้อึ้งพอสมควร และแน่นอนว่าตอนจบของเรื่องเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ ซึ่งน่าจะสนุกไม่แพ้กัน

หากใครเบื่อหนังแนวฮีโร่พิทักษ์โลกทั้งหลาย เปลี่ยนมาเป็นแนวสืบสวนสอบสวนบ้าง Murder on the Orient Express ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย นอกจากหนังจะรวมเอาดาราชั้นนำของฮอลลีวูดมาไว้ในเรื่องเดียวแล้ว ยังได้เสพภาพงามๆ เต็มไปด้วยคุณภาพ ลุ้นระทึกไปกับปริศนาการฆาตกรรม เชื่อว่าคุ้มค่ากับเงินที่ซื้อตั๋วแน่นอน

Murder on the Orient Express ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Kim Ji-Young: Born 1982 – คิม จี-ยองเกิดปี 82

Kim Ji-Young Born 1982 หรือชื่อไทยว่า คิม จี-ยอง เกิดปี 82 เกิดเป็นผู้หญิง ผิดตรงไหน ? กงยู และ จองยูมิ จะมาเรียกน้ำตาผู้ชม ในภาพยนตร์ที่สั่นสะเทือนประเทศเกาหลี KIM JI-YOUNG, BORN 1982 คิมจียองเกิดปี ’82 ผลงานนวนิยายจากปลายปากกาของนักเขียนโชนัมจู ที่ทำยอดขายมากกว่า 1 ล้านเล่มภายใน 2 ปี เล่าเรื่องราว คิมจียอง (จองยูมิ) ผู้หญิงชาวเกาหลีธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่แม้ว่าเธอจะแต่งงาน และมีลูกสาวที่น่ารัก แต่ก็ทำให้เธอจำต้องล้มเลิกการทำหลายสิ่งหลายอย่างไป จองแดฮยอน ( กงยู ) สามีของเธอ สังเกตพบว่าได้เกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับจียองทำให้เขารู้สึกเป็นกังวล เมื่อเธอเริ่มทำตัวแปลกไปราวกับเป็นคนอื่น

Kim Ji-Young: Born 1982

คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ต้องกลัวว่าไปดูแล้วจะได้แต่สงสารนางเอกที่ต้องเผชิญชีวิตแบบนี้ เพราะมีอย่างหนึ่งที่พวกคุณต้องอิจฉาเธอ คือชีวิตของเธอที่มีผัวเป็น กง ยู ที่รักและดูแลเธอดีมากๆ ทุกแววตาที่ กง ยู มองเมียคือความรักความห่วงใย คือความสุขระคนความเศร้าที่อยากช่วยแบ่งปันและบรรเทา และสายตาเว้าวอนในฉากอยากปั๊มลูกตอนเช้าหลังตื่นนอนช่างชวนกรี๊ดกร๊าดกันซะเหลือเกิน

หนังดัดแปลงมาจากนิยายขายดีของเกาหลี เรื่องราวของคุณแม่ลูกหนึ่งที่ใช้ชีวิตในสังคมที่ยังมีการกดทับผู้หญิงอย่างเกาหลีใต้ หนังย้อนเล่าให้เราเห็นภาพชีวิตของเธอตั้งแต่วัยเด็ก จากชีวิตในครอบครัวที่พ่อให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ไปจนถึงชีวิตแม่บ้านที่ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกทั้งที่เธอก่อนหน้านี้เรียนจบการศึกษาดีและทำงานเก่ง แต่ความเป็นแม่ก็ทำให้มีคนตัดสินเธอว่าต้องทำ ‘หน้าที่’ อยู่แต่บ้านเลี้ยงลูก หนำซ้ำยังเริ่มมีอาการป่วยคล้ายๆ เป็นโรคหลายบุคลิกในบางเวลาอีก

หนังให้เห็นชีวิตผู้หญิงในสังคมเกาหลีที่โดนกดทับทางสังคม ทั้งในระดับสังคมการทำงาน ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ และภายในครอบครัว ถึงหลายครั้งมันจะตรงไปตรงมาไปนิดในการบอกเล่าทัศนคติจนบางจังหวะมันทื่อไปหน่อย แต่หนังก็หนักแน่นในการที่จะผลักประเด็นให้เราคล้อยตามและรู้สึกไปด้วยได้เรื่อยๆ

ผู้กำกับ Kim Do-young ผันตัวจากนักแสดงมากำกับหนัง เธอเลือกรูปแบบการเล่าที่สลับเรียงลำดับเหตุการณ์อดีตปัจจุบันได้น่าสนใจดีแต่ยังรู้สึกว่าลำดับการเล่าเรื่องยังไม่สมดุลเท่าไหร่ การตัดสลับเหตุการณ์ปัจจุบันและอดีตในบางครั้งขาดจุดเชื่อมต่อระหว่างฉากให้ตามเรื่องราวให้ไหลลื่นได้ และก็ต้องสารภาพว่ามีช่วงที่แอบหลับไปเหมือนกัน (อยากดูอีกสักรอบอาจชอบมากกว่านี้ก็ได้)

แต่เสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังที่ทำให้น่าติดตามมากขึ้นคือความลึกลับที่มาพร้อมกับอาการป่วยของนางเอก ที่นอกจากจะเป็นตัวส่งผ่านความรู้สึกอัดอั้นของนางเอกกลายๆ แล้ว หลายครั้งก็ยังรู้สึกถึงกลิ่นหนังลึกลับผีๆ หน่อยๆ โดยที่หนังไม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศอะไรเลย และอาจด้วยความที่ผู้กำกับเป็นนักแสดงมาก่อนจึงทำให้ละเมียดกับการกำกับการแสดงมาก ทำให้นักแสดงคือเสนห์อีกอย่างหนึ่งที่ดึงดูดเราได้ชัดเจนตั้งแต่ภาพโปสเตอร์หนัง

แค่ไปนั่งดูนักแสดงก็คุ้มค่ามากแล้วนะ ทั้งนางเอก Jung Yoo-mi ที่โห สวยน่ารักมองเพลินมาก และ Gong Yoo ที่แม่งเอ๊ยยยยยย แม้แต่ในลุคปุถุชนคนธรรมดายังหล่อเท่ขนาดนี้ แถมฝีมือการแสดงทั้งสองคนยังดีงามมากๆ และนักแสดงสมทบอื่นๆ โดยเฉพาะ Kim Mi-kyung ที่เล่นเป็นแม่นางเอก ในฉากที่มาหานางเอกที่บ้านนี่ใครไม่น้ำตาคลอเบ้าตามคือต้องใจแข็งมากๆ ทุกคนที่ว่ามาคือเล่นดีจนเชื่อหมดจดในความรักระหว่างแม่กับลูก และระหว่างผัวกับเมียจริงๆ

สาวๆ หรือแม่ๆ คนไหนไปดูน่าจะอินหนังได้ไม่ยาก และคุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ต้องกลัวว่าไปดูแล้วจะได้แต่สงสารนางเอกที่ต้องเผชิญชีวิตแบบนี้ เพราะมีอย่างหนึ่งที่พวกคุณต้องอิจฉาเธอ คือชีวิตของเธอที่มีผัวเป็น กง ยู ที่รักและดูแลเธอดีมากๆ ทุกแววตาที่ กง ยู มองเมียคือความรักความห่วงใย คือความสุขระคนความเศร้าที่อยากช่วยแบ่งปันและบรรเทา และสายตาเว้าวอนในฉากอยากปั๊มลูกตอนเช้าหลังตื่นนอนช่างชวนกรี๊ดกร๊าดกันซะเหลือเกิน ในแบบที่ผู้หญิงเห็นแล้วอาจจะอยากเป็น จอง ยูมิน ในหนังและยอมเลี้ยงลูกให้เขาไปตลอดชีวิต

และ กง ยู ในเรื่องนี้คือไอดอลของฝ่ายชายที่อยากจะดูแลผู้หญิงแบบ จอง ยูมิน หรือ คิม จียอง ในหนังไปตลอดชีวิตเช่นกัน

สรุปคือ Kim Ji-young: Born 1982 เป็นหนังที่ “ควรดู”

Cr./movie.thaiware.com

รีวิว McQueen ภาพยนตร์สารคดี

นับเป็นภาพยนตร์สารคดีอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกการันตีจากเว็บไซต์วิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังด้วยคะแนนเต็ม 100 สำหรับ McQueen ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง ลี อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักออกแบบเสื้อผ้ารุ่นหลัง ด้วยผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เต็มไปด้วยความรุนแรงและมีความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้เขากลายเป็นตำนานจนมาถึงทุกวันนี้

McQueen

McQueen ว่าด้วยเรื่องราวการไต่เต้าจากดินสู่ดาวของ อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน สุดยอดดีไซเนอร์ผู้มีแนวทางเป็นของตัวเอง ผลงานของเขาสะท้อนความโหดร้ายท่ามกลางสิ่งสวยงาม หนังจะพาไปสำรวจตัวตนของแม็คควีน รวมไปถึงเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ในการดีไซน์ชุดทั้งหมดออกมา

ต้องขอยอมรับกันตามตรงว่าส่วนตัวไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของแฟชั่นมากนัก แต่ในฐานะคนนอกก็พอจะได้ยินกิตติศัพท์ของ แม็คควีน มาไม่น้อย แม้จะไม่ได้ติดตามผลงานการออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าของเขามาตั้งแต่ต้น เมื่อได้มาชมสารคดีเรื่องนี้ก็เหมือนกับว่าได้ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมๆ กับเขา เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจไม่เรียนต่อแล้วหันไปทุ่มเทในสิ่งที่ชอบอย่างการตัดเย็บเสื้อผ้า ภายใต้การสนับสนุนจากแม่และครอบครัว ที่สำคัญคือการดิ้นรนทำตวามฝันอย่างไม่ย่อท้อ

เรียกได้ว่า แม็คควีน คือ อัจริยะที่แท้จริง จากปากคำของเพื่อนสนิทและคนที่ทำงานใกล้กับเขา รวมไปถึงฟุตเทจจากวิดีโอบางส่วนจากตัวเขาเอง มันทำให้เราเห็นถึงแพสชั่นในการทำงานและความสามารถที่ไม่มีใครมาเทียบเทียมได้ โดยเฉพาะในเรื่องของไอเดียการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าและโชว์ในแต่ละคอลเลกชั่น แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความรุนแรงจากอดีตในวัยเด็ก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสร้างปรากฏการณ์บางอย่างให้กับวงการแฟชั่นอย่างที่ไม่คาดคิด

ถึงแม้ว่าในเรื่องงานของ แม็คควีน จะเต็มไปด้วยความสำเร็จ บางครั้งอาจจะไม่ได้ดังที่หวัง แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าแทบไม่มีช่วงไหนที่เรียกว่าล้มเหลวเลย เมื่อกลับมามองในเรื่องชีวิตส่วนตัวกลับพบว่า อัจฉริยะหลายๆ คนมักจะมีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นแบบเพื่อน หรือคนรักล้วนแล้วแต่ไม่สมบูรณ์แบบและต้องพบความผิดหวังเช่นเดียวกับ แม็คควีน ซึ่งนั่นทำให้เราได้เห็นเรื่องราวของคนๆ หนึ่งจากมุมสว่างไสวค่อยๆ หันเข้าสู่ด้านมืดถลำลึกจนยากจะฉุดรั้ง จนนำไปสู่จุดจบอันน่าเศร้าใจ

นั่นจึงทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนธรรมดาทั่วไป บอกได้เลยว่าเรื่องราวชีวิตของ แม็คควีน นั้นได้สร้างความรู้สึกให้ผู้ชมอย่างเราได้อย่างหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความสุข สวยงาม มหัศจรรย์ ตะลึงจนสร้างความตราตรึง และดำดิ่งสู่ความมืดมิด ก่อนจะกลายเป็นความปลอดโปร่งที่เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้เช่นเดียวกันกับเขา ท้ายที่สุดแล้วเชื่อเหลือเกินว่าชีวิตของ อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน จากสารคดีเรื่องนี้จะจุดแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายๆ คน ไม่ใช่แค่เฉพาะคนในวงการแฟชั่นแน่นอน

McQueen 9/10 คะแนน มีกำหนดเข้าฉายในไทย 27 กันยายน 2018

Cr.movie.mthai.com