รีวิวหนัง Black Christmas – คริสต์มาสเชือดสยอง

หนัง Black Christmas เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนที่โดนสะกดรอยตามโดยคนแปลกหน้าในช่วงวันคริสมาสต์ ซึ่งหนังเรื่องนี้รีเมคมาจากหนังสยองขวัญชื่อเดียวกันในปี 1974

รีวิวหนัง Black Christmas - คริสต์มาสเชือดสยอง

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมตั้งตารอ หลังจากที่ได้ดูตัวอย่างหนัง เป็นการหยิบเอาหนังไล่เชือดมาผสมไว้ในเทศกาลคริสต์มาส เอาใจเพื่อนหญิงพลังหญิงมาก ที่ตัวอย่างแจ้งไว้ชัดเจนว่าพวกเธอหลังจากที่ถูกตามฆ่า เธอจะกลับมาเป็นฝ่ายล่าและล้างแค้นเอง

หลังจากได้ดูจบต้องบอกเลยว่า เป็นอะไรที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก ตัวหนังนั้นมี Concept ที่ดูดีน่าสนใจ โทนหนังในตัวอย่างก็น่าติดตาม กลับกลายเป็นว่า 80% ของหนังถูกยัดลงในตัวอย่างหมดแล้ว และอีก 20% ที่เหลือของเรื่องก็แทบจะไม่ได้ช่วยให้หนังดูดีและน่าสนใจใดๆ เลย

เป็นหนังไล่เชือดที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากฉากหวาดเสียวเลยดูแล้วชินชาและเฉยชาจนผิดคาดไปอย่างมาก จนผมเองถึงกับต้องไปหาอ่านข่าวว่าเรื่องนี้มันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า จนได้ไปสะดุดอยู่กับข่าวนึงที่แหล่งปล่อยออกมาซักพักแล้ว ข่าวนั้นว่าด้วยโปรเจค Black Christmas เดิมทีจะถูกสร้างให้เป็นหนังเรท R จนแล้วจนรอดไม่รู้อะไรดลใจให้ถูกปรับลดเรทความรุนแรงลง เหลือแค่ PG-13 (เด็กดูได้แต่ต้องมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ) มิน่าถึงได้จืดชืดแบบนี้

ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าตอนลงแผ่น คงจะมีเวอร์ชั่นเต็ม หรือเวอร์ชั่น Un-Rated เพิ่มฉากหวาดเสียวๆเข้ามาเยอะๆ กว่าที่มีอยู่หน่อย หนังน่าจะดูดีกว่านี้ 6/10 ไม่แปลกใจที่เรื่องนี้หาดูยากมาก ฉายจำกัดโรงแบบโคตรๆ เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะไม่มีคนดูนั่นเอง

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร

เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนังญี่ปุ่นและติดตามการแสดงของ นานะ โคมัตสึ คงจะไม่พลาดผลงานล่าสุดของเธอ After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร ที่สร้างมาจากมังงะสุดฮิต โดยเจ้าตัวมาสวมบทบาทเป็นสาวมัธยมหน้าใสแอบหลงรักผู้ชายที่แก่กว่ามาก มาดูกันว่าความรักครั้งนี้จะลงเอยแบบไหน ถูกใจแฟนๆ หรือไม่

After the Rain

After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร ว่าด้วยเรื่องราวของ อากิระ ทาจิบานะ เด็กสาวมัธยมปลายวัย 17 ปี เธอเคยเป็นนักกรีฑาดาวรุ่ง แต่เนื่องจากการประสบอุบัติเหตุทำให้เธอต้องล้มเลิกความฝันในด้านนี้ วันหนึ่งเธอได้ไปร้านอาหารและพบกับผู้จัดการร้านใจดีวัย 45 ปี อย่าง มาซามิ คนโด ผู้เคยหย่ากับภรรยาและมีลูกแล้ว 1 คน เธอรู้สึกถูกชะตากับเขาจึงทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารแห่งนี้ โดยไม่รู้เลยว่าความรักและความสัมพันธ์กำลังจะก่อตัวขึ้นท่ามกลางสายฝนโปรย

เรียกว่าเป็นหนังที่เห็นแค่โปสเตอร์ก็อยากดูแล้ว เพราะใบหน้าของสาว นานะ โคมัตสึ เด่นหรามาแต่ไกล และในเรื่องนี้เธอก็รับบทนำที่ออกมาแทบทุกฉากจริงๆ เรียกได้ว่าแค่มีเธออยู่ในหนังก็น่าดูแล้ว แต่ด้วยอารมณ์หนังญี่ปุ่นที่มักจะมีความอืดและเอื่อยพอสมควร จึงทำให้แอบเบื่อๆ ไปในบางช่วง หากตัดต่อให้สั้นกระชับกว่านี้จะดีมาก

และเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า After the Rain นั้นสร้างมาจากมังงะว่าด้วยเรื่องราวรักต่างวัย โดยในตอนแรกก็คาดหวังว่ามันน่าจะมีความโรแมนซ์ให้แฟนๆ ได้ฟินเยอะแน่ๆ แต่ลืมไปว่านี่ไม่ใช่หนังหรือซีรีส์เกาหลีที่จะเสิร์ฟความฟินแบบถึงเนื้อถึงตัว ซึ่งในเรื่องนี้แค่กอดได้ก็คือดีสุดๆ แล้ว อาจเพราะด้วยความห่างระหว่างวัยด้วยก็เป็นได้ที่ไม่สามารถมีฉากเลิฟซีนแบบนั้นได้ (ไม่แน่ใจว่าในมังงะมีเลิฟซีนเยอะหรือเปล่า) แถมดีไม่ดีหากมีฝ่ายพระเอกอาจโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ไปอีก

นอกจากเราจะได้เสพเรื่องราวความรักของโคแก่ (ขี้กลัว) กับหญ้าอ่อน (ช่างกล้า) ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่ารักท่ามกลางบรรยากาศความชุ่มชื่นของฤดูฝนแล้ว หนังยังนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความฝันของคนสองวัยผ่านตัวละครของพระเอกที่อยากเป็นนักเขียนแต่ก้าวข้ามกำแพงบางอย่างไม่ได้ และนางเอกที่ต้องผิดหวังเพราะฝันไปได้ไม่สุด รวมไปถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่ไม่ว่าจะห่างกันไปนานแค่ไหนก็ยังคงมีสายใยบางๆ เชื่อมต่อกันอยู่เสมอ สุดท้ายแล้วความรักและความฝันของทั้งคู่จะจบยังไงน่าจะเดากันได้แน่นอน

ปล. ทุกฉากที่มีนานะคือฟิน ดาเมจคุณเธอรุนแรงมาก

After the Rain หลังฝนตก คุณคิดถึงใคร 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว A Beautiful Day in the Neighborhood

A Beautiful Day in the Neighborhood คือเพลงประจำรายการของ Mr. Rogers’ Neighborhood รายการทีวีชื่อดังตั้งแต่ช่วงปี 1967-2001 นู่นนนนน ซึ่งมีพิธีกรรายการชื่อว่า Fred Rogers ชายผู้ที่ชาวอเมริกันเรียกกันว่าเพื่อนบ้านคนโปรด ชายผู้นิสัยดี๊ดี ใจดี โอบอ้อมอารี และเป็นมิตรที่สุดในโลกคนหนึ่ง และหนังเรื่องนี้ก็บอกเล่าเรื่องราวของชายคนนั้นนั่นแหละ

A Beautiful Day in the Neighborhood

โดยเนื้อเรื่องจะเล่าถึง Fred Rogers ที่ได้ถูกนักเขียนรายหนึ่งนามว่า Lloyd Vogel ไปสัมภาษณ์เพื่อเขียนคอลัมน์ลงนิตยสารเล่มหนึ่ง ซึ่งนักเขียนคนนี้เป็นคนอารมณ์ร้าย แต่เมื่อเขาพบกับ Rogers ตัวเขาก็ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

ไม่แปลก ถ้าใครหลายคนจะไม่เคยได้ยินชื่อของ Fred Rogers เพราะมันอาจจะไม่ได้ดังในบ้านเราสักเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณดูเรื่องนี้คุณจะได้รู้จักชายคนนี้ และคุณจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ก็รักเขา นี่ขนาดไม่ใช่ตัวจริงและเรามีเวลารู้จักเขายังไม่ถึง 2 ชั่วโมงเลยนะ เรายังรู้สึกรัก Fred Rogers ขึ้นมาทันทีเลย เหมือนเขาค่อยๆ ซึมเข้าไปในจิตใจเราอย่างไม่รู้ตัว

และผลพวงทั้งหมดที่ทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งต้องชื่นชมแบบชื่นชมในชื่นชมอย่างที่สุด กับการรับบทของ Tom Hanks คือถ้าไม่ใช่เขาก็ไม่รู้ว่าใครเหมาะสมกับบทบาทนี้แล้วจริงๆ ด้วยภาพลักษณ์ผู้ชายแสนอบอุ่นอย่าง Tom Hanks ด้วยแล้วนั้น ไม่มีใครเหมาะไปกว่าเขาแล้วแหละ

หนังมีการดำเนินเรื่องเหมือนเรากำลังนั่งดูรายการ Mr. Rogers’ Neighborhood อยู่ มีการสอดแทรกมุกตลกบ้างประปราย มีการเปิดรายการที่เป็นเอกลักษณ์ของรายการ มีการเปลี่ยนฉากผ่านสิ่งของ ของเล่น รวมถึงเพลงประกอบที่เหมือนรายการนั้นเปี๊ยบ นับว่าเจ๋งดีเหมือนกัน และสามารถร้อยเรียงเรื่องราว มาได้อย่างลงตัว

หนังยังบอกเล่าเรื่องราวหลายๆ อย่างของ Rogers ออกมาได้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้คนรู้จักได้ และในระหว่างทางที่เรารู้จักเขา เขายังสอนและให้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่างที่คมคาย และกระแทกใจแบบสุดๆ ทั้งเรื่องครอบครัว, การเจริญเติบโต, การจัดการกับอารมณ์, ชีวิต เรียกได้ว่าเข้าถึงหัวจิตหัวใจคนดูแบบสุดๆ คุณไปดูเรื่องนี้รับรองว่าคุณต้องได้แง่คิดอะไรกลับมาคิดทบทวนชีวิตตนเองบ้างไม่มากก็น้อย

แถมเรายังรู้ถึงเหตุผลของ Rogers อีกด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นคนดีขนาดนั้น เขาต้องเจออะไรมาบ้าง ไม่ใช่ในแง่มุมของใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเท่านั้น เรายังได้เห็นว่าสิ่งที่เขาต้องเจอมีอะไรบ้าง และมันทำให้เขาเป็นยังไง มีประโยคนึงในหนังเขาบอกประมาณว่า เขาไม่ได้สมบูรณ์แบบ เขาก็มนุษย์คนนึงนี่แหละ มีความรู้สึกเหมือนคนอื่นๆ แต่เขาเลือกที่จะแสดงมันออกมาในอีกมุมนึงต่างหาก ถ้าพจนานุกรมมีคำว่า “ดี” บัญญัติความหมายของคำนั้นต้องแปลว่า “Fred Rogers” แน่ๆ

ติดนิดเดียวเท่านั้น หนังดำเนินเรื่องเอื่อยๆ เรื่อยๆ ช้าๆ จนอาจทำให้รู้สึกง่วงได้เลย เข้าใจแหละว่ามันคือซีนอารมณ์ ต้องการบิ้วเรื่องราว ซึ่งมันก็ดีนะ และมันก็ช่วยเรื่องอารมณ์ของหนังได้เยอะเลย แต่ถ้าใครนอนไม่พออาจมีหลับได้เลยนะ แล้วคุณจะพลาดสิ่งดีๆ ไปเยอะเลย กับมีบางเรื่องที่เราอยากให้หนังนำเสนอออกมาด้วยเช่นการช่วยวงการทีวี หรือเรื่องประเด็นเอาคนผิวสีมาออกรายการ เป็นต้น

สรุป A Beautiful Day in the Neighborhood ไม่ใช่หนังสนุก ไม่ใช่หนังตื่นเต้น เราขอเรียกว่ามันเป็นหนังโลกสวยละกัน เป็นหนังที่สอนให้เรามองโลกให้สวย ให้ข้อคิด เรียนรู้ สอน เข้าอกเข้าใจ และอบอุ่นเป็นที่สุด

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว The Killing of a Sacred Deer เจ็บแทนได้ไหม

เรียกว่าได้คะแนนวิจารณ์ค่อนข้างสูงตามมาตรฐานตามเคย สำหรับภาพยนตร์ดราม่าลึกลับ The Killing of a Sacred Deer เจ็บแทนได้ไหม ผลงานการกำกำเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ Yorgos Lanthimos ที่นอกจากจะคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แล้ว ยังได้เรต R เนื่องจากตอนจบและเนื้อหาส่วนใหญ่ของเรื่องมีความรุนแรง อีกทั้งยังได้นักแสดงมากฝีมือ Colin Farrell และ Nicole Kidman มาแสดงนำอีกครั้ง มาดูกันว่าเรื่องราวจะดีเหมือนคำวิจารณ์ที่ว่าไว้หรือไม่

The Killing of a Sacred Deer

The Killing of a Sacred Deer เจ็บแทนได้ไหม ว่าด้วยเรื่องราวของ สตีเวน เมอร์ฟี ศัลยแพทย์ฝีมือดีผู้ทะนงตน สตีเวนมีชีวิตที่หรูหราและมีความสุขกับภรรยา แอนนา และลูกๆ 2 คน แต่หลังจากเขาดูแลและสนิทสนมกับหนุ่มคนไข้นามว่า มาร์ติน ชีวิตของเขารวมไปถึงครอบครัวก็ต้องพบกับหายนะ ไม่มีใครรู้ว่ามาร์ตินต้องการอะไรกันแน่ แต่ที่รู้ๆ เขาต้องการทำลายทุกอย่างที่ทำให้ครอบครัวนี้มีความสุข สตีเวนจึงต้องยอมเสียสละบางอย่างเพื่อหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้

ยอมรับว่าโดยส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบผลงานผู้กำกับ Yorgos Lanthimos อย่างเรื่องล่าสุด The Lobster (2015) ก็ถือว่าทำออกมาได้โดนใจมาก แต่พอมาเรื่องนี้ก็ยังคงสไตล์ความเป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความโหดขึ้น เนื้อหาค่อนข้างทำร้ายจิตใจคนดูพอสมควร แม้จะทราบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เรต R ในการฉายที่สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่คิดว่าหนังจะออกมารุนแรงขนาดนี้

ความรุนแรงที่ว่านั้นมีทั้งในแง่ของการทำร้ายร่างกาย และที่แย่ไปกว่านั้นก็การทำร้ายจิตใจ เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูแล้วต้องรู้สึกขยาดไปพอสมควร เพราะด้วยเรื่องราวของครอบครัวนี้เป็นเสมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงทำให้ผู้ชมอย่างเรามีความรู้สึกคล้อยตามความรู้สึกของตัวละคร ฉะนั้นตอนจบจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย ทำร้ายความรู้สึกเป็นอย่างมาก อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องไปพิสูจน์เอง

ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือเรื่องของโปรดักชั่นก็ยังคงคุณภาพไว้อย่างเต็มเปี่ยม ยิ่งได้การสื่ออารมณ์ของนักแสดงก็ยิ่งสร้างความหลอนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะดารารุ่นใหม่อย่าง Barry Keoghan ที่รับบทเป็นมาร์ติน แค่เห็นหน้าก็รู้ถึงความไม่ปกติของตัวละครแล้ว เชื่อเลยว่าจะเป็นตัวละครอีกหนึ่งตัวที่สร้างความจดจำไปอีกนาน ส่วน Colin Farrell และ Nicole Kidman ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์เลย เพราะทั้งคู่แสดงศักยภาพออกมาเต็มที่อยู่แล้ว

หากถามว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกไหมก็ไม่เชิง แต่ด้วยเรื่องราวที่สื่อให้เห็นประเด็นทางสังคมที่ตีแผ่และชำแหละจิตใจของมนุษย์ แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่คงความร่วมสมัยไว้ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังดูได้ เพราะเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดในเรื่องนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพียงแค่ไม่ได้เปิดเผยออกมาสู่สาธารณชนเท่านั้น จึงถือเป็นบทเรียนหนึ่งที่มนุษย์ควรจะศึกษาและเรียนรู้เอาไว้

หากจะเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้แค้นมันก็มีความคล้ายกัน เพียงแต่การแก้แค้นใน The Killing of a Sacred Deer นั้นมันสร้างผลกระทบอย่างร้าวลึกไปในจิตวิญญาณ จะว่าไปมันก็คือเรื่องราวการฆาตกรรมดีๆ นี่เอง ขอแนะนำว่าหากจะมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ควรนอนหลับให้เต็มอิ่ม ทำใจให้ปลอดโปร่ง เพื่อมาซึบซับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Hell Fest สวนสนุกนรก

เรียกได้ว่าเสิร์ฟความสยองขวัญต้อนรับวันฮาโลวีนกันตั้งแต่ต้นเดือนเลยทีเดียว สำหรับ Hell Fest สวนสนุกนรก ผลงานการกำกับหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ เกรกอรี พล็อตกิน (Gregory Plotkin) หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังจากหนังดังไม่ว่าจะเป็น Get Out (2017), Happy Death Day (2017) ที่คราวนี้เขาจะมาสร้างประสบการณ์สุดระทึกให้แฟนๆ ได้ชมกันด้วยฝีมือของเขาเอง ซึ่งหนังก็ได้นักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่มาลงจอเงินกันครั้งแรกกันแบบยกเซ็ต

Hell Fest สวนสนุกนรก

Hell Fest สวนสนุกนรก ว่าด้วยเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตรายหนึ่งที่เปลี่ยนสวนสนุกธีมสยองขวัญให้กลายเป็นโรงเชือดสุดซาดิสม์ส่วนตัว สามสาวผู้โชคร้าย นาตาลี, บรู๊ค และ เทย์เลอร์ ที่ติดกับหลงเข้าไปจึงต้องช่วยกันหาทางเอาชีวิตรอดก่อนที่จะกลายเป็นเหยื่อความวิปลาศรายล่าสุดของมัน

นับตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างแรกของหนังก็รู้เลยว่าจะต้องทำออกมาได้สนุกและโหดเลือดสาดถูกใจคอหนังสยองขวัญแน่นอน และเมื่อได้เข้าไปดูหนังแล้วบอกได้เลยว่าเป็นการดูหนังที่เหนื่อยและอึดอัดใจจนอยากให้มันจบไวๆ จริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่าใครตาย ใครอยู่กันบ้าง แถมตัวละครในเรื่องจะหนีเอาตัวรอดยังไง เพราะจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละครในเรื่องนั้นสร้างอารมณ์ให้ผู้ชมอย่างเราคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ประหนึ่งเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งสมมติว่าถ้าเราเป็นตัวละครในเรื่องคงตัดสินใจไม่ไปสวนสนุุกแห่งนี้ตั้งแต่แรกแน่นอน (และก็คงไม่มีหนังเรื่องนี้)

ไหนๆ ก็ได้หลวมตัวเข้าไปดูแล้ว จะเดินออกจากโรงโดยที่หนังยังไม่จบก็กระไรอยู่แน่นอนว่าก็ต้องขมวดคิ้วและกัดฟันดูต่อจนจบ เอาเข้าจริงๆ หากมองข้ามเรื่องความสมเหตุสมผลไป ก็ถือว่า Hell Fest ทำออกมาได้ค่อนข้างสนุก แม้มุกเรื่องของฆาตกรและการกระทำโง่ๆ ของตัวละครในเรื่องออกจะซ้ำไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่แห่งหนังสยองขวัญที่มีความแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ซึ่งในเรื่องนี้เรื่องราวเกิดขึ้นในสวนสนุกธีมสยองขวัญที่จะมาสั่นประสาทวัยรุ่นทั้งหลายที่อยากลิ้มลองประสบการณ์แปลกๆ ในแบบที่คนธรรมดาคงไม่อยากลอง

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ถือว่าค่อนข้างกระชับ ไม่ได้มีความเวิ่นเว้อมากนัก ปูเรื่องราวของตัวละครแป๊บๆ ไม่ได้อารัมภบทให้มากความก็ตัดเข้าไปช่วงเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลย ซึ่งเราจะได้เห็นความโหดของฆาตรกรต่อเนื่องโรคจิตสวมหน้ากาก เริ่มปฏิบัติการณ์ฆ่าคนที่ไม่แสดงความกลัวออกมาเมื่ออยู่ในสวนสนุก ง่ายๆ ก็คือใครที่เล่นเครื่องเล่นแล้วไม่อิน ไม่กลัวอะไรเลย ก็จะถูกฆาตกรคนนี้จัดการทันที แถมไม่มีทีท่าว่าจะรามือไปง่ายๆ เสียด้วย อีกทั้งอุปกรณ์ที่พี่แกเอามาฆ่าคนนี่เหมือนจะหาได้ง่ายมาก หยิบฉวยอะไรใกล้มือได้ก็กระหน่ำกระซวกกันแบบไม่มีคิด เรียกได้ว่าโหดจริงอะไรจริง

แต่เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูน่าจะมีหงุดหงิดใจบ้างในเรื่องของความสมเหตุสมผลหลายๆ อย่าง ก็อย่างที่บอกว่าหากมองข้ามเรื่องนี้จะทำให้ดูหนังได้สนุกมาก ซึ่งเรื่องราวหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องก็ล้ว้นแล้วแต่ได้สะท้อนให้เห็นหลากหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของความอยากรู้อยากลอง เรื่องของความปลอดภัยในการเข้าไปเล่นในสวนสนุกสุดโหด การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่มีความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของมนุษย์ที่นับวันยิ่งยากจะหยั่งถึง เอาเป็นว่าใครอยากจะปลดปล่อยอารมณ์ไปกับหนังสยองขวัญ (ที่ไม่แน่ใจว่าจะเครียดกว่าเดิมหรือเปล่า) เชื่อว่า Hell Fest สวนสนุกนรก ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

Hell Fest สวนสนุกนรก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Frozen 2 แผนการขายของครั้งใหม่ของดิสนีย์

ถึงแม้ว่าเรื่องราวในหนัง Frozen ภาคแรกจะจบลงอย่างสมบูรณ์ในตัวและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีภาคต่อตามออกมาแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปรากฏการณ์ Frozen ฟีเวอร์ไปทั่วโลก มีหรือที่สตูดิโออย่างดิสนีย์จะไม่เล็งเห็นช่องทางในการกอบโกยครั้งใหม่ จึงผลักดันเรื่องราวภาคต่อตามออกมา โดยก่อนหน้านี้ก็มีหนังสั้นอย่าง Frozen Fever และ Olaf’s Frozen Adventure มาให้คนดูหายคิดถึงตัวละครพอเป็นพิธี

Frozen 2

เรื่องราวในหนังภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเอลซ่าได้ยินเสียงเรียกประหลาดจากดินแดนลึกลับ พร้อมกับเหตุอาเพศครั้งใหม่ที่มาเยือนดินแดนเอเรนเดลล์ส่งผลให้ เอลซ่า อันนา คริฟตอฟ สเฟนและโอลาฟต้องออกเดินทางเข้าสู่ดินแดนป่าเวทมนตร์ เพื่อค้นหาความจริงและหาทางช่วยเหลือเอเรนเดลล์ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ถ้าหากจะมองเชิงโครงสร้างเรื่องราวแล้ว Frozen 2 ดำเนินเหตุการณ์คล้ายคลึงหนังภาคแรก เอลซ่าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เธอไม่อาจจะรับมือได้ (ภาคแรกคือการควบคุมพลังวิเศษ) ภาคนี้เธอต้องการค้นหาสาเหตุที่เธอมีพลังพิเศษ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือหนังภาคแรกเน้นสื่อสารกับผู้ชมในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง (อันนา-เอลซ่า) ในขณะที่ภาคนี้ ได้ขยายประเด็นใหญ่ขึ้น เมื่อหนังพยายามพูดถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ปกครอง (เอลซ่า) รวมไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร การแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด เป็นต้น จะเห็นได้ชัดว่า Frozen 2 ได้ให้น้ำหนักการเติบโตของตัวละครมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทางด้าน “บทเพลง” ที่ทำให้หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้คงสภาพความเป็น “มิวสิคัล” ไว้ ค่อนข้างให้ความรู้สึก ถูกออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวละครในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง มากกว่าจะออกแบบมาเป็นเพลงแยกฟังต่างหากเพื่อให้คนดูร้องตามได้ กล่าวง่ายๆคือเพลงในภาคนี้ ร้องตามยาก และไม่ติดหูเท่าหลายบทเพลงในหนังภาคแรก ถึงอย่างนั้นเพลงเอกในหนังภาคนี้อย่าง Into the Unknow ซึ่งท่อนฮุคก็ร้องประโยคนี้ซ้ำวนไปถึง 3 หน เรียกว่าดูจบเสียงหวีดของเอลซ่าก็หลอนอยู่ในหัวไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเพลงที่ออกแบบมาเพื่อ “ขายของ” ไม่แพ้กัน คือ Show Yourself ที่เอลซ่าตามหาต้นตอของเสียงลึกลับ ซึ่งหลังจากที่เธอขับร้องเพลงนี้ เสื้อผ้าหน้าผมของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เราอ้าปากค้าง ประหนึ่งว่าเอลซ่ากำลังสวมวิญญาณของดิว่าสาวอย่างเซลีน ดิออนเพื่อแสดงคอนเสิร์ตในลาสเวกัส! (ซึ่งอันที่จริง ฉากนี้ ถ้ามองในแง่การตลาดแล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อให้ดิสนีย์สามารถขายผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตา เสื้อผ้า หรือ แกดเจ็ต ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเอลซ่าในรูปโฉมใหม่ ต่างหาก!)

ท้ายที่สุดแล้ว Frozen 2 ก็ถือเป็นแอนิเมชั่นดิสนีย์ที่พอดูได้เพลินๆให้ผู้ชมหายคิดถึงตัวละครในเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ความสดใหม่ ประเด็น บทเพลง รวมไปถึงความน่าประทับใจก็คงต้องบอกตามตรงว่า ยังห่างไกลจากภาคแรกพอสมควร

cr.www.sanook.com