รีวิว Hell Fest สวนสนุกนรก

เรียกได้ว่าเสิร์ฟความสยองขวัญต้อนรับวันฮาโลวีนกันตั้งแต่ต้นเดือนเลยทีเดียว สำหรับ Hell Fest สวนสนุกนรก ผลงานการกำกับหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ เกรกอรี พล็อตกิน (Gregory Plotkin) หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังจากหนังดังไม่ว่าจะเป็น Get Out (2017), Happy Death Day (2017) ที่คราวนี้เขาจะมาสร้างประสบการณ์สุดระทึกให้แฟนๆ ได้ชมกันด้วยฝีมือของเขาเอง ซึ่งหนังก็ได้นักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่มาลงจอเงินกันครั้งแรกกันแบบยกเซ็ต

Hell Fest สวนสนุกนรก

Hell Fest สวนสนุกนรก ว่าด้วยเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตรายหนึ่งที่เปลี่ยนสวนสนุกธีมสยองขวัญให้กลายเป็นโรงเชือดสุดซาดิสม์ส่วนตัว สามสาวผู้โชคร้าย นาตาลี, บรู๊ค และ เทย์เลอร์ ที่ติดกับหลงเข้าไปจึงต้องช่วยกันหาทางเอาชีวิตรอดก่อนที่จะกลายเป็นเหยื่อความวิปลาศรายล่าสุดของมัน

นับตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างแรกของหนังก็รู้เลยว่าจะต้องทำออกมาได้สนุกและโหดเลือดสาดถูกใจคอหนังสยองขวัญแน่นอน และเมื่อได้เข้าไปดูหนังแล้วบอกได้เลยว่าเป็นการดูหนังที่เหนื่อยและอึดอัดใจจนอยากให้มันจบไวๆ จริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่าใครตาย ใครอยู่กันบ้าง แถมตัวละครในเรื่องจะหนีเอาตัวรอดยังไง เพราะจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละครในเรื่องนั้นสร้างอารมณ์ให้ผู้ชมอย่างเราคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ประหนึ่งเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งสมมติว่าถ้าเราเป็นตัวละครในเรื่องคงตัดสินใจไม่ไปสวนสนุุกแห่งนี้ตั้งแต่แรกแน่นอน (และก็คงไม่มีหนังเรื่องนี้)

ไหนๆ ก็ได้หลวมตัวเข้าไปดูแล้ว จะเดินออกจากโรงโดยที่หนังยังไม่จบก็กระไรอยู่แน่นอนว่าก็ต้องขมวดคิ้วและกัดฟันดูต่อจนจบ เอาเข้าจริงๆ หากมองข้ามเรื่องความสมเหตุสมผลไป ก็ถือว่า Hell Fest ทำออกมาได้ค่อนข้างสนุก แม้มุกเรื่องของฆาตกรและการกระทำโง่ๆ ของตัวละครในเรื่องออกจะซ้ำไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่แห่งหนังสยองขวัญที่มีความแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ซึ่งในเรื่องนี้เรื่องราวเกิดขึ้นในสวนสนุกธีมสยองขวัญที่จะมาสั่นประสาทวัยรุ่นทั้งหลายที่อยากลิ้มลองประสบการณ์แปลกๆ ในแบบที่คนธรรมดาคงไม่อยากลอง

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ถือว่าค่อนข้างกระชับ ไม่ได้มีความเวิ่นเว้อมากนัก ปูเรื่องราวของตัวละครแป๊บๆ ไม่ได้อารัมภบทให้มากความก็ตัดเข้าไปช่วงเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลย ซึ่งเราจะได้เห็นความโหดของฆาตรกรต่อเนื่องโรคจิตสวมหน้ากาก เริ่มปฏิบัติการณ์ฆ่าคนที่ไม่แสดงความกลัวออกมาเมื่ออยู่ในสวนสนุก ง่ายๆ ก็คือใครที่เล่นเครื่องเล่นแล้วไม่อิน ไม่กลัวอะไรเลย ก็จะถูกฆาตกรคนนี้จัดการทันที แถมไม่มีทีท่าว่าจะรามือไปง่ายๆ เสียด้วย อีกทั้งอุปกรณ์ที่พี่แกเอามาฆ่าคนนี่เหมือนจะหาได้ง่ายมาก หยิบฉวยอะไรใกล้มือได้ก็กระหน่ำกระซวกกันแบบไม่มีคิด เรียกได้ว่าโหดจริงอะไรจริง

แต่เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูน่าจะมีหงุดหงิดใจบ้างในเรื่องของความสมเหตุสมผลหลายๆ อย่าง ก็อย่างที่บอกว่าหากมองข้ามเรื่องนี้จะทำให้ดูหนังได้สนุกมาก ซึ่งเรื่องราวหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องก็ล้ว้นแล้วแต่ได้สะท้อนให้เห็นหลากหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของความอยากรู้อยากลอง เรื่องของความปลอดภัยในการเข้าไปเล่นในสวนสนุกสุดโหด การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่มีความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของมนุษย์ที่นับวันยิ่งยากจะหยั่งถึง เอาเป็นว่าใครอยากจะปลดปล่อยอารมณ์ไปกับหนังสยองขวัญ (ที่ไม่แน่ใจว่าจะเครียดกว่าเดิมหรือเปล่า) เชื่อว่า Hell Fest สวนสนุกนรก ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

Hell Fest สวนสนุกนรก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Frozen 2 แผนการขายของครั้งใหม่ของดิสนีย์

ถึงแม้ว่าเรื่องราวในหนัง Frozen ภาคแรกจะจบลงอย่างสมบูรณ์ในตัวและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีภาคต่อตามออกมาแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปรากฏการณ์ Frozen ฟีเวอร์ไปทั่วโลก มีหรือที่สตูดิโออย่างดิสนีย์จะไม่เล็งเห็นช่องทางในการกอบโกยครั้งใหม่ จึงผลักดันเรื่องราวภาคต่อตามออกมา โดยก่อนหน้านี้ก็มีหนังสั้นอย่าง Frozen Fever และ Olaf’s Frozen Adventure มาให้คนดูหายคิดถึงตัวละครพอเป็นพิธี

Frozen 2

เรื่องราวในหนังภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเอลซ่าได้ยินเสียงเรียกประหลาดจากดินแดนลึกลับ พร้อมกับเหตุอาเพศครั้งใหม่ที่มาเยือนดินแดนเอเรนเดลล์ส่งผลให้ เอลซ่า อันนา คริฟตอฟ สเฟนและโอลาฟต้องออกเดินทางเข้าสู่ดินแดนป่าเวทมนตร์ เพื่อค้นหาความจริงและหาทางช่วยเหลือเอเรนเดลล์ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ถ้าหากจะมองเชิงโครงสร้างเรื่องราวแล้ว Frozen 2 ดำเนินเหตุการณ์คล้ายคลึงหนังภาคแรก เอลซ่าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เธอไม่อาจจะรับมือได้ (ภาคแรกคือการควบคุมพลังวิเศษ) ภาคนี้เธอต้องการค้นหาสาเหตุที่เธอมีพลังพิเศษ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือหนังภาคแรกเน้นสื่อสารกับผู้ชมในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง (อันนา-เอลซ่า) ในขณะที่ภาคนี้ ได้ขยายประเด็นใหญ่ขึ้น เมื่อหนังพยายามพูดถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ปกครอง (เอลซ่า) รวมไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร การแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด เป็นต้น จะเห็นได้ชัดว่า Frozen 2 ได้ให้น้ำหนักการเติบโตของตัวละครมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทางด้าน “บทเพลง” ที่ทำให้หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้คงสภาพความเป็น “มิวสิคัล” ไว้ ค่อนข้างให้ความรู้สึก ถูกออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวละครในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง มากกว่าจะออกแบบมาเป็นเพลงแยกฟังต่างหากเพื่อให้คนดูร้องตามได้ กล่าวง่ายๆคือเพลงในภาคนี้ ร้องตามยาก และไม่ติดหูเท่าหลายบทเพลงในหนังภาคแรก ถึงอย่างนั้นเพลงเอกในหนังภาคนี้อย่าง Into the Unknow ซึ่งท่อนฮุคก็ร้องประโยคนี้ซ้ำวนไปถึง 3 หน เรียกว่าดูจบเสียงหวีดของเอลซ่าก็หลอนอยู่ในหัวไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเพลงที่ออกแบบมาเพื่อ “ขายของ” ไม่แพ้กัน คือ Show Yourself ที่เอลซ่าตามหาต้นตอของเสียงลึกลับ ซึ่งหลังจากที่เธอขับร้องเพลงนี้ เสื้อผ้าหน้าผมของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เราอ้าปากค้าง ประหนึ่งว่าเอลซ่ากำลังสวมวิญญาณของดิว่าสาวอย่างเซลีน ดิออนเพื่อแสดงคอนเสิร์ตในลาสเวกัส! (ซึ่งอันที่จริง ฉากนี้ ถ้ามองในแง่การตลาดแล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อให้ดิสนีย์สามารถขายผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตา เสื้อผ้า หรือ แกดเจ็ต ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเอลซ่าในรูปโฉมใหม่ ต่างหาก!)

ท้ายที่สุดแล้ว Frozen 2 ก็ถือเป็นแอนิเมชั่นดิสนีย์ที่พอดูได้เพลินๆให้ผู้ชมหายคิดถึงตัวละครในเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ความสดใหม่ ประเด็น บทเพลง รวมไปถึงความน่าประทับใจก็คงต้องบอกตามตรงว่า ยังห่างไกลจากภาคแรกพอสมควร

cr.www.sanook.com