รีวิว The Beast ปิดโซลล่า ตำรวจเลวล่าฆาตกรใจโฉด

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอาจจะมีหนังเกาหลีเข้าฉายในบ้านเราซะถี่ยิบ จนเรียกได้ว่าบางทีก็ดูไม่ทันเหมือนกัน เนื่องจากบางเรื่องก็โดนลดรอบอย่างลดรวดเร็ว บางโรงก็จัดรอบซะเช้าตรู่ หรือไม่ก็ดึกดื่นชนิดถ่างตารอดูกันไม่ไหว The Beast ก็น่าจะถือเป็นหนังอีกเรื่องที่อยู่ในหมวดหมู่นี้ และคิดว่าอีกไม่กี่วันหนังก็คงจะลาโรงฉายไปอย่างเงียบๆ

The Beas

The Beast ปิดโซลล่า บอกเล่าเรื่องราวของผู้กองฮันซู (อี ซองมิน) นายตำรวจแผนกฆาตกรรม ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง โดยศพล่าสุดเป็นหญิงสาวในวัยเรียนที่ร่างของเธอถูกชำแหละแล้วนำมาทิ้งเอาไว้ที่ริมชายหาดในสภาพน่าหวาดผวา ระหว่างที่สืบคดีอยู่นั้น ผู้กองมินเต (ยู แจมุง) ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วย ให้มาร่วมกันไขคดีในครั้งนี้ ทว่านี่ไม่ใช่การร่วมมือกันระหว่างสองนายตำรวจมากฝีมือ หากเป็นคู่เกาเหลาที่ชิงดีชิงเด่นกันในหน้าที่การงาน ไม่กินเส้นกัน แถมยังพยายามจับพิรุธในการทำงานของฝ่ายตรงข้ามอีกต่างหาก

ความสนุกของ The Beast คือการวางพล็อตให้ผู้กองฮันซู เป็นตัวละครสีเทา แค่ฉากเปิดเรื่องในการนำผู้ต้องสงสัยไปทรมานและทิ้งไว้ที่นอกเมืองก็พอจะทำให้คนดูพอคาดเดาได้เลยว่า ตัวละครนี้ไม่ได้เป็นตำรวจที่ทำงานแบบมือสะอาดสักเท่าไหร่ มิหนำซ้ำเขายังเคยพัวพันกับบรรดาอาชญากรที่ถูกไหว้วานให้เป็นสายสืบในดงโจร อย่างเช่นชุนเบ (จอนเฮจิน) อดีตอาชญากรหญิงที่อยู่ในแก๊งค้ายาและดันซวยติดคุกอยู่นานกว่า 3 ปี เมื่อเธอพ้นโทษออกมา เธอเลยวางแผนก่ออาชญากรรมด้วยการไปฆาตกรรมเจ้านายเก่า และทำให้ผู้กองฮันซูกลายเป็นพยานแบบไม่ทันตั้งตัว

พล็อตหลักของหนังคือการสืบคดีฆาตกรรมโหดที่พาคนดูไปสำรวจความฟอนเฟะในแวดวงการทำงานของตำรวจ พลางสะท้อนปัญหายาเสพย์ติดอันเป็นปัญหาระดับภูมิภาค ปัญหาสังคมในเชิงความล้มเหลวของครอบครัว ซึ่งก็เป็นความสนุกที่เปิดโอกาสให้คนดูได้คาดเดาไปต่างๆนานาว่าใครคือฆาตกรตัวจริง ส่วนพล็อตรองของเรื่องคือการพยายามกลบเกลื่อนหลักฐานในคดีที่เขาไปเกี่ยวพันกับชุนเบ และอาจจะส่งผลให้เขามีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับฆาตกร และอาจจะหลุดจากตำแหน่งในการเป็นหัวหน้าแผนกคนต่อไปให้กับผู้กองมินแต

ระหว่างที่หนังดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะได้เริ่มเห็นความซวยที่ถาโถมเข้าหาตัวเอกอย่างผู้กองฮันซูในแบบที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอี ซองมินก็ถ่ายทอดความวิตกจริตของเขาออกมาได้ดีมากราวกับคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีกต่อไป เขากลายเป็นคนที่ขาอีกข้างอยู่ในตาราง และสภาพจิตใจอยู่ในโรงพยาบาลคนวิกลจริตไปแล้วเรียบร้อย

อันที่จริงชื่อหนังอย่าง The Beast อันแปลว่า “อสูรร้าย” อาจจะไม่ได้หมายถึงฆาตกรต่อเนื่อง แต่ความเป็นจริงอาจจะหมายถึงตัวละครเอกทั้งสองคนทั้งผู้กองฮันซูและผู้กองมินเตที่ต่างฝ่ายต่างก็ “เลือดเย็น” ใส่กันราวกับพวกเขาไม่ใช่มนุษย์!

Cr.www.sanook.com

รีวิว In The Tall Grass เดินหลงในพงหญ้า

สตรีมมิ่ง Netflix น่าจะเป็นสตูดิโอหนึ่งที่ขยันหยิบเอานวนิยายสยองขวัญของ “สตีเฟ่น คิง” เอามาดัดแปลงขึ้นจอใหญ่บ่อยที่สุดเจ้าหนึ่ง แถมปีนี้หนังที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของคิง ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ก็อัดแน่นมาตั้งแต่ต้นปีไม่ว่าจะเป็น Pet Sematary, It Chapter Two และ Doctor Sleep (ภาคต่อของ The Shining) ที่กำลังมีโปรแกรมเข้าฉายในเดือนหน้า

 In The Tall Grass

สำหรับ In The Tall Grass นั้นบอกเล่าเรื่องราวของเบคกี้ (เลย์สลา เดอ โอลิเวียร่า) สาวท้องแก่ที่เดินทางมากับพี่ชายของตัวเองอย่างคาล (เอเวอรี่ ไวแอต) จนกระทั่งเมื่อทั้งสองผ่านถนนที่ริมทางเต็มไปด้วยหญ้าสูงท่วมศีรษะและดูกว้างสุดลูกหูลูกตา ส่วนถนนฝั่งตรงข้ามเป็นโบสถ์ร้าง อันเป็นสิ่งปลูกสร้างเดียวในบริเวณนั้น จู่ๆเบคกี้ก็ได้ยินเสียงเรียกขอความช่วยเหลือชองเด็กชายคนหนึ่งจากในพงหญ้า

แม้ว่าตอนแรกทั้งสองจะลังเล แต่สุดท้ายคาลก็จำใจเดินเข้าไปในพงหญ้าและเบคกี้ก็เดินตามเข้าไป ไม่นานนักทั้งสองก็เกิดพลัดหลงกัน แม้ว่าจะตะโกนเรียกกันเท่าไหร่พวกเขาก็หากันไม่เจอสักที ทั้งสองเริ่มสงสัยว่าพงหญ้าแห่งนี้เป็นเขาวงกตที่ไร้ทางออก คาลจึงออกความคิดเพื่อดูว่าที่จริงแล้วทั้งสองอยู่ห่างกันแค่ไหน เขาจึงส่งสัญญาณให้กระโดดขึ้นพร้อมๆกัน ในครั้งแรกพวกเขาอยู่ใกล้กันเพียงแค่ไม่กี่ก้าว แต่เมื่อการกระโดดครั้งที่สองเริ่มขึ้น คาลก็ต้องใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเขาพบว่าเบคกี้อยู่ห่างออกไปนับร้อยเมตรเพียงภายในไม่กี่วินาที พวกเขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้มีอะไรที่ไม่ปกติอย่างรุนแรง

เมื่อตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้า สองพี่น้องค้นพบว่าก่อนหน้านี้มีอีกครอบครัวเดินหลงเข้ามาในพงหญ้าแห่งนี้เช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วยโทบิ้น(วิลล์ บูเอ้ จูเนียร์) ลูกชาย รอส (แพทริก วิลสัน) ผู้เป็นพ่อ และนาตาเลีย (เรเชล วิลสัน) แม่ รวมไปถึงสุนัขอีกหนึ่งตัว ตกดึกเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของใครสักคน เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่

In The Tall Grass เป็นหนังที่เล่นกับเรื่องของมิติเวลาโดยอาศัยโลเคชั่นเพียงไม่กี่จุดในการขับเคลื่อนเรื่องราว สถานการณ์ที่พลิกผัน ปมปริศนาลึกลับซึ่งคนดูต้องพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครกันแน่ อีกทั้งยังสร้างความกดดันให้กับตัวละครและส่งต่อมายังผู้ชมว่าทำไมจู่ๆตัวละครในเรื่องจึงมีพฤติกรรมที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เราคาดไม่ถึง นอกเหนือไปจากนี้ประเด็นที่สตีเฟ่น คิงมักจะแทรกสอดในเรื่องราวของเขาเองอยู่เสมอ และปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้คือความเชื่อในเรื่องพระเจ้าและสิ่งลี้ลับ ว่าสิ่งใดกันที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากกว่ากัน

Cr.www.sanook.com

รีวิว ขุนแผน ฟ้าฟื้น ความพยายามเปิดจักรวาลวรรณคดีไทย

ขุนแผน ฟ้าฟื้น อันเป็นผลงานการกำกับของก้องเกียรติ โขมศิริ เป็นความพยายามล่าสุดในการหยิบเอาตัวละครในวรรณคดีไทยเรื่องดังอย่าง “ขุนช้าง ขุนแผน” เอามาบอกเล่าใหม่ ปรับแต่งให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

ขุนแผน ฟ้าฟื้น

โครงเรื่องคร่าวๆของ “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” เลือกเล่าช่วงเวลาที่แก้ว (มาริโอ้ เมาเร่อ) หนุ่มพเนจรที่ประกอบสัมมาชีพ เป็นพวกมิจฉาชีพลักเล็กขโมยน้อย โดยเขาและเพื่อนสนิทอย่างเพชรได้ออกรอนแรมไปเรื่อยจนกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองอยุธยา เมืองหลวงแห่งความศิวิไลซ์ การเดินทางมายังเมืองนี้ทำให้ความทรงจำของแก้วเริ่มกลับคืนมาตั้งแต่ที่เขาได้พบกับ ช้าง (ฟิลลิปส์ ณัทธนพล ทินโรจน์) และ พิม (ยงวรี งามเกษม) เพื่อนเก่าสมัยเด็ก ที่ร้านเหล้าซึ่ง ช้างได้แสดงวงดนตรีสดที่นั่น

ไม่นานนักแก้วได้มีโอกาสพบกับ อาจารย์เดช (ศุภกร กิจสุวรรณ) จอมอาคมที่เห็นแววในตัวแก้ว และอยากจะถ่ายทอดวิชาให้กับเขา ในเวลาเดียวกันแก้วเองได้ตัดสินใจลงสมัครเป็นทหารอาสาเพื่อปกป้องอารักขาในงานฉลองพระนครที่จะมีแขกจากต่างเมืองเข้ามาเยือน ระหว่างที่ฝึกฝนทหารนั้นเอง ความสัมพันธ์ของแก้ว ช้าง และพิม ก็เดินทางมาสู่จุดพลิกผัน เมื่อครั้งเก่าก่อน แก้วกับพิมเหมือนเคยมีสัญญารักต่อกัน แต่หลังจากที่แก้วหายตัวไป พิมถูกหมั้นหมายกับช้างในเวลาต่อมา ถ่านไฟเก่ากำลังลุกโชน ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังมีภัย

ลักษณะของ ขุนแผน ฟ้าฟื้น คือหนังแนว Postmodern ที่หยิบยืมเอาวรรณกรรมในอดีต นำมานำเสนอใหม่ภายใต้บริบทและวิธีการคิดแบบใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่ดูมีความเป็นคนที่มีความคิดหัวสมัยใหม่ แต่บริบทและฉากหลังเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ทรงผม แฟชั่น หรือวิถีชีวิตของพวกเขา ล้วนแล้วแต่มีความเก๋ เปรี้ยว เป็นฮิปสเตอร์แตกต่างจากหนังไทยย้อนอดีตเรื่องอื่น

วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบสไตล์หนังมิวสิคัลเอามาใส่ไว้ในช่วงต้นเรื่อง (ฉากที่แก้วเดินทางมาถึงพระนคร ด้วยการร้องรำทำเพลงแบบแอนิเมชั่นดิสนีย์) ตัวละครอย่างช้างและพิม มีวงดนตรีที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ระบบคมนาคมขนส่งในเมืองที่มีลักษณะคล้ายกับแท็กซี่และรถประจำทาง สิ่งเหล่านี้ทำให้คนดูเห็นความพยายามใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี

แต่น่าเสียดายที่ความร่วมสมัยในหนัง กับบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างสะเปะสะปะและไม่ค่อยคืบหน้าไปไหน ทำให้ “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” วนเวียนอยู่แต่ความทรงจำของแก้วที่ขาดหายไป คำถามถึงการหายไปของพ่อแก้ว ซึ่งเมื่อเราพิจารณาจิกซอว์ต่างๆหลังจากชมภาพยนตร์ไปสักระยะ ก็บทสรุปของหนังก็แทบไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย อีกทั้งความสัมพันธ์แบบรักสามเส้าของตัวละครเอก ก็ไม่ได้หนักแน่นเข้มข้นจนผู้ชมต้องรู้สึกอยากจะเอาใจช่วยตัวละครไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนังก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะนำเสนอหนัง “ภาคนี้” ให้มีความเคร่งขรึมจริงจัง แต่มาในโทนหยอกล้อ ซึ่งอาจจะเป็นความ “ล้อเล่น” ที่มากเกินไปก็เป็นได้

Cr.www.sanook.com

รีวิว In the Tall Grass หนังที่ผู้สร้างบอกน่ากลัวระดับ Hereditary

เรื่องย่อ ที่บางที่อยู่ดีๆ ก็มีชีวิต ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายเรื่องสั้นของสตีเฟน คิงและโจ ฮิลล์ เป็นเรื่องราวของคู่พี่น้อง เบ็กกี้และคาลที่ได้ยินเสียงร้องของเด็กชายขาดหายไปในทุ่งหญ้าสูง ทั้งสองรุดเข้าไปในทุ่งเพื่อช่วยเขา แต่กลับพบพลังชั่วร้ายที่ทำให้ต้องหลงทิศและพลัดหลงกัน หลังจากตัดขาดจากโลกภายนอกและหนีออกมาจากพลังดึงดูดของทุ่งแห่งนี้ไม่ได้ เบ็กกี้และคาลจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เลวร้ายกว่าการหลงทางคือการที่มีใครสักคนเจอตัว

In the Tall Grass

In the Tall Grass พงหลอนมรณะ เป็น 1 ใน 5 หนังเอ็กซ์คลูซีฟบนเน็ตฟลิกซ์ที่นำมาลงฉลองช่วงเวลาสยองขวัญอย่าง เดือนตุลา-ฮาโลวีน โดยหนังเรื่องนี้นับเป็นหนังเรื่องที่ 2 หลังจาก In the Shadow of the Moon ได้ออกฉายนำไปเป็นเรื่องแรกก่อนแล้ว โดยผลงานเรื่องนี้เป็นการเขียนบทและกำกับโดย วินเซนโซ นาตาลี (Vincenzo Natali) ผู้เคยฝากผลงานไซไฟปริศนาชิ้นเอกอุอย่าง Cube (1997) ไว้เป็นที่โจษจัน โดยความน่าสนใจคือการนำเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของ สตีเฟน คิง (Stephen King) ที่เขียนร่วมกับ โจ ฮิลล์ (Joe Hill) ลูกชายของคิง ซึ่งจะทำให้ปีนี้มีหนังที่ดัดแปลงจากนิยายของคิงเข้าฉายพร้อมกันถึง 4 เรื่องเข้าไปแล้ว คือ Pet Semetary, It: Chapter 2, In the Tall Grass และ Doctor Sleep ที่จะเข้าฉายในเดือนหน้า

แม้ว่าหนังจะไม่มีดารานำที่โด่งดังมาเล่น มีเพียง แพทริก วิลสัน (Patrick Wilson) ที่เคยรับบท เอ็ด สามีนักไล่ผีตระกูลวอร์เรน จากหนังสยองแฟรนไชส์ดัง The Conjuring ที่พอได้คุ้นหน้า และนักแสดงที่เหลือเรียกว่าแทบจะโนเนมเลยสำหรับบ้านเรา แต่สิ่งที่ทำให้หนัง เอาอยู่ มาก ๆ คือการเล่าเรื่องที่ล้อยั่วกับความอยากรู้ในใจคนอย่าง เสียงเรียกในพงหญ้ายาวไกลที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ การค่อย ๆ เผยตัวตนแห่งปริศนาที่คลุมเครือเมื่อพบตัวละครใหม่ในพงหญ้าที่มาพร้อมคำใบ้และคำถามใหม่ ๆ เสมอ และเมื่อเราได้รู้ความคิดความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวแปลกประหลาดของแต่ละคน ความน่ากลัวของสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติที่ค่อย ๆ ปรากฏกายแท้จริง ก็ผสมผสานความน่ากลัวของพฤติกรรมมนุษย์ กลายเป็นความน่าสนใจที่ทั้งหลอน และชวนค้นหาฉากจบไปพร้อมกัน

วิลสัน ได้รับบทบาทที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งโดยส่วนที่ชอบมาก ๆ ของหนังที่พอเล่าได้โดยไม่สปอยล์มาก ก็เช่นการกำหนดเงื่อนไขที่หลอนหัวมากในการเอาตัวรอดจากพงหญ้าสูงนี้ โดยคำใบ้มาจากเด็กชายโทบิ้นตัวละครปริศนาที่วิ่งไปมาในพงหญ้าได้โดยไม่หลงทาง เขากล่าวว่า “มีแต่สิ่งไม่มีชีวิตเท่านั้นที่หญ้าเหล่านี้จะไม่พาเคลื่อนย้ายไปไหน” แล้วหนังก็เผยภาพทางรอดหลังฉากวิ่งวนเวียนในทุ่งวงกตจนเราเหนื่อยล้าแทนตัวละครนำ นั่นคือการนอนตายเป็นศพเท่านั้นเอง นั่นคือจังหวะที่เราขนลุกไปพร้อมตัวละคร และสิ้นหวังกับแสงปลายอุโมงค์ขึ้นมาทันใด นี่ก็เป็นเพียงข้อกำหนดเล็กน้อยที่หนังจากนิยายแนวคิงมักมีให้ป่วนประสาทผู้ชมผู้อ่านเล่นเสมอ และมักทำได้ดีเสมอเช่นกัน

ความน่าสนใจต่อมา นอกจากปริศนาเหนือธรรมชาติซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดหนีออกจากพงหญ้าไปได้อย่างที่บอกไปแล้ว ก็คือฉากหลังของเรื่องที่ทำออกมาได้น่าขนลุกมาก ๆ ไม่เพียงพงหญ้าที่กินเวลาอยู่ทั้งเรื่องเท่านั้น ฉากเด็ดที่ผมโปรดเป็นพิเศษคือโบสถ์ร้างฝั่งตรงข้ามของพงหญ้ามรณะ ที่ตั้งตระหง่านให้ทุกตัวละครเห็นแต่ก็ไปไม่ถึง สิ่งปลูกสร้างโดยรอบที่ไม่มีให้เห็นสักหลัง สร้างความสิ้นหวังร้าวรานให้ตัวละครได้ดี เพราะมันไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตใดจะมาช่วยเหลือพวกเขาจริง ๆ บรรดารถมากมายหลากหลายยี่ห้อที่จอดจนเก่าเขรอะอยู่หน้าโบสถ์ ก็แสดงนัยยะชวนหลอนที่สุดว่านี่ไม่ใช่ตัวละครกลุ่มแรกที่ถูกพงหญ้ากลืนกินหายไป ตอกย้ำความสิ้นหวังลงไปอีกแบบไม่ต้องพูดอะไรมาก

หนังความยาวเพียง 90 นาที แต่ก็สร้างสถานการณ์แปลกประหลาดน่าสนใจได้ตลอดไม่มีท่าทีไวไป หรือเอื่อยไปแต่อย่างใด การดัดแปลงจากนิยายก็บิดและเลือกทางการเล่าใหม่ที่น่าสนใจมากขึ้นสนุกมากขึ้น อย่างการให้ตัวละครแฟนของนางเอกมาตามหา ซึ่งในนิยายไม่มี ก็ทำให้หนังขับเคลื่อนไปได้ไกลกว่านิยายเยอะมาก ทั้งยังได้เล่นความวิปลาสในใจของตัวละครพี่ชายของนางเอกได้อย่างน่าสนใจขึ้นด้วย แถมหนังไม่มีท่าทีต้องระมัดระวังคำพูดจนกลายเป็นหนังเด็ก ประเด็นแรง ๆ ก็พูดได้เล่าได้ ทำให้หนังมีวาระที่ให้คิดตามเยอะพอสมควร เป็นอีกหนังจากนิยายคิงที่สนุกน่าสนใจมาก ๆ ครับ

Cr.www.sanook.com

Papicha ดับฝันเด็กสาวในอัลจีเรีย

เนดจ์มา เป็นสาววัยทีนหน้าหวานในโรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศอัลจีเรีย เธอฝันอยากเป็นนักออกแบบแฟชั่น อยากมีอิสระ อยากใช้ชีวิตของตัวเอง บางคืน เนดจ์ มากับเพื่อนซี้ชื่อ วาซิลล่า ลอบออกจากโรงเรียนเพื่อไปเที่ยวไนต์คลับและไปรับลูกค้า – คือบรรดาหญิงสาวคนอื่นๆ ที่ให้ เนดจ์ มาตัดชุดให้ – ระหว่างทางทั้งสองต้องเจอด่านตรวจที่ตั้งโดยกองกำลังหัวรุนแรงที่คอยตรวจจับผู้คน เธอต้องแกล้งสวมผ้าคลุมหัวเพื่อปิดบังว่าจริงๆ เธอใส่ชุดไปเที่ยว

Papicha

ที่กำแพงโรงเรียน เนดจ์ มากับ วาซิลล่า เห็นโปสเตอร์เรียกร้อง (หรือบังคับ) ให้ผู้หญิงใส่ชุดนิคาบ หรือชุดคลุมทั้งตัวเปิดแค่ลูกตาแบบอิสลามสายเคร่งครัด นั่นทำให้เพื่อนสาวทั้งสองเดาได้ว่าอนาคตของพวกเธอคงไม่ได้ง่ายอย่างที่หวังไว้

Papicha เป็นหนังสัญชาติอัลจีเรีย ออกฉายรอบปฐมทัศน์ไปที่เทศกาลเมืองคานส์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา และตอนนี้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศอัลจีเรียส่งชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังนานาชาติ เรื่องราวของ เนดจ์มา และ วาซิลล่า (แสดงโดยดาราอัลจีเรีย-ฝรั่งเศส ลีนา คูดรี่ และ ชีรีน บูเทลย่า) เป็นเรื่องของการแสวงหาเสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเองของเด็กสาวในสังคมที่ฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายหัวรุนแรงพยายามครอบงำทั้งร่างกายและความคิดของประชาชน โดยเฉพาะเพศหญิง นี่เป็นทั้งหนังวัยรุ่นและหนังเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ อีกทั้งยังเป็นหนังที่ทำให้เราเห็นสภาพบ้านเมืองและความวุ่นวายของอัลจีเรียในยุคปลายทศวรรษที่ 1990 ที่สงครามกลางเมืองยังคุกรุ่นและการแย่งอำนาจของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายหัวรุนแรง กลายเป็นพลังมืดที่กำหนดชะตาชีวิตประชาชนแทบทุกคน

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่หนังจากอัลจีเรียเข้าโรงฉายในประเทศไทย หนังเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีทั้งผู้กำกับ มูเนีย เมดดูร์ และดารานำสองคน คือ ลีน่า คูดรี้ กับ ชีรีน บูเทลย่า มาร่วมงานและตอบคำถามผู้ชมในโรงด้วย จะดู Papicha ให้สนุกและเข้าใจ เราอาจจะต้องมองบริบทประเทศอัลจีเรียให้ออกสักเล็กน้อย ประเทศเล็กๆ ทางตอนเหนือของแอฟริกานี้อยู่ติดกับโมรอกโก เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมานานกว่าร้อยปี เผชิญหน้ากับสงครามต่อเนื่อง ทั้งสงครามปลดแอกจากเจ้าอาณานิคม (มีหนังดังเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ชื่อ Battler of Algiers) และสงครามกลางเมืองที่ต่อเนื่องถึงแม้ประเทศจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบการเลือกตั้ง เทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบแอฟริกาเหนือ อัลจีเรียตกระกำลำบากมากกว่า นักท่องเที่ยวก็แทบไม่มี แถมยังต้องฟาดฟันกับศึกนอกและศึกในมากกว่า และยังคงประสบความวุ่นวายอยู่จนทุกวันนี้

หนังวางเรื่องในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ขณะที่สงครามกลางเมืองยังไม่จบ และฝ่ายอิสลามหัวรุนแรง (ผู้กำกับเน้นเลยในการตอบคำถาม ว่าไม่ใช่อิสลามทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ แต่เป็นเพียงส่วนน้อย) พยายามบังคับกฎเกณฑ์ทางสังคมในการแต่งตัวและประพฤติตัวของผู้หญิง ถึงขั้นลงมือสังหารผู้หญิงที่มีปากมีเสียงหรือพยายามงัดข้อกับสายอนุรักษนิยม ส่วนการตั้งด่านตามถนน เป็นเรื่องปกติ จะเป็นด่านของทางการ หรือด่านของกองกำลัง ประชาชนทุกคนก็ต้องหยุดรถและยอมให้ตรวจโดยไม่มีข้อแม้

สิ่งที่หนังจะบอกคือ การเป็นผู้หญิงในสังคมแบบนี้ ยิ่งเป็นวิบากกรรมมากขึ้นอีกหลายเท่า การจัดการสังคม มักหมายถึงการจัดการผู้หญิง การสร้างความเรียบร้อย มักหมายถึงการบังคับพฤติกรรมและความคิดของผู้หญิง เนื้อหนังมังสาของเธอกลายเป็นสนามปะทะของความคิดหัวใหม่และหัวเก่า เสื้อผ้าที่เธอเลือกใส่บ่งบอกว่าเธออยากให้สังคมเป็นแบบไหนและความคิดของเธอถูกยอมรับได้หรือไม่โดยผู้มีอำนาจ หนังอาจจะดูทื่อๆ ตรงๆ ไปนิดในการผลักประเด็นเสรีนิยมเหล่านี้ แต่ด้วยการแสดงของดารานำ โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นเป็น เนดจ์มา (ลีน่า คูดรี้ จะเล่นหนัง เวส แอนเดอร์สัน เรื่องหน้าด้วยชื่อ The French Dispatch เธออายุ 27 แล้วแต่หน้าเด็กมากๆ) ทำให้หนังน่าดู น่าเชื่อ และทำให้เราเห็นสภาพความอึดอัดของเด็กสาวในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง ก่อนที่หนังจะปล่อยระเบิดลูกใหญ่ใส่คนดูอย่างไม่ได้ตั้งตัว อันนี้ต้องไปดูเองเพราะจะสปอยล์มากๆ ถ้าเล่าละเอียดกว่านี้

หนังจากแถบโมรอกโก อัลจีเรีย ตูนิเซีย มีอิทธิพลของหนังฝรั่งเศสอยู่มาก ด้วยเหตุที่เป็นเมืองขึ้นเก่าและเป็นประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศส Papicha ก็เช่นกัน ถึงหนังจะถ่ายในอัลจีเรีย และทีมงานหลักเป็นอัลจีเรีย แต่ก็เป็นอัลจีเรียที่พลัดถิ่นไปอยู่ฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ ทั้งผู้กำกับและดารา สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ หนังพูดภาษาสแลงพื้นถิ่นที่เรียกกันว่า Algerois คือการผสมคำฝรั่งเศสกับอาหรับ ขึ้นต้นประโยคด้วยฝรั่งเศสม้วนมาจบที่อาหรับ อันเป็นเอกลักษณ์ของคนอัลจีเรีย ทำให้บทพูดในหนังมีรสชาติเข้มข้น หนักหน่วง และสะท้อนภาพวัฒนธรรมที่ปะทะสังสรรค์กันอย่างพลุ่งพล่าน

Cr.www.sanook.com

รีวิว Godzilla: King of the Monsters

นับว่าเป็นภาพยนตร์แอคชั่นผจญภัยแฟนตาซีภาคต่อที่มีแฟนๆ รอติดตามชมไม่น้อยเลย สำหรับ Godzilla: King of the Monsters ที่แม้ว่าในภาคสองนี้จะห่างจากภาคแรกนานถึง 5 ปีแล้วก็ตาม โดยในภาคนี้ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น ไมเคิล โดเกอร์ตี (Michael Dougherty) และยังได้ทีมนักแสดงจากภาคเดิมมาสานต่อความสนุกสุดระทึก ไม่ว่าจะเป็น เคน วาตานาเบ (Ken Watanabe), แซลลี ฮอว์กินส์ (Sally Hawkins) ร่วมด้วยนักแสดงมากฝีมือเสริมทัพ มิลลี บ็อบบี บราวน์ (Millie Bobb Brown), วีรา ฟาร์มิกา (Vera Farmiga), ไคลย์ แชนเลอร์ (Kyle Chandler) และ จางซิยี่

รีวิว Godzilla: King of the Monsters

Godzilla: King of the Monsters ว่าเรื่องราวความพยายามของ โมนาร์ก สถาบันวิจัยสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่ไม่สามารถระบุได้ เมื่อเหล่าสมาชิกในองค์กรต้องพบกับการต่อสู้กันระหว่างเหล่ามอนสเตอร์ยักษ์ ก็อดซิลลา ปะทะกับ มอธรา, โรแดน และคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง คิงกิโดรา เหล่าสัตว์ประหลาดโบราณไม่เป็นเพียงแค่ตำนาน พวกมันฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จึงต้องต่อสู้กันเพื่อความเป็นสุดยอด สะเทือนถึงการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเต็มที

บอกเลยว่าแค่เปิดฉากแรกมาก็ทำเอาผู้ชมคนดูอย่างเราใจเต้นระทึก เพราะอยากเห็นโฉมหน้าของคิงมอนสเตอร์ ก็อดซิลลา เต็มที อยากรู้ว่าเจ้าตัวจะมีวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปจากภาคที่แล้วมากแค่ไหน ซึ่งในช่วงแรกหนังได้ปูเรื่องราวมาพอให้ได้รู้อย่างคร่าวๆ ว่าโลกในตอนนี้อยู่ในสถานการณ์แบบไหน จะว่าไปแล้วปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหล่าสัตว์ประหลาดพวกนี้ออกมาเพ่นพ่านก็ดูเหมือนจะเกิดจากไอเดียที่ไม่ค่อยเข้าท่าของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งเป็นผู้ปลดปล่อยมอนสเตอร์และจุดฉนวนสงครามของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ จนพระเอกอย่าง ก็อดซิลลา ต้องมาออกโรงต่อสู้เพื่อปกป้องโลกอีกครั้ง

แน่นอนว่าแม้เราจะรู้สึกขัดอกขัดใจกับการกระทำของเหล่ามนุษย์ผู้กระจ้อยร่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าไม่เพราะความขี้เผือกอยากเห็นโลกยุคใหม่ (ที่ต้องทำลายปัจจุบันไปให้หมด) เราก็คงไม่ได้เห็นการต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อยู่แล้ว ซึ่งในภาคนี้ต้องขอชื่นชมในส่วนของงานบู๊แอคชั่นที่ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่ อลังการไปกับโลกใต้น้ำที่อยู่ของ ก็อดซิลลา เหล่าสัตว์ประหลาดปะทะกันได้อย่างสะใจ เปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่แทบอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้เลย ทั้งยังเพิ่มเรื่องราวความดรามาของมนุษย์ออกมาได้ดีแพ้ภาคแรก เรียกว่าเต็มอิ่มทุกอารมณ์จริงๆ

นอกจากความสนุกสะใจจากการได้รับชม Godzilla: King of the Monsters หนังก็ยังคงสะท้อนให้มุมมองหลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความสมดุลทางธรรมชาติ ท้ายที่สุดแล้วอะไรที่มันเลวร้ายก็จะถูกกำจัดออกไปตามกฎการคัดเลือกของธรรมชาติ ซึ่งในหนังก็ได้เปรียบ ก็อดซิลลา เป็นราชาที่แท้จริง ผู้ซึ่งทำให้ทุกๆ อย่างได้กลับคืนสมดุล แม้ว่ามันออกจะดูเวอร์ไปบ้างแต่ก็พอจะเข้าใจได้เพราะมันก็คือหนังที่สร้างมาเพื่อความบันเทิง

อย่างไรก็ตาม ก่อนปัญหาจะจบลงได้ก็ต้องมีผู้สูญเสีย ซึ่งในภาคนี้ต้องบอกเลยว่าก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะตัวละครหลักที่ทำเอาใจหายไปเหมือนกัน แต่เมื่อทั้งหมดทั้งมวลเดินทางมาสู่จุดจบก็ทำให้ได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้เพื่อโลกของตัวเอง แน่นอนว่าตอนจบคงเดาได้ไม่ยากเพราะทางค่ายก็เตรียมสร้างหนังในจักรวาลมอนสเตอร์มาให้ได้ชมในปีหน้า และปูเรื่องราวไปสู่การปะทะกันของ คอง และ ก็อดซิลลา ในเอนด์เครดิตอีกด้วย

รีวิว รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน หนังโรแมนติกคอมเมดี้มีครบทุกรสชาติ

ถือว่าเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดของไทยที่เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ สำหรับ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน จากผลงานการกำกับภาพยนตร์แบบเต็มตัวเรื่องที่สองของ โจ้ วิรัตน์ เฮงคงดี ซึ่งเคยฝากเรื่องราวความสนุกสะท้อนชีวิตจริงในโลกการทำงานของมนุษย์เงินเดือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ใน ยอดมนุษยเงินเดือน (2012) ล่าสุดนี้เขาก็ยังนำเอาเรื่องราวส่วนหนึ่งจากการทำงานมาถ่ายทอดบนจอเงินอีกครั้ง เพียงแต่อาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับเรื่องแรก ซึ่งในเรื่องนี้ได้นำเสนอความรักเป็นแกนหลัก

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน ว่าด้วยเรื่องราวของการต่อสู้กันระหว่างคนที่เชื่อในความรัก และคนที่ไม่เชื่อในความรัก แทน เป็นคนที่ไม่เชื่อในความรัก เนื่องจากมีประสบการณ์จากการถูกแฟนสาวของเขาทอดทิ้งอย่างเจ็บปวด ทำให้เขาต้องต่อสู้กับ จี๊ด ผู้ที่ตลอดเวลายังเชื่อ และศรัทธา ว่ารักแท้นั้นมีอยู่จริง แทนจึงได้ออกแบบกรมธรรม์ขึ้นมากรมธรรม์หนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคู่รักที่มาซื้อกรมธรรม์นี้ ภายใน 2 ปีไม่เลิกกัน รับเงินประกันคืนไปเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมดอกเบี้ยอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ทันที

แน่นอนว่าดูจากหน้าหนังแล้วคงไม่ยากที่จะเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะหนังก็ยังคงไม่ได้ฉีกแนวไปจากความโรแมนติกคอมเมดี้เหมือนเรื่องอื่นๆ เพียงแต่ได้มีการนำเสนอเรื่องกรมธรรม์ประกันความรักขึ้นมาเป็นกิมมิกให้น่าสนใจ ซึ่งถือทำออกมาได้ค่อนข้างดีแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้อยู่ในหลักความจริงที่จะเป็นไปได้เลยก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขของประกันนี้มีส่วนทำให้หนังน่าสนใจไม่น้อย เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้อยากรู้ต่อไปว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

ในส่วนของความโรแมนติกคอมเมดี้นั้นก็ถือว่าสอบผ่าน หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนทำออกมาถูกจังหวะฮามาก แถมยังมีการพยายามไทอินรายการต่างๆ ของผู้กำกับเข้ามาให้มีสีสัน ซึ่งก็ถือทำออกมาได้ไม่น่าเกลียดแต่ก็ไม่ค่อยเข้ากันอย่างที่คิด เช่น รายการแร็ปเปอร์ที่พยายามเชื่อมโยงให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของนางเอก นอกจากนั้นต้องขอชื่นชมในส่วนของนักแสดงตัวประกอบที่นำเอาคาแรคเตอร์ของแต่ละคนเข้ามาแบบพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อย ไมแย่งซีนจนเกินไป

นอกเหนือไปจากเรื่องราวความสนุกสนานจากการเอาชนะกันแบบพ่อแง่แม่งอนของพระ-นางที่มีกลิ่นไอความเป็นเกาหลีมากๆ แล้ว (แน่นอนว่าหนังสร้างค่ายเกาหลี) ในส่วนของนักแสดงอย่าง ปั้นจั่น ปรมะ และ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ก็ดูเหมือนว่ามีเคมีเข้ากันดีมาก พระเอกก็ถ่ายทอดความเป็นผู้ชายเนิร์ดๆ ออกมาได้ดี ส่วนฝ่ายนางเอกก็น่ารักสดใสดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจไม่น้อย

โดยรวมแล้วพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าหนังสนุกมีครบทุกรส ทั้งฮา เศร้า และซึ้ง ส่วนฉากเลิฟซีนก็มีมาบ้างประปราย แต่ก็อาจจะมีหลายๆ ส่วนที่มันยังดูขัดๆ ไม่สมจริงอยู่ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าต้องการสร้างอรรถรสจากความเป็นภาพยนตร์ให้ดูแล้วสนุก เชื่อว่าหากไม่ได้คิดอะไรมากหรือจริงจังไปกับความไม่สมเหตุสมผลในหลายๆ จุดก็คงทำให้ดูหนังไม่สนุก เอาเป็นว่าใครอยากลองตีตั๋วเข้าไปชมก็ไม่เสียหายอะไร เพราะคุณภาพงานสร้างก็ไม่เสียชื่อเกาหลีอยู่แล้ว

รีวิว Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า

Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า ภาพยนตร์ดรามาเรื่องล่าสุดของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ร่วมผลิตกับ BNK Film และอย่างที่รู้กันหนังได้สมาชิกจากวงไอดอล BNK48 มาแสดงนำ เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ, มิวสิค แพรวา ร่วมด้วย อร พัศชนันท์, แพนด้า จิดาภา แช่มช้อย, นํ้าหนึ่ง มิลิน ดอกเทียน, ปูเป้ จิรดาภา อินทจักร, ฝ้าย สุมิตรา ดวงแก้ว และ ตาหวาน อิสราภา ธวัชภักดี

Where We Belong

Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า ว่าด้วยเรื่องราวของ ซู วัยรุ่นสาวที่ใช้ช่วงเวลาอาทิตย์สุดท้ายสะสางชีวิตส่วนตัวในจังหวัดจันทบุรี ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศจากการสอบชิงทุนที่พ่อเธอไม่เห็นด้วย และได้ เบล เพื่อนสนิทมาช่วยเหลือจัดการภารกิจนี้ให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเคลียร์กับพ่อ ประสานรอยร้าวกับเพื่อนๆ หัดแต่งหน้า ช่วยเพื่อนให้สมหวังในความรัก และบอกความในใจกับคนที่แอบชอบ

เรียกได้ว่า Where We Belong เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยคุณภาพการันตีจากฝีมือของผู้กำกับ ซึ่งหนังก็ยังคงสไตล์ความเป็น คงเดช จาตุรันต์รัศมี มากๆ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ มองแบบผิวเผินอาจจะดูเหมือนหนังบอกเล่าชีวิตวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป แต่หากมองให้ลึกลงไปทุกๆ องค์ประกอบของหนังนั้นล้วนแต่มีความหมาย ลุ่มลึก และแฝงความนัยเต็มไปหมด แน่นอนว่าคงต้องใช้เวลาในการตีความ

หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่ถูกตัวละครในเรื่องถ่ายทอดออกมา บางฉากบางตอนก็ทำเอาคนดูอย่างเราเจ็บจุกไปได้มากเหมือนกัน และบางฉากบางตอนก็ทำให้เรารู้สึกสับสนงงงวยไม่น้อย แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าหนังทำออกมาได้ดีมาก แต่มันคงไม่ได้เหมาะสมหรับทุกคน ยิ่งถ้าใครชอบหนังแบบแมสๆ คงผิดหวังเลยแหละ เพราะหนังเล่าชีวิตจริงๆ ของคน ซึ่งแต่ละตัวละครที่ถ่ายชีวิตคนออกมานั้นทำออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก มากจนน่าตกใจเลยทีเดียว

และที่สำคัญค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับการแสดงของนักแสดงนำอย่าง เจนนิษฐ์ และ มิวสิค มาก ไม่คิดเลยว่าจากไอดอลที่มีภาพจำเฉพาะเรื่องร้องเพลงพอได้มาถ่ายทอดการแสดงบนจอเงินนั้นทำได้ดีกว่าที่คาด สามารถแสดงความเป็นคนออกมาได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจเลยว่าในช่วงชีวิตหนึ่งเราคงมีความรู้สึกไม่ต่างไปจาก ซู เลย ในขณะเดียวกันเหมือนหนังยังพาเราไปสำรวจชีวิตของเราผ่านเรื่องราวของทุกๆ ตัวละครในเรื่องนี้อีกด้วย ถึงแม้ว่าในตัวอย่างเหมือนหนังจะขายความฟินจากการเป็นคู่จิ้น แต่พอได้เข้าไปดูหนังจริงๆ มันคนละเรื่องเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีฉากฟินๆ ให้ชมกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังดูหนังจบแล้ว มันจะทำให้อารมณ์หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะความหม่นหมอง เหงา เศร้า จมดิ่ง แม้จะมีสีสันความสดใสจากตัวละครอื่นๆ ที่มาประกอบ ซึ่งบอกเลยว่าหนังเก็บรายละเอียดความแตกต่างของคนได้ดีมาก แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังไม่สามารถฉุดอารมณ์เทาๆ ออกไปจากช่วงเวลาหลังจากนั้นได้เลย แต่อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ยังไงก็ลองตีตั๋วไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเลย

ป.ล. ได้เห็นตัวอย่างหนังสารคดีของ BNK48 ที่อีกไม่นานนี้จะเข้าฉายด้วยนะ

Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 20 มิถุนายน 2019 เฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือ SF