รีวิว Aladdin ตะเกียงวิเศษกับความต้องการที่ต้องสิ้นสุด

นับเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างมาจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นของดิสนีย์ในปีนี้ สำหรับ Aladdin ที่ในเวอร์ชั่นฉบับคนแสดงนี้ได้ผู้กำกับถนัดงานแอคชั่นสืบสวนสอบสวนอย่าง กาย ริตชี (Guy Ritchie) มาสร้างโลกแห่งจินตนาการครั้งนี้ ซึ่งคะแนนวิจารณ์จากหลายๆ ประเทศที่ได้ดูก่อนบ้านเราก็ออกมาไม่ได้สูงมากอย่างที่หลายๆ คนคาดเดา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวนักแสดงนำเอง ที่นอกจาก วิล สมิธ ( Will Smith) แล้ว พระ-นางก็ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก อย่างไรก็ตามจากการได้สัมผัสเรื่องราวด้วยตัวเองหนังถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว

Aladdin

Aladdin ว่าด้วยเรื่องราวของ อะลาดดิน ชายหนุ่มผู้ยากจนที่ตกหลุมรัก เจ้าหญิงจัสมิน ด้วยความที่อยากมีศักดิ์ศรีและฐานะเท่าเทียมเจ้าหญิง ทำให้เขากึ่งๆ ถูกบังคับและเข้าไปหาตะเกียงวิเศษภายในถ้ำแห่งเวทมนต์ จนได้พบกับยักษ์นามว่า จีนี อยู่ในตะเกียงนั้น จึงได้ขอพรให้ได้สิ่งที่ต้องการ จนกลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นตาและทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หากใครที่เคยได้ดูเวอร์ชั่นที่เป็นแอนิเมชั่นในปี 1992 และเอาเทียบเคียงกับเวอร์ชั่นนี้ก็ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกันอยู่หลายอย่างทีเดียว แต่เป็นความแตกต่างที่ลงตัวไม่ได้ฉีกต้นฉบับไปมากจนรับไม่ได้ ซึ่งหนังได้ใส่วัฒนธรรมร่วมสมัยหลายๆ อย่างลงไป ดูแล้วไม่ค่อยเฉย เช่น การเต้นที่ผสมผสานกันได้ดี การร้องเพลงที่เพราะฟังได้เพลินๆ ในส่วนก็โปรดักชั่นงานสร้างก็อลังการดี คอมตูมก็มีสีสันสวยงามมาก ยกเว้นชุดของนางเอกที่รู้สึกว่า นาโอมิ สก็อตต์ (Naomi Scott) ใส่แล้วไม่ค่อยมีออร่าความเป็นเจ้าหญิงเท่าที่ควร แต่ในส่วนความคิดความอ่านของเจ้าหญิงเวอร์ชั่นนี้ก็ออกจะเฟมินิสต์อยู่ไม่น้อย มีส่วนคล้ายคลึงกับ Frozen อยู่

ส่วนพระเอกอะลาดดินของเรา ซึ่งรับบทโดย เมนา แมสซูด (Mena Massoud) ก็ไม่ได้จัดว่าดึงดูดใจมากนัก เหมาะกับการเป็นโจรผู้ยากจน และค่อนข้างชอบในส่วนของงานแอคชั่นที่เจ้าตัวแสดงดูมือเบาพลิ้วไหวว่องไวดีมาก ฝ่าย จีนี ที่หลายๆ คนแอบขัดใจเรื่องสีฟ้าอันเป็นสีตัวของยักษ์ในตะเกียง พอได้เห็นบนจอใหญ่ก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจอย่างที่คิด เพราะแน่นอนว่าเขาไม่ได้มีตัวสีฟ้าทั้งเรื่องอยู่แล้ว ส่วนมุกตลกและลีลาการเป็นจีนีก็ถือว่าน่ารักและฮาใช้ได้เลย แถมยังมีตัวแย่งซีนอย่างพรมวิเศษ, ลิง อาบู มาสร้างสีสันและช่วยเหลือพระเอกของเราได้เยอะมากๆ

ด้วยความเป็นหนังแฟนตาซีแน่นอนว่ามันก็ยังคงมีหลายๆ จุดที่ไม่ค่อยเมกเซนส์ ก็แอบขัดใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะฉากขี่พรมวิเศษชมเมืองตอนกลางคืน ซึ่งถ้าในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้มีอะไรให้เห็นมากอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ในหนังชาวบ้านยังใช้ตะเกียงหรือไม่ก็ก่อกองไฟให้เห็นความสว่างไสว มันก็ยังไม่ได้ช่วยให้เห็นทัศนียภาพมากนัก แสงจันทร์ยิ่งแล้วใหญ่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่ก็พอจะเข้าใจอารมณ์ความโรแมนติกที่หนังต้องการจะสื่อให้เห็นอยู่

อย่างไรก็ดี มีอีกสิ่งหนึ่งที่หนังสะท้อนออกมาให้เห็นชัดเจนนอกเหนือไปจากการต่อสู้เพื่อพิชิตใจหญิง คือเรื่องเหตุบ้านการเมืองซึ่งดูเข้ายุคเข้าสมัยมาก มิติตัวร้ายอย่าง จาร์ฟาร์ หากมองหลายๆ มุมก็ทำให้เข้าใจได้อยู่ว่าค่อนข้างมีเหตุมีผลในการแย่งชิงอำนาจ แม้เหตุผลนั้นคนส่วนใหญ่อาจจะไม่เห็นด้วย แต่ก็เห็นได้ชัดเจนจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ รวมไปถึงวิสัยทัศน์การปกครองบ้านเมืองที่ยังมีแนวคิดแบบเดิมๆ ไม่ได้มีการนำเสนอตัวละครให้ฉีกต่างไปจากเดิมเลย

ในจุดนี้เองที่ทำให้ค่อนข้างผิดหวังพอสมควร หากมีการแหวกแนวออกไปก็น่าจะมีสีสันกว่านี้ไม่น้อยเลย แต่ก็คงทำให้แฟนๆ ส่วนใหญ่ผิดหวังถ้าเกิดทำแบบนั้นจริงๆ และคงไม่ได้สร้างความสนุกสนานเพลิดอย่างที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตามการแย่งชิงอำนาจของชนชั้นปกครอง ผลร้ายก็มักจะเกิดกับชาวบ้านตาดำๆ นี่แหละที่เดือดร้อน แม้หนังจะไม่ได้ชี้ให้เห็นความทุกข์ยากของชาวเมืองจากการกระทำของ จาฟาร์ มากนักก็ตาม

โดยรวมแล้วหนังก็เล่นกับความต้องการของแต่ละตัวละครได้ดี ทั้งพระเอกที่อยากเป็นเจ้าชายพิชิตใจเจ้าหญิง ส่วนเจ้าหญิงก็อยากมีชีวิตตามใจหวัง ปกครองบ้านเมืองในแบบของตัวเอง ฝ่ายเสนาบดีตัวร้ายก็ต้องการอำนาจมาอยู่ในมือ และตัวจีนียักษ์ในตะเกียงเองก็มีความต้องการเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดหนังก็จบในแบบที่ไม่ยากเกินคาดเดาเรียกว่าแฮปปี้(?)กันทุกฝ่าย

Aladdin 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 23 พฤษภาคม 2019

รีวิว หน่าฮ่าน ไม่ได้เป็นแค่หนังรอมคอมอีสาน

เรียกได้ว่าในเดือนพฤษภาคมนี้มีหนังรอมคอมอีสานให้ดูกันถึง 2 เรื่องด้วยกัน อย่างในต้นเดือนวันแรงงานที่ผ่านมาก็ได้ดู ออนซอนเด ถัดมาไม่กี่สัปดาห์ก็ได้ดู หน่าฮ่าน ที่กำกับโดย ตั๊ก ฉันทนา ทิพย์ประชาชาติ ผู้กำกับสาวรุ่นใหม่มาแรง ที่ดึงเอานักแสดงหน้าใหม่ยกเซ็ตมาถ่ายทอดความเป็นวัยรุ่นอีสานมักม่วนมาลงจอเงินครั้งแรก นำโดย ก๊อส สุดารัตน์ โพธิ์อำพล, แม็คกี้ นฤเบศร์ ฤทธิศร และ แค็ปเปอร์ บุญฤทธิ์ เวียงนนท์

หน่าฮ่าน

หน่าฮ่าน ว่าด้วยเรื่องราวของ ยุพิน เด็กสาวพอกะเทินกับพรรคพวกอย่าง เติ้ลไม้, แคลเซียม, เป๊กกี้ และ หอยกี้ ที่ตระเวนเต้นหน่าฮ่านแถวบ้านมากกว่าเวลาทั้งหมดที่ใช้ในห้องเรียน แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็พบรักกับหนุ่มหล่อ สิงโต ที่แผงขายสร้อยคอหน้าวัด แล้วก็โดนตัดสัมพันธ์ไปแบบไม่ทันตั้งตัว

แผลใจยังไม่ทันหายดี สวรรค์ หมอแคนประจำวงโรงเรียน หน้าหล่อแถมเอวดี ผลการเรียนเด่น ก็เข้ามาสานต่อหัวใจยุพินในทันที ขณะที่ความรักของทั้งคู่กำลังไปได้สวยนั้น ยุพินแอบหนีสวรรค์ไปเต้นหน่าฮ่านไกลถึงต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก และที่นั่นเองที่ทำให้เธอได้เจอกับสิงโตอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนว่ายุพินยังลืมเขาไม่ได้เลย

ต้องบอกกันตามตรงว่าในฐานะที่เป็นคนอีสานและได้ดูหนังอีสานมาหลายต่อหลายเรื่อง หลายครั้งที่ต้องพบกับความผิดหวังที่หนังทำออกมาไม่สนุก จนแอบเข็ดไปบ้างแล้วเหมือนกัน แต่ด้วยอาชีพและความชื่นชอบในการดูหนัง ทำให้ในใจลึกๆ ยังคงแอบหวังว่าจะยังคงมีหนังที่ถ่ายทอดความเป็นอีสานที่มีคุณภาพออกสู่สายตาสาธารณชน แน่นอนว่าอยากให้เทียบเท่าหรือมากกว่า ไทบ้านเดอะซีรีส์ เสียด้วยซ้ำ และเมื่อมาเจอหนัง หน่าฮ่าน ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ

นอกจากโปรดักชั่นงานสร้างที่มีคุณภาพเหมาะสมในยุคปัจจุบันแล้ว แน่นอนว่า หน่าฮ่าน ยังมีการผูกเรื่องราวและความสัมพันธ์ของตัวละครได้ดี นั่นรวมไปถึงการถ่ายทอดความอีสานผ่านกิจกรรรมที่คล้ายกับจะกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งอย่างการเต้นหน่าฮ่านของคนที่ไม่ได้มีเพียงแค่วัยรุ่น (แค่มากกว่าทุกวัยแค่นั้นเอง) ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ สะท้อนความมักม่วนเฮฮาได้เป็นอย่างดีและเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลาย

หากมองยังอย่างผิวเผินและยังไม่ได้ตีตั๋วเข้าไปชม ดูเหมือนว่าหนังจะเป็นการถ่ายทอดความเป็นวัยรุ่นบ้านๆ แบบที่เป็นข่าวเห็นกันทั่วไปในด้านที่ดูไม่ดีนัก หรืออาจจะเปรียบเป็นเรื่องราวของฮอร์โมนวัยว้าวุ่น แต่ลึกๆ แล้วหนังกลับสะท้อนให้เห็นความเป็นตัวตนของคนอีสานได้ดีกว่านั้น ซึ่งหากมองย้อนลงไปในอดีตอีกจะเห็นได้ว่าความสนุกจากหมอลำนี่แหละที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยยากจากการทำอาชีพทำไร่ไถนา ซึ่งทำให้คิดถึงความทรงจำในวัยเยาว์ในบ้านเกิด เมื่อตอนตามพ่อแม่ไปดูหมอลำแล้วเห็นคนหลายๆ แนว ทั้งขี้เมาหาเรื่องตีกันหน้าเวที กลุ่มคนนั่งดูแบบสงบๆ และแน่นอนว่าขาดคนเต้นหน่าฮ่านไม่ได้เลย

และต้องขอชื่นชมและปรบมือให้กับเหล่านักแสดงหน้าใหม่ทุกคนที่ถ่ายทอดบทบาทของตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและสดใหม่ โดยเฉพาะน้องนางเอกใหม่ ก๊อส สุดารัตน์ และสองพระเอก แม็คกี้ นฤเบศร์ และ แค็ปเปอร์ บุญฤทธิ์ ที่นอกจากจะหน้าตาสวยหล่อสมวัย แถมยังมีเสน่ห์ในการแสดงมาก หากอนาคตมีผลงานให้ติดตามต่อเชื่อว่ามีหลายๆ คนไม่พลาดสมัครเป็นเอฟซีแน่

อย่างไรก็ตามมีแอบขัดใจตรงความสัมพันธ์ของตัวละครนิดหน่อย ซึ่งรู้สึกว่ามันขาดตอนไปในบางช่วง ไม่แน่ใจว่าอาจจะถูกตัดออกไปหรือไม่อย่างไร รวมไปถึงฉากที่มีเวทีหมอลำยังมีออกมาให้ตัวละครเต้นได้ไม่จุใจนัก แต่ก็พอเข้าใจว่าหากมีเยอะกว่านี้คงไม่ลงตัวและยืดเยื้อไปกว่านี้

หากให้ระดับความประทับใจของ หน่าฮ่าน ก็คงบอกว่าเทียบเท่าหนังอีสานอีกเรื่องอย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ออกบ้านๆ ขนาดนั้น แต่มันก็มีความเป็นตัวของตัวเอง หนังโฟกัสเฉพาะเรื่องราวของตัวละครเพียงไม่กี่คนให้คนดูจำได้ง่าย และไม่เพียงแค่นำเสนอแต่ความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตที่แตกต่างของแต่ละตัวละครได้อย่างงดงาม สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างที่จะเกิดขึ้นย่อมอยู่ที่การตัดสินใจของตัวเองเท่านั้น ทำให้คิดได้ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้นดีเสมอ”

ป.ล. เพลงประกอบหนังชวนให้ไปเต้นหน่าฮ่านจริงๆ

หน่าฮ่าน 8.5/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 9 พฤษภาคม 2019

รีวิว Maleficent 2 : Mistress of Evil

ภาพยนตร์แอ็คชั่นแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ ที่ใครๆ ก็ต่างรอคอยมานานกว่า 5 ปี หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Maleficent กำเนิดนางฟ้าปีศาจ (2014) ประสบความสำเร็จทั่วโลกเป็นอย่างมาก แถมยังเกิดกระแสแฮชแท็กในไทย #ขุ่นแม่มาลี โดยที่ภาคนี้ได้ผู้กำกับ Joachim Rønning (โยอาคิม รอนนิง) มากำกับ

Maleficent 2 : Mistress of Evil

Maleficent 2 : Mistress of Evil (มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ) เรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อน ระหว่าง มาเลฟิเซนต์ และ ออโรรา เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามครั้งใหม่ จากดินแดนแห่งเวทมนตร์มัวร์ส โดยความยาวของหนังอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 58 นาที กำหนดฉาย 16 ตุลาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์

ภาพยนตร์เล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจาก Maleficent ภาคที่แล้ว เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง มาเลฟิเซนต์ และ เจ้าหญิงออโรร่า หลังจากเหตุการณ์ที่มาเลฟิเซนต์ยกตำแหน่ง ราชินีแห่งเมืองมัวร์สและแล้ววันหนึ่ง “ออโร่ร่า” ถูก “เจ้าชายฟิลิป์ป” ขอแต่งงาน แต่ก็ไม่เป็นดั่งที่หวัง เมื่อการแต่งงานเป็นเพียงแค่การจัดฉาก การต่อสู้กันระหว่างมาเลฟิเซนต์กับราชินีอิงกริตจึงเกิดขึ้น คนหนึ่งหวังครอบครองเมืองมัวร์ส อีกคนต้องการให้เมืองทั้งสองรวมเป็นหนึ่ง โดยฉากต่อสู้นี้ยิ่งใหญ่ตระการตา​ ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดไม่แพ้กับภาคแรกเลย

ส่วนในเรื่องของ CG และ คอสตูม บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังจากภาคที่แล้วแน่ๆ เพราะภาคนี้เขาจัดมาให้เต็มทั้งเอฟเฟคและเครื่องแต่งกาย ถ้าใครที่ชื่นชอบภาคแรกอยู่แล้ว ถ้าได้ดูภาคนี้…คุณจะชอบมากยิ่งขึ้น!

รีวิว สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

นับว่า สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในปีนี้ของผู้กำกับ พชร์ อานนท์ หลังจากปลายปีที่แล้วส่ง หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (2018) ที่คาดว่าจะเป็นการปิดฉากแฟรนไชน์ภาพยนตร์ ซึ่งได้กระแสตอบรับจากแฟนหนังขาประจำค่อนข้างดีทีเดียว แม้ดีกรีความฮาจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

งานนี้ผู้กำกับร้อยล้านก็ยังไม่หยุดพัก สานต่อโปรเจกต์สร้างความฮากับ สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ตามมาติดๆ โดยคราวนี้ได้ดาวตลกฮาลำดับต้นๆ ของวงการจากทีมบริษัทฮาไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น น้าค่อม ชวนชื่น, ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม, โรเบิร์ต สายควัน รวมไปนางเอกสาว พิ้งกี้ สาวิกา สองหนุ่มหล่อหน้าใส นิก คุณาธิป และ ยอร์ช ยงศิลป์

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มาเป็นตัวละครหลักและช่วยสร้างสีสันใหม่ๆ จากตัวอย่างแรกก็พอจะทราบแนวทางการดำเนินเรื่องว่าจะไปในทิศทางใดบ้าง จะออกมาฮาถูกใจแฟนๆ แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลไป

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ว่าด้วยเรื่องราวของค่ายมวย ส.วาเลนไทน์ หัวใจดวงน้อย ที่กำลังจะปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีนักมวยขึ้นชก ภารกิจการตามหานักมวยคนใหม่จึงเริ่มขึ้น สงกรานต์ ลูกชายผู้มีวีรกรรมโชกโชนต้องการจะพิสูจน์ตัวให้พ่อได้เห็น เขาจึงพยายามปรับตัวให้ดีขึ้นและอาสาขึ้นชกมวยในครั้งนี้

ต้องยอมรับว่าหลายๆ คนน่าจะเกิดอาการเดียวกันหลังจากได้เห็นตัวอย่างหนังที่ถูกปล่อยออกมาให้ชมกันก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งเล็กๆ ในใจก็ได้แต่หวังว่า สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ จะทำให้เกิดความหวังในการสร้างเสียงหัวเราะได้สำเร็จ หลังจากผลงานส่วนใหญ่ที่ผ่านๆ มาของผู้กำกับค่อนข้างจะฝืดและฝืนพอสมควร

เมื่อได้รับชมเรื่องราวต่างใน สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อนอกเหนือจะไปจากความตลกที่ได้จากทีมบริษัทฮาไม่จำกัดแล้ว หนังสอดแทรกเรื่องราวความพยายาม ความตั้งใจ และการพิสูจน์ตัวตนผ่านตัวละครหลายๆ ตัวที่ไม่แน่ใจว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มันทำให้เราเห็นมุมดีๆ อีกมุมหนึ่งก็ว่าได้

ในส่วนของเรื่องราวความฮานั้นถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางฝืดเสียส่วนมาก ซึ่งเสียงหัวเราะที่ได้ส่วนใหญ่มาจากบทบาทของ น้าค่อม ชวนชื่น และ โรเบิร์ต สายควัน แค่เปล่งออกมาเพียงไม่กี่ประโยคก็ได้ใจไปแล้ว ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็นับว่ามาช่วยสร้างสีสัน บางครั้งยังคิดเลยว่าไม่มีก็ได้ โดยเฉพาะบทบาทของสองหนุ่มหน้าหล่อ นิก และ ยอร์ช ดูช่างไร้มิติ เหมือนมาเพียงแค่เรียกกระแสจากสาวๆ เท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่รับไม่ได้เกี่ยวกับมุกตลกในหนังก็คือ การเล่นมุกที่เกี่ยวกับอาหาร เล่นกับของกิน ที่ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่ามันสกปรกมากจริงๆ หากหลีกเลี่ยงการนำมุกเหล่านี้มาเล่นมันน่าจะทำให้หนังดูทันสมัย และน่าสนใจขึ้นไม่น้อยเลย เอาเป็นว่าท้ายที่สุดแล้วหนังจะสนุกหรือไม่สนุกนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการมาดูหนัง หากต้องการความตลกและเพลิดเพลินก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดี แต่ไม่ถึงขั้นดีมาก

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ 5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Gintama 2 กินทามะ ซามูไรเพี้ยนสารพัด แหกกฎชิมิก่อนไม่รอแล้วนะ

ในที่สุดแฟนมังงะทั้งหลายก็จะได้พบกับภาคต่อของภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นที่เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรากันแล้ว สำหรับ Gintama 2 หรือที่ใช้ชื่อไทยว่า กินทามะ ซามูไรเพี้ยนสารพัด แหกกฎชิมิก่อนไม่รอแล้วนะ ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากมังงะสุดฮิตของญี่ปุ่นที่ครองอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศมาหลายสัปดาห์ในปีที่แล้ว

Gintama 2

โดยในภาคนี้หนังก็ยังคงได้ ยูอิจิ ฟุคุดะ ผู้กำกับและเขียนบทคนเดิมจากภาคที่แล้วมานั่งแท่นถ่ายทอดเรื่องราวสุดป่วน รวมทั้งได้ทีมนักแสดงชุดเดิมจากภาคแรกที่ตบเท้าเข้าร่วมถ่ายทอดความฮากันอย่างพร้อมหน้า

Gintama 2 กินทามะ ซามูไรเพี้ยนสารพัด แหกกฎชิมิก่อนไม่รอแล้วนะ ว่าด้วยเรื่องราวของ 3 นักรับจ้างสารพัดนำโดยอดีตซามูไร ซากาตะ กินโทกิ, คางุระ และ ชิมูระ ชินปาจิ กำลังร้อนเงินอย่างหนักเพื่อจะจ่ายค่าเช่าบ้าน พวกเขาจึงหางานพาร์ทไทม์ทำและได้เจอกับ ท่านโชกุน ซึ่งพฤติกรรมสุดเพี้ยนของทั้งท่านโชกุนและนักรับจ้างทั้ง 3 ก็นำไปสู่เหตุการณ์แสนวุ่นวายตามมา

ขณะเดียวกันนักรับจ้างทั้ง 3 ต้องไปพัวพันการแตกหักของหน่วยชินเซ็นกุมิเมื่อ ฮิจิคาตะ โทชิโร ไหว้วานทั้ง 3 ให้ไปต่อกรกับ อิโต คาโมะทาโร ผู้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาของหน่วย โดยจุดมุ่งหมายแท้จริงของอิโตคือการขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยชินเซ็นกุมิแทน คอนโด อิซาโอะ และร่วมมือกับคู่ปรับเก่าของกินโทกิอย่าง ทากาสุงิ เพื่อล้มล้างโชกุน จนกลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่สุดมันเคล้าเสียงฮาจนกรามค้าง

นับตั้งแต่ครั้งที่ได้ลิ้มรสความฮาในภาคแรกก็เรียกได้ว่าตั้งความหวังกับภาคสองที่ต้องเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่แพ้กัน ซึ่ง Gintama 2 ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เพราะนอกจากเหตุการณ์อันแสนจะวุ่นวายที่เกิดทั้งจะสร้างความสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะให้กับผู้ชมอย่างเราแล้ว ในเรื่องของงานบู๊แอคชั่นก็ยิ่งทวีความมันส์มากกว่าภาคก่อน

โดยภาคนี้เราจะได้เห็นการลีลาวาดลวดลายการต่อสู้ของเหล่าซามูไรที่ดุเดือดไปพร้อมกับการสร้างเสียงฮาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะพระเอกของเราที่ดูเหมือนจะมีการพัฒนาทักษะความยียวนกวนประสาท ตลกหน้าตายได้แบบไม่มีใครสามารถโค่นเขาลงได้เลย และที่สำคัญยังคงไว้ลายความเป็นฮีโร่สุดฮาไว้อย่างเต็มที่

มากไปกว่านั้นหนังยังได้หยิบยกเอากระแสความฮิตต่างๆ นานามาล้อเลียนกันแทบหยุดขำไม่ได้เลย ให้อารมณ์ประหนึ่งดูหนังของผู้กำกับไทยคนหนึ่งที่ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ (ไม่บอกก็น่าจะรู้ว่าเป็นใคร) มาใส่ให้ตัวละครในเรื่องเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้น แต่ดูเหมือนจะต่างกันที่ ซามูไรเพี้ยนสารพัด จะมีภาษีที่ดีกว่าตรงที่มีขอบเขตและอยู่ในจังหวะที่ดีไม่มีเดดแอร์ไปเสียเฉยๆ

เชื่อว่าใครที่เป็นแฟน Gintama มาตั้งแต่มังงะจนมาถึงภาพยนตร์ที่เป็นไลฟ์แอคชั่นในภาคแรกก็ไม่สมควรพลาดตีตั๋วไปพิสูจน์ความสนุกอีกครั้งกับเรื่องราวในภาคนี้ รับรองว่าแทบหยุดหัวเราะไม่ได้เลยทีเดียว หากกล่าวโดยรวมก็เรียกว่าฮาเพี้ยนเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือบู๊อย่างมันส์ คนชอบหนังคอมเมดี้สไตล์หลุดโลกแบบญี่ปุ่นๆ ห้ามพลาดเลย

รีวิว Polaroid ถ่ายติดตาย ความสยองขวัญที่ยังคงความจำเจ

ถือเป็นภาพยนตร์สยองขวัญเพียงเรื่องเดียวที่เข้าฉายในสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับ Polaroid ถ่ายติดตาย ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ลาร์ส เคลฟเบิร์ก (Lars Klevberg) ที่กำลังจะมีภาพยนตร์รีบูต Child’s Play คลั่งฝังหุ่น เข้าฉายในบ้านเราติดต่อกันในเดือนหน้า โดยในเรื่องนี้ รอย ลี (Roy Lee) โปรดิวเซอร์จาก It (2017), The Ring (2002) มาอำนวยการสร้างให้ พร้อมด้วยทีมนักแสดง แคทรีน เพรสคอตต์ (Kathryn Prescott), ฮาเวียร์ โบเทต (Javier Botet) มาแสดงนำ

Polaroid

Polaroid ถ่ายติดตาย ว่าด้วยเรื่องราวของ เบิร์ด ฟิทเชอร์ ได้พบกับกล้องโพลารอยด์ตัวหนึ่งในร้านขายของเก่า แต่แล้วเธอกลับพบว่าผู้ที่ถูกถ่ายด้วยกล้องตัวนี้ล้วนแต่จะต้องตายอย่างน่าสยดสยอง เธอและเพื่อนๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์นี้ก่อนที่พวกเธอทุกคนจะถูกมันฆ่า

เรียกได้ว่าความสยองขวัญสุดสะพรึงจาก Polaroid นั้นถือว่าสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึกจิกเบาะได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าหนังจะยังคงเป็นไปตามสูตรหนังสยองขวัญทั่วไปออกจะจำเจเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือความตุ้งแช่ที่ทำออกมาถี่มาก บ้าคลั่งสุดๆ ประเดี๋ยวโดด ประเดี๋ยวตะครุบ ทำเอาหัวใจจะวาย ถึงเราจะจับทางถูกว่าเจ้าผีจากกล้องโบราณนี้จะออกมาตอนไหน แต่เชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ คนคงอดตกใจแทบตัวโยนไม่ได้เลย ถึงจะเป็นคอหนังผีก็เถอะ

นอกเหนือไปจากความสยองขวัญที่น่าจะถูกใจคอหนัง (บางส่วน) แล้ว หนังยังนำเสนอประเด็นใหญ่เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัวออกมาได้อย่างสะเทือนใจ แม้ว่าหนังจะเสนอเรื่องนี้ออกมาซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับทำให้เราแทบจะลืมความน่ากลัวของผีกล้องฟิล์มไปเลย

โดยรวมแล้วแม้หนังจะไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ ตัวละครก็ยังมีพฤติกรรมแบบไม่ค่อยเข้าท่า และขาดมิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังแนวนี้มากนัก แต่หากใครที่อยากพิสูจน์ความสะพรึงในครั้งนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะรสนิยมดูหนังของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างน้อยๆ หนังก็กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีทีเดียว

รีวิว Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์

ถือเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่มาแรงสุดๆ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ สำหรับ Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ Stephen Chbosky ที่ทำเอาแฟนหนังต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจสุด นอกจากจะได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง Julia Roberts และ Owen Wilson มาแสดงนำแล้ว ยังได้หนุ่มน้อย Jacob Tremblay จากหนังดราม่าเรียกน้ำตา Room (2015) มาแสดงฝีมือจนกวาดคะแนนวิจารณ์มามากมาย

Wonder

Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ ว่าด้วยเรื่องราวของ ออกกี พูลล์แมน เด็กชายอายุ 10 ขวบ ที่ชื่นชอบสตาร์วอร์ส ชอบกินไอศกรีม ติดเกม มีครอบครัวที่อบอุ่น และแม่ที่รักเขาที่สุดในโลก แต่ออกกีป่วยด้วยโรคผิดปกติทางใบหน้าและปากแหว่งเพดานโหว่ตั้งแต่แรกเกิด ออกกีเข้ารับการผ่าตัดใบหน้ามาแล้วกว่า 27 ครั้ง

คนแปลกหน้ามักเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นหน้าเขา หลายคนมองว่าออกกีมีหน้าตาที่น่าเกลียดจนไม่อยากเข้าใกล้ แต่คนใกล้ตัวและออกกีกลับไม่คิดแบบนั้น เขาเป็นแค่เด็กชายตัวน้อยที่อยากกินไอศกรีมโดยที่เด็กคนอื่นๆ เห็นว่าเขากินจริงๆ เขาอยากแต่งชุดซูเปอร์ฮีโร่โดยไม่ต้องคอยสวมหน้ากากปิดใบหน้า เขาอยากไปโรงเรียนและเล่นกับเด็กทั่วไปอย่างปกติสุข

ต้องขอออกตัวก่อนว่าก่อนจะมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ส่วนตัวค่อนข้างเตรียมตัวตัวมาดี ด้วยการพกทิชชู่มาหลายแผ่น แต่ก็สู้น้ำตาแห่งความรู้สึกอันหลากหลายที่หลั่งออกมาไม่ได้ เพราะเปิดฉากแรกมาก็รู้เลยว่าจะต้องมีน้ำตาแน่นอน แล้วก็ไม่ทำให้ให้ผิดหวัง ได้ใช้ทิชชู่กันสมใจ แม้ว่าจะไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่ก็มีน้ำตาซึมออกมาแทบทุกฉากที่หนุ่มน้อยออกกีปรากฏในเรื่อง ซึ่งมีทั้งความเศร้า เสียใจ และสุขใจปนกันไป

ด้วยตัวหนังที่มีการเล่าเรื่องที่เรียกว่าแทบจะไม่ต่างจากหนังดราม่าเรื่องอื่นๆ เพียงแต่ความพิเศษของหนังก็คือ ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของหนัง ที่ทำให้เราเกิดความประทับใจ เมื่อเป็นการเล่าเรื่องง่ายๆ แต่ก็แฝงไปด้วยพลังบางอย่างที่ถูกถ่ายทอดออกมา อีกทั้งยังมีการเล่าชีวิตของตัวละครได้รอบด้าน และเปิดชีวิตตัวละครทุกตัว ทำให้เราไม่เบื่อ เพราะตัวละครแต่ละครต่างก็มีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างเสน่ห์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้

นอกจากการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตเด็กชายใบหน้าประหลาดแล้ว หนังยังมีประเด็นที่สำคัญหลายอย่างที่ต้องการจะสื่อให้เห็น ทั้งในเรื่องของการศึกษาในโรงเรียน ปัญหาที่แต่ละครอบครัวต้องเผชิญ ซึ่งก็มีแตกต่างกันออกไป นั่นแสดงให้เห็นถึงความธรรมดาของชีวิตมนุษย์ที่ยังต้องเกิดปัญหาอยู่ตลอด มันจึงทำให้ผู้ชมสามารถคล้อยตามได้อย่างง่าย เพราะความสมจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

อีกทั้งหนังยังได้สะท้อนให้เห็นความเป็นธรรมชาติของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่นในเรื่องของการละเลยลูกบางคนเพื่อเอาใจใส่อีกเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าต้องการพ่อแม่มากกว่า นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก และในเรื่องของสังคมในโรงเรียนที่มีทุกคนจะเห็นได้ว่าคงเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาบ้างแล้ว ฉะนั้นมันจึงทำให้เรารู้สึกอินที่แม้ว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจกันแบบเด็กๆ แต่ก็มีเจ็บปวดได้ไม่แพ้กัน อีกทั้งด้วยความประทับภาพรวมของหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ ขอยกให้ Wonder เป็นหนังฟีลกู๊ดแห่งปี

Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ 9.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

รีวิว Anna สวยสะบัดสังหาร หนังแอคชั่นพลังหญิงของ ลุค เบซ

หลังจากสร้างภาพยนตร์แอคชั่นพลังหญิงที่ทำเอาแฟนๆ ชื่นชอบสุดๆ ใน Lucy (2014) ผู้กำกับ ลุค เบซง (Luc Besson) ก็กลับมาปั้นเรื่องราวของสาวสวยอีกครั้งใน Anna สวยสะบัดสังหาร แต่คราวนี้มาในธีมของสายลับสาวในยุค 80 โดยได้นางแบบสาว ซาชา ลุสส์ (Sasha Luss) ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วใน Valerian and the City of a Thousand Planets (2017) มาขึ้นแท่นเป็นนางเอกนักบู๊คนล่าสุด

Anna

Anna สวยสะบัดสังหาร ว่าด้วยเรื่องราวของ แอนนา โพเลียโทวา สาวสวยชาวรัสเซีย หลังจากถูกค้นพบโดยแมวมองนางแบบ เธอก้าวขึ้นมาเป็นนางแบบแถวหน้าและเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลก แต่แอนนามีด้านที่ซ่อนไว้มากกว่าที่คนทั่วไปได้เห็น ภายใต้ความงามไร้ที่ติของเธอนั้นคือ การใช้ชีวิตอยู่ในโลกของโคตรนักฆ่าสุดอันตรายที่ก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียวมันหมายถึงชีวิต

แน่นอนว่า Anna ก็ยังคงตามสูตรหนังสายลับที่มีทั้งเรื่องของงานแอคชั่นอันเป็นจุดขาย รวมไปถึงการหักเหลี่ยมเฉือนคม ต่างฝ่ายก็ต่างกุมความลับของกันและกัน โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังก็หนีไม่พ้นนางเอกของเรื่อง ซึ่งเธอสามารถถ่ายทอดบทบาทของสายลับสาวที่ใฝ่หาอิสรภาพออกมาได้ดีทีเดียว ในส่วนของงานบู๊แอคชั่นแม้จะดูไม่ค่อยกระฉับกระเฉงแต่ก็ยังคงมีความสวยงาม เฟียสสุดๆ สุดกับเป็นนางแบบ แถมเผยให้เห็นลีลาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรียกว่าฟาดไม่ยั้งเลยทีเดียว

อีกหนึ่งส่วนที่ชอบมากๆ คือมีการหักมุมหลายชั้นทำเอาคนดูอย่างเราคาดไม่ถึง และเคลียร์ปมได้ทุกประเด็น ในส่วนนี้ถือเป็นจุดที่ทำออกมาได้สนุกมากๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางฉากบางตอนหรือบางมุกอาจจะติดเชยๆ ไปบ้าง นอกจากนั้นหนังยังได้นักแสดงเบอร์ใหญ่มามีส่วนช่วยให้หนังมีสีสันและมีส่วนสำคัญมาก ทั้งรุ่นใหญ่ เฮเลน มิร์เรน (Helen Mirren), ลุค อีแวนส์ (Luke Evans) และ คิลเลียน เมอร์ฟีย์ (Cillian Murphy)

อีกหนึ่งประเด็นที่หนังทุกเรื่องในยุคนี้พยายามสื่อให้เห็นคือ ความหลากหลายทางเพศ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครของ แอนนา และเพื่อนสาวนางแบบที่เธอมีความน่ารักมากๆ เมื่อเห็นจุดจบของทั้งคู่แทบใจสลายเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะทำให้ส่วนของงานบู๊แอคชั่นออกมาได้ดี แต่ดูๆ ไปแล้วยังไม่สามารถเทียบภาพยนตร์แอคชั่นพลังหญิงที่ผ่านๆ มาของผู้กำกับได้

Anna สวยสะบัดสังหาร 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์