รีวิวหนัง ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ภาพยนตร์ภาคต่อของผู้กำกับไฟแรง สุรศักดิ์ ป้องศร จากค่ายเซิ้งโปรดักชั่น ที่เกือบจะไม่ได้เข้าโรงฉาย เนื่องจากมีฉากที่กองพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์เห็นว่าไม่เหมาะสม แต่สุดท้ายทางทีมผู้สร้างก็ตัดสินใจตัดฉากดังกล่าวออกเพื่อให้ได้เข้าฉายได้ทันท่วงที มาดูกันว่าเรื่องราวของหนุ่มสาวไทบ้านในภาคนี้จะสามารถสร้างปรากฏการณ์อย่างภาคที่แล้วได้หรือไม่

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ว่าด้วยเรื่องราวภาคต่อของแก๊งผู้บ่าวไทบ้านที่จะมาสานต่อความสนุกให้ชมอีกครั้ง ทั้งชีวิตรักของ จาลอด และ ครูแก้ว, พระเซียง กับการสูญเสียอดีตคนรักด้วยการตายที่เป็นปริศนา, ธุรกิจสโตร์ผักของ เฮียป่อง และความรักในวัยเรียนของ มืด กับสาวสวยหัวหน้าห้อง

ใครที่จำเรื่องราวใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.1 ไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะในภาคนี้หนังได้ย้อนเรื่องราวคร่าวๆ ให้เราได้รู้ก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่ออย่างที่กล่าวในเรื่องย่อ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วก็ถือว่าหนังให้ความสนุกสนานและบันเทิงมากกว่าภาคที่แล้ว เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ทั้งเศร้า สุข สนุก และตลกจนแทบหยุดขำไม่ได้ โดยเรื่องราวของตัวละครนั้นก็มีความเข้มข้นและลงลึกอย่างที่ให้เราเห็นว่าใครเป็นอย่างไร จุดจบจะเป็นแบบไหน ซึ่งทุกตัวละครก็ล้วนแล้วแต่มีความเป็นธรรมชาติสูง

หากใครเป็นคนอีสานเชื่อว่าน่าจะอินกว่าคนภาคอื่นๆ อย่างแน่นอน เพราะวิถีชีวิตของตัวละครแต่ละตัวนั้นก็เปรียบเสมือนภาพแทนของคนอีสานยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีแค่ความยากจน มีอาชีพทำไร่ไถนา อยู่ท่ามกลางความแห้งแล้งอย่างที่เคยมีภาพจำในอดีต ซึ่งในเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นไม่ว่าจะเป็นสังคมวัยรุ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ วิถีชีวิตของชาวอีสาน ด้วยภาษาถิ่นที่แสดงออกถึงความตรงไปตรงมา และการถ่ายทอดบทบาทของคนไทบ้านเอง จึงทำให้เรารู้สึกอินไปกับบทบาทของตัวละครเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็น จาลอด ที่พยายามแสดงความเป็นผู้นำครอบครัวและสร้างฐานะของตนเองให้ทัดเทียมกับครูสาวการศึกษาสูง มืด น้องชายผู้ตกอยู่ในห้วงรักของวัยฮอร์โมน การทำธุรกิจครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ของ เฮียป่อง ที่ต้องการจะพิสูจน์ตัวเองกับทางบ้าน รวมไปถึงตัวละครที่ช่วยสร้างสีสันได้ไม่น้อยอย่าง ครอบครัวของ เฮิร์บ-เจ๊สวย และมิตรภาพของเหล่าเดอะแก๊งที่ต้องดูแล โรเบิร์ต คนบ้าประจำหมู่บ้าน

และไม่พูดถึงไม่ได้คือชีวิตของตัวละคร พระเซียง ที่ดูเหมือนสำคัญมากที่สุดในภาคนี้ โดยหนังได้เล่าความเป็นไปของพระที่คล้ายกับว่าจะทำใจเรื่องแฟนเก่าได้แล้ว แต่ก็มีตัวเสี้ยมและเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องสูญเสียคนเคยรักไปตลอดกาล หากได้ติดตามข่าวก็จะทราบดีว่าในพาร์ทของตัวละครนี้นั้นมีฉากอันเป็นพฤติกรรมที่กองพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ เห็นว่าไม่เหมาะสม ทางทีมผู้สร้างจึงตัดออก ซึ่งถือว่ามีส่วนทำให้หนังไม่ต่อเนื่องเพียงนิดเดียว จะว่าไปก็ไม่มีผลต่อการชมมากนัก แต่ถ้าไม่ตัดออกก็น่าจะได้อารมณ์กว่านี้

จากจุดจบของตัวละคร พระเซียง นี้เองจะทำให้เราได้เห็นเรื่องราวที่ถูกปูไว้เพื่อจะสานภาคต่อ ดังที่ผู้สร้างเคยบอกออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมีการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเกี่ยวกับผี โดยในตอนท้ายของเรื่องเราก็ได้เห็นเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งเป็นความเกี่ยวเนื่องมาจากการตายของ ใบข้าว แฟนเก่าของพระเซียง และในตอนจบหนังได้เผยให้เห็นชื่อ สัปเหร่อ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นโปรเจกต์ภาคต่อเตรียมความเสิร์ฟความบันเทิงให้แฟนไทบ้านกันยาวๆ เรียกได้ว่าแค่เห็นจุดเริ่มต้นเพียงน้อยนิดก็สร้างความอยากดูได้ดีมากทีเดียว ขอบอกกับผู้สร้างเอาภาคต่อมาไวๆ เลย

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด

หลังจากกำกับหนังแฟรนไชน์ชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็น Star Trek (2009) รวมไปถึง Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (2015) ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์มากฝีมืออย่าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) ก็มาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับ Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราอีกไม่กี่วันนี้ โดยหนังได้ จูเลียส เอเวอรี (Julius Avery) จาก Son of a Gun (2014) มากำกับการแสดง

Overlord

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ว่าด้วยเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในวันดีเดย์ ทหารอเมริกันบุกเข้าไปปฏิบัติภารกิจเพื่อทำลายกองกำลังของนาซี แต่แล้วพวกเขากลับต้องพบกับกองกำลังซอมบี้สุดสยองซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองนาซี นี่จึงเป็นภารกิจอันท้าทายที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

นับตั้งแต่วันที่ได้เห็นตัวอย่างแรกจนได้มาดูหนังนั้น ถือว่าสนุก ระทึกจัดเต็มสุดๆ แม้ว่าหนังจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ไม่ต่างไปจากหนังแอคชั่นเรื่องอื่นๆ แต่พอองค์ประกบทุกอย่างมารวมอยู่ใน Overlord แล้วมันกลับทำออกมาได้สนุกมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสงครามที่ถูกเซ็ตออกมาอย่างสมจริง ซึ่งเต็มไปด้วยความอันตรายมากมาย ทั้งจากทหารของเยอรมัน กับดักระเบิด เรียกได้ว่าสร้างความระทึกให้กับคนดูได้ดีสุดๆ

โดยเฉพาะฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมนั้นทำออกมาได้ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่เสียชื่อผู้อำนวยการสร้าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) จริงๆ แน่นอนว่านอกจากเราจะได้เต็มอิ่มไปกับความโหด ดิบ เถื่อนแล้ว หนังยังได้สร้างความต่างจากหนังสงครามทั่วไป นั่นคือการมีซอมบี้มาอยู่ในเรื่อง ซึ่งจากที่ได้ดูตัวอย่างก็พอจะทราบอยู่แล้วว่ามันมีซอมบี้อยู่ แต่มันเทียบไม่ได้เลยเมื่อเราได้มาเห็นกระบวนการผลิตซอมบี้จริงๆ หนังได้เผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของสงครามที่ไม่ได้มีเพียงการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ห่ำหั่นกันเท่านั้น แต่ฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวร้ายอย่างนาซีเยอรมันยังได้สร้างกองทัพของผีดิบขึ้นมาเตรียมต่อสู้ด้วย

ในการสร้างซอมบี้ผีดิบของ Overlord ถือได้ว่าค่อนข้างแปลกและแตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ มากทีเดียว จากที่เคยได้ดูหลายๆ มาแล้วจะพบว่าซอมบี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเชื้อโรคบางอย่างที่ติดมาจากคนหรือไม่ก็สัตว์ แต่ในเรื่องนี้กลับใช้น้ำมันที่อยู่ใต้ดินมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างซอมบี้ เรียกได้สร้างความแปลกใหม่ได้ดี ยิ่งหนังได้เผยให้เห็นสารพัดวิธีการทดลองของนาซีที่อยากจะสร้างกองทัพอมนุษย์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนดูอย่างเรานั้นเกิดความสยดสยองมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าการสร้างซอมบี้นี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น (หรือเปล่า) ถ้าหากเป็นเรื่องจริงก็น่ากลัวไม่น้อยเลย

ท้ายที่สุดนี้หากใครอยากหนังแอคชั่นมันๆ ขอคอนเฟิร์มเลยว่า ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะทุกนาทีในเรื่องนั้นเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก โหดแบบเลือดสาดสมกับเป็นเรต R มันตั้งแต่ต้นจนจบแน่นอน และถึงแม้ว่านักแสดงจะค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่เชื่อว่าด้วยความที่ไม่รู้จักและไม่ติดภาพจำของเขามาจากการแสดงเรื่องนี่แหละจะเพิ่มความสนุกให้ผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด 8.5/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 8 พฤศจิกายน 2018

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง โนราห์

โนราห์ ภาพยนตร์โรแมนติกดรามาที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดวัฒนธรรมของภาคใต้จากฝีมือการกำกับของ เอกชัย ศรีวิชัย ที่มาสานต่อศิลปะพื้นบ้านจาก เทริด (2016) ที่เจ้าตัวพ่วงตำแหน่งผู้กำกับและนักแสดงนำไว้ก่อนหน้านี้

 โนราห์

โนราห์ ว่าด้วยเรื่องราวของจุดกำเนิดตำนานความเชื่อทางใต้ที่เริ่มต้นจากหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า นอร์ร่า ที่ข้ามมิติกาลเวลาไปยังอดีตจนได้พบกับ สิงหร ทายาทผู้สืบทอดนาฏศิลป์ของเมืองเวียงกลางบางแก้ว แต่ความรักของทั้งคู่ไม่อาจสมหวังได้ เนื่องจากสิงหรต้องรักษาพรหมจรรย์เพื่อที่เป็นโนราห์คนแรกตามธรรมเนียมของบ้านเมือง

จากตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ที่ถูกปล่อยออกมานับเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เอกชัย ศรีวิชัย จะนำตำนานของมโนราห์มาดัดแปลงถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ให้น่าสนใจได้อย่างไร และเมื่อได้ชมแล้วกลับพบว่าค่อนข้างผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่องที่ไม่ประติดประต่อ ขาดความลื่นไหล เริ่มตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็สร้างความงุนงงว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น

และด้วยความที่ตัวผู้เขียนเองนั้นไม่ใช่คนภาคใต้จึงอาจจะมีความรู้ในเรื่องประวัติความเป็นมาของมโนราห์ค่อนข้างน้อย จึงทำให้ไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ จุด ซึ่งตัวหนังเองก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจที่จะเสนอเรื่องราวเหล่านี้ให้คนทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ได้เข้าใจมากขึ้นเลย แต่ก็มีความเชื่ออยู่ว่าคนในพื้นที่น่าจะพอเข้าใจความเป็นมาของแต่ละตัวละครอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

จากความไม่เข้าใจในจุดนี่เองจึงทำให้ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้ว่าหนังจะพยายามตัดสลับอดีตกับปัจจุบันให้มีความเชื่อมต่อกันก็ตาม ประกอบกับการมีตัวละครต่างชาติเข้ามาบทบาททั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยิ่งสร้างงุนงง และเห็นได้ชัดถึงผสมเรื่องราวความรักกับวัฒนธรรมที่ไม่เข้ากัน ยิ่งได้เห็นฝีมือทางการแสดงของนางเอกใหม่ เจด แองเจลิน่า ที่แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะสวยเข้าขั้นแต่ก็ดูจะไม่เข้ากับหนังเลย ทั้งในเรื่องของการพูดไม่ชัด อารมณ์ต่างๆ ที่แสดงออกมาไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ

ในส่วนการแสดงของพระเอกโนราห์คนแรกของเราอย่าง ไพศาล ขุนหนู ที่ผ่านผลงานการแสดงภาพยนตร์มาหลายเรื่อง พอได้มาถ่ายทอดอารมณ์อยู่ในเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดใต้ การรำมโนราห์ แต่ด้วยวิธีการผูกเรื่องที่ไม่สนุกมาตั้งแต่ต้นก็เลยทำให้ไม่สนุกกับการเรื่องราวเหล่านี้เท่าที่ควร และถึงแม้หนังจะพยายามใส่ความตลกเพิ่มเข้าไปมันก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

แต่สิ่งที่หนังทำออกมาได้ดีที่สุดดูเหมือนจะเป็นโปรดักชั่นงานสร้างที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะฉากตามเกาะต่างๆ ก็ถ่ายออกมาให้เห็นน่าไปเที่ยวตามรอยเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคอมตูมเสื้อผ้านั้นก็จัดเต็มประหนึ่งหนังบอลลีวูดเลยทีเดียว นี่จึงน่าจะเป็นจุดดีอีกจุดที่จะพอทำให้เราเพลิดเพลินได้บ้าง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

โนราห์ 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว The Grinch เดอะ กริ๊นช์

นับว่าเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเพียงเรื่องเดียวในช่วงนี้ที่เข้าฉายในแฟนๆ ชาวไทยได้ชมกัน สำหรับ The Grinch ผลงานสร้างจากค่าย Illumination ผู้จุดกระแสความโด่งดังของวายร้ายสุดแสบที่มีแต่คนรักอย่าง Despicable Me (2010) ตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคสาม

The Grinch

โดยในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้ สก็อตต์ โมเซียร์ (Scott Mosier) และ ยาร์โรว์ เชนีย์ (Yarrow Cheney) ขึ้นมานั่งแท่นกำกับครั้งแรก อีกทั้งหนังยังได้นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch) มาให้เสียงพากเป็นตัวเอกของเรื่องอีกด้วย

The Grinch ว่าด้วยเรื่องราวของ กรินช์ ที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวภายในถ้ำบนภูเขาครัมเพ็ตกับ แม็กซ์ สุนัขผู้ซื่อสัตย์ของเขา กรินช์จะออกมาพบกับเพื่อนบ้านในฮู-วิลล์ เมื่ออาหารหมดเท่านั้น ในแต่ละปีชาวฮู-วิลล์เฉลิมฉลองคริสต์มาสใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยปีนี้จะยิ่งใหญ่เป็น 3 เท่า กรินช์รู้ดีว่ามีทางเดียวที่เขาจะได้รับความสงบ นั่นก็คือเขาต้องขโมยวันคริสต์มาสต์

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจแต่งเหมือนซานตาคลอสในวันคริสต์มาสอีฟ และไปดักกวางมาดึงรถเลื่อนของเขา แต่ดูเหมือนภารกิจนี้จะไม่สำเร็จง่ายๆ เมื่อเขาต้องพบกับ ซินดี้-ลู ฮู เด็กสาวคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยสปิริตของวันหยุด เธอกับเพื่อนวางแผนมาดักซานตาคลอสในวันคริสต์มาสอีฟ เพื่อขอบคุณที่ช่วยแม่เธอทำงาน เมื่อคริสต์มาสใกล้เข้ามา การวางแผนของเธอกลับเป็นการคุกคามแผนร้ายของกรินช์

หากใครที่เป็นแฟนหนังของค่าย Illumination ก็น่าจะพอทราบทิศทางการเล่าเรื่องของค่ายนี้ดีว่ามันไม่ได้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมาย และมักจะไม่ค่อยมีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจอย่างค่าย DreamWorks หรือ Pixar มากนัก ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของค่ายนี้ทำออกมาเพื่อเอาใจเด็กๆ โดยเฉพาะ และหนังก็ถูกนำเสนอเรื่องราวออกมาแบบน่ารักๆ แทบไม่มีพิษมีภัยอะไรมาก (ยกเว้นวีรกรรมแสบๆ ของตัวเอกในเรื่อง) เช่นเดียวกันกับเจ้าตัวเขียว The Grinch

โดยใน The Grinch นั้นหนังได้เผยให้เห็นวิถีชีวิตของเจ้ามนุษย์ตัวเขียวที่แปลกแยกจากคนอื่นๆ ในเมืองฮู-วิลล์ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงเดากันออกว่าเจ้าตัวนี้มีปมบางอย่างเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยความสุข ด้วยความขัดหูขัดตาที่เห็นคนอื่นมีความสุขไม่ได้ จึงได้เกิดแผนการขโมยเทศกาลดังกล่าวไม่ให้ชาวเมืองได้มีความสุขขัดใจเจ้าตัวอีกต่อไป จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นปฏิบัติการสุดป่วนที่เราอาจจะคุ้นเคยกันดีใน Despicable Me (2010) ของมิสเตอร์แสบที่มีวีรกรรมการขโมยของสุดหลุดโลกมาก่อนหน้านี้

ในเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจของเจ้าตัวเขียวหน้าบูดเรื่องนี้ก็ยังถือว่าเป็นรองมิสเตอร์แสบอยู่มากโข แต่เห็นได้จากวิธีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการขโมยที่อาจจะไม่มีความไฮเทคเท่า แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของค่ายนี้มักจะมีจุดร่วมเหมือนกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแก้ไขปมปัญหาชีวิตบางอย่าง หรือไม่ก็เป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนของตัวละครในเรื่อง

ซึ่งใน The Grinch ก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมา คงไม่ต้องบอกว่าตอนจบนั้นจะแฮปปี้เอนดิงหรือไม่ก็น่าจะเดากันออก ดังนั้นในภาพรวมของหนังก็ถือว่าตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดี ดูได้เพลินๆ เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ดูแล้วต้องชอบแน่นอน

The Grinch 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์.

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com