รีวิว Hell Fest สวนสนุกนรก

เรียกได้ว่าเสิร์ฟความสยองขวัญต้อนรับวันฮาโลวีนกันตั้งแต่ต้นเดือนเลยทีเดียว สำหรับ Hell Fest สวนสนุกนรก ผลงานการกำกับหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ เกรกอรี พล็อตกิน (Gregory Plotkin) หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังจากหนังดังไม่ว่าจะเป็น Get Out (2017), Happy Death Day (2017) ที่คราวนี้เขาจะมาสร้างประสบการณ์สุดระทึกให้แฟนๆ ได้ชมกันด้วยฝีมือของเขาเอง ซึ่งหนังก็ได้นักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่มาลงจอเงินกันครั้งแรกกันแบบยกเซ็ต

Hell Fest สวนสนุกนรก

Hell Fest สวนสนุกนรก ว่าด้วยเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตรายหนึ่งที่เปลี่ยนสวนสนุกธีมสยองขวัญให้กลายเป็นโรงเชือดสุดซาดิสม์ส่วนตัว สามสาวผู้โชคร้าย นาตาลี, บรู๊ค และ เทย์เลอร์ ที่ติดกับหลงเข้าไปจึงต้องช่วยกันหาทางเอาชีวิตรอดก่อนที่จะกลายเป็นเหยื่อความวิปลาศรายล่าสุดของมัน

นับตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างแรกของหนังก็รู้เลยว่าจะต้องทำออกมาได้สนุกและโหดเลือดสาดถูกใจคอหนังสยองขวัญแน่นอน และเมื่อได้เข้าไปดูหนังแล้วบอกได้เลยว่าเป็นการดูหนังที่เหนื่อยและอึดอัดใจจนอยากให้มันจบไวๆ จริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่าใครตาย ใครอยู่กันบ้าง แถมตัวละครในเรื่องจะหนีเอาตัวรอดยังไง เพราะจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละครในเรื่องนั้นสร้างอารมณ์ให้ผู้ชมอย่างเราคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ประหนึ่งเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งสมมติว่าถ้าเราเป็นตัวละครในเรื่องคงตัดสินใจไม่ไปสวนสนุุกแห่งนี้ตั้งแต่แรกแน่นอน (และก็คงไม่มีหนังเรื่องนี้)

ไหนๆ ก็ได้หลวมตัวเข้าไปดูแล้ว จะเดินออกจากโรงโดยที่หนังยังไม่จบก็กระไรอยู่แน่นอนว่าก็ต้องขมวดคิ้วและกัดฟันดูต่อจนจบ เอาเข้าจริงๆ หากมองข้ามเรื่องความสมเหตุสมผลไป ก็ถือว่า Hell Fest ทำออกมาได้ค่อนข้างสนุก แม้มุกเรื่องของฆาตกรและการกระทำโง่ๆ ของตัวละครในเรื่องออกจะซ้ำไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่แห่งหนังสยองขวัญที่มีความแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ซึ่งในเรื่องนี้เรื่องราวเกิดขึ้นในสวนสนุกธีมสยองขวัญที่จะมาสั่นประสาทวัยรุ่นทั้งหลายที่อยากลิ้มลองประสบการณ์แปลกๆ ในแบบที่คนธรรมดาคงไม่อยากลอง

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ถือว่าค่อนข้างกระชับ ไม่ได้มีความเวิ่นเว้อมากนัก ปูเรื่องราวของตัวละครแป๊บๆ ไม่ได้อารัมภบทให้มากความก็ตัดเข้าไปช่วงเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลย ซึ่งเราจะได้เห็นความโหดของฆาตรกรต่อเนื่องโรคจิตสวมหน้ากาก เริ่มปฏิบัติการณ์ฆ่าคนที่ไม่แสดงความกลัวออกมาเมื่ออยู่ในสวนสนุก ง่ายๆ ก็คือใครที่เล่นเครื่องเล่นแล้วไม่อิน ไม่กลัวอะไรเลย ก็จะถูกฆาตกรคนนี้จัดการทันที แถมไม่มีทีท่าว่าจะรามือไปง่ายๆ เสียด้วย อีกทั้งอุปกรณ์ที่พี่แกเอามาฆ่าคนนี่เหมือนจะหาได้ง่ายมาก หยิบฉวยอะไรใกล้มือได้ก็กระหน่ำกระซวกกันแบบไม่มีคิด เรียกได้ว่าโหดจริงอะไรจริง

แต่เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูน่าจะมีหงุดหงิดใจบ้างในเรื่องของความสมเหตุสมผลหลายๆ อย่าง ก็อย่างที่บอกว่าหากมองข้ามเรื่องนี้จะทำให้ดูหนังได้สนุกมาก ซึ่งเรื่องราวหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องก็ล้ว้นแล้วแต่ได้สะท้อนให้เห็นหลากหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของความอยากรู้อยากลอง เรื่องของความปลอดภัยในการเข้าไปเล่นในสวนสนุกสุดโหด การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่มีความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของมนุษย์ที่นับวันยิ่งยากจะหยั่งถึง เอาเป็นว่าใครอยากจะปลดปล่อยอารมณ์ไปกับหนังสยองขวัญ (ที่ไม่แน่ใจว่าจะเครียดกว่าเดิมหรือเปล่า) เชื่อว่า Hell Fest สวนสนุกนรก ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

Hell Fest สวนสนุกนรก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Frozen 2 แผนการขายของครั้งใหม่ของดิสนีย์

ถึงแม้ว่าเรื่องราวในหนัง Frozen ภาคแรกจะจบลงอย่างสมบูรณ์ในตัวและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีภาคต่อตามออกมาแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปรากฏการณ์ Frozen ฟีเวอร์ไปทั่วโลก มีหรือที่สตูดิโออย่างดิสนีย์จะไม่เล็งเห็นช่องทางในการกอบโกยครั้งใหม่ จึงผลักดันเรื่องราวภาคต่อตามออกมา โดยก่อนหน้านี้ก็มีหนังสั้นอย่าง Frozen Fever และ Olaf’s Frozen Adventure มาให้คนดูหายคิดถึงตัวละครพอเป็นพิธี

Frozen 2

เรื่องราวในหนังภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเอลซ่าได้ยินเสียงเรียกประหลาดจากดินแดนลึกลับ พร้อมกับเหตุอาเพศครั้งใหม่ที่มาเยือนดินแดนเอเรนเดลล์ส่งผลให้ เอลซ่า อันนา คริฟตอฟ สเฟนและโอลาฟต้องออกเดินทางเข้าสู่ดินแดนป่าเวทมนตร์ เพื่อค้นหาความจริงและหาทางช่วยเหลือเอเรนเดลล์ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ถ้าหากจะมองเชิงโครงสร้างเรื่องราวแล้ว Frozen 2 ดำเนินเหตุการณ์คล้ายคลึงหนังภาคแรก เอลซ่าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เธอไม่อาจจะรับมือได้ (ภาคแรกคือการควบคุมพลังวิเศษ) ภาคนี้เธอต้องการค้นหาสาเหตุที่เธอมีพลังพิเศษ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือหนังภาคแรกเน้นสื่อสารกับผู้ชมในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง (อันนา-เอลซ่า) ในขณะที่ภาคนี้ ได้ขยายประเด็นใหญ่ขึ้น เมื่อหนังพยายามพูดถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ปกครอง (เอลซ่า) รวมไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร การแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด เป็นต้น จะเห็นได้ชัดว่า Frozen 2 ได้ให้น้ำหนักการเติบโตของตัวละครมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทางด้าน “บทเพลง” ที่ทำให้หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้คงสภาพความเป็น “มิวสิคัล” ไว้ ค่อนข้างให้ความรู้สึก ถูกออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวละครในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง มากกว่าจะออกแบบมาเป็นเพลงแยกฟังต่างหากเพื่อให้คนดูร้องตามได้ กล่าวง่ายๆคือเพลงในภาคนี้ ร้องตามยาก และไม่ติดหูเท่าหลายบทเพลงในหนังภาคแรก ถึงอย่างนั้นเพลงเอกในหนังภาคนี้อย่าง Into the Unknow ซึ่งท่อนฮุคก็ร้องประโยคนี้ซ้ำวนไปถึง 3 หน เรียกว่าดูจบเสียงหวีดของเอลซ่าก็หลอนอยู่ในหัวไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเพลงที่ออกแบบมาเพื่อ “ขายของ” ไม่แพ้กัน คือ Show Yourself ที่เอลซ่าตามหาต้นตอของเสียงลึกลับ ซึ่งหลังจากที่เธอขับร้องเพลงนี้ เสื้อผ้าหน้าผมของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เราอ้าปากค้าง ประหนึ่งว่าเอลซ่ากำลังสวมวิญญาณของดิว่าสาวอย่างเซลีน ดิออนเพื่อแสดงคอนเสิร์ตในลาสเวกัส! (ซึ่งอันที่จริง ฉากนี้ ถ้ามองในแง่การตลาดแล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อให้ดิสนีย์สามารถขายผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตา เสื้อผ้า หรือ แกดเจ็ต ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเอลซ่าในรูปโฉมใหม่ ต่างหาก!)

ท้ายที่สุดแล้ว Frozen 2 ก็ถือเป็นแอนิเมชั่นดิสนีย์ที่พอดูได้เพลินๆให้ผู้ชมหายคิดถึงตัวละครในเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ความสดใหม่ ประเด็น บทเพลง รวมไปถึงความน่าประทับใจก็คงต้องบอกตามตรงว่า ยังห่างไกลจากภาคแรกพอสมควร

cr.www.sanook.com

รีวิว Countdown มรณานุสติฉบับแอพลิเคชั่น

“ความตาย” ถือเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับมนุษย์หลายคน เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าหากเราตายไปแล้ว เราจะไปไหน จะเจ็บปวดทุกข์ทรมานหรือเปล่า มันอาจจะเป็นความเศร้าที่เราอาจจะไม่มีโอกาสได้พบหน้ากับคนในครอบครัวหรือคนที่เรารักอีกก็เป็นได้ ดังนั้นความตายจึงถือเป็นภัยคุกคามในชีวิตประการหนึ่ง

Countdown

จะดีแค่ไหนถ้าหากเรามีโอกาสรู้วันตายของตัวเอง หนังเรื่อง Countdown จึงตั้งโจทย์เก๋ๆขึ้นมาว่า ถ้าหากมีแอพพลิเคชั่นที่สามารถบอกจำนวนระยะเวลาที่เราเหลืออยู่บนโลกใบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งฉากแรกหนังก็พอจะอธิบายปรากฏการณ์การทำงานของแอพฯ ดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

หนังเปิดเรื่องมาที่ตัวละครคอร์ทนีย์ (แอนนา วินเทอร์) และแฟนหนุ่มอีแวน (ดิลอน เลนน์) ได้โหลดแอพฯ มาใช้ ปรากฏว่าคอร์ทนีย์จะตายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ขณะที่แฟนหนุ่มอีแวนที่กำลังตกอยู่ในสภาพเมาเหล้ากำลังได้ที่ อาสาจะขับรถพาเธอไปส่งที่บ้าน แต่คอร์ทนีย์ ประเมินว่าหากตัดสินใจขึ้นรถ เธออาจจะตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์

คอร์ทนีย์จึงตัดสินใจเดินกลับบ้าน แต่ระหว่างทางเธอกลับพบสถานการณ์แปลกๆ และเมื่อถึงบ้านคอร์ทนีย์กลับเสียชีวิตก่อนเวลาที่นาฬิกาในแอพฯ บอกไว้ไม่นาน ตัดสลับกลับมาที่รถของอีแวน ซึ่งอยู่ในสภาพชนอัดกับต้นไม้และกิ่งไม้ขนาดใหญ่ได้พุ่งทะลุเสียบเบาะที่นั่งข้างคนขับ ซึ่งหมายความว่าหากคอร์ทนีย์ขึ้นรถคันนี้มา เธอก็ต้องเสียชีวิตอยู่ดี แสดงให้เห็นว่าต่อให้เธอจะขึ้นรถ หรือ เดินกลับบ้านด้วยตัวเอง ชะตาเธอกำลังจะต้องถึงฆาตอยู่ดี

เมื่อคนดูได้รับทราบเงื่อนไขการทำงานของแอพฯบอกวันตายแล้ว หนังจึงเลือกที่จะเล่าเรื่องของนางพยาบาลสาวควินน์ แฮร์ริส(อลิซาเบธ เลล) ที่โหลดแอพฯ นี้มาใช้และพบว่าตัวเองเหลือเวลาแค่เพียง 2 วันเท่านั้น เธอจึงพยายามทุกวิถีทางในการรักษาชีวิตของตัวเองก่อนเวลาจะหมดลง

แน่นอนว่าเหตุการณ์หลังจากนี้ หนังจะพาคนดูไปสืบสาวต้นตอและวิธีการ “โกงความตาย” ของนางเอก ซึ่งคำอธิบายที่ปรากฏอยู่ในหนังนั้นก็ออกจะขี้โกงคนดูอยู่ไม่น้อย แถมบรรดาเหตุผลต่างๆที่หนังพยายามจะทำให้คนดูเชื่อไปกับหนัง ก็เรียกได้ว่าสอบตกไม่เป็นท่า (แต่ถ้าจะดูเอาแบบจ้อจี้ ติดตลก เหตุผลที่หนังบอกคนดูก็พอจะพยักหน้าให้คะแนนความเลอะเทอะได้เล็กๆน้อยๆ)

กล่าวพอสรุปคือ Countdown เป็นหนังที่ดูให้บรรยากาศความน่ากลัวและชวนอึดอัดในช่วง 30 นาทีแรก แต่เมื่อหนังเริ่มอธิบายเหตุผล และพาคนดูไปสำรวจสถานการณ์รอบตัวนางเอก มันก็เริ่มทวีความไม่น่าเชื่อถือ และน่าหัวเราะขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าเสียดาย

Cr.www.sanook.com

รีวิว The Beast ปิดโซลล่า ตำรวจเลวล่าฆาตกรใจโฉด

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอาจจะมีหนังเกาหลีเข้าฉายในบ้านเราซะถี่ยิบ จนเรียกได้ว่าบางทีก็ดูไม่ทันเหมือนกัน เนื่องจากบางเรื่องก็โดนลดรอบอย่างลดรวดเร็ว บางโรงก็จัดรอบซะเช้าตรู่ หรือไม่ก็ดึกดื่นชนิดถ่างตารอดูกันไม่ไหว The Beast ก็น่าจะถือเป็นหนังอีกเรื่องที่อยู่ในหมวดหมู่นี้ และคิดว่าอีกไม่กี่วันหนังก็คงจะลาโรงฉายไปอย่างเงียบๆ

The Beas

The Beast ปิดโซลล่า บอกเล่าเรื่องราวของผู้กองฮันซู (อี ซองมิน) นายตำรวจแผนกฆาตกรรม ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง โดยศพล่าสุดเป็นหญิงสาวในวัยเรียนที่ร่างของเธอถูกชำแหละแล้วนำมาทิ้งเอาไว้ที่ริมชายหาดในสภาพน่าหวาดผวา ระหว่างที่สืบคดีอยู่นั้น ผู้กองมินเต (ยู แจมุง) ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วย ให้มาร่วมกันไขคดีในครั้งนี้ ทว่านี่ไม่ใช่การร่วมมือกันระหว่างสองนายตำรวจมากฝีมือ หากเป็นคู่เกาเหลาที่ชิงดีชิงเด่นกันในหน้าที่การงาน ไม่กินเส้นกัน แถมยังพยายามจับพิรุธในการทำงานของฝ่ายตรงข้ามอีกต่างหาก

ความสนุกของ The Beast คือการวางพล็อตให้ผู้กองฮันซู เป็นตัวละครสีเทา แค่ฉากเปิดเรื่องในการนำผู้ต้องสงสัยไปทรมานและทิ้งไว้ที่นอกเมืองก็พอจะทำให้คนดูพอคาดเดาได้เลยว่า ตัวละครนี้ไม่ได้เป็นตำรวจที่ทำงานแบบมือสะอาดสักเท่าไหร่ มิหนำซ้ำเขายังเคยพัวพันกับบรรดาอาชญากรที่ถูกไหว้วานให้เป็นสายสืบในดงโจร อย่างเช่นชุนเบ (จอนเฮจิน) อดีตอาชญากรหญิงที่อยู่ในแก๊งค้ายาและดันซวยติดคุกอยู่นานกว่า 3 ปี เมื่อเธอพ้นโทษออกมา เธอเลยวางแผนก่ออาชญากรรมด้วยการไปฆาตกรรมเจ้านายเก่า และทำให้ผู้กองฮันซูกลายเป็นพยานแบบไม่ทันตั้งตัว

พล็อตหลักของหนังคือการสืบคดีฆาตกรรมโหดที่พาคนดูไปสำรวจความฟอนเฟะในแวดวงการทำงานของตำรวจ พลางสะท้อนปัญหายาเสพย์ติดอันเป็นปัญหาระดับภูมิภาค ปัญหาสังคมในเชิงความล้มเหลวของครอบครัว ซึ่งก็เป็นความสนุกที่เปิดโอกาสให้คนดูได้คาดเดาไปต่างๆนานาว่าใครคือฆาตกรตัวจริง ส่วนพล็อตรองของเรื่องคือการพยายามกลบเกลื่อนหลักฐานในคดีที่เขาไปเกี่ยวพันกับชุนเบ และอาจจะส่งผลให้เขามีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับฆาตกร และอาจจะหลุดจากตำแหน่งในการเป็นหัวหน้าแผนกคนต่อไปให้กับผู้กองมินแต

ระหว่างที่หนังดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะได้เริ่มเห็นความซวยที่ถาโถมเข้าหาตัวเอกอย่างผู้กองฮันซูในแบบที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอี ซองมินก็ถ่ายทอดความวิตกจริตของเขาออกมาได้ดีมากราวกับคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีกต่อไป เขากลายเป็นคนที่ขาอีกข้างอยู่ในตาราง และสภาพจิตใจอยู่ในโรงพยาบาลคนวิกลจริตไปแล้วเรียบร้อย

อันที่จริงชื่อหนังอย่าง The Beast อันแปลว่า “อสูรร้าย” อาจจะไม่ได้หมายถึงฆาตกรต่อเนื่อง แต่ความเป็นจริงอาจจะหมายถึงตัวละครเอกทั้งสองคนทั้งผู้กองฮันซูและผู้กองมินเตที่ต่างฝ่ายต่างก็ “เลือดเย็น” ใส่กันราวกับพวกเขาไม่ใช่มนุษย์!

Cr.www.sanook.com

รีวิว In The Tall Grass เดินหลงในพงหญ้า

สตรีมมิ่ง Netflix น่าจะเป็นสตูดิโอหนึ่งที่ขยันหยิบเอานวนิยายสยองขวัญของ “สตีเฟ่น คิง” เอามาดัดแปลงขึ้นจอใหญ่บ่อยที่สุดเจ้าหนึ่ง แถมปีนี้หนังที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของคิง ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ก็อัดแน่นมาตั้งแต่ต้นปีไม่ว่าจะเป็น Pet Sematary, It Chapter Two และ Doctor Sleep (ภาคต่อของ The Shining) ที่กำลังมีโปรแกรมเข้าฉายในเดือนหน้า

 In The Tall Grass

สำหรับ In The Tall Grass นั้นบอกเล่าเรื่องราวของเบคกี้ (เลย์สลา เดอ โอลิเวียร่า) สาวท้องแก่ที่เดินทางมากับพี่ชายของตัวเองอย่างคาล (เอเวอรี่ ไวแอต) จนกระทั่งเมื่อทั้งสองผ่านถนนที่ริมทางเต็มไปด้วยหญ้าสูงท่วมศีรษะและดูกว้างสุดลูกหูลูกตา ส่วนถนนฝั่งตรงข้ามเป็นโบสถ์ร้าง อันเป็นสิ่งปลูกสร้างเดียวในบริเวณนั้น จู่ๆเบคกี้ก็ได้ยินเสียงเรียกขอความช่วยเหลือชองเด็กชายคนหนึ่งจากในพงหญ้า

แม้ว่าตอนแรกทั้งสองจะลังเล แต่สุดท้ายคาลก็จำใจเดินเข้าไปในพงหญ้าและเบคกี้ก็เดินตามเข้าไป ไม่นานนักทั้งสองก็เกิดพลัดหลงกัน แม้ว่าจะตะโกนเรียกกันเท่าไหร่พวกเขาก็หากันไม่เจอสักที ทั้งสองเริ่มสงสัยว่าพงหญ้าแห่งนี้เป็นเขาวงกตที่ไร้ทางออก คาลจึงออกความคิดเพื่อดูว่าที่จริงแล้วทั้งสองอยู่ห่างกันแค่ไหน เขาจึงส่งสัญญาณให้กระโดดขึ้นพร้อมๆกัน ในครั้งแรกพวกเขาอยู่ใกล้กันเพียงแค่ไม่กี่ก้าว แต่เมื่อการกระโดดครั้งที่สองเริ่มขึ้น คาลก็ต้องใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเขาพบว่าเบคกี้อยู่ห่างออกไปนับร้อยเมตรเพียงภายในไม่กี่วินาที พวกเขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้มีอะไรที่ไม่ปกติอย่างรุนแรง

เมื่อตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้า สองพี่น้องค้นพบว่าก่อนหน้านี้มีอีกครอบครัวเดินหลงเข้ามาในพงหญ้าแห่งนี้เช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วยโทบิ้น(วิลล์ บูเอ้ จูเนียร์) ลูกชาย รอส (แพทริก วิลสัน) ผู้เป็นพ่อ และนาตาเลีย (เรเชล วิลสัน) แม่ รวมไปถึงสุนัขอีกหนึ่งตัว ตกดึกเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของใครสักคน เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่

In The Tall Grass เป็นหนังที่เล่นกับเรื่องของมิติเวลาโดยอาศัยโลเคชั่นเพียงไม่กี่จุดในการขับเคลื่อนเรื่องราว สถานการณ์ที่พลิกผัน ปมปริศนาลึกลับซึ่งคนดูต้องพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครกันแน่ อีกทั้งยังสร้างความกดดันให้กับตัวละครและส่งต่อมายังผู้ชมว่าทำไมจู่ๆตัวละครในเรื่องจึงมีพฤติกรรมที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เราคาดไม่ถึง นอกเหนือไปจากนี้ประเด็นที่สตีเฟ่น คิงมักจะแทรกสอดในเรื่องราวของเขาเองอยู่เสมอ และปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้คือความเชื่อในเรื่องพระเจ้าและสิ่งลี้ลับ ว่าสิ่งใดกันที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากกว่ากัน

Cr.www.sanook.com

รีวิว ขุนแผน ฟ้าฟื้น ความพยายามเปิดจักรวาลวรรณคดีไทย

ขุนแผน ฟ้าฟื้น อันเป็นผลงานการกำกับของก้องเกียรติ โขมศิริ เป็นความพยายามล่าสุดในการหยิบเอาตัวละครในวรรณคดีไทยเรื่องดังอย่าง “ขุนช้าง ขุนแผน” เอามาบอกเล่าใหม่ ปรับแต่งให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

ขุนแผน ฟ้าฟื้น

โครงเรื่องคร่าวๆของ “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” เลือกเล่าช่วงเวลาที่แก้ว (มาริโอ้ เมาเร่อ) หนุ่มพเนจรที่ประกอบสัมมาชีพ เป็นพวกมิจฉาชีพลักเล็กขโมยน้อย โดยเขาและเพื่อนสนิทอย่างเพชรได้ออกรอนแรมไปเรื่อยจนกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองอยุธยา เมืองหลวงแห่งความศิวิไลซ์ การเดินทางมายังเมืองนี้ทำให้ความทรงจำของแก้วเริ่มกลับคืนมาตั้งแต่ที่เขาได้พบกับ ช้าง (ฟิลลิปส์ ณัทธนพล ทินโรจน์) และ พิม (ยงวรี งามเกษม) เพื่อนเก่าสมัยเด็ก ที่ร้านเหล้าซึ่ง ช้างได้แสดงวงดนตรีสดที่นั่น

ไม่นานนักแก้วได้มีโอกาสพบกับ อาจารย์เดช (ศุภกร กิจสุวรรณ) จอมอาคมที่เห็นแววในตัวแก้ว และอยากจะถ่ายทอดวิชาให้กับเขา ในเวลาเดียวกันแก้วเองได้ตัดสินใจลงสมัครเป็นทหารอาสาเพื่อปกป้องอารักขาในงานฉลองพระนครที่จะมีแขกจากต่างเมืองเข้ามาเยือน ระหว่างที่ฝึกฝนทหารนั้นเอง ความสัมพันธ์ของแก้ว ช้าง และพิม ก็เดินทางมาสู่จุดพลิกผัน เมื่อครั้งเก่าก่อน แก้วกับพิมเหมือนเคยมีสัญญารักต่อกัน แต่หลังจากที่แก้วหายตัวไป พิมถูกหมั้นหมายกับช้างในเวลาต่อมา ถ่านไฟเก่ากำลังลุกโชน ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังมีภัย

ลักษณะของ ขุนแผน ฟ้าฟื้น คือหนังแนว Postmodern ที่หยิบยืมเอาวรรณกรรมในอดีต นำมานำเสนอใหม่ภายใต้บริบทและวิธีการคิดแบบใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่ดูมีความเป็นคนที่มีความคิดหัวสมัยใหม่ แต่บริบทและฉากหลังเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ทรงผม แฟชั่น หรือวิถีชีวิตของพวกเขา ล้วนแล้วแต่มีความเก๋ เปรี้ยว เป็นฮิปสเตอร์แตกต่างจากหนังไทยย้อนอดีตเรื่องอื่น

วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบสไตล์หนังมิวสิคัลเอามาใส่ไว้ในช่วงต้นเรื่อง (ฉากที่แก้วเดินทางมาถึงพระนคร ด้วยการร้องรำทำเพลงแบบแอนิเมชั่นดิสนีย์) ตัวละครอย่างช้างและพิม มีวงดนตรีที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ระบบคมนาคมขนส่งในเมืองที่มีลักษณะคล้ายกับแท็กซี่และรถประจำทาง สิ่งเหล่านี้ทำให้คนดูเห็นความพยายามใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี

แต่น่าเสียดายที่ความร่วมสมัยในหนัง กับบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างสะเปะสะปะและไม่ค่อยคืบหน้าไปไหน ทำให้ “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” วนเวียนอยู่แต่ความทรงจำของแก้วที่ขาดหายไป คำถามถึงการหายไปของพ่อแก้ว ซึ่งเมื่อเราพิจารณาจิกซอว์ต่างๆหลังจากชมภาพยนตร์ไปสักระยะ ก็บทสรุปของหนังก็แทบไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย อีกทั้งความสัมพันธ์แบบรักสามเส้าของตัวละครเอก ก็ไม่ได้หนักแน่นเข้มข้นจนผู้ชมต้องรู้สึกอยากจะเอาใจช่วยตัวละครไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนังก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะนำเสนอหนัง “ภาคนี้” ให้มีความเคร่งขรึมจริงจัง แต่มาในโทนหยอกล้อ ซึ่งอาจจะเป็นความ “ล้อเล่น” ที่มากเกินไปก็เป็นได้

Cr.www.sanook.com

รีวิว In the Tall Grass หนังที่ผู้สร้างบอกน่ากลัวระดับ Hereditary

เรื่องย่อ ที่บางที่อยู่ดีๆ ก็มีชีวิต ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายเรื่องสั้นของสตีเฟน คิงและโจ ฮิลล์ เป็นเรื่องราวของคู่พี่น้อง เบ็กกี้และคาลที่ได้ยินเสียงร้องของเด็กชายขาดหายไปในทุ่งหญ้าสูง ทั้งสองรุดเข้าไปในทุ่งเพื่อช่วยเขา แต่กลับพบพลังชั่วร้ายที่ทำให้ต้องหลงทิศและพลัดหลงกัน หลังจากตัดขาดจากโลกภายนอกและหนีออกมาจากพลังดึงดูดของทุ่งแห่งนี้ไม่ได้ เบ็กกี้และคาลจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เลวร้ายกว่าการหลงทางคือการที่มีใครสักคนเจอตัว

In the Tall Grass

In the Tall Grass พงหลอนมรณะ เป็น 1 ใน 5 หนังเอ็กซ์คลูซีฟบนเน็ตฟลิกซ์ที่นำมาลงฉลองช่วงเวลาสยองขวัญอย่าง เดือนตุลา-ฮาโลวีน โดยหนังเรื่องนี้นับเป็นหนังเรื่องที่ 2 หลังจาก In the Shadow of the Moon ได้ออกฉายนำไปเป็นเรื่องแรกก่อนแล้ว โดยผลงานเรื่องนี้เป็นการเขียนบทและกำกับโดย วินเซนโซ นาตาลี (Vincenzo Natali) ผู้เคยฝากผลงานไซไฟปริศนาชิ้นเอกอุอย่าง Cube (1997) ไว้เป็นที่โจษจัน โดยความน่าสนใจคือการนำเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของ สตีเฟน คิง (Stephen King) ที่เขียนร่วมกับ โจ ฮิลล์ (Joe Hill) ลูกชายของคิง ซึ่งจะทำให้ปีนี้มีหนังที่ดัดแปลงจากนิยายของคิงเข้าฉายพร้อมกันถึง 4 เรื่องเข้าไปแล้ว คือ Pet Semetary, It: Chapter 2, In the Tall Grass และ Doctor Sleep ที่จะเข้าฉายในเดือนหน้า

แม้ว่าหนังจะไม่มีดารานำที่โด่งดังมาเล่น มีเพียง แพทริก วิลสัน (Patrick Wilson) ที่เคยรับบท เอ็ด สามีนักไล่ผีตระกูลวอร์เรน จากหนังสยองแฟรนไชส์ดัง The Conjuring ที่พอได้คุ้นหน้า และนักแสดงที่เหลือเรียกว่าแทบจะโนเนมเลยสำหรับบ้านเรา แต่สิ่งที่ทำให้หนัง เอาอยู่ มาก ๆ คือการเล่าเรื่องที่ล้อยั่วกับความอยากรู้ในใจคนอย่าง เสียงเรียกในพงหญ้ายาวไกลที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ การค่อย ๆ เผยตัวตนแห่งปริศนาที่คลุมเครือเมื่อพบตัวละครใหม่ในพงหญ้าที่มาพร้อมคำใบ้และคำถามใหม่ ๆ เสมอ และเมื่อเราได้รู้ความคิดความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวแปลกประหลาดของแต่ละคน ความน่ากลัวของสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติที่ค่อย ๆ ปรากฏกายแท้จริง ก็ผสมผสานความน่ากลัวของพฤติกรรมมนุษย์ กลายเป็นความน่าสนใจที่ทั้งหลอน และชวนค้นหาฉากจบไปพร้อมกัน

วิลสัน ได้รับบทบาทที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งโดยส่วนที่ชอบมาก ๆ ของหนังที่พอเล่าได้โดยไม่สปอยล์มาก ก็เช่นการกำหนดเงื่อนไขที่หลอนหัวมากในการเอาตัวรอดจากพงหญ้าสูงนี้ โดยคำใบ้มาจากเด็กชายโทบิ้นตัวละครปริศนาที่วิ่งไปมาในพงหญ้าได้โดยไม่หลงทาง เขากล่าวว่า “มีแต่สิ่งไม่มีชีวิตเท่านั้นที่หญ้าเหล่านี้จะไม่พาเคลื่อนย้ายไปไหน” แล้วหนังก็เผยภาพทางรอดหลังฉากวิ่งวนเวียนในทุ่งวงกตจนเราเหนื่อยล้าแทนตัวละครนำ นั่นคือการนอนตายเป็นศพเท่านั้นเอง นั่นคือจังหวะที่เราขนลุกไปพร้อมตัวละคร และสิ้นหวังกับแสงปลายอุโมงค์ขึ้นมาทันใด นี่ก็เป็นเพียงข้อกำหนดเล็กน้อยที่หนังจากนิยายแนวคิงมักมีให้ป่วนประสาทผู้ชมผู้อ่านเล่นเสมอ และมักทำได้ดีเสมอเช่นกัน

ความน่าสนใจต่อมา นอกจากปริศนาเหนือธรรมชาติซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดหนีออกจากพงหญ้าไปได้อย่างที่บอกไปแล้ว ก็คือฉากหลังของเรื่องที่ทำออกมาได้น่าขนลุกมาก ๆ ไม่เพียงพงหญ้าที่กินเวลาอยู่ทั้งเรื่องเท่านั้น ฉากเด็ดที่ผมโปรดเป็นพิเศษคือโบสถ์ร้างฝั่งตรงข้ามของพงหญ้ามรณะ ที่ตั้งตระหง่านให้ทุกตัวละครเห็นแต่ก็ไปไม่ถึง สิ่งปลูกสร้างโดยรอบที่ไม่มีให้เห็นสักหลัง สร้างความสิ้นหวังร้าวรานให้ตัวละครได้ดี เพราะมันไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตใดจะมาช่วยเหลือพวกเขาจริง ๆ บรรดารถมากมายหลากหลายยี่ห้อที่จอดจนเก่าเขรอะอยู่หน้าโบสถ์ ก็แสดงนัยยะชวนหลอนที่สุดว่านี่ไม่ใช่ตัวละครกลุ่มแรกที่ถูกพงหญ้ากลืนกินหายไป ตอกย้ำความสิ้นหวังลงไปอีกแบบไม่ต้องพูดอะไรมาก

หนังความยาวเพียง 90 นาที แต่ก็สร้างสถานการณ์แปลกประหลาดน่าสนใจได้ตลอดไม่มีท่าทีไวไป หรือเอื่อยไปแต่อย่างใด การดัดแปลงจากนิยายก็บิดและเลือกทางการเล่าใหม่ที่น่าสนใจมากขึ้นสนุกมากขึ้น อย่างการให้ตัวละครแฟนของนางเอกมาตามหา ซึ่งในนิยายไม่มี ก็ทำให้หนังขับเคลื่อนไปได้ไกลกว่านิยายเยอะมาก ทั้งยังได้เล่นความวิปลาสในใจของตัวละครพี่ชายของนางเอกได้อย่างน่าสนใจขึ้นด้วย แถมหนังไม่มีท่าทีต้องระมัดระวังคำพูดจนกลายเป็นหนังเด็ก ประเด็นแรง ๆ ก็พูดได้เล่าได้ ทำให้หนังมีวาระที่ให้คิดตามเยอะพอสมควร เป็นอีกหนังจากนิยายคิงที่สนุกน่าสนใจมาก ๆ ครับ

Cr.www.sanook.com

Papicha ดับฝันเด็กสาวในอัลจีเรีย

เนดจ์มา เป็นสาววัยทีนหน้าหวานในโรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศอัลจีเรีย เธอฝันอยากเป็นนักออกแบบแฟชั่น อยากมีอิสระ อยากใช้ชีวิตของตัวเอง บางคืน เนดจ์ มากับเพื่อนซี้ชื่อ วาซิลล่า ลอบออกจากโรงเรียนเพื่อไปเที่ยวไนต์คลับและไปรับลูกค้า – คือบรรดาหญิงสาวคนอื่นๆ ที่ให้ เนดจ์ มาตัดชุดให้ – ระหว่างทางทั้งสองต้องเจอด่านตรวจที่ตั้งโดยกองกำลังหัวรุนแรงที่คอยตรวจจับผู้คน เธอต้องแกล้งสวมผ้าคลุมหัวเพื่อปิดบังว่าจริงๆ เธอใส่ชุดไปเที่ยว

Papicha

ที่กำแพงโรงเรียน เนดจ์ มากับ วาซิลล่า เห็นโปสเตอร์เรียกร้อง (หรือบังคับ) ให้ผู้หญิงใส่ชุดนิคาบ หรือชุดคลุมทั้งตัวเปิดแค่ลูกตาแบบอิสลามสายเคร่งครัด นั่นทำให้เพื่อนสาวทั้งสองเดาได้ว่าอนาคตของพวกเธอคงไม่ได้ง่ายอย่างที่หวังไว้

Papicha เป็นหนังสัญชาติอัลจีเรีย ออกฉายรอบปฐมทัศน์ไปที่เทศกาลเมืองคานส์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา และตอนนี้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศอัลจีเรียส่งชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังนานาชาติ เรื่องราวของ เนดจ์มา และ วาซิลล่า (แสดงโดยดาราอัลจีเรีย-ฝรั่งเศส ลีนา คูดรี่ และ ชีรีน บูเทลย่า) เป็นเรื่องของการแสวงหาเสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเองของเด็กสาวในสังคมที่ฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายหัวรุนแรงพยายามครอบงำทั้งร่างกายและความคิดของประชาชน โดยเฉพาะเพศหญิง นี่เป็นทั้งหนังวัยรุ่นและหนังเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ อีกทั้งยังเป็นหนังที่ทำให้เราเห็นสภาพบ้านเมืองและความวุ่นวายของอัลจีเรียในยุคปลายทศวรรษที่ 1990 ที่สงครามกลางเมืองยังคุกรุ่นและการแย่งอำนาจของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายหัวรุนแรง กลายเป็นพลังมืดที่กำหนดชะตาชีวิตประชาชนแทบทุกคน

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่หนังจากอัลจีเรียเข้าโรงฉายในประเทศไทย หนังเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีทั้งผู้กำกับ มูเนีย เมดดูร์ และดารานำสองคน คือ ลีน่า คูดรี้ กับ ชีรีน บูเทลย่า มาร่วมงานและตอบคำถามผู้ชมในโรงด้วย จะดู Papicha ให้สนุกและเข้าใจ เราอาจจะต้องมองบริบทประเทศอัลจีเรียให้ออกสักเล็กน้อย ประเทศเล็กๆ ทางตอนเหนือของแอฟริกานี้อยู่ติดกับโมรอกโก เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมานานกว่าร้อยปี เผชิญหน้ากับสงครามต่อเนื่อง ทั้งสงครามปลดแอกจากเจ้าอาณานิคม (มีหนังดังเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ชื่อ Battler of Algiers) และสงครามกลางเมืองที่ต่อเนื่องถึงแม้ประเทศจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบการเลือกตั้ง เทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบแอฟริกาเหนือ อัลจีเรียตกระกำลำบากมากกว่า นักท่องเที่ยวก็แทบไม่มี แถมยังต้องฟาดฟันกับศึกนอกและศึกในมากกว่า และยังคงประสบความวุ่นวายอยู่จนทุกวันนี้

หนังวางเรื่องในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ขณะที่สงครามกลางเมืองยังไม่จบ และฝ่ายอิสลามหัวรุนแรง (ผู้กำกับเน้นเลยในการตอบคำถาม ว่าไม่ใช่อิสลามทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ แต่เป็นเพียงส่วนน้อย) พยายามบังคับกฎเกณฑ์ทางสังคมในการแต่งตัวและประพฤติตัวของผู้หญิง ถึงขั้นลงมือสังหารผู้หญิงที่มีปากมีเสียงหรือพยายามงัดข้อกับสายอนุรักษนิยม ส่วนการตั้งด่านตามถนน เป็นเรื่องปกติ จะเป็นด่านของทางการ หรือด่านของกองกำลัง ประชาชนทุกคนก็ต้องหยุดรถและยอมให้ตรวจโดยไม่มีข้อแม้

สิ่งที่หนังจะบอกคือ การเป็นผู้หญิงในสังคมแบบนี้ ยิ่งเป็นวิบากกรรมมากขึ้นอีกหลายเท่า การจัดการสังคม มักหมายถึงการจัดการผู้หญิง การสร้างความเรียบร้อย มักหมายถึงการบังคับพฤติกรรมและความคิดของผู้หญิง เนื้อหนังมังสาของเธอกลายเป็นสนามปะทะของความคิดหัวใหม่และหัวเก่า เสื้อผ้าที่เธอเลือกใส่บ่งบอกว่าเธออยากให้สังคมเป็นแบบไหนและความคิดของเธอถูกยอมรับได้หรือไม่โดยผู้มีอำนาจ หนังอาจจะดูทื่อๆ ตรงๆ ไปนิดในการผลักประเด็นเสรีนิยมเหล่านี้ แต่ด้วยการแสดงของดารานำ โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นเป็น เนดจ์มา (ลีน่า คูดรี้ จะเล่นหนัง เวส แอนเดอร์สัน เรื่องหน้าด้วยชื่อ The French Dispatch เธออายุ 27 แล้วแต่หน้าเด็กมากๆ) ทำให้หนังน่าดู น่าเชื่อ และทำให้เราเห็นสภาพความอึดอัดของเด็กสาวในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง ก่อนที่หนังจะปล่อยระเบิดลูกใหญ่ใส่คนดูอย่างไม่ได้ตั้งตัว อันนี้ต้องไปดูเองเพราะจะสปอยล์มากๆ ถ้าเล่าละเอียดกว่านี้

หนังจากแถบโมรอกโก อัลจีเรีย ตูนิเซีย มีอิทธิพลของหนังฝรั่งเศสอยู่มาก ด้วยเหตุที่เป็นเมืองขึ้นเก่าและเป็นประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศส Papicha ก็เช่นกัน ถึงหนังจะถ่ายในอัลจีเรีย และทีมงานหลักเป็นอัลจีเรีย แต่ก็เป็นอัลจีเรียที่พลัดถิ่นไปอยู่ฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ ทั้งผู้กำกับและดารา สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ หนังพูดภาษาสแลงพื้นถิ่นที่เรียกกันว่า Algerois คือการผสมคำฝรั่งเศสกับอาหรับ ขึ้นต้นประโยคด้วยฝรั่งเศสม้วนมาจบที่อาหรับ อันเป็นเอกลักษณ์ของคนอัลจีเรีย ทำให้บทพูดในหนังมีรสชาติเข้มข้น หนักหน่วง และสะท้อนภาพวัฒนธรรมที่ปะทะสังสรรค์กันอย่างพลุ่งพล่าน

Cr.www.sanook.com

รีวิว Godzilla: King of the Monsters

นับว่าเป็นภาพยนตร์แอคชั่นผจญภัยแฟนตาซีภาคต่อที่มีแฟนๆ รอติดตามชมไม่น้อยเลย สำหรับ Godzilla: King of the Monsters ที่แม้ว่าในภาคสองนี้จะห่างจากภาคแรกนานถึง 5 ปีแล้วก็ตาม โดยในภาคนี้ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น ไมเคิล โดเกอร์ตี (Michael Dougherty) และยังได้ทีมนักแสดงจากภาคเดิมมาสานต่อความสนุกสุดระทึก ไม่ว่าจะเป็น เคน วาตานาเบ (Ken Watanabe), แซลลี ฮอว์กินส์ (Sally Hawkins) ร่วมด้วยนักแสดงมากฝีมือเสริมทัพ มิลลี บ็อบบี บราวน์ (Millie Bobb Brown), วีรา ฟาร์มิกา (Vera Farmiga), ไคลย์ แชนเลอร์ (Kyle Chandler) และ จางซิยี่

รีวิว Godzilla: King of the Monsters

Godzilla: King of the Monsters ว่าเรื่องราวความพยายามของ โมนาร์ก สถาบันวิจัยสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่ไม่สามารถระบุได้ เมื่อเหล่าสมาชิกในองค์กรต้องพบกับการต่อสู้กันระหว่างเหล่ามอนสเตอร์ยักษ์ ก็อดซิลลา ปะทะกับ มอธรา, โรแดน และคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง คิงกิโดรา เหล่าสัตว์ประหลาดโบราณไม่เป็นเพียงแค่ตำนาน พวกมันฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จึงต้องต่อสู้กันเพื่อความเป็นสุดยอด สะเทือนถึงการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเต็มที

บอกเลยว่าแค่เปิดฉากแรกมาก็ทำเอาผู้ชมคนดูอย่างเราใจเต้นระทึก เพราะอยากเห็นโฉมหน้าของคิงมอนสเตอร์ ก็อดซิลลา เต็มที อยากรู้ว่าเจ้าตัวจะมีวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปจากภาคที่แล้วมากแค่ไหน ซึ่งในช่วงแรกหนังได้ปูเรื่องราวมาพอให้ได้รู้อย่างคร่าวๆ ว่าโลกในตอนนี้อยู่ในสถานการณ์แบบไหน จะว่าไปแล้วปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหล่าสัตว์ประหลาดพวกนี้ออกมาเพ่นพ่านก็ดูเหมือนจะเกิดจากไอเดียที่ไม่ค่อยเข้าท่าของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งเป็นผู้ปลดปล่อยมอนสเตอร์และจุดฉนวนสงครามของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ จนพระเอกอย่าง ก็อดซิลลา ต้องมาออกโรงต่อสู้เพื่อปกป้องโลกอีกครั้ง

แน่นอนว่าแม้เราจะรู้สึกขัดอกขัดใจกับการกระทำของเหล่ามนุษย์ผู้กระจ้อยร่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าไม่เพราะความขี้เผือกอยากเห็นโลกยุคใหม่ (ที่ต้องทำลายปัจจุบันไปให้หมด) เราก็คงไม่ได้เห็นการต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อยู่แล้ว ซึ่งในภาคนี้ต้องขอชื่นชมในส่วนของงานบู๊แอคชั่นที่ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่ อลังการไปกับโลกใต้น้ำที่อยู่ของ ก็อดซิลลา เหล่าสัตว์ประหลาดปะทะกันได้อย่างสะใจ เปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่แทบอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้เลย ทั้งยังเพิ่มเรื่องราวความดรามาของมนุษย์ออกมาได้ดีแพ้ภาคแรก เรียกว่าเต็มอิ่มทุกอารมณ์จริงๆ

นอกจากความสนุกสะใจจากการได้รับชม Godzilla: King of the Monsters หนังก็ยังคงสะท้อนให้มุมมองหลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความสมดุลทางธรรมชาติ ท้ายที่สุดแล้วอะไรที่มันเลวร้ายก็จะถูกกำจัดออกไปตามกฎการคัดเลือกของธรรมชาติ ซึ่งในหนังก็ได้เปรียบ ก็อดซิลลา เป็นราชาที่แท้จริง ผู้ซึ่งทำให้ทุกๆ อย่างได้กลับคืนสมดุล แม้ว่ามันออกจะดูเวอร์ไปบ้างแต่ก็พอจะเข้าใจได้เพราะมันก็คือหนังที่สร้างมาเพื่อความบันเทิง

อย่างไรก็ตาม ก่อนปัญหาจะจบลงได้ก็ต้องมีผู้สูญเสีย ซึ่งในภาคนี้ต้องบอกเลยว่าก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะตัวละครหลักที่ทำเอาใจหายไปเหมือนกัน แต่เมื่อทั้งหมดทั้งมวลเดินทางมาสู่จุดจบก็ทำให้ได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้เพื่อโลกของตัวเอง แน่นอนว่าตอนจบคงเดาได้ไม่ยากเพราะทางค่ายก็เตรียมสร้างหนังในจักรวาลมอนสเตอร์มาให้ได้ชมในปีหน้า และปูเรื่องราวไปสู่การปะทะกันของ คอง และ ก็อดซิลลา ในเอนด์เครดิตอีกด้วย

รีวิว รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน หนังโรแมนติกคอมเมดี้มีครบทุกรสชาติ

ถือว่าเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดของไทยที่เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ สำหรับ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน จากผลงานการกำกับภาพยนตร์แบบเต็มตัวเรื่องที่สองของ โจ้ วิรัตน์ เฮงคงดี ซึ่งเคยฝากเรื่องราวความสนุกสะท้อนชีวิตจริงในโลกการทำงานของมนุษย์เงินเดือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ใน ยอดมนุษยเงินเดือน (2012) ล่าสุดนี้เขาก็ยังนำเอาเรื่องราวส่วนหนึ่งจากการทำงานมาถ่ายทอดบนจอเงินอีกครั้ง เพียงแต่อาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับเรื่องแรก ซึ่งในเรื่องนี้ได้นำเสนอความรักเป็นแกนหลัก

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน ว่าด้วยเรื่องราวของการต่อสู้กันระหว่างคนที่เชื่อในความรัก และคนที่ไม่เชื่อในความรัก แทน เป็นคนที่ไม่เชื่อในความรัก เนื่องจากมีประสบการณ์จากการถูกแฟนสาวของเขาทอดทิ้งอย่างเจ็บปวด ทำให้เขาต้องต่อสู้กับ จี๊ด ผู้ที่ตลอดเวลายังเชื่อ และศรัทธา ว่ารักแท้นั้นมีอยู่จริง แทนจึงได้ออกแบบกรมธรรม์ขึ้นมากรมธรรม์หนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคู่รักที่มาซื้อกรมธรรม์นี้ ภายใน 2 ปีไม่เลิกกัน รับเงินประกันคืนไปเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมดอกเบี้ยอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ทันที

แน่นอนว่าดูจากหน้าหนังแล้วคงไม่ยากที่จะเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะหนังก็ยังคงไม่ได้ฉีกแนวไปจากความโรแมนติกคอมเมดี้เหมือนเรื่องอื่นๆ เพียงแต่ได้มีการนำเสนอเรื่องกรมธรรม์ประกันความรักขึ้นมาเป็นกิมมิกให้น่าสนใจ ซึ่งถือทำออกมาได้ค่อนข้างดีแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้อยู่ในหลักความจริงที่จะเป็นไปได้เลยก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขของประกันนี้มีส่วนทำให้หนังน่าสนใจไม่น้อย เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้อยากรู้ต่อไปว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

ในส่วนของความโรแมนติกคอมเมดี้นั้นก็ถือว่าสอบผ่าน หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนทำออกมาถูกจังหวะฮามาก แถมยังมีการพยายามไทอินรายการต่างๆ ของผู้กำกับเข้ามาให้มีสีสัน ซึ่งก็ถือทำออกมาได้ไม่น่าเกลียดแต่ก็ไม่ค่อยเข้ากันอย่างที่คิด เช่น รายการแร็ปเปอร์ที่พยายามเชื่อมโยงให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของนางเอก นอกจากนั้นต้องขอชื่นชมในส่วนของนักแสดงตัวประกอบที่นำเอาคาแรคเตอร์ของแต่ละคนเข้ามาแบบพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อย ไมแย่งซีนจนเกินไป

นอกเหนือไปจากเรื่องราวความสนุกสนานจากการเอาชนะกันแบบพ่อแง่แม่งอนของพระ-นางที่มีกลิ่นไอความเป็นเกาหลีมากๆ แล้ว (แน่นอนว่าหนังสร้างค่ายเกาหลี) ในส่วนของนักแสดงอย่าง ปั้นจั่น ปรมะ และ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ก็ดูเหมือนว่ามีเคมีเข้ากันดีมาก พระเอกก็ถ่ายทอดความเป็นผู้ชายเนิร์ดๆ ออกมาได้ดี ส่วนฝ่ายนางเอกก็น่ารักสดใสดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจไม่น้อย

โดยรวมแล้วพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าหนังสนุกมีครบทุกรส ทั้งฮา เศร้า และซึ้ง ส่วนฉากเลิฟซีนก็มีมาบ้างประปราย แต่ก็อาจจะมีหลายๆ ส่วนที่มันยังดูขัดๆ ไม่สมจริงอยู่ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าต้องการสร้างอรรถรสจากความเป็นภาพยนตร์ให้ดูแล้วสนุก เชื่อว่าหากไม่ได้คิดอะไรมากหรือจริงจังไปกับความไม่สมเหตุสมผลในหลายๆ จุดก็คงทำให้ดูหนังไม่สนุก เอาเป็นว่าใครอยากลองตีตั๋วเข้าไปชมก็ไม่เสียหายอะไร เพราะคุณภาพงานสร้างก็ไม่เสียชื่อเกาหลีอยู่แล้ว