รีวิว Professor Marston and the Wonder Women

หลังจากเข้าฉายในสหรัฐฯ ไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาพร้อมด้วยคะแนนวิจารณ์ที่ค่อนข้างสูง ในที่สุดก็มีการนำเข้ามาฉายในไทยแล้ว สำหรับ Professor Marston and the Wonder Women ภาพยนตร์ชีวประวัติของผู้ให้กำเนิดฮีโร่หญิงคนแรกของโลก Wonder Woman จากหนังสือการ์ตูนที่กลายเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคเริ่มต้นที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

Professor Marston and the Wonder Women

Professor Marston and the Wonder Women ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนของคนในยุคสมัยนั้นของ Dr. William Mouton Marston นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและนักประดิษฐ์ที่ช่วยค้นคิดเครื่องจับเท็จรุ่นใหม่และได้ให้กำเนิดเรื่องราว Wonder Woman ในปี 1941

มาร์สตันมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกับภรรยาสาว Elizabeth Marston ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและนักประดิษฐ์เช่นเดียวกัน และ Olive Byrne นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตอนหลังได้กลายมาเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของ Dr. William Mouton Marston

ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สาว Wonder Woman และตัวละครนี้ได้ใส่ความเป็นเฟมินิสต์ของสองสาวลงไป ในเวลาต่อมาดอกเตอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งผิวหนังในปี 1947 สองสาวจึงอยู่ด้วยกันและเลี้ยงดูมาร์สตันน้อยร่วมกัน

จากเรื่องราวชีวิตรักของ ดร.มาร์สตัน นักจิตวิทยาชื่อดัง จะเห็นว่าค่อนข้างผิดปกติในสายตาของคนทั่วไป เนื่องจากการใช้ชีวิตในครอบครัวแบบ 3 คนฉันสามีภรรยา เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ของสังคมในสมัยนั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เปิดเผยเบื้องหลังที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

ด้วยเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านสายตาแบบมุมมองพระเจ้า เราจึงได้เห็นความคิด การกระทำของตัวละครว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และยังทำให้เข้าใจความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของพวกเขาได้ ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครแต่ละตัวนั้นก็มีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ แม้การกระทำเหล่านั้นจะทำให้คนอื่นไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็น หากมองกลับกันพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกชีวิตได้ตามแบบที่ตนต้องการ และการที่คนอื่นมาตัดสินการใช้ชีวิตของพวกเขาก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิเช่นเดียวกัน

เนื่องจาก Professor Marston and the Wonder Women ได้เปิดเผยให้เห็นถึงต้นกำเนิดของการ์ตูนและภาพยนตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง Wonder Woman ซึ่งเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยา โดยในหนังได้ย่อยข้อมูลให้ผู้ชมอย่างเราๆ ที่เชื่อว่าไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านจิตวิทยามากนักให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา เพราะด้วยความที่เนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างมีความแปลกมากพอแล้ว จึงเป็นการดีที่มีการลำดับเรื่องได้เข้าใจง่าย เวลาเปลี่ยนพาร์ทการเล่าเรื่องก็ทำออกมาได้ดี ไม่ทำให้สับสน

หลักใหญ่ใจความที่เชื่อว่าหนังต้องการจะสื่อนั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง นั่นคือความรัก อันเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด แม้ว่าความรักของครอบครัวมาร์สตันจะผิดแผกไปจากครอบครัวอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังสื่อออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนคือความรักใคร่ปรองดองของคนในครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาจากสังคมที่รับไม่ได้กับสถานะของพวกเขานั้น แม้ว่ามันจะมีผลกระทบบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ยังคงรักษาความรักนั้นไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากมองในมุมของพวกเขาเราก็จะเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่พวกเขาทำไปทั้งหมด แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่ด้วยความที่มันเกิดขึ้นจริง เราจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะมาหักล้างความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

นอกเหนือจากเรื่องราวที่เป็นที่ฮือฮาแล้ว นักแสดงที่มารับบทก็ทำให้เราประหลาดใจได้ไม่แพ้กัน เพราะด้วยบทบาทที่ถือว่าไม่ได้ง่าย นักแสดงนำทั้งสามคนอย่าง Luke Evans, Rebecca Hall และ Bella Heathcote ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ ออกมาได้อย่างสมจริง จนทำให้หลงเชื่อไปเลยว่าทั้งสามคนนั้นเป็นครอบครัวมาร์สตันไปจริงๆ ทั้งภาพและฉากต่างๆ ยังส่งให้การแสดงในแต่ละฉากนั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัวได้อย่างน่าประทับใจ หากใครต้องการซึมซับเรื่องราวความรักที่เป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ เชื่อว่า Professor Marston and the Wonder Women ไม่ทำให้ผิดหวัง อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เรามีมุมมองความรักที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีและเปิดกว้างมากขึ้น

Professor Marston and the Wonder Women 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 16 พฤศจิกายน 2017

รีวิวหนัง Knives Out – ฆาตรกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่

หนัง Knives Out ปริศนาคดีฆาตกรรมของครอบครัวหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้มาพร้อมหน้ากันเพื่อฉลองวันเกิดของคุณปู่ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อคุณปู่ได้เสียชีวิตลงอย่างปริศนา ทำให้นักสืบต้องเข้ามาสืบหาตัวผู้ร้าย และแน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างมีแรงจูงใจและกลายเป็นผู้ต้องสงสัย!

Knives Out

เรื่องราวว่าด้วย Harlan คุณปู่ประจำตระกูล Thrombey ได้ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องหนังสือใต้หลังคา โดยที่มีรอยมืดกรีดอยู่ที่คอ เหมือนท่านได้ทำการฆ่าตัวตายหลังจากวันเกิดท่านในคืนก่อนหน้า แต่แน่ใจหรือว่าคุณปู่จะฆ่าตัวตายจริงๆ ?

นี่เป็นหนังสืบสวนสอบสวนอีกเรื่องนึงที่มีวิธีการดำเนินเรื่องค่อนข้างไว ถึงใครตามเรื่องไม่ทันอาจจะดูไม่รู้เรื่องก็ได้ ที่เซอร์ไพร์สเลยคือยิ่งดู สิ่งที่คนดูเดานั้นยิ่งเดาผิดกันไปใหญ่ มีการผลิกแพลงเรื่องว่าใครเป็นต้นเหตูหรือเป็นคนฆ่าคุณปู่ได้บ้าง และหนังจบได้แบบหักปากกาเซียนจริงๆ ขนาดฉากที่เฉลยปมคนดูยังต้องตั้งใจตามไม่งั้นอาจจะไม่รู้เรื่องก็เป็นได้

สรุปแล้วนั้น นี่เป็นหนังม้ามืดอีกเรื่องในช่วงนี้ที่ดูแล้วเทใจให้ ในความตั้งใจของการเขียนบท การวางปม ขมวดปม แรงจูงใจของเหตุฆ่าตกรรมในเรื่องนี้ อยากให้มาลองสัมผัส มานั่งเดาเล่นๆระหว่างดู ว่าจะมีใครเด่าตอนจบได้ถูกต้องบ้างหรือไม่ 9/10

รีวิว Cinderella การเติมเต็มในสิ่งที่แอนิเมชั่น- ซินเดอเรลล่า

เรื่องราวของซินเดอเรลล่าได้เดินตามรอยชีวิตของ เอลล่า (ลิลี่ เจมส์) สาวน้อยที่พ่อผู้เป็นพ่อค้าของเธอได้แต่งงานใหม่หลังจากการสูญเสียแม่ไป ด้วยความที่อยากจะให้กำลังใจพ่ออันเป็นที่­รักของเธอ เอลล่าให้การต้อนรับแม่เลี้ยงคนใหม่ (เคท แบลงเชตต์) และลูกเลี้ยงของเธอ อนาสตาเซีย (ฮอลิเดย์ เกรนเจอร์) และ ดริสเซลล่า (โซฟี แมคชีร่า) สู่บ้านของเธอ แต่เมื่อพ่อของเอลล่าได้ด่วน­จากไปอย่างกะทันหัน เธอพบว่าตัวเองได้ตกอยู่ภายใต้ความดูแลของ­ครอบครัวใหม่ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและโหด­ร้าย สุดท้ายเธอได้กลายเป็นเพียงคนรับใช้สาวที่­ร่างกายเต็มไปด้วยขี้เถ้าและถูกเปลี่ยนชื่­อเป็น ซินเดอเรลล่า เอลล่าเริ่มหมดสิ้นความหวัง แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนี้ เธอตั้งใจที่จะรักษาคำพูดสุดท้ายของแม่ที่บอกให้เธอมีความกล้าหาญและจิตใจที่ดี เธอจะไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวังหรือเหยียดห­ยามคนที่มารังแกเธอ และเมื่อเธอได้พบกับชายหนุ่มแปลกหน้าผู้มี­เสน่ห์ในป่า โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าเขาคนนั้นคือเจ้าชายหรือแม้แต่กระทั่งเป็นคนในราชสำนัก เอลล่ารู้สึกเหมือนได้พบกับจิตใจอันดีงาม โชคชะตาของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อราชวัง­ได้ประกาศเชิญให้หญิงสาวทั่วราชอาณาจักรมา­เข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำ ความหวังของเอลล่าส่องประกายอีกครั้งกับกา­รที่จะได้พบกับ คิทเจ้าเสน่ห์ (ริชาร์ด แมดเดน) แต่แม่เลี้ยงของเธอกลับไม่อนุญาตให้เธอไปร­่วมงานและทำลายชุดไปงานเลี้ยงของเธอเป็นเส­ี่ยงๆ แต่ด้วยข้อดีของเทพนิยาย ความช่วยเหลือจึงมาทันเวลา เมื่อสตรีขอทานผู้ใจดี (เฮเลน่า บอนแฮม-คาร์เตอร์) ได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับฟักทองและหนูอีกสองส­ามตัว ที่จะเปลี่ยนชีวิตของซินเด

Cinderella

เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮาที่ดิสนีย์ประกาศที่จะสร้างภาพยนตร์คนแสดงจากแอนิเมชั่นที่ตัวเองเคยสร้างไว้ ซึ่งต่อยอดจาก Alice in wonderland และ Maleficent เมื่อปีที่แล้วที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

เรื่องราวในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นี้คือจะดำเนินตามแอนิเมชั่นแบบถอดแบบมาเลยทีเดียว และเติมเต็มความรู้สึก และสิ่งที่แอนิเมชั่นไม่ได้กล่าวไว้ได้อย่างลงตัวมาก เจ๊เคท เล่นเป็นแม่เลี้ยงได้ใจจริงๆ นางฟ้าแม่ทูนหัว ถึงจะมีมาแค่ฉากเดียว ขโมยซีนได้สุดยอดมาก

ถือว่าเป็นการนำเอาแอนิเมชั่นมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งที่สมศักดิ์ศรีดิสนีย์ที่นำเอาผลงานค่ายตัวเองมาเป็นภาพยนตร์ที่ดราม่าครอบครัว สร้างแรงบัลดาลใจสร้างความกล้าและเมตตาตามคอนเซปภาพยนตร์ได้จริงๆ แล้วคุณจะรู้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนึงสามารถทำให้คุนคิดบวก มีความกล้าและเมตตาขึ้นมาเพื่อสร้างสรรโลกนี้ให้สวยงามยิ่งขึ้นเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวผมให้เต็ม 10/10 ไปเลย มันโดนมันเพอร์เฟคมากที่สุด

ปล. Frozen Fever มีความยาว 7 นาที เป้นอะไรที่เซอร์ไพร์และเอาอยู่มาก แอดมินให้ 9/10 ไปเลยสำหรับแอนิเมชั่นขนาดสั้นภาคต่อเรื่องนี้ หัก1 คะแนนเพราะมันสั้นไปอยากดูเยอะ

รีวิวหนัง เรื่อง Sming – สมิง

กลางดึกในป่าแห่งหนึ่ง พรานบุญ(พรานผู้มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่บ้านพราน) ได้ช่วยชีวิตเแดง (เด็กในหมู่บ้าน) ให้รอดพ้นจากการใช้ภาพลวงล่าเหยื่อของลูกสมิง โดยหารู้ไม่ว่าการฆ่าครั้งนี้เป็นที่มาของความแค้น แม่สมิงได้เห็นพรานบุญฆ่าลูกตัวเอง มันจึงเข้าหมู่บ้านพรานเพื่อแก้แค้น เป้าหมายหลักของมันคือลำดวน (ลูกสาวพรานบุญ) แต่มันกับฆ่าได้เพียงแต่แม่ปราง (เมียพรานบุญ) ทำให้ความแค้นไม่สิ้นสุด และการล่าเพื่อล้างแค้นจึงเกิดขึ้น

Sming - สมิง

จากการตายของแม่ปราง ทำให้พรานบุญตัดสินใจออกล่าสมิงอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของลำดวน เขาได้ฝากลำดวน ไว้กับเพื่อนรักคือพรานหลง (ผู้ใหญ่บ้านของหมูบ้านพรานแห่งนี้) การล่าของพรานบุญครั้งนี้ต้องแลกด้วยความตายเท่านั้น
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้สมิงได้ออกอาละวาดอย่างหนัก มันใช้ภาพลวงหลอกฆ่าเหยื่อ ทำให้ไม่เคยมีใครเห็นตัวมันจริงจริงนอกจากเหยื่อที่มันฆ่าเท่านั้น ข่าวการล่าของมันแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีล่าของมันทำให้กระตุ้นและท้าทายพรานจากที่ต่างๆ ให้พากันมาที่หมู่บ้านนี้ ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ
การล่าสมิง แต่วัถตุประสงค์ต่างกันออกไป บางคนล่าเพราะความแค้น บางคนล่าเพื่อปกป้อง บางคนล่าเพื่อสนุก บางคนล่าเพื่อชื่อเสียง คงมีแต่ชาติ (ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้) หนุ่มอนุรักษ์ ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่สืบสวนเรื่องนี้ ที่มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไปเพราะเค้าต้องการหยุดการล่า

อย่างแรกคือความกล้าหาญของคนทำที่กล้าทำหนังที่แบกรับวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ไว้ทั้งเรื่องซึ่งแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเจ็บตัวสูงเพราะมีคู่แข่งเป็นหนังฮอลลีวู้ดที่งานเทคนิคภาพรวมถึงความกลมกล่อมของบทยังไม่สามารถสู้ได้

อย่างที่สองคือความตั้งใจที่สัมผัสได้ในหลายๆ รายละเอียดที่พยายามสร้างชั้นเชิงในส่วนของบทและความหลากหลายของตัวละคร การต่อสู้กับสมิงที่มีทั้งความเชื่อไทย เขมร จีน ถึงแม้จะไม่ลงตัวดูเก้ๆกังๆอยู่มากแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นจับฉ่ายสุกเอาเผากินเพื่อโชว์ความกระหายCGIลูกเดียว
อย่างที่สามคือมันไม่ใช่หนังที่ขายหน้าหนังเกินหนังตัวเองที่เป็นจริงๆ จนถึงขั้นน่าเกลียด หนังแนวๆนี้ที่นึกถึงคือ ‘ปืนใหญ่จอมสลัด’ ที่ขายทั้งวิชวลเอฟเฟ็กต์ ดารา ผู้กำกับและคนเขียนบทคนดัง แต่หนังที่ออกมาเหลวแหลกมาก

เสียดายที่บทมันเยอะตัวละครแยะเลยกลายเป็นว่ากระจายความสำคัญให้ตัวละครหลายตัวเกินไปจนจับจุดให้เราติดตามเรื่องราวได้ไม่ไหลลื่น อีกทั้งยังทิ้งข้อข้องใจไว้ตามรายทางโดยเฉพาะขอบเขตความสามารถของสมิงกับร่างจำแลงของมันและเหล่าวิญญาณที่สมิงสังหารซึ่งถูกพันธนาการไว้ในร่างสมิงนั้นมีความซับซ้อนกับร่างเสือสมิงที่แท้จริงอย่างไร

หยิบจับขยายเรื่องราวผิดส่วนไปมากซึ่งแทนที่จะจับธีมอันใดอันหนึ่งให้อยู่หมัดเพื่อสะท้อนสาส์นและสะเทือนอารมณ์อารมณ์ได้ในตอนท้าย กลับไปแบ่งใสใจรายละเอียดส่วนขยายต่างๆอย่างละเล็กละน้อยเพื่อรองรับการหักมุม ซึ่งก็เล่นท่ายากเพราะเป็นแบบที่ต้องบาลานซ์การปรากฏตัวของตัวละครและการซ่อนที่รอการเฉลยให้ไม่งกเงิ่นจนดูคลิเช่โต้งๆจนเกินไป ซึ่งในส่วนนี้ทำให้นึกถึง บอดี้ศพ19 แต่สำหรับสมิงมันยากในการเล่ากว่ามากๆ เพราะต้องเล่าตัวละครที่มีทั้งสองสถานะจิตที่แตกต่างกันอยาสงสิ้นเชิงในตัวเดียวกันให้น่าเชื่อ

การกำกับช่วงแรกๆ ยังดูขาดๆ เกินๆ เชยๆ เห่ยๆ ทำให้ดูประดักประเดิดจนหลุดยิ้มในฉากที่ควรเศร้าอยู่บ้าง รวมถึงการตัดต่อที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางมันจึงเอาไม่อยู่ แต่บางช็อตก็เชื่อมโยงได้เข้าท่าดี

เข้าใจว่างบนักแสดงไม่มีมากพอที่จะจ้างดารามีชื่อเสียงมาร่วมเล่น ทำให้บทสนทนาโต้ตอบหลายๆครั้งที่ซ้ำซากยิ่งไร้มิติเมื่อผนวกกับการแสดงของนักแสดงหน้าใหม่ที่แสนคลิเชทำให้ขาดความน่าเชื่อเมื่อต้องถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเสียงในหลากหลายบรรยากาศแต่เสียงเหล่านั้นกลับแบนเรียบโมโนโทนเหลือเกิน ก็เลยทำให้ต้องพยายามเอาใจช่วยหนังให้รอดพ้นจากช่วงแรกนี้ไปได้ แต่ยังดีที่นักแสดงหลักบางคนในอัตราส่วนน้ำหนึ่งหยดต่อหนึ่งแก้วยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มก้อนพรานฝรั่งที่ถึงแม้ไม่มีบทบาทส่งผลกับเรื่องมากนักแต่ฉากใหญ่ของพวกเขาก็สร้างสีสันได้มาก นอกนั้นก็ต้องหันไปชมเชยการแสดงของตัวประกอบที่เล่นมีมิติมากกว่าตัวแสดงหลักหลายๆตัว

เสียงดนตรีประกอบที่โหมเร้าอารมณ์แทบทุกฉากอย่างไม่ยั้งมือ แทนที่จะเสริมบรรยากาศหนังแต่กลับทำลาย จนช่วงกลางเรื่องเหมือนรู้ตัวว่าการโหมดนตรีประกอบขนาดนั้นมันเกินซีนหนังจนทำลายก็เลยเบาๆ ลงบ้าง ก่อนจะโหมแรงอีกครั้งช่วงท้ายแบบว่าเอาน่าจะจบแล้วก็ต้องบิลด์หน่อยสิ

โดยรวมแล้วหนังสนุกเป็นช่วงๆ สนุกกับการได้เห็นพลังวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ในหนังไทยที่แน่นอนว่ามีมากกว่าเสือในตัวอย่างหนัง ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาไปในทางที่ดีของหนังไทย สมควรแก่การเสียสตางค์เข้าไปดู

รีวิวหนัง Jojo Rabbit – ต่ายน้อยโจโจ้

หนัง Jojo Rabbit หรือชื่อไทยว่า ต่ายน้อยโจโจ้ เรื่องราวของเด็กชาวเยอรมันคนหนึ่ง ที่มีเพื่อนในจินตนาการเป็น Hitler แม่ของเขาได้ซ่อนตัวเด็กหญิงชาวยิวคนหนึ่งเอาไว้ ทำให้เด็กชายคนนั้นต้องให้เพื่อนในจินตนาการช่วยเหลือ

Jojo the Rabbit

Jojo the Rabbit – ต่ายน้อยโจโจ้ เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสืออีกที ผลงานของผู้กำกับ Taika Waititi ที่สร้างความฮาไว้ใน Thor: Ragnarok หลังจากนั้นก็กลายเป็นผู้กำกับเนื้อหอม ผลงานจ่อคิวเพียบ และเมื่อหนังสือที่ค่อนข้างจะดาร์คมาอยู่ในมือของเขาแล้ว มันจะกลายเป็นความฮา ความตลก อารมณ์และความรู้สึกก็เปลี่ยนไป แต่ก็ยังสะท้อนความโหดร้ายความหดหู่ของสงคราม ผ่านมุมมองของเด็กไร้เดียงสาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงคว้ารางวัลออสการ์สาขา บทดัดแปลงยอดเยี่ยมไปได้ (Best Adapted Screenplay) ซึ่งจริงๆ หนังเรื่องนี้เข้าชิงอีกถึง 5 สาขาเลยทีเดียว

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่อว่า Jojo เขาเป็นเด็กที่รักชาติ หมกมุ่ง คลั่งไคล้ความเป็นนาซี และมีไอดอลเป็น Adolf Hitler อีกต่างหาก ที่สำคัญเขามีเพื่อนในจินตนาการเป็น Adolf Hitler อีกนั่นแหละ ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อเขามารู้ความลับว่าแม่ของเขาซ่อนสาวชาวยิวเอาไว้ในบ้านเขา ทำให้เขาต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยภาพ ด้วยตัวอย่าง ด้วยบท มันก็ดึงความสนใจความน่าดูของเราไปหมดแล้ว แต่เอาจริงๆ สารภาพเลยว่าไม่ได้ชอบ Thor: Ragnarok ของ Taika Waititi นะ คิดว่ามันใส่ตลกมาล้นเกินไปด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอกนั่นแหละความสนใจทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้กำกับ

เอาจริงๆ เราเห็นหนังที่พูดถึงความโหดร้ายของ Hitler หรือนาซีมาก็เยอะเหมือนกันนะ แต่หนังเรื่องนี้เลือกที่จะบอกเล่ามุมมองพวกนั้นผ่านความไร้เดียงสาของเด็ก 10 ขวบ!!! แถมยังเล่าออกมาในมุมมองที่มีความฮา ความตลก คอเมดี้ ภาพโทนสว่างสีสดใส ดูไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ก็แฝงไปด้วยตลกร้าย เจ็บปวด น่าเศร้า สะท้อนความรุนแรงของสงครามออกมา ให้คนไปตีความกันได้อย่างอึ้งใช่เล่นเลย ไม่ต้องมีฉากปูหรือขยี้เลยแม้แต่น้อย

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือความไร้เดียงสาของเด็กนั่นแหละ ที่เติบโต คุ้นชิน คุ้นเคยกับนาซี ความโหดร้ายของ Hitler ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กด้วยสภาพแวดล้อมแบบนั้น แต่พอโตขึ้นเขาก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง รับรู้อะไรหลายๆ อย่าง จนความเชื่อเปลี่ยนไป อาจเรียกได้ว่าความเข้าใจก็ไม่ผิด แถมการเติบโตผ่านความสัมพันธ์ของเขากับเด็กชาวยินก็ทำได้ดี จนทำให้หนังมีความเป็น coming-of-age ที่มีคุณภาพและทรงพลังมากๆ เลยทีเดียว

ทางด้านนักแสดง ต้องยกให้น้อง Roman Griffin Davis ที่รับบทเป็น Jojo นี่แหละ ฉายแววแบบสุดๆ แสดงได้โคตรดี สีหน้าท่าทางการแสดงออกดูจริงมาก น้องเก่งจริงๆ ตามมาด้วย Taika Waititi ในบท Adolf Hitler ในจินตนาการของ Jojo ที่ขนความบ้ามาเต็มมาก ทางด้านเด็กชาวยิว Elsa ที่รับบทโดย Thomasin McKenzie ก็เล่นได้มีเสน่ห์ไม่ใช่เล่น ผู้รับบทแม่ของ Jojo อย่าง Rosie ที่แสดงโดย Scarlett Johansson ก็มีผลต่อหนังแบบสุดๆ แถมทุกฉากที่เธอออกมาก็แสดงได้ดีมากจริงๆ เอาจริงๆ เหล่าทีมนักแสดงในเรื่องนี้ไม่มีอะไรจะติเลยอะ ทุกตัวละครมีเสน่ห์ในตัวเองสูงมากๆ รู้หน้าที่ในการเล่าเรื่อง มันคือจิ๊กซอว์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์

สรุปแล้ว Jojo the Rabbit คือหนังที่บอกเล่าเรื่องราวสะท้อนความโหดร้ายของสงครามออกมาได้ในมุมมองที่แปลกใหม่และชาญฉลาด ผ่านมุมมองของเด็ก 10 ขวบเท่านั้น เราจึงได้เห็นภาพสดใส ไร้เดียงสา แต่ก็หนักอึ้งในความตลกร้ายไปพร้อมๆ กัน แถมยังจบได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

รีวิวหนัง Military Wives – คุณเมีย ขอร้อง

หนัง Military Wives เรื่องราวของกลุ่มภรรยานายทหารที่สามีของพวกเธอรับใช้ชาติ พวกเธอจึงออกมาร้องเพลงให้กลายเป็นพลังส่งต่อกำลังใจให้กลุ่มภรรยาทหารด้วยกัน

Military Wives - คุณเมียขอร้อง

Military Wives – คุณเมียขอร้อง (ชอบชื่อไทยจริงๆ คิดได้ไง 555) เป็นหนังที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคณะประสานเสียงของเหล่าแม่บ้านทหารหาญที่มีอยู่จริง โดยเรื่องราวจะบอกเล่าเกี่ยวกับเหล่าแม่บ้านทหารนี่แหละ เมื่อสามีของพวกเธอต้องออกไปรบหลายต่อหลายเดือน เพื่อไม่ให้เหล่าแม่บ้านคิดมากหรือมีความกังวล จึงต้องหากิจกรรมมาทำร่วมกัน จนกระทั่งจับพลัดจับผลูมาเป็นคณะประสานเสียงเนี่ยแหละ

เรื่องนี้เรียกได้เลยว่ามันคือหนังสูตรสำเร็จ เหล่าคนมารวมตัวกันทำอะไรบางอย่าง ต่อสู้ ฝ่าฟัน เจอปัญหา คลี่คลาย จบด้วยความประทับใจ คือมันไม่มีอะไร แต่มันกลับทำออกมาได้สนุกด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง

หนังดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย เรียบง่ายจริงๆ จนบางครั้งเราคิดไปว่ามันก็เกิดอะไรขึ้นง่ายไป การรวมคณะ การพัฒนาฝืมือในการร้อง การฝึกต่างๆ รวมถึงจุด Conflict มันน้อยไป มีนะ แต่น้อยและเบาบางมาก เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้มัน “ราบรื่นเกินไป” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ถูกทดแทนมาด้วยมุกที่สอดแทรกมาเป็นระยะๆ ตัวละครที่ธรรมดาๆ แต่ดูมีสเน่ห์และคาแร็คเตอร์ชัดเจนทุกคนเลย โดยเฉพาะความแตกต่างกันสุดขั้วของสองคนนำคณะประสานเสียงนี้ รวมถึงทุกครั้งที่เริ่มร้องเพลงกันอย่างจริงๆ จังๆ มันเพราะจนน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเพลง Time After Time, Only You และอีกมากมาย โดยเฉพาะซีนการแสดงในช่วงท้ายของหนัง เมื่อมันร้องออกมาเป็นเพลง ทั้งเสียง ทั้งเนื้อหา มันเพราะโคตร น่าประทับใจโคตร และซึ้งแบบสุดๆ นี่ตอนเขียนก็เปิดฟังไปด้วยยังขนลุกอยู่เลย ยิ่งในหนังนะ พวกเขารองทีไรขนลุกทุกที

ทางด้านเพลงนี้ประทับใจจนบอกไม่ถูก แต่แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทหารด้วย หนังก็ยังไม่ละเลยที่จะบอกเล่าเรื่องราวในส่วนนี้ ซึ่งถ้าใครได้ดูหนังทหารมาบ่อยๆ ก็จะได้เจอกับฉากที่ทหารมาบอกลาลูกเมียเพื่อไปออกรบ หนังเรื่องนี้ก็มีแบบนี้เช่นกัน มีการถ่ายทอดเรื่องราวความคิดถึงต่อทหารที่ไปรบ เรื่องราวการเขียนจดหมายการติดต่อกัน ความกลัวที่มีคนมาเคาะประตูหรือได้ยินเสียงโทรศัพท์ของฝ่ายที่เฝ้ารอ ถึงแม้ไม่ได้ลึกซึ้งมาก แต่ก็มีให้เราเห็น ให้เราได้เข้าใจความรู้สึกเหล่านั้น แต่แอบเสียงดายนิดนึง ถ้าหนังถ่ายทอดความคิดถึงห้วงอารมณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสามีที่ไปออกรบกับเหล่าแม่บ้านที่ต้องเฝ้ารอออกมามากกว่านี้ มันจะปูไปตอนจบได้ซึ้งและเล่นเอาบ่อน้ำตาแตกแน่นอน

สรุป Military Wives – คุณเมียขอร้อง คือหนังที่ซาบซึ้ง กินใจ สนุก ดูจบแล้วฟีลกู้ดสุดๆ แถมยังมีฉากเรียกน้ำตาให้พอมีน้ำหล่อเลี้ยงตาอีก ที่สำคัญเพลงโคตรเพราะ ทุกครั้งที่ได้ยินคือขนลุก!

ปล. โปสเตอร์ไม่ดึงดูดเลยจริงๆ เหมือนหนังรอมคอมในอดีตเก่าๆ เชยๆ ยังไงไม่รู้ 555

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Scary Stories to Tell in the Dark – คืนนี้มีสยอง

หนัง Scary Stories to Tell in the Dark หรือชื่อไทยว่า คืนนี้มีสยอง จากตำนานสู่ความสยองโดยฝีมือของผู้สร้างเจ้าของรางวัลออสการ์ กีเยร์โม เดล โตโร “SCARY STORIES TO TELL IN THE DARK”เล่าถึงเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวภายในเมืองมิลวัลเลย์ ประเทศอเมริกา ปี 1968เมื่อเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้พบกับหนังสือของ ซาร่าห์ เบลโลวส์ ที่ได้บันทึกเรื่องเล่าสยองขวัญที่ราวกับหลุดออกมาจากความกลัวที่ซ่อนอยู่ภายในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจแต่ในเวลาต่อมาพวกเขากลับพบว่าเรื่องที่บันทึกในหนังสือเล่มนั้นกลับกำลังกลายเป็นเรื่องจริงที่จะคร่าชีวิตของพวกเขา

Scary Stories to Tell in the Dark

Scary Stories to Tell in the Dark เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแก๊งเด็กที่ได้เล่นแผลงๆ เข้าไปในบ้านร้างของ Sarah Bellows และได้หยิบหนังสือเล่าเรื่องสยองขวัญของเธอมา ซึ่งกลายเป็นว่าหนังสือเล่มนั้นกำลังเล่าเรื่องใหม่ที่ได้กลายเป็นจริงขึ้นมาและเรื่องราวเหล่านั่นกำลังไล่คร่าชีวิตพวกเขา

จริงๆ แล้ว Scary Stories to Tell in the Dark ได้หยิบเรื่องราวมาจากหนังสือเรื่องเล่าสยองขวัญของเด็ก 3 เล่ม (Scary Stories to Tell in the Dark, More Scary Stories to Tell in the Dark และ Scary Stories 3: More Tales to Chill your Bones) ที่เป็นผลงานการเขียนของ Alvin Schwartz และวาดโดย Stephen Gammel

ถึงแม้จะเอาชื่อของ Guillermo del Toro มาแปะหน้าตัวเบ้อเร่อ แต่เรื่องนี้เขาไม่ได้กำกับนะ แต่ยังคงการใช้ Particle Effects (เอฟเฟคทำมือ) กับเหล่าผีตัวต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวอยู่ดี ซึ่งต้องชื่นชมเลยว่าการออกแบบ ค่อนข้างเหมือนในหนังสือ และน่ากลัวใช้ได้เลย

แต่มันติดตรงที่ เรื่องราวของผีแต่ละตัวที่เอาออกมาร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกันเนี่ย มันมีน้อยเกินไป แถมยังสั้นเกินไปด้วย บางเรื่องยังไม่ทันได้กลัวสักเท่าไหร่เลย มันออกมาหลอกและก็จบ ผีแต่ละเรื่องไม่ได้นานและไม่ได้น่ากลัวจนต้องปิดตาดูหรือขนลุกอะไรขนาดนั้น อาจจะเพราะเรื่องพื้นฐานจากในหนังสือมันก็ไม่ได้น่ากลัวมากอยู่แล้วก็เป็นได้ แต่ชอบความครีเอตในการร้อยเรียงเรื่องราว เรื่องสั้นแต่ละเรื่องในหนังสือมาเป็นหนังนะ แบบว่า เออก็เข้าใจคิดแหะ รู้สึกไม่ขัด ไหลลื่นดี

ตามมาด้วยการดำเนินเรื่องที่รู้สึกว่าช่วงต้นของเรื่องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์มาก ได้แต่หวังว่าหนังมันจะดีขึ้น แต่มันก็เรื่อยๆ แบบนั้นตลอดทั้งเรื่องนั่นแหละ เนื้อเรื่องธรรมดามาก เชยมาก ไม่ได้ดูน่ากลัวหรือตื่นเต้นขึ้นแต่อย่างใด การที่มีกลุ่มเด็กซนที่ประกอบไปด้วยเด็กตลก เนิร์ด พวกเท่ๆ มีนักกีฬา แล้วไปลองดีก็เลยโดนดี โดนผีไล่ฆ่าทีละคน คนที่เหลือคอยหาคำตอบ รู้สึกว่าเนื้อเรื่องและวิธีการเล่าแบบนี้มันธรรมดามากแล้ว บางเหตุผลก็เอามาชงเป็นประเด็นในตอนแรกซึ่งไม่ได้มีผลต่อมาในตอนหลังและปล่อยทิ้งไว้ดื้อๆ แบบนั้นอีก นอกจากผีแล้ว ตัวละครกลุ่มเด็กแต่ละตัวก็ไม่ได้มีความน่าดึงดูดหรืออยากเอาใจช่วยให้รอดพ้นจากความวิบัติครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

ถ้าถามว่าน่าเบื่อไหม ก็ไม่นะ มันก็ดูได้เพลินๆ เพียงแต่มันคาดเดาง่าย และเรื่องราวจบเร็ว คลี่คลายง่ายไปหน่อยเท่านั้นเอง มีฉากลุ้น ฉากจั้มสแกร์ บ้างเล็กน้อย และก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดด้วย ผีบางตัวบางฉากก็ถูกนำไปปล่อยของในตัวอย่างซะเยอะเลย

สรุปแล้ว Scary Stories to Tell in the Dark มีเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่พอมันถูกนำไปร้อยเรียงเป็นหนังยาวมันกลับดูน่ากลัวน้อยลงไปซะอย่างนั้น มันจึงทำให้ค่อนข้างผิดหวังในระดับนึง เพราะเราคาดหวังอะไรที่มันมากกว่าหนังผีธรรมดาๆ แบบนี้

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Lupin III: The First – ลูแปงที่ 3 ฉกมหาสมบัติไดอารี่

หนัง Lupin III: The First การกลับมาของจอมโจรระดับตำนาน หรือลูแปงที่ 3 เขาและผองเพื่อนต้องร่วมมือไขปริศนาไดอารี่เล่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวตนที่แท้จริงของ ลูแปง

Lupin III: The First

สนุกดี เหมาะสำหรับครอบครัว กับคนที่รักหนังอนิเมชั่น หลงเข้าไปดูโดยไม่รู้จักอะไรเลย ไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อนด้วย เข้าไปดูงงๆ รู้แค่ว่าเป็นทีมสร้างโดราเอม่อน Standby Me ที่สนุกและซาบซึ้ง ดูจนต่อมน้ำตาแตกมาแล้ว เลยคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีอะไรบ้างล่ะ

เนื้อเรื่องเล่าได้สนุกสนานดี คล้ายๆดูติน ติน ผจญภัยอยู่ (The Adventure of Tin Tin ปี2011) มีฮาหน่อยๆ ขี้โม้เยอะๆ เพลินดีสไตล์การ์ตูนเลยล่ะ พาเราไปอยู่โลกในการ์ตูนได้สมบูรณ์แบบดี ตัวอนิเมชั่นก็งามอลังการ คล้ายๆโดราเอม่อนเลยล่ะ แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส ตัวละครจะหน้าตาฝรั่งขึ้นมาหน่อยๆ

นับว่าดูได้เพลินๆทั้งครอบครัว เด็กๆน่าจะชื่นชอบเลยล่ะ เป็นอีกตัวเลือกในการดูหนังทั้งครอบครัวในช่วงนี้

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง โจรปล้นโจร – The Exchange

หนัง The Exchange หรือชื่อไทยว่า โจรปล้นโจร โจและเมย์กำลังจนตรอกเมื่อโจป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง เมย์นำเงินที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ไปแลกที่ร้าน The Exchange แต่กลับกลายเป็นว่าเงินเหล่านั้น กลายเป็นเงินสกุลที่เลิกใช้ไปแล้ว ทั้งคู่ถูกผู้จัดการร้านสบประมาท นั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมย์เริ่มวางแผนปล้นร้านแลกเงิน แม้โจจะไม่เห็นด้วยแต่ด้วยความเป็นห่วงเมย์ เขาก็ไม่อาจจะปล่อยให้เมย์ทำเรื่องนี้คนเดียวได้ ทั้งคู่ตัดสินใจปล้น ทว่าเมื่อถึงวันที่ลงมือกลับกลายเป็นว่ามีกลุ่มโจรอีกกลุ่มบุกเข้ามาและจับพนักงานร้าน ลูกค้า รวมถึงโจและเมย์เป็นตัวประกัน กลุ่มโจรบอกว่าต้องการแค่เงิน และจะไม่ทำร้ายใคร แต่คำพูดเหล่านั้นจะเชื่อได้จริงหรือ โจต้องการจะหนีออกจากสถานการณ์นี้ แต่เมย์กลับมองเห็นช่องทางที่จะขโมยเงินต่อจากโจรอีกที ในพื้นที่ปิดตาย ที่คน 13 คนติดอยู่ด้วยกันนั้น ไม่อาจตอบได้ว่าสุดท้าย ใครจะเป็นคนที่อันตรายที่สุด

The Exchange

(ทำเสียงแบบ TV Direct) คุณเบื่อไหมกับหนังไทยแนวเดิมๆ ตลก ผี รักวัยรุ่น หากคุณหาเวลามาดูหนังในโรงช่วงนี้ ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไป และนี่คือ The Exchange – โจรปล้นโจร หนังไทยไอเดียใหม่ กับแนวปล้น หักหลัง แผนซ้อนแผน เรื่องราวของคู่รัก โจและเมย์ ที่กำลังวางแผนปล้นร้านแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าโจเป็นเนื้องอกในสมองจึงจำเป็นต้องหาเงินมารักษา แต่พอถึงเวลาปล้นดั๊นมีโจรอีกกลุ่มมาปล้นที่เดียวกันอีก จึงเกิดเป็นเรื่องราวการปล้นในปล้นขึ้น

แค่ตัวอย่าง เนื้อเรื่อง ก็น่าสนใจที่จะเข้าไปดูแหละ แถมยิ่งเป็นหนังไทย ซึ่งเราไม่เคยเห็นแนวประมาณนี้กับหนังไทยมาก่อน มันก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจในการดูเข้าไปอี๊กกกกก แต่โดยภาพรวมแล้วมันน่าจะเป็นหนังทุนต่ำพอสมควร แต่เชื่ออยู่ลึกๆ ว่ามันอาจจะเวิร์คก็ได้นะ

และผลคือมันก็ออกมาไม่เลวเลย ถึงแม้มันจะมีบท การแสดงที่ธรรมดาๆ แถมยังขาดตกบกพร่องในหลายๆ จุด แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้โอเค มันเป็นหนังไทยที่กล้าที่จะหลุดกรอบเดิมๆ เป็นหนังแนวปล้นที่เราไม่เคยเห็นกับหนังไทยเลย ที่มีไอเดียเกี่ยวกับกับการเข้าไปปล้นแต่คนจะปล้นดันไปติดอยู่ในเหตุการณ์ปล้นจึงทำให้คนจะปล้นตอนแรกอยากปล้นคนที่มาปล้นอีกทีในเหตุการณ์ปล้นที่เกิดขึ้น งงมะ 555 มันสนุกตรงนี้แหละ

เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในพื้นที่จำกัด ด้วยความที่ทุนจำกัด มันจึงไม่ต้องเล่นใหญ่ให้มากความ เล่นอะไรง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และกลายเป็นข้อดีที่สามารถใส่ความสร้างสรรค์ได้เต็มที่ แต่มันก็เป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าเอาคนไม่อยู่ ไม่มีเนื้อหาที่น่าติดตามพอ มันก็จะกลายเป็นหนังเกรด B ง่อยๆ ไปเลย แต่เรื่องนี้เนื้อเรื่องก็ไม่น่าเกลียด ด้วยความที่มันไม่ซับซ้อนเนี่ยแหละ จึงทำให้มันย่อยง่าย ดูจากตัวอย่าง+เรื่องย่อก็พอจะรู้เรื่องราวทั้งหมดละว่าเกิดไรขึ้นบ้าง รวมถึงแผนการปล้นของทั้งฝั่งพระนางกับโจรตอนหลัง ก็ไม่ได้มีการวางแผนชั้นสูงไรขนาดนั้น รวมถึงเหตุการณ์แต่ละอย่างที่เกิดขึ้นในหนังก็เห็นมาหมดแล้วในหนังแนวนี้ของชาติอื่นๆ หนังจึงเน้นไปที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปล้นมากกว่า เบื้องลึกเบื้องหลัง นิสัยใจขอของแต่ละตัวละคร ใครดี ใครร้าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ตรงนั้นแหละที่หนังมันทำได้ดี

จุดที่เราไม่ชอบคือความสัมพันธ์ตอนเริ่มต้นของสองพระ-นาง ดูฝืนมาก แถมการแสดงของเป้ยังแข็งและเล่นใหญ่เกิ๊น ยิ่งไอ้ฉากดราม่าตอนแรกที่โดนคิทตี้ตบนี่ตลกเลยทีเดียว โดนตบร้องโอ้ย แทนที่จะเศร้า เราหลุดหัวเราะเฉย และมันตบแบบนี้สองรอบก็ร้องโอ้ยทั้งสองรอบเลย 555 ตามมาด้วยมันจะมีฉากที่ให้ตัวประกันใส่หูฟังเปิดเพลงดังๆ เพื่อ? ก็ยังคุยกันได้ปกตินิ และก็ไม่ได้ให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งนั้นเลย เหมือนในหนังเรื่องอื่นๆ ทำจึงต้องเอามาใช้บ้างงั้นอะ แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือมันจะมีโจรคนนึงที่พูดเพราะ “นี่เธอ” “คราวหลังเธออย่าทำแบบนี้อีกนะ” คือโจรคนอื่นมันห้าวๆ หยาบๆ ไง มันเลยดูขัดๆ แบบแปลกๆ

จะว่าไปจุดบกพร่องมันก็เยอะมากเลยนะ เหตุผลในแต่ละอย่าง จุดนั้นเป็นงั้นได้ไง จุดนี้เกิดขึ้นได้ไง ไอ้นั่นไม่เห็นหรอ ไอ้นี่ไม่รู้หรอ บางฉากก็แบบตลกมาก สถานการณ์ตึงเครียดกันมายืนอธิบาย เถียงกัน คือด้านบทมันยังไม่กลมกล่อมเท่าไหร่

การแสดงแต่ละคนในเรื่องนี้มันดูใหญ่ไป ดูพยายามไป ทุกตัวเลยนะ บางตัวจะใหญ่เป็นพิเศษหน่อย ภาพรวมเหมือนกำลังแสดงละครกันอยู่ ไม่เหมือนดูหนังเลย คือจัดได้ว่าธรรมดามากถึงมากที่สุด

สรุปแล้ว โจรปล้นโจร เป็นหนังแก้เลี่ยนหนังไทยได้ดีมากๆ ย่อยง่าย บันเทิง เพลินๆ ไม่ซับซ้อน ตัวบทอาจขัดใจในหลายๆ จุด แต่ภาพรวมก็มากพอให้น่าติดตามไปจนจบเรื่อง

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Pain and Glory – แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด

หนัง Pain and Glory หรือชื่อไทยว่า แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด การกลับมาของ Antonio Banderas และผู้กำกับ Pedro Almodóvar ที่ว่ากันว่านี่คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา กับเรื่องราวที่บอกเล่าถึงชีวิตของผู้กำกับหนังที่กำลังหมดไฟรวมถึงมีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ผ่านวัยเด็กตลอดจนการเติบโต เต็มไปด้วยเรื่องราวความฝัน ความทะเยอทะยาน ความรัก ความผิดหวัง กับหนังชีวิตและความเจ็บปวด

Pain and Glory

Pain and Glory หรือชื่อไทยว่า แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด เป็นหนังที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยกับการเข้าชิงรางวัลบนเวทีออสการ์ 2 สาขา กับนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของ Antonio Banderas และหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมจากสเปน และเข้าชิงบนเวทีลูกโลกทองคำจากสาขาเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือไป แต่มันก็มากพอที่จะลองไปดูความยอดเยี่ยมนี้สักหน่อย แถมยังว่ากันว่านี่คือหนังที่ดีที่สุดของผู้กำกับ Pedro Almodóvar เลยทีเดียว

หนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตผู้กำกับหนังคนหนึ่ง ที่ห่างหายจากวงการมาสักพัก ด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย และหนังก็ค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตตัดกับปัจจุบันที่ตัวเขาต้องเผชิญ

มันคือหนังชีวิตของคนๆ นึงเนี่ยแหละ หนังไม่ได้ซับซ้อนหรือเข้าใจยากอะไรเลย มันเหมือนกับว่าตัวหนังค่อยๆ พาเราให้เข้าไปรู้จักผู้กำกับคนนี้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เผชิญอะไรมาบ้าง ซึ่งสำหรับเรามันก็แค่นั้นเลยอะ เราไม่อิน ไม่รู้สึกถึงแรงผลักดัน แรงบันดาลใจ หรือแรงขับเคลื่อนอะไรของหนังเรื่องนี้เลย เรื่อยๆ มาก นี่เอาตรงๆ ถ้านอนไม่พอมีหลับเลยแหละ ตลอดทั้งเรื่องเราพยายามหาจุดที่น่าสนใจในหนัง แต่มันไม่มีอะไรที่จะดึงเราอยู่กับเรื่องได้จริงๆ ทุกอย่างกลายเป็นน่าเบื่อไปเสียหมดเลย

เอาเข้าจริงๆ ถึงแม้เรื่องราวแต่ละอย่างของตัวเอกมันมีทั้งสุข เศร้า เหงา ทรมาน เจ็บปวด แต่หนังไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นออกมาให้เรารู้สึกแบบนั้นได้สักฉากเลยจริงๆ ไม่ใช่มันเล่าไม่ดีนะ มันก็เล่าดี เข้าใจง่ายแหละที่สลับไปสลับมา แต่นั่นแหละ มันรับรู้ มันเข้าใจ แต่มันไม่รู้สึกตามเท่านั้นเอง

มาถึงการแสดงที่ได้เข้าชิงจากสองเวทีใหญ่ของ Antonio Banderes เราก็ยังไม่ว้าว ไม่สัมผัส ไม่อินอยู่ดีนั่นแหละ ค่อนข้างจะเฉยๆ มาก ยิ่งถ้าเทียบกับคนอื่นที่ได้เข้าชิงสาขาเดียวกัน เรารู้สึกว่าเฮียแกด้อยที่สุดแล้วอะ

สรุปแล้ว Pain and Glory – แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด เป็นหนังที่บอกเล่าทุกอย่างได้ครบแหละ แต่เราไม่อินอะไรกับมันเลย คือตั้งใจดูมากจริงๆ นะ แต่มันเนือยๆ เอื่อยๆ เต็มไปด้วยบทพูด แถมส่งอารมณ์มาให้เราไม่ได้ มันเลยกลายเป็นน่าเบื่อไปโดยปริยาย

Cr.movie.thaiware.com