รีวิวหนัง Pain and Glory – แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด

หนัง Pain and Glory หรือชื่อไทยว่า แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด การกลับมาของ Antonio Banderas และผู้กำกับ Pedro Almodóvar ที่ว่ากันว่านี่คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา กับเรื่องราวที่บอกเล่าถึงชีวิตของผู้กำกับหนังที่กำลังหมดไฟรวมถึงมีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ผ่านวัยเด็กตลอดจนการเติบโต เต็มไปด้วยเรื่องราวความฝัน ความทะเยอทะยาน ความรัก ความผิดหวัง กับหนังชีวิตและความเจ็บปวด

Pain and Glory

Pain and Glory หรือชื่อไทยว่า แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด เป็นหนังที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยกับการเข้าชิงรางวัลบนเวทีออสการ์ 2 สาขา กับนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของ Antonio Banderas และหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมจากสเปน และเข้าชิงบนเวทีลูกโลกทองคำจากสาขาเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือไป แต่มันก็มากพอที่จะลองไปดูความยอดเยี่ยมนี้สักหน่อย แถมยังว่ากันว่านี่คือหนังที่ดีที่สุดของผู้กำกับ Pedro Almodóvar เลยทีเดียว

หนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตผู้กำกับหนังคนหนึ่ง ที่ห่างหายจากวงการมาสักพัก ด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย และหนังก็ค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตตัดกับปัจจุบันที่ตัวเขาต้องเผชิญ

มันคือหนังชีวิตของคนๆ นึงเนี่ยแหละ หนังไม่ได้ซับซ้อนหรือเข้าใจยากอะไรเลย มันเหมือนกับว่าตัวหนังค่อยๆ พาเราให้เข้าไปรู้จักผู้กำกับคนนี้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เผชิญอะไรมาบ้าง ซึ่งสำหรับเรามันก็แค่นั้นเลยอะ เราไม่อิน ไม่รู้สึกถึงแรงผลักดัน แรงบันดาลใจ หรือแรงขับเคลื่อนอะไรของหนังเรื่องนี้เลย เรื่อยๆ มาก นี่เอาตรงๆ ถ้านอนไม่พอมีหลับเลยแหละ ตลอดทั้งเรื่องเราพยายามหาจุดที่น่าสนใจในหนัง แต่มันไม่มีอะไรที่จะดึงเราอยู่กับเรื่องได้จริงๆ ทุกอย่างกลายเป็นน่าเบื่อไปเสียหมดเลย

เอาเข้าจริงๆ ถึงแม้เรื่องราวแต่ละอย่างของตัวเอกมันมีทั้งสุข เศร้า เหงา ทรมาน เจ็บปวด แต่หนังไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นออกมาให้เรารู้สึกแบบนั้นได้สักฉากเลยจริงๆ ไม่ใช่มันเล่าไม่ดีนะ มันก็เล่าดี เข้าใจง่ายแหละที่สลับไปสลับมา แต่นั่นแหละ มันรับรู้ มันเข้าใจ แต่มันไม่รู้สึกตามเท่านั้นเอง

มาถึงการแสดงที่ได้เข้าชิงจากสองเวทีใหญ่ของ Antonio Banderes เราก็ยังไม่ว้าว ไม่สัมผัส ไม่อินอยู่ดีนั่นแหละ ค่อนข้างจะเฉยๆ มาก ยิ่งถ้าเทียบกับคนอื่นที่ได้เข้าชิงสาขาเดียวกัน เรารู้สึกว่าเฮียแกด้อยที่สุดแล้วอะ

สรุปแล้ว Pain and Glory – แด่ฝัน ชีวิต และความเจ็บปวด เป็นหนังที่บอกเล่าทุกอย่างได้ครบแหละ แต่เราไม่อินอะไรกับมันเลย คือตั้งใจดูมากจริงๆ นะ แต่มันเนือยๆ เอื่อยๆ เต็มไปด้วยบทพูด แถมส่งอารมณ์มาให้เราไม่ได้ มันเลยกลายเป็นน่าเบื่อไปโดยปริยาย

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง The King’s Avatar For the Glory – เทพยุทธ์เซียนกลอรี่

The King’s Avatar For the Glory หรือชื่อไทยว่า เทพยุทธ์เซียนกลอรี่ เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ได้ตั้งทีมแข่งเกมส์เป็นนักกีฬา E-Sport เพื่อไปแข่งขันระดับชาติ

รีวิวหนัง The King's Avatar For the Glory

เรื่องราวของกลุ่มนักเล่นเกม ที่หันเข้าสู่วงการ E-Sport สองคู่หู เยี่ยซิว และ ซูมู่ชิว ได้ทำงานในร้านเกมและในช่วงนั้นเกม Glory กำลังเป็นที่โด่งดัง ทั้งสองเลยจับมือกันเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน พร้อมเรื่องราวที่แสนประทับใจ The King’s Avatar For the Glory โด่งดังมาจากนิยายของจีนที่ได้รับความนิยมมาก จนกลายมาเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ (นิยายในไทยใข้ชื่อว่า เทพประยุทธ์เซียนกลอรี่ ลิขสิทธิ์โดย Siam inter comic)

จะบอกว่าสนุกใช้ได้เลยครับ ถึงแม้ช่วงแรกของตัวหนังจะดำเนินเรื่องช้ามาก แต่พอเข้ากลางเรื่องถึงท้ายเรื่อง ก็ต้องบอกว่าสนุก ฉากต่อสู้ ฉากการวางแผน คือดีมาก แต่เอาจริงๆก็เสียดายที่ฉากในเกมมาเด่นเอาในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย โดยที่ช่วงแรกแทบไม่ปูฉากในเกมเลย

การบิ้วของตัวเกม Glory มีเรื่องราวน้อยมาก มาเข้าใจจริงๆก็การต่อสู้ครั้งสุดท้าย และการดำเนินเรื่องราวในช่วงแรกก็ทำได้ไม่ลงตัวสักเท่าไร แถมหน้าตัวละครก็คล้ายๆกันหมด กว่าเราจะเริ่มเข้าใจเนื้อเรื่อง สามารถแยกตัวละครออก ก็ปาไปเกือบครึ่งชม.แล้ว แต่หลังจากนั้นหนังใส่ดราม่า ใส่ความสนุกเข้ามาแน่นมาก จนรู้สึกดีขึ้นและสนุกขึ้นเรื่อยๆจนถึงฉากจบ

ด้านภาพสวยมาก หน้าตัวละครก็เท่มากเช่นกัน (สาวๆต้องชอบแน่นอนครับ) ยิ่งฉากต่อสู้ในเกมต้องบอกว่าทำได้เท่มาก บทสู้กันก็ดีมาก จนอยากให้หนังอนิเมชั่นหลายๆเรื่องทำฉากสู้ให้ได้แบบนี้ จะติก็ตรงหน้าตัวละครหลายๆคัวคล้ายกันมาก ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสักเท่าไร

สำหรับพากย์ไทยมันไม่ดีเลย เสียงพากย์บางตัวละครเหมือนเสียงนั่งอ่านหนังสือ ทำให้เราคนดูแทบไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวละครบางตัวเลยละครับ

สำหรับผมที่ไม่เคยอ่านนิยาย ก็ถือว่าใช้ได้นะ ฉากสุดท้ายคืออลังมาก ภาพสวย ใครที่เป็นแฟนนิยาย หรือสาย E-sport ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ครับ

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Abominable – เอเวอเรสต์ มนุษย์หิมะเพื่อนรัก

หนัง Abominable หรือชื่อไทยว่า เอเวอเรสต์มนุษย์หิมะเพื่อนรัก แค่เห็นก็หลงรักแล้ว ขอแนะนำเยติ ตัวขาวปุกปุย คาแรกเตอร์น่ารักตัวใหม่ล่าสุดจากดรีมเวิร์ค แอนิเมชั่น ผลงานล่าสุดของผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอย่างเจ้าเขี้ยวกุดใน#HowToTrainYourDragon ในหนังใหม่ #Abominable #เอเวอเรสต์มนุษย์หิมะเพื่อนรัก 26 กันยายน นี้ ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

Abominable

หลังจากซาบซึ้งน้ำตาแตกไปกับบทสรุปของ How to train your dragon ไปหมาดๆ ดรีมเวิร์คก็มีหนังใหม่หน้าตาน่ารักมาให้ชมกันอีกครั้ง มาคราวนี้ดรีมเวิร์คส่งน้องเยติชื่อเรื่องอ่านย๊ากยากมาให้พวกเราได้รับชมกันอีกล้าวววว

หนังก็เรื่อยๆ ดูสนุกเพลินๆ ดี แต่ความสนุกเร้าใจน้อยกว่า How to train your dragon อยู่เยอะเลยอ่ะ เนื้อเรื่องคราวนี้ออกแนวจีนๆ ฉากงดงามได้มาตรฐานค่ายนี้เลย แต่รายละเอียด วัฒนธรรมมาบางๆ จางๆ มาก ไม่ค่อยลึกซึ้งเหมือนคราวชาวไวกิ้งสักเท่าไหร่ ตัวละครมนุษย์ชาวจีนแต่แลดูพฤติกรรมวิถีความคิดเหมือนฝรั่งเสียอย่างนั้น ตัวร้ายก็ดำมืดดีไปเลย สุดทางไปเลย ดูง่ายดี

สรุปผลวิจารณ์หนัง
บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.5

ดูเหมือนว่าปีนี้ดรีมเวิร์คอนิเมชั่นไม่ค่อยจะมีหนังเข้าฉายเลยซักเท่าไหร่ หลังจากที่เดบิวต้นปีไปกับ How To Train Your Dragon 3 เท่าที่ผ่านๆ มาอย่างน้อยปีนึงค่ายน่าจะปล่อยหนังซัก 2 เรื่องเป็นอย่างต่ำนะ และหวยก็มาลงที่ Abominable นั่นเอง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว Abominable นั่นจะเรียกว่าเป็นอนิเมชั่นของ DreamWorks Animation ได้ไม่เต็มปากซักเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนว่าโปรเจคนี้จะเป็นโปรเจคร่วมทุกสร้างระหว่างทางจีนและ ดรีมเวอร์ค ภายใต้ค่ายหนังใหม่ที่ชื่อ Pearl แรกๆ ผมก็หวั่นๆ เหมือนกันว่ามันจะออกมาโอเคตามมาตรฐานของค่ายนี้หรือไม่ แต่ก็คิดว่ายังไงก็ต้องดูในโรงให้ได้

ตัวหนังเองเล่าเรื่องของ ยี เด็กสาวเอเชียผู้ที่สูญเสียพ่อไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอยังจบปลักกับการที่ต้องทำให้ตัวเองมีอะไรทำ หรือยุ่งเข้าไว้เพื่อที่จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน และสานฝันที่เธอมีกับพ่อด้วยการเก็บเงินเพื่อไว้ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่พ่อของเธอเคยไปมา จนกระทั่งวันหนึ่งบนดาดฟ้าตึกเธอได้พบกับเยติบาดเจ็บ ที่เธอต้องรักษาและพากลับไปส่งที่เทือกเขาเอเวอเรสต์ให้จงได้ จนเกิดเป็นเรื่องราวการผจญภัยที่เด็กๆต้องชมแน่ๆ

ถึงแม้ว่าตัวหนังเองจะไม่ได้มีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนหรือคาดเดาอะไรได้ยาก แต่ด้วยความที่เป็นอนิเมชั่นที่มีความ Pure ใสๆ ซื้อตรงกับเด็กและผู้ใหญ่ทำให้โดยรวมนั้นบันเทิงอยู่ไม่ใช่น้อย ส่วนตัวผมเองติดว่าเนื้อเรื่องนั้นก็ทำออกมาได้มาตรฐานอนิเมชั่นฮอลลีวูดก็ว่าได้ เพียงแต่ Motion การเคลื่อนไหวของตัวละคร รวมไปถึงฉากแบคกราวต่างๆอาจจะทำได้ไม่คมชัด หรือสมจริงเทียบเท่ากับอนิเมชั่นของฝรั่งแบบ 100% ก็ตาม

สรุปแล้วสำหรับเรื่องนี้ถือเป็นอีกเรื่องที่คออนิเมชั่นไม่ควรพลาด สามารถเข้าไปเอ็นจอยกับหนังได้เพลินๆสมราคาตั๋วแน่นอน 7.5/10

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ – Classic Again

หนัง Classic Again หรือชื่อไทยว่า จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของคนสองยุคสมัย เริ่มจาก โบต้า (มิ้นท์ รัญชน์รวี) สาวที่แอบหลงรัก นน (จี๋ สุทธิรักษ์) ชายหนุ่มในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่เธอไม่อาจบอกความในใจกับเขาได้เพราะเพื่อนสนิทของเธอ (เมโกะ ชนนิกานต์) ก็ชอบผู้ชายคนนี้เช่นกัน จนวันหนึ่งเธอได้ค้นพบกล่องลับของคุณแม่ที่บรรจุจดหมายรักของแม่เธอในสมัยยังสาว ระหว่าง ดาหลา (มิ้นท์ รัญชน์รวี) และชายหนุ่มชื่อ ขจร (นิว ฐิติภูมิ) โบต้าจึงได้รับรู้เรื่องราวความรักครั้งแรกของแม่กับชายหนุ่มในความทรงจำผ่านจดหมายเหล่านั้น ร่วม เปิดกล่องความทรงจำไปกับรักครั้งแรก พร้อม ๆ กันใน . Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ

Classic Again

Classic Again – จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังเกาหลีชื่อดังในอดีตอย่าง The Classic (2003) ที่ได้ยินมาว่าฉบับเกาหลีนี่สุดยอดมาก แต่ออกตัวก่อนเลยว่าเราไม่เคยได้ชมต้นฉบับมาก่อน เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เราได้ดูในเรื่องนี้มันจึงใหม่ทั้งหมด ไม่ได้มีการเปรียบเทียบกับต้นฉบับใดๆ ทั้งสิ้น

หนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึงที่ได้บังเอิญเจอจดหมายของแม่ เธอจึงรับรู้เรื่องราวความรักในอดีตของแม่เธอ และมันดังชนบังเอิ๊นบังเอิญ เหมือนกับเหตุการณ์ที่เธอพบเจอในปัจจุบันยังไงยังงั้น

คำว่า “คลาสสิค” กับคำว่า “เชย” มันกั้นกันแค่เส้นบางๆ นั่นแหละ และเรื่องนี้เรามองว่ามันเชยมากกกกกกกกกกกกกก คือการที่เอาหนังดังในอดีตมาทำใหม่ เรามองว่าก็ไม่จำเป็นต้องให้เรื่องราวมันเชยขนาดนั้น ในเรื่องของคำพูดบางอย่างยังพอเข้าใจได้ แต่การดำเนินเรื่องมันเช๊ยเชย อะไรที่คุณคิดว่าจะเจอในหนังรักสักเรื่อง ให้เลย 90% ต้องมีแน่ๆ แถมเนื้อเรื่องยังเดาง่ายมาก แทบจะเดาได้เป็นฉากๆ เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เลยกลายเป็นไม่เซอร์ไพรส์อะไรเลย

เนื้อเรื่องหลายช่วง หลายตอน หลายฉากรู้สึกตะหงิดมาก ช่องโหว่เต็มไปหมด ทำไมตัวละครทำแบบนั้น แรงจูงใจล่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้น? เพื่อ? คือหลายอย่างเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมๆๆๆๆๆๆ

หนังมีความพยายามมากเกินไป พยายามยัดฉากหวานๆ เข้ามา พยายามยัดคำพูดเลี่ยนๆ เติมมา ในสถานการณ์เหล่านั้นที่แบบ มันโคตรจะไม่ธรรมชาติเลยอะ มันดูเกินไปมาก แทนที่มันจะซึ้ง ฟินจิกเบาะ มันกลายเป็นตลกไปเลยอะ รู้สึกผิดเลยบางฉากนั่งหัวเราะออกมา และเป็นแบบนี้ตลอดทั้งเรื่องจริงๆ หลายสถานการณ์ที่จะพาเราไปยังเรื่องราวเหล่านั้นมันนอกจากจะไม่ซึ้งแล้ว มันยังไม่อินด้วย หาจุดพีคหรือฉากจำของหนังไม่ได้จริงๆ ยิ่งฉาก “นอกจากรักคุณแล้วผมไม่เก่งอะไรเลย” ยิ่งโคตรตลก แทนที่จะซึ้ง

มาทางด้านนักแสดง ที่แบบโคตรไม่ธรรมชาติ เล่นกันเวอร์มากถึงมากที่สุด อารมณ์ของนักแสดงล้นมากจริงๆ เลยทำให้เราไม่อินด้วยแหละ โดยเฉพาะพระเอกในยุคของแม่ที่แบบ ดูตลกสุดละ นายทำให้เราไม่อินกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเลยอะ แต่นักแสดงที่น่าชื่นชมที่สุดคือ มิ้นท์ รัญชน์วรี ที่นอกจากจะสวยละน่ารักมว๊ากกกกถึงมากที่สุดแล้ว ตัวเธอก็รับบทจากสองวัยเลย ทีตอนแรกคิดว่าคนละคน พอมาดูไปดูมา อ้าว คนเดียวกันนี่หว่า จากทั้งหมดทั้งมวลนักแสดงเธอเนี่ยแหละเล่นดีสุดแล้ว แต่เอาจริงๆ ก็ดูไม่ธรรมชาติอยู่ดี

สิ่งที่เราชอบที่สุดในเรื่องนี้คืองานด้านภาพ ต้องยอมรับว่างานภาพสวยจริงๆ โดยเฉพาะฉากต่างๆ ที่เล่นกับฝนตก สวยงามมาก มันคือไม่กี่สิ่งที่ทำให้เราสนใจในตัวหนังอยู่ ภาพเด่นกว่าเนื้อหามาก เอาจริงๆ คือรองานภาพสวยๆ มากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังซะอีก ตื่นเต้นกับฝนมากกว่านักแสดงอินเลิฟกันอะ โลเคชั่นที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็สวยจริงๆ ถือว่าใช้คุ้มอยู่

สรุปแล้ว Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ เป็นหนังที่เค้าโครงเรื่องทั้งหมดจริงๆ น่าสนใจนะ แต่นำเสนอออกมาได้แบบไม่อิน ไม่ซึ้ง ไม่ธรรมชาติ ไม่อะไรเลย ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง สิ่งที่ทำให้เราอยู่กับหนังได้คือตัวนางเอก มิ้นท์ รัญชน์รวี กับงานด้านภาพเท่านั้น ที่เหลือได้แต่นั่งกุมขมับกับหัวเราะแห้งๆ

ปล. เพลงประกอบหนังเพราะมาก หนึ่งความทรงจำ (One Memory) ยิ่งได้เสียงร้องอบอุ่นๆ และดนตรีเพราะจากวง MEAN ด้วยแล้วนั้น…คือดีงาม

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Light of My Life – คือพ่อ…คือลูก

หนัง Light of My Life หรือชื่อไทยว่า คือพ่อ…คือลูก เมื่อไวรัสชนิดหนึ่งได้ทำให้ประชากรมนุษย์เพศหญิงของทั้งโลกเหลือเพียงแค่ “คนเดียว” คนเป็นพ่ออย่างเขา (เคซีย์ แอฟเฟล็ค) จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้อง แร็ก (แอนนา พิโนวสกี้) ลูกสาวสุดที่รักให้พ้นจากภัยอันตราย แม้ว่าจะต้องให้เธอปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย แม้ว่าจะต้องโกหกและทำร้ายผู้อื่น และแม้ว่าเขาจะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก เขาก็จะพิสูจน์ความรักและความทุ่มเทของคนเป็นพ่อที่รักลูกสาวคนนี้อย่างหมดหัวใจ

Light of my Life

Light of my Life คือผลงานการกำกับ เขียนบท ของ Casey Affleck น้องของ Ben Allfeck ที่เจ้าตัวแสดงนำด้วยอีกต่างหาก แน่นอน่วาชื่อชั้นของ Casey ย่อมด้อยกว่าผู้พี่ที่มักแสดงหนังใหญ่ๆ เสียมากกว่า แต่ฝีมือการแสดงของเขาไม่ได้ด้อยกว่าแต่อย่างใด (เผลอๆ เหนือกว่าด้วยซ้ำไป) ซึ่งเขาได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วกับเรื่อง Machester by the Sea ที่เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครอง

และถ้าดูจากพล็อตเรื่องของเรื่องนี้นับว่ามีวัตถุดิบที่น่าสนใจมาก น่าสนุกมากจริงๆ กับเรื่องราวของสองพ่อลูก(สาว) ที่ต้องฝ่าวิกฤติเผชิญโลกที่โดนไวรัสระบาดคร่าชีวิตเพศหญิงไปสิ้นโลกและลูกสาวคนนั้นคือผู้หญิงคนเดียวในโลกที่หลงเหลืออยู่ ผู้เป็นพ่อต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกสาว ภายใต้อันตรายต่างๆ จากคนรอบข้าง พล็อตมันน่าสนุกและน่ามีอะไรให้เล่นลุ้น ตื่นเต้น ระทึกได้เยอะแยะเลยนะ แต่หนังมันไม่ใช่แบบนั้น

หนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องจะเต็มไปด้วยบทสนทนาของสองพ่อลูก ที่จะเล่าเรื่องอดีตบ้าง เล่านิทานบ้าง ที่ไม่ได้มีฉากไหนซึ้งจนน้ำตาไหล และก็ไม่ได้มีฉากไหนที่แสดงให้เห็นความรักอันล้นเปี่ยมของสองพ่อลูกเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำหนังยังดำเนินเรื่องเรียบๆ ง่ายๆ เนิบๆ และช้ามาก คือเอาจริงๆ ไม่รู้เลยว่าจะต้องจดจ่ออยู่กับอะไร มันไม่สามารถดึงคนดูให้สนใจตัวหนังได้เลย คือถ้ารวบมาเป็นหนังสั้นมันน่าจะโอเคกว่านี้ เอาจริงๆ มันก็มีแหละฉากระทึก แต่น่าจะสัก 5% ของเรื่องก็ว่าได้มั้ง ใครนอนไม่พอหรือไปดูหนังเรื่องนี้ตอนดึกๆ มีสิทธิหลับแน่ๆ

อย่างน้อยก็ยังมีการแสดงของสองพ่อลูกที่พอทำได้ดีบ้าง (ถึงแม้จะไม่ได้แสดงถึงความรักของพ่อลูกขนาดนั้นก็เถอะ) แต่ทั้งคู่แสดงได้ธรรมชาติดีทั้งตัว Casey Affleck และ Anna Pniowsky และอีกส่วนที่รู้สึกว่าดีคือบรรยากาศ โทนภาพ ที่ดูหม่นๆ เหงาๆ เหมาะกับหนังเรื่องนี้ดี แต่ดูแล้วก็ชวนง่วงเหมือนกันนะ 555 แต่เอาเป็นว่าสวยละกัน

สรุปแล้ว Light of My Life เป็นหนังที่ค่อนข้างน่าเบื่อ เนิบ ช้า ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น ไม่ลุ้น ไม่ระทึก ไม่รู้จะจับประเด็นอะไรเลย ไม่มีเป้าหมาย เอาเป็นว่าแทบจะไม่มีอะไรให้น่าติดตามเลยจริงๆ มันเรื่อยๆ แบบเรื่อยๆ จนเกินไป

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Better Days – ไม่มีวัน ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ

หนัง Better Days เรื่องราวของเด็กสาววัยมัธยมที่เพื่อนเธอฆ่าตัวตายจากการโดนกลั่นแกล้ง และตัวเธอเองก็กำลังโดนเช่นเดียวกัน แต่มีชายคนหนึ่งมาช่วยเธอเอาไว้ และชายคนนั้นสัญญาว่าจะปกป้องเธอตลอดไป

Better Days

ดีงาม ดีงามจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าหนัง Better Days จากตัวอย่างที่น่าจะเป็นหนังวัยรุ่นทั่วๆ ไป กลับสะท้อนอะไรออกมาได้หลายอย่างและดีงามขนาดนี้ อยากปรบมือให้ทุกคนในหนังเรื่องนี้เลยจริงๆ และโชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้

Better Days เป็นหนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโต การก้าวผ่านวัยของหญิงสาวมัธยมคนหนึ่ง ที่หวังอยากเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเพื่อนของเธอโดน Bully ในโรงเรียนจนต้องฆ่าตัวตาย ทำให้ตัวเธอตกเป็นเป้าหมายการ Bully ต่อไป และเธอก็ได้บังเอิญเจอกับชายคนหนึ่งที่เขาบอกว่าจะปกป้องเธอ รวมๆ แล้วมันสะท้อนเพลงของ Paradox ได้ออกมาอย่างชัดเจนจริงๆ “เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย”

มันก็คือหนังเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นเลย แนว coming-of-age นั่นแหละ แต่มันไม่ใช่หนังที่สร้างแรงบันดาลใจ มันคือหนังที่สะท้อนสังคมจีน และส่งเสียงสะท้อนไปอีกหลายประเทศเลย เกี่ยวกับประเด็นหลักในเรื่องการ Bully เอาจริงๆ การ Bully แต่ละยุคสมัยมันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมันก็มีมาตั้งนานแล้ว แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ว่ามันจะรุนแรงหรือเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะมันจะติดตัวและสร้างแผลเป็นทั้งร่างกายและจิตใจให้กับคนที่ถูกกระทำไปตลอด ขั้นร้ายแรงที่สุดก็คือ ฆ่าตัวตาย ในหนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดจุดนั้นออกมาได้อย่างน่าตกใจ ดุเดือด เข้มข้นมาก

นอกเหนือจากการ Bully หนังยังถ่ายทอดความฝันการโฟกัสเป้าหมายของเด็กมัธยมหลายๆ คนที่ตั้งหน้าตั้งตาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผ่านการสอบระดับชาติ เกาเข่า (คล้ายๆ เอ็นทรานซ์บ้านเรานั่นแหละ) ออกมาให้คนได้รับรู้ว่าชีวิตวัยรุ่นมันกดดันจริงๆ

ยัง มันยังไม่หมดแค่นั้น แน่นอนว่าวัยรุ่นทุกคนต้องผ่านเรื่องราวความรัก และหนังก็ยังถ่ายทอดเรื่องราวความรักในเรื่องออกมาได้โคตรดีไม่แพ้ประเด็นอื่นๆ อีก บทจะโรแมนติคก็ซึ้งกินใจเสียเหลือเกิน บทจะดราม่าก็เล่นเอาจุกอกพูดไม่ออกเหมือนกัน

เรื่องประเด็นสังคมต่างๆ เรายังได้เห็นตลอดเรื่องเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหนังถ่ายทอดทุกประเด็นออกมาได้ชัดเจนมาก และหนักหน่วงในทุกประเด็น! มีหมดทุกอารมณ์ ซึ้ง ดราม่า ตลก ไปถึงขั้นอุทานเลยว่า “เชี้*”

ทั้งหมดนั้นมันถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงทุกตัวละคร ย้ำว่าทุกตัวละคร เล่นได้ดีมากๆ มากจนไร้ที่ติเลยทีเดียว โดยเฉพาะนักแสดงนำทั้งสอง รับผิดชอบบทบาทตัวเองได้ดีจริงๆ ขยี้อารมณ์ เล่นถึงมากทุกฉากเลยดีงามมากถึงมากที่สุด อินมากจริงๆ

การดำเนินเรื่องเล่าได้ลื่นไหลมาก ไม่ติดขัด ไม่ขัดใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น การเลือกใช้เพลงประกอบในแต่ละฉากก็ส่งอารมณ์คนดูเหลือเกิน โดยเฉพาะบางฉากมีการตัดเงียบ เพื่อเล่นซีนอารมณ์ รวมถึงการตัดต่อการถ่ายทำที่ดีงาม

สรุปแล้ว Better Days ดีงามมากจริงๆ คือดูง่าย ไม่ยาก อินในทุกประเด็น ไปพิสูจน์ด้วยตาคุณเองเลย ถึงแม้ว่าเราจะชอบ The Gentlemen ของ Guy Ritchie มาก่อนหน้านี้ แต่เรื่องนี้ผมแนะนำให้คุณไปดูวันแรกที่มันเข้าฉายเลยด่วนๆ !!!

ปล. ที่คะแนนหายไปนิดหน่อย คือบทบางส่วนที่เรายังสงสัย และหาคำตอบไม่ได้จริงๆ (ในช่วงท้ายๆ เรื่อง)

Cr.movie.thaiware.com

รีวิว หนัง Ip Man 4 : The Finale – ยิปมัน 4 เดอะไฟนอล

หนัง Ip Man 4 หนังภาคที่ 4 กับเรื่องราวของปรมาจารย์ชื่อดัง ยิปมัน ในภาคนี้คือการที่เขาได้พบกับศิษย์เอก บรูซ ลี และฝึกสอนจนมีชื่อเสียงระดับโลก แต่ไม่นานเขาก็เริ่มป่วยระยะสุดท้าย จึงอยากเผยแพร่วิชาที่เขาได้ร่ำเรียนมาไปสู่อเมริกาเพื่อหาโรงเรียนและหาอนาคตใหม่ให้กับลูกชาย แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นเพราะเขาต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่อเมริกา

Ip Man

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าหนัง Ip Man ที่อ่านว่ายิปมัน ไม่ใช่ ไอ-พี แมน จะเดินทางมาถึง ภาคที่ 4 ได้ จากใจจริงคิดว่ามันจบดีไปตั้งแต่ภาค 2 แล้ว แต่ก็ทำภาค 3 ออกมา แถมยังมีภาคแยก Master Z ออกมาอีก และแน่นอนว่าออกมากี่ภาคก็ไปดูอยู่ดี เพราะความมันในฉากแอ็คชั่นก็ยังคงสร้างความบันเทิงให้เหมือนเดิม

จนมาถึง Ip Man 4: The Finale ที่แน่นอนว่าเป็นภาคปิดคงจะไม่มีต่อแล้ว (ก็เขียน The Finale ซะแบบนั้น) นับว่าเป็นเวลานานเหมือนกันที่ทิ้งห่างจากภาค 3 ในปี 2016 กับเรื่องราวบั้นปลายชีวิตของอาจารย์ยิปมันที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง แต่ตนเองก็ติดปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือลูก ที่มีความคิดเห็นสวนทางกัน ยิปมันอยากให้ลูกมีการศึกษาดีๆ แต่ลูกอยากเป็นอาจารย์สอนกังฟูเหมือนพ่อ เลยทำให้ยิปมันตัดสินใจเดินทางไปอเมริกาเพื่อหาโรงเรียนให้ลูกเรียน ประจวบเหมาะกับคำเชิญของลูกศิษย์อันเป็นที่รักอย่าง บรูซลี ที่ได้ชวนไปดูเขาแข่งพอดีพอดี แต่พอไปที่นู่นก็เจอกับปัญหาต่างๆ มากมาย รวมถึงการต้องกู้ศักศรีดิ์ของชาวจีนในไชนาทาวน์จากทหารอเมริกันสุดโหดด้วย

ภาคนี้มีประเด็นเล่าเยอะกว่าภาคก่อนๆ พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวาระสุดท้ายของตัวยิปมันเอง เรื่องปัญหาครอบครัว เรื่องคนจีนในสังคมอเมริกา แต่ทุกเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นมันกลับถูกถ่ายทอดออกมาได้ธรรมดาและเช๊ยเชย คือบทมันเพลเซฟมากเกินไป สูตรสำเร็จมากเกินไปจริงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฉากต่อสู้มันก็ยังสนุกอยู่ ถึงแม้เราจะคิดว่ามันไม่พีคหรือน่าตื่นตาตื่นใจเท่าภาคก่อนๆ ที่ผ่านมาก็ตาม

ที่เราจั่วหัวไปว่าเป็นภาคที่ “อิหยังวะ” เยอะที่สุดแล้ว คือเรื่องแรกที่เห็นชัดๆ เลย มันต้องมีการต่อสู้กันของทหารอเมริกาและยิปมัน ซึ่งมันมีฉากที่ทางฝั่งอเมริกาบ่นโวยวายว่าเนี่ยการต่อสู้ที่พวกเราใช้คือเก่งที่สุดในโลกไอ้มวยจีนอย่างกังฟูหรือหย่งชุนจะมาสู้ได้ยังไง แต่ไอ้การต่อสู้ที่พวกนายใช้มันคือคาราเต้ ซึ่งมันมีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่นไม่ใช่หรอ – – ดูไปดูมาก็รู้สึกตะหงิดๆ ยังไงชอบกลไม่รู้ และ “อิหยังวะ” ต่อมาคือการที่ในเรื่องมีกังฟูหลายชนิดมาก แต่ดันเอามาเหมือนจะบอกว่าหย่งชุนดีที่สุด คือมีอาจารย์คนอื่นๆ ต้องมาปะทะฝีมือกับคาราเต้ แต่ดันแพ้หมด เหมือนมวยเหล่านั้นกลาเป็นตัวประกอบไปซะอย่างนั้น ยังไม่หมดเท่านั้น “อิหยังวะ” ต่อมาคือประเด็นเรื่องพ่อลูกที่คลี่คลายง่ายเหลือเกิน และในภาคนี้ไม่รู้ทำไม อะไรนิดอะไรหน่อย เอะอะจะหาเรื่องต่อยกันอย่างเดียวเลย อันนี้ไม่พอใจไอ้นี่ “มาต่อยกัน” หลายฉากเป็นแบบนี้เยอะมาก ในใจก็คิดแบบ เออ คนเราหาเรื่องต่อยกันได้ง่ายขนาดนี้เชียว

สรุปแล้ว Ip Man 4: The Finale มันคือภาคจบที่ถ้าคนที่ติดตามมาตลอดก็คงต้องไปดูแหละ มันก็ยังคงสนุก เรื่อยๆ ดูได้เพลินๆ และฉากต่อสู้มันก็ยังคงความบันเทิงอยู่ แต่อย่างที่บอกมันแค่ไม่พีคเหมือนภาคก่อนๆ แล้ว รวมถึง Finale Fight ที่รู้สึกไม่ได้กินใจ ประทับใจ หรือว้าวอะไรเท่าไหร่เลย รวมถึงประเด็นดราม่าแต่ละอย่างในหนังมันธรรมดามากๆ เพลเซฟเกินไปจริงๆ ไม่ได้เอามาขยี้เรียกน้ำตา เหมือนแค่อยากบอกให้คนดูรู้เฉยๆ เท่านั้น ฉากที่เรารู้สึกเอ็นจอยและสนุกกับมันที่สุดในภาคนี้คงเป็นฉากต่อสู้ของบรูซลีนั่นแหละ ถึงจะมีน้อย แต่สนุกสุดละ

ปล. ลูกสาวประธานสมาคมจีนดีงามมาก

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

หนัง Dark Waters หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง กับเรื่องราวของทนายความที่เผชิญหน้ากับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่ ซึ่งบริษัทนั้นได้มีความลับ ปล่อยสารเคมีรั่วไหลมากับน้ำซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

หนังสร้างมาจากเรื่องจริงจากบทความบนนิตยสาร The New York Times เรื่อง The Lawyer Who Became DuPont’s Worst Nightmare (ทนายความผู้กลายมาเป็นฝันร้ายที่สุดของบริษัทดูปองท์) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีกัน เมื่อบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่างดูปองท์ปล่อยสารเคมีอันตรายปนเปื้อนไปกับแม่น้ำ และผลิตภัณฑ์ ที่กินเวลายาวนานมากว่า 40 ปี จึงเกิดการฟ้องร้องจากชาวบ้าน ลามมาถึงทนายความมือดีที่ปกติเขาว่าความปกป้องบริษัทเคมี แต่คราวนี้เขาต้องมาหันหน้าสู้กับบริษัทนั้นแทน

หนังน่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย ช่วงเวลา สารเคมี ตัวละคร ถาโถมเข้ามาหาเรามากมาย คือถ้าสมาธิหลุดหรือเผลอไปนิดเดียว คุณอาจจะงงได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถ้าคุณตั้งใจดูเก็บทุกนาที ก็ไม่ได้ชวนปวดหัวมึนตึ๊บหรือเข้าใจยากแต่อย่างใด เพราะมันเข้าใจง่าย ใกล้ตัว และน่าติดตามมากกว่าที่คิดเยอะ อาจจะมีแค่บางช่วงบางตอนเท่านั้นที่เล่ายืดและชวนง่วงบ้างเล็กน้อย แต่ก็สลับไปมาหลายฉากก็เร็วตื่นเต้นเช่นกัน

อาจมีเนื้อหาบางส่วนที่เรายังสงสัยเกี่ยวกับตัวสารเคมีว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วมันส่งผลกระทบอะไรยังไงทางไหน วิธีการใด แล้วปัจจุบันมีการเลิกใช้สารตัวนั้นไปหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ช่วงสุดท้ายของหนังนี่เล่นเอากลืนน้ำลาย มีช็อคกันบ้างไม่มากก็น้อย กับความจริงบ้างอย่างที่มันใกล้ตัวมากๆ

ทางด้านนักแสดงนำต้องปรบมือให้ Mark Ruffalo ก่อนเลย กับบทบาททนายความ Robert Bilott ที่แสดงได้ดีจริงๆ แบกหนังได้เลยแหละ อีกทั้ง Anne Hathaway ในบทบาทภรรยา Sarah Bilott ที่ตอนแรกคิดว่าคงตัวประกอบแน่ๆ แต่เอาเข้าจริง ถึงแม้ไม่ได้มีบทบาทมากเท่าไหร่ แต่ออกมาทุกฉากเธอแสดงได้ดีเกินคาดมากๆ เอาจริงๆ นักแสดงทีมนี้แสดงได้ดีมากจริงๆ ไม่รู้จะติอะไรเลย

สรุปแล้ว Dark Waters มันคือหนังน้ำดีที่อยากให้ลองไปดูกันจริงๆ อาจจะไม่ถูกจริตและไม่ใช่แนวใครหลายๆ คน แต่มันก็สร้างการตระหนักรู้อะไรบางอย่างให้เราได้แน่นอน แอบเสียดายนิดนึงที่เป็นเรื่องการฟ้องร้องคดีความกัน แต่มีฉากต่อสู้กันในชั้นศาลน้อยไปหน่อย แอบอยากเห็นฉากแบบนั้นตอนสู้คดีมากๆ แต่โดยรวมแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียดายถ้าได้ดูได้รู้แน่นอน

รีวิวหนัง Dark Waters – พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

หนัง Dark Waters หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง กับเรื่องราวของทนายความที่เผชิญหน้ากับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่ ซึ่งบริษัทนั้นได้มีความลับ ปล่อยสารเคมีรั่วไหลมากับน้ำซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

Dark Waters

หนังสร้างมาจากเรื่องจริงจากบทความบนนิตยสาร The New York Times เรื่อง The Lawyer Who Became DuPont’s Worst Nightmare (ทนายความผู้กลายมาเป็นฝันร้ายที่สุดของบริษัทดูปองท์) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีกัน เมื่อบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อย่างดูปองท์ปล่อยสารเคมีอันตรายปนเปื้อนไปกับแม่น้ำ และผลิตภัณฑ์ ที่กินเวลายาวนานมากว่า 40 ปี จึงเกิดการฟ้องร้องจากชาวบ้าน ลามมาถึงทนายความมือดีที่ปกติเขาว่าความปกป้องบริษัทเคมี แต่คราวนี้เขาต้องมาหันหน้าสู้กับบริษัทนั้นแทน

หนังน่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย ช่วงเวลา สารเคมี ตัวละคร ถาโถมเข้ามาหาเรามากมาย คือถ้าสมาธิหลุดหรือเผลอไปนิดเดียว คุณอาจจะงงได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถ้าคุณตั้งใจดูเก็บทุกนาที ก็ไม่ได้ชวนปวดหัวมึนตึ๊บหรือเข้าใจยากแต่อย่างใด เพราะมันเข้าใจง่าย ใกล้ตัว และน่าติดตามมากกว่าที่คิดเยอะ อาจจะมีแค่บางช่วงบางตอนเท่านั้นที่เล่ายืดและชวนง่วงบ้างเล็กน้อย แต่ก็สลับไปมาหลายฉากก็เร็วตื่นเต้นเช่นกัน

อาจมีเนื้อหาบางส่วนที่เรายังสงสัยเกี่ยวกับตัวสารเคมีว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วมันส่งผลกระทบอะไรยังไงทางไหน วิธีการใด แล้วปัจจุบันมีการเลิกใช้สารตัวนั้นไปหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ช่วงสุดท้ายของหนังนี่เล่นเอากลืนน้ำลาย มีช็อคกันบ้างไม่มากก็น้อย กับความจริงบ้างอย่างที่มันใกล้ตัวมากๆ

ทางด้านนักแสดงนำต้องปรบมือให้ Mark Ruffalo ก่อนเลย กับบทบาททนายความ Robert Bilott ที่แสดงได้ดีจริงๆ แบกหนังได้เลยแหละ อีกทั้ง Anne Hathaway ในบทบาทภรรยา Sarah Bilott ที่ตอนแรกคิดว่าคงตัวประกอบแน่ๆ แต่เอาเข้าจริง ถึงแม้ไม่ได้มีบทบาทมากเท่าไหร่ แต่ออกมาทุกฉากเธอแสดงได้ดีเกินคาดมากๆ เอาจริงๆ นักแสดงทีมนี้แสดงได้ดีมากจริงๆ ไม่รู้จะติอะไรเลย

สรุปแล้ว Dark Waters มันคือหนังน้ำดีที่อยากให้ลองไปดูกันจริงๆ อาจจะไม่ถูกจริตและไม่ใช่แนวใครหลายๆ คน แต่มันก็สร้างการตระหนักรู้อะไรบางอย่างให้เราได้แน่นอน แอบเสียดายนิดนึงที่เป็นเรื่องการฟ้องร้องคดีความกัน แต่มีฉากต่อสู้กันในชั้นศาลน้อยไปหน่อย แอบอยากเห็นฉากแบบนั้นตอนสู้คดีมากๆ แต่โดยรวมแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียดายถ้าได้ดูได้รู้แน่นอน

Cr.movie.thaiware.com

แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง – Happy New Year Happy New You

หนัง Happy New You หรือชื่อไทยว่า แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง สนั่น แสบ สิงห์ ก๊วนช่างแอร์ขี้เมาบ้านนอก ที่ชอบไปเนียนกินฟรีตาม งานบุญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานทำบุญบ้าน งานบวช งานแต่ง หรือแม้กระทั่ง งานศพ ทั้งสามคนไม่เคยพลาดที่จะไปสร้างความปั่นป่วน

Happy New You

บางงานอาจจะรู้จัก เจ้าภาพบ้าง ไม่รู้จักบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางไม่รู้จักซะมากกว่า โดย ทั้งสามคนมีสโลแกนว่า “ซองไม่เคยใส่ แต่พร้อมให้ความบันเทิง” และความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อชบา น้องสาวแท้ๆของสนั่น ที่กำลังคบ หาดูใจกับตี๋ หนุ่มหน้าใสที่ไปทำงานหาความมั่นคงที่กรุงเทพเพื่อเก็บเงิน มาแต่งงาน แต่ตี๋มีความลับปกปิดชบาไว้หลายอย่าง จนชบาต้องตามมาจับ พิรุธตี๋ถึงที่กรุงเทพ แถมยังมีก๊วนพี่ชายทั้งสามคนตามมาด้วย เพราะพวกเค้า ดันได้ยินชบาคุยกับตี๋ว่าที่คอนโดที่ตี๋พักอยู่จัดงานปีใหม่ มีคอนเสิร์ตโชว์ จากนักร้องและศิลปินมากมาย และที่สำคัญงานนี้มีบุฟเฟต์กินเลี้ยงฟรีซะด้วย เรื่องราวจะวุ่นวายมากแค่ไหน ติดตามได้ในภาพยนตร์เรื่อง… แฮปปี้นิวยู แสบสนั่น ยันหว่าง

ข้อดี

1.มุกเเกล้ง3 ซ่า

2. เนื้อเรื่องเเปลกใหม่

ข้อเสีย

1.มุกไม่ค่อยฮา หนังออกจากหน้าเบื่อมากกว่า

2.จุดหน้าสนใจคงเป็นพระเอกกับนางเอกเเต่กับทำออกมาเเย่ ไม่ได้อารมณ์

3. ไปไม่จุดซักทาง ความฮา นักเเสดง การตัดต่อ เข้าขั้นเเย่

4.ใครที่คาดหวังว่าจะฮาต้องผิดหวังมาก มุกไม่ฮา เเถมยังออกเเนวหน้าเบื่อด้วยซ้ำ

5. เพลงที่เปิดมาก็สนุก เเต่ไม่เข้ากับฉากอย่างเเรง

Cr.movie.thaiware.com