รีวิวหนัง โนราห์

โนราห์ ภาพยนตร์โรแมนติกดรามาที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดวัฒนธรรมของภาคใต้จากฝีมือการกำกับของ เอกชัย ศรีวิชัย ที่มาสานต่อศิลปะพื้นบ้านจาก เทริด (2016) ที่เจ้าตัวพ่วงตำแหน่งผู้กำกับและนักแสดงนำไว้ก่อนหน้านี้

 โนราห์

โนราห์ ว่าด้วยเรื่องราวของจุดกำเนิดตำนานความเชื่อทางใต้ที่เริ่มต้นจากหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า นอร์ร่า ที่ข้ามมิติกาลเวลาไปยังอดีตจนได้พบกับ สิงหร ทายาทผู้สืบทอดนาฏศิลป์ของเมืองเวียงกลางบางแก้ว แต่ความรักของทั้งคู่ไม่อาจสมหวังได้ เนื่องจากสิงหรต้องรักษาพรหมจรรย์เพื่อที่เป็นโนราห์คนแรกตามธรรมเนียมของบ้านเมือง

จากตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ที่ถูกปล่อยออกมานับเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เอกชัย ศรีวิชัย จะนำตำนานของมโนราห์มาดัดแปลงถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ให้น่าสนใจได้อย่างไร และเมื่อได้ชมแล้วกลับพบว่าค่อนข้างผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่องที่ไม่ประติดประต่อ ขาดความลื่นไหล เริ่มตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็สร้างความงุนงงว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น

และด้วยความที่ตัวผู้เขียนเองนั้นไม่ใช่คนภาคใต้จึงอาจจะมีความรู้ในเรื่องประวัติความเป็นมาของมโนราห์ค่อนข้างน้อย จึงทำให้ไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ จุด ซึ่งตัวหนังเองก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจที่จะเสนอเรื่องราวเหล่านี้ให้คนทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ได้เข้าใจมากขึ้นเลย แต่ก็มีความเชื่ออยู่ว่าคนในพื้นที่น่าจะพอเข้าใจความเป็นมาของแต่ละตัวละครอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

จากความไม่เข้าใจในจุดนี่เองจึงทำให้ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้ว่าหนังจะพยายามตัดสลับอดีตกับปัจจุบันให้มีความเชื่อมต่อกันก็ตาม ประกอบกับการมีตัวละครต่างชาติเข้ามาบทบาททั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยิ่งสร้างงุนงง และเห็นได้ชัดถึงผสมเรื่องราวความรักกับวัฒนธรรมที่ไม่เข้ากัน ยิ่งได้เห็นฝีมือทางการแสดงของนางเอกใหม่ เจด แองเจลิน่า ที่แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะสวยเข้าขั้นแต่ก็ดูจะไม่เข้ากับหนังเลย ทั้งในเรื่องของการพูดไม่ชัด อารมณ์ต่างๆ ที่แสดงออกมาไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ

ในส่วนการแสดงของพระเอกโนราห์คนแรกของเราอย่าง ไพศาล ขุนหนู ที่ผ่านผลงานการแสดงภาพยนตร์มาหลายเรื่อง พอได้มาถ่ายทอดอารมณ์อยู่ในเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดใต้ การรำมโนราห์ แต่ด้วยวิธีการผูกเรื่องที่ไม่สนุกมาตั้งแต่ต้นก็เลยทำให้ไม่สนุกกับการเรื่องราวเหล่านี้เท่าที่ควร และถึงแม้หนังจะพยายามใส่ความตลกเพิ่มเข้าไปมันก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

แต่สิ่งที่หนังทำออกมาได้ดีที่สุดดูเหมือนจะเป็นโปรดักชั่นงานสร้างที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะฉากตามเกาะต่างๆ ก็ถ่ายออกมาให้เห็นน่าไปเที่ยวตามรอยเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคอมตูมเสื้อผ้านั้นก็จัดเต็มประหนึ่งหนังบอลลีวูดเลยทีเดียว นี่จึงน่าจะเป็นจุดดีอีกจุดที่จะพอทำให้เราเพลิดเพลินได้บ้าง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

โนราห์ 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว The Grinch เดอะ กริ๊นช์

นับว่าเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเพียงเรื่องเดียวในช่วงนี้ที่เข้าฉายในแฟนๆ ชาวไทยได้ชมกัน สำหรับ The Grinch ผลงานสร้างจากค่าย Illumination ผู้จุดกระแสความโด่งดังของวายร้ายสุดแสบที่มีแต่คนรักอย่าง Despicable Me (2010) ตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคสาม

The Grinch

โดยในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้ สก็อตต์ โมเซียร์ (Scott Mosier) และ ยาร์โรว์ เชนีย์ (Yarrow Cheney) ขึ้นมานั่งแท่นกำกับครั้งแรก อีกทั้งหนังยังได้นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch) มาให้เสียงพากเป็นตัวเอกของเรื่องอีกด้วย

The Grinch ว่าด้วยเรื่องราวของ กรินช์ ที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวภายในถ้ำบนภูเขาครัมเพ็ตกับ แม็กซ์ สุนัขผู้ซื่อสัตย์ของเขา กรินช์จะออกมาพบกับเพื่อนบ้านในฮู-วิลล์ เมื่ออาหารหมดเท่านั้น ในแต่ละปีชาวฮู-วิลล์เฉลิมฉลองคริสต์มาสใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยปีนี้จะยิ่งใหญ่เป็น 3 เท่า กรินช์รู้ดีว่ามีทางเดียวที่เขาจะได้รับความสงบ นั่นก็คือเขาต้องขโมยวันคริสต์มาสต์

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจแต่งเหมือนซานตาคลอสในวันคริสต์มาสอีฟ และไปดักกวางมาดึงรถเลื่อนของเขา แต่ดูเหมือนภารกิจนี้จะไม่สำเร็จง่ายๆ เมื่อเขาต้องพบกับ ซินดี้-ลู ฮู เด็กสาวคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยสปิริตของวันหยุด เธอกับเพื่อนวางแผนมาดักซานตาคลอสในวันคริสต์มาสอีฟ เพื่อขอบคุณที่ช่วยแม่เธอทำงาน เมื่อคริสต์มาสใกล้เข้ามา การวางแผนของเธอกลับเป็นการคุกคามแผนร้ายของกรินช์

หากใครที่เป็นแฟนหนังของค่าย Illumination ก็น่าจะพอทราบทิศทางการเล่าเรื่องของค่ายนี้ดีว่ามันไม่ได้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมาย และมักจะไม่ค่อยมีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจอย่างค่าย DreamWorks หรือ Pixar มากนัก ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของค่ายนี้ทำออกมาเพื่อเอาใจเด็กๆ โดยเฉพาะ และหนังก็ถูกนำเสนอเรื่องราวออกมาแบบน่ารักๆ แทบไม่มีพิษมีภัยอะไรมาก (ยกเว้นวีรกรรมแสบๆ ของตัวเอกในเรื่อง) เช่นเดียวกันกับเจ้าตัวเขียว The Grinch

โดยใน The Grinch นั้นหนังได้เผยให้เห็นวิถีชีวิตของเจ้ามนุษย์ตัวเขียวที่แปลกแยกจากคนอื่นๆ ในเมืองฮู-วิลล์ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงเดากันออกว่าเจ้าตัวนี้มีปมบางอย่างเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยความสุข ด้วยความขัดหูขัดตาที่เห็นคนอื่นมีความสุขไม่ได้ จึงได้เกิดแผนการขโมยเทศกาลดังกล่าวไม่ให้ชาวเมืองได้มีความสุขขัดใจเจ้าตัวอีกต่อไป จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นปฏิบัติการสุดป่วนที่เราอาจจะคุ้นเคยกันดีใน Despicable Me (2010) ของมิสเตอร์แสบที่มีวีรกรรมการขโมยของสุดหลุดโลกมาก่อนหน้านี้

ในเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจของเจ้าตัวเขียวหน้าบูดเรื่องนี้ก็ยังถือว่าเป็นรองมิสเตอร์แสบอยู่มากโข แต่เห็นได้จากวิธีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการขโมยที่อาจจะไม่มีความไฮเทคเท่า แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของค่ายนี้มักจะมีจุดร่วมเหมือนกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแก้ไขปมปัญหาชีวิตบางอย่าง หรือไม่ก็เป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนของตัวละครในเรื่อง

ซึ่งใน The Grinch ก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมา คงไม่ต้องบอกว่าตอนจบนั้นจะแฮปปี้เอนดิงหรือไม่ก็น่าจะเดากันออก ดังนั้นในภาพรวมของหนังก็ถือว่าตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดี ดูได้เพลินๆ เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ดูแล้วต้องชอบแน่นอน

The Grinch 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์.

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์

เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ ผลงานการกำกับของผู้กำกับดีกรีรางวัลออสการ์ เดเมียน ชาแซล (Damien Chazelle) หลังจากสร้างชื่อใน Whiplash (2014) และ La La Land (2016) งานนี้เจ้าตัวกลับมาร่วมงานกับ ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) พระเอกคู่บุญอีกครั้ง ถึงขนาดเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) เป็นตัวเลือกเดียวที่เขาจะให้มารับบทบาทของ นีล อาร์มสตรอง เลยทีเดียว

First Man

First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของนักบินอวกาศ นีล อาร์มสตรอง และภารกิจอวกาศแห่งตำนานที่ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ไปเดินเล่นบนดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 โดยหนังได้พาเราไปสำรวจความรู้สึกนึกคิดของพ่อนักบินอวกาศคนนี้ นับตั้งแต่การสูญเสียครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อจิตใจของเขา และเหมือนว่าเขาต้องเผชิญกับความสูญเสียเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ จากการสมัครเข้าร่วมโครงการไปเหยียบดวงจันทร์ แม้จะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก แต่มันก็เป็นการบั่นทอนพลังหลายๆ อย่าง

ด้วยฝีมือทางการแสดงของ ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) นั้นได้ถ่ายทอดบทบาทของ นีล อาร์มสตรอง ออกมาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ เขาทำให้ผู้ชมอย่างเรานั้นคล้อยตามไปกับเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสีย โศกเศร้า และความกดดัน ยิ่งได้การสื่ออารมณ์ของนักแสดงสาว แคลร์ ฟอย ( Claire Foy) มาร่วมด้วยก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างมันลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่าตัวละครทุกตัวล้วนแล้วแต่เสริมกันและกันจนทำให้อารมณ์ของหนังออกมาสมบูรณ์

และถึงแม้ว่าหนังจะได้ฝีมือของนักแสดงมากความสามารถมาช่วยพยุงอารมณ์ของหนังให้ออกมาแทบไร้ที่ติ แต่โดยภาพรวมกลับเห็นได้ชัดเจนว่าตัวหนังค่อนข้างจืดชืด แม้จะมีช่วงที่ทำให้เราได้ตื่นตาไปกับการออกไปนอกโลก ได้ไปเห็นอวกาศอันมืดมิด และได้เห็นความสำเร็จของเหล่านักบินอวกาศที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก มันกลับไม่ได้ช่วยให้เราสนุกหรือเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวเหล่านี้มากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เราได้สนุกและลุ้นระทึกเหมือนไปดูหนังซูเปอร์ฮีโร่หรือหนังแนวอื่นๆ แต่ด้วยฝีมือของนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างมืออาชีพ ประกอบกับโปรดักชั่นงานสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ งานภาพที่ถ่ายด้วยกล้องไอแม็กซ์สวยงามแทบไม่มีที่ติ ก็ทำให้เราอิ่มได้เหมือนกัน เชื่อว่าใครที่ชอบเสพงานภาพสวยๆ เป็นต้องร้องซี๊ดแน่นอน ซึ่งหากได้ดูในโรงไอแม็กซ์จะฟินสุดๆ เพราะเหมือนเราได้ไปเดินดวงจันทร์กับ นีล อาร์มสตรอง กันเลยทีเดียว

ขอบคุณเนื้อหาจา่ก mthai.com

รีวิวหนัง พยัฆร้ายศูนย์ศูนย์ก๊าก

Johnny English Strikes Again ถือเป็นอีกเรื่องนึงที่หลายคนไม่เคยคิดว่าจะได้มีการทำภาคต่อออกมา เพราะว่าหลายเสียงก็บ่นไปเยอะในภาค 2 ภาคที่แล้ว เพราะมุขแต่ละอย่างมันออกจะเชยและแป๊กไปซะเยอะ ไม่ได้สดใหม่เหมือนภาคแรกแต่อย่างใด จนคิดว่าไม่น่าจะทำภาคต่อออกมาเลย

พยัฆร้ายศูนย์ศูนย์ก๊าก

ตัวหนังเองในภาคนี้เล่าเรื่องราวหลังจากภาระกิจครั้งล่าสุด ที่ Johnny English ได้ทำภาระกิจสำเร็จและได้เกษียณตัวเองออกไปเป็นครูสอนในโรงเรียน แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ ข้อมูลตัวตนของสายลับใน MI7 ได้ถูกแฮคทั้งหมด ทำให้สายลับในกรุถูกเปิดโปงจนไม่สามรถแฝงตัวทำภาระกิจได้ ทำให้ Johnny English จึงถูกเรียกตัวกลัวมาปฏิบัติภาระกิจ

หลังจากที่ผมได้ดูแล้วนั้น พูดตรงๆเลย ตัวหนังก็เป็นเช่นเดียวกับภาคที่แล้วคือ มุขตลกที่ขนมากันแบบไม่ยั้งนั้น มันออกแนวจะแป๊กไปซะเยอะ จะมีอยู่ไม่กี่ฉากที่สามารถทำให้ขำจนน้ำตาเล็ด และที่น่าเสียดายคือมุขต่างๆที่เวิร์คๆส่วนใหญ่จะไปโผล่ในตัวอย่างหนังเกือบทั้งสิ้น ทำให้พอเข้าไปดูหนังจริงแล้วก็ได้แต่แบบว่าขำแห้งๆไปซะเยอะ แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรเพราะ Target ของหนังเรื่องนี้ออกจะชัดเจนอยู่แล้ว เหมือนเป็นการสร้างหนังที่ให้ความสำคัญกับคนทีชอบภาค 1-2 มากก่อนดูแบบนั้นจริง

เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่เคยขำกับมุขต่างๆในภาค 1-2 ก็ไม่แนะนำให้ไปดูเรื่องนี้แน่ๆครับ แต่ถ้าคุณเคยเอ็นจอยกับภาค 1-2 แล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดชมในโรงให้ได้นะครับ ส่วนตัวผมเองออกจะเฉยๆกับเรื่องนี้ขอให้คะแนน 6/10 ไปก็แล้วกันนะครับ

เรื่องย่อหนัง
หนัง Johnny English 3 หรือชื่อไทยว่า พยัคฆ์ร้าย ศูนย์ ศูนย์ ก๊าก รีเทิร์น พบกับการกลับมาของโรแวน แอตคินสัน ในบทสายลับอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ Johnny English Strikes Again พยัคฆ์ร้าย ศูนย์ ศูนย์ ก๊าก รีเทิร์น การผจญภัยครั้งใหม่เมื่อการจู่โจมทางไซเบอร์ทำให้สายลับอังกฤษที่กำลังทำหน้าที่ในปัจจุบันถูกเปิดเผยตัว จอห์นนี่ อิงลิช จึงกลายเป็นความหวังสุดท้าย ด้วยภารกิจการค้นหาแฮคเกอร์ตัวฉกาจ และต้องเอาชนะความท้าทายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพิ่อทำภารกิจให้สำเร็จ

ขอบคุณเนื้อหาจาก movie.thaiware.com

เผยตัวอย่างล่าสุด ROBIN HOOD คว้าโคตรธนู ปลดแอกความมัน

คอหนังทั้งโลกเตรียมปักหมุดรับการผจญภัยกระหึ่มโลกภาพยนตร์ปี 2018 กับการเปิดตัวปฏิวัติโฉมหน้าวีรบุรุษจอมโจรระดับตำนาน โรบิน ฮู้ด คนใหม่ให้แฟนหนังต้องฮือฮาเต็มขั้นใน ROBIN HOOD โปรเจคต์แอคชั่นยักษ์อลังการ

ROBIN HOOD

ที่นำเรื่องราวของโคตรวีรบุรุษจอมโจรมาเล่าตีความในมุมมองใหม่ การันตีได้จาก ตัวอย่างใหม่ล่าสุด ที่ถือเป็นตัวอย่างสุดท้ายกับการกระหน่ำซีนแอคชั่นใหญ่ เมื่อโรบิน ฮู้ดคว้าโคตรธนู ออกยิงไม่พลาดเป้า พร้อมจัดเต็มซีนบู๊ดุดันของเหล่าตัวละคร และการต่อสู้ที่มันส์จนแทบหยุดหายใจ

จุดเริ่มต้นของตำนานในเวอร์ชั่นนี้เกิดขึ้นเมื่อ โรบิน ฮู้ด และผองเพื่อนกลับมาบ้านหลังจากสงครามครูเสด และพบว่าป่าเชอร์วู้ดของซึ่งเป็นบ้านของพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหงโดยพวกราชวงศ์อังกฤษ เขาจึงต้องร่วมมือกับพวกนอกกฏหมายตั้งกองกำลังใหม่เพื่อลุกขึ้นต่อสู้เอาคืนให้สาสม ผ่านการนำแสดงแพคทีมดาราระดับพรีเมี่ยมโดย ทารอน อีเกอร์ตัน นักแสดงหนุ่มฮ็อตจาก Kingsman, เจมี ฟ็อกซ์ จาก Baby Driver, หนุ่มเซ็กซี่ขวัญใจสาวๆ เจมี่ ดอร์แนน จากไตรภาค Fifty Shades, ดาราสาว อีฟ ฮิวสัน จาก Bridge of Spies และ เบน เมนเดลชอน จาก Rogue One: A Star Wars Story

วีรบุรุษที่โลกรู้จัก สงครามที่โลกไม่เคยรู้ ปักหมุดประวัติศาสตร์ใหม่ของลูกผู้ชายชื่อ ROBIN HOOD สู่โปรเจคต์ยักษ์ปฏิวัติตำนานวีรบุรุษจอมโจร โดยผู้อำนวยการสร้าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ : 22 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก sanook.com

จอห์นนี เดปป์ ยัน กรินเดลวัลด์ กลับมาอีกครั้ง Fantastic Beasts ภาคต่อที่ 3

ได้ดูเพียงแค่ตัวอย่างสุดท้ายไปเท่านั้น สำหรับหนัง Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ที่เผยให้เห็นตัวละครใหม่อย่าง เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ รับบทโดย จอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp) ออกมามีบทบาทในหนังภาคต่อที่สองนี้ หลังจากที่ภาคแรกโผล่มาในช่วงท้ายของหนังเท่านั้น

กรินเดลวัลด์

ล่าสุด จอห์นนี เดปป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Collider ซึ่งยืนยันว่าเขาจะกลับมารับบทบาทนี้อีกครั้งในหนังภาคต่อที่สาม และคาดว่าน่าจะเริ่มโปรเจกต์ภาคต่อในช่วงกลางปีหน้า นอกจากนี้ยังได้พูดถึงประสบการณ์ในการรับบทเป็น เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ ให้ได้ติดตามกันอีกด้วย

มันมหัศจรรย์มาก ๆ มันออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ บางคนบอกว่า เจ.เค. โรว์ลิง อยากจะคุยกับผม ผมคุยกับโปรดิวเซอร์สองสามคน ผู้กำกับ และ เจ.เค. ยาวมาก ๆ ในเรื่องของพื้นฐานตัวละครกรินเดลวัลด์ เจ.เค. ได้พูดบางอย่างที่ผมคาดไม่ถึงว่าจะได้ยิน เพราะมันชัดเจนว่ารายละเอียดของเธอที่มีต่อตัวละครที่เธอสร้างขึ้นมาในโลกเวทมนตร์นั้นช่างน่าประหลาดใจ ซึ่งสิ่งที่เธอพูดนั้นก็คือ “ฉันรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นคุณเป็นคาแรกเตอร์ตัวนั้น”

ผมรู้สึกประทับใจจริง ๆ กับความไว้วางใจที่เธอมีให้ ผมจึงสร้างคาแรกเตอร์ออกมาด้วยไอเดียของผม เมื่อผมรับบทแล้วดูเหมือนว่ามันก็ค่อย ๆ ความเป็นกรินเดลวัลด์ของผมก็ค่อย ๆ ออกมา ตัวละครนี้เป็นตัวละครที่น่าสนใจ ความตั้งใจของเขาคือการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ยังมีคนอื่น ๆ จากฝั่งการเมืองและผู้คนที่เห็นคล้อยตามอยู่ เขาอุทิศตนต่อสิ่งที่เขาเชื่อ เขาไม่ได้เป็นตัวละครที่ตลกนะ เขาไม่ได้ตลกเลย

เมื่อ จอห์นนี เดปป์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้เขียนเรื่องอย่าง เจ.เค. โรว์ลิง แล้วก็น่าสนใจว่าเขาจะสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ของกรินเดลวัลด์ออกมาเป็นแบบไหนกันแน่

Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald เข้าฉายในไทย 15 พฤศจิกายน 2018

ขอบคุณเนื้อหา movie.mthai.com

ทำความรู้จัก นากินี มาเลดิกตัส ใน Fantastic Beasts

นากินี ไม่ใช่แค่งูเหลือมฮอร์ครักซ์ แต่เป็นสาวสวยมาเลดิกตัส เพื่อนคนสนิทของ เครเดนซ์ แบร์โบน ซึ่งรับบทโดย คลอเดีย คิม หรือ ดร.เฮเลน โช จาก Avengers: Age of Ultron

นากินี

เล่นเอาโลกมักเกิ้ลสั่นสะเทือนอีกครั้ง เพราะหลังจากที่ปล่อยให้แฟนคลับคาดเดาและสงสัยกันมาตลอดว่า คลอเดีย คิม สาวสวยข้างกาย เครเดนซ์ แบร์โบน คือใคร ? มีความสำคัญอะไร ? ล่าสุดตัวอย่างสุดท้ายของ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ก็ได้เฉลยและเปิดเผยแล้วว่า มาเลดิกตัสสาวสวยคนนี้ รับบทเป็น นากินี งูเหลือมที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีตั้งแต่ Harry Potter นั่นเอง

ในตัวอย่างภาพยนตร์ล่าสุด มีฉากหนึ่งที่ เครเดนซ์ แบร์โบน (รับบทโดย เอซรา มิลเลอร์) กระซิบเรียกชื่อ “นากินี” ทันใดนั้น คลอเดีย คิม ก็กลายร่างจากสาวสวยเป็นงูเหลือมในพริบตา พาให้เรานึกถึง นากินี งูฮอร์ครักซ์ของโวลเดอมอร์ในเรื่อง Harry Potter ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าทั้งสองเป็นงูตัวเดียวกัน ! เอาล่ะสิ ดูท่างานนี้แฟน ๆ โลกเวทมนตร์ต้องมีสับสนกันแน่ ๆ ก็ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ปล่อยให้เราเหม็นขี้หน้านากินีใน Harry Potter มาตั้งนาน แต่กลับมาสวยงามราวกับนางฟ้าใน Fantastic Beasts เสียอย่างนั้น เอาเป็นว่าเรื่องนี้จะมีคดีพลิกหรือไม่ ? มาล้วงลึกข้อมูลที่เกี่ยวกับ นากินี ในตอนนี้กันก่อนค่ะ

ขอบคุณเนื้อหา kapook.com

ได้ตัวนักแสดงแล้ว! บอสลี ของเหล่านางฟ้าชาร์ลี

น่าจะได้นักแสดงที่รับบทเป็นตัวละครหลักของเรื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Charlie’s Angels

สำหรับหนังแอคชั่นของสามสาวมั่น Charlie’s Angels เวอร์ชั่นใหม่ที่ได้สามนักแสดงสาว ได้แก่ คริสเตน สจ๊วต (Kristen Stewart), นาโอมิ สก็อตต์ (Naomi Scott) และ เอลลา บาลินสกา (Ella Balinska) มารับบทนำ

ล่าสุดสื่อ Variety ก็ได้เปิดเผยรายชื่อนักแสดงคนล่าสุด ไจมอน ฮอนซู (Djimon Hounsou) มารับบทเป็น บอสลี อีกหนึ่งตัวละครสำคัญของเรื่องที่จะมาสร้างสีสันและให้การสนับสนุนสามสาวในการทำภารกิจ

ก่อนที่เราจะได้เห็น ไจมอน ฮอนซู มาปรากฏตัวในหนัง Charlie’s Angels นั้น แฟน ๆ จะได้เห็นผลงานการแสดงของเขาในหนังซูเปอร์ฮีโร่ 3 เรื่องด้วยกัน อันได้แก่ Aquaman, Captain Marvel และ Shazam!

Charlie’s Angels เข้าฉายในสหรัฐฯ 27 กันยายน 2019

ฉายวันแรกโกย 621 ล้านวอน Monstrum พันธุ์อสูรกลาย

เปิดตัวกันไปเรียบร้อยสำหรับภาพยนตร์แอ็คชั่นแฟนตาซีฟอร์มยักษ์จากแดนกิมจิเรื่อง Monstrum พันธุ์อสูรกลาย ผลงานกำกับโดย ฮูจองโฮ หนังยังได้นักแสดงสาว อีฮเยรี จากวงเกิร์ลส์เดย์ (Girl’s Day) มารับบทนำ ประกบนักแสดงวัยรุ่นยอดนิยม ชเวอูชิก ร่วมด้วยนักแสดงแถวหน้าอย่าง คิมมย็องมิน

Monstrum พันธุ์อสูรกลาย

Monstrum พันธุ์อสูรกลาย
ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงราชวงศ์โชซอน โรคระบาดได้แพร่กระจายเข้าสู่ผู้คน เกิดภาวะแร้นแค้นทั่วทั้งเมือง ผู้คนต้องตื่นตระหนกเมื่อมีข่าวลือถึงอสูรร้ายแห่งบรรพกาลออกมาไล่ฆ่ามนุษย์บนภูเขาอินวังซาน

ชาวเมืองเริ่มต่อต้านองค์จักรพรรดิ เพราะคิดว่าพระองค์จะไม่สามารถปกป้องพวกตนได้ พระองค์จึงมอบหมายให้ ยุน กยอม อดีตองครักษ์ประจำราชวงศ์ ออกไปสืบหาความจริงและล่าอสูรร้ายตัวนั้นก่อนที่การต่อต้านจะรุนแรงเกินควบคุม แต่หารู้ไม่ว่าอสูรร้ายตัวนั้นอาจเป็นภยันตรายที่สามารถทำลายเมืองให้ย่อยยับ

Monstrum พันธุ์อสูรกลาย เข้าฉายในไทย 4 ตุลาคม 2018

ขอบคุณ mthai.com

ยอดเยี่ยม! แครี โจจิ ฟุกุนากะ ผู้กำกับหนัง 007 คนใหม่

ละแล้วหนังภาคต่อของสายลับรหัส 007 ก็ได้ผู้กำกับคนใหม่เสียที

แครี โจจิ ฟุกุนากะ

ล่าสุดทวิตเตอร์ออฟฟิเชียล James Bond ได้ลงภาพโลโก้ 007 พร้อมกับทวีตข้อความว่า
ไมเคิล จี. วิลสัน, บาร์บารา บร็อกโคลี และ แดเนียล เคร็ก ประกาศในวันนี้ว่า หนัง Bond ลำดับที่ 25 จะเริ่มถ่ายทำที่ไพน์วูด สตูดิโอส์ ในวันที่ 4 มีนาคม 2019 ภายใต้การกำกับของ แครี โจจิ ฟุกุนากะ และจะเข้าฉายอย่างเป็นทางการทั่วโลกในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2020

เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับแครี ความสามารถและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการผจญภัยของเจมส์ บอนด์ ครั้งต่อไป ไมเคิล จี. วิลสัน และ บาร์บารา บร็อกโคลี กล่าว

แครี โจจิ ฟุกุนากะ เป็นโปรดิวเซอร์และผู้กำกับหนังและซีรีส์ เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานหนังเรื่อง Beasts of No Nation (2015) ที่เข้าฉายผ่านทางเน็ตฟลิกซ์, หนัง Jane Eyre (2011), หนัง Sin nombre (2009) และซีรีส์เรื่อง True Detective (2014)