รีวิว Shazam! อนาคตอันสดใสของจักรวาลดีซี

หลังจาก Wonder Woman และ Aquaman เจ้าสมุทร ออกฉายให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของภาพยนตร์จากฝั่งดีซีจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลย์อีกครั้ง โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดอย่าง Shazam! ที่ได้ เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (David F. Sandberg) ผู้กำกับจาก Annabelle: Creation (2017) และ Lights Out (2016) มากำกับให้ และยังได้นักแสดงที่คาดว่าจะมาแรง แซเกอรี ลีวาย (Zachary Levi) มารับบทนำในครั้งนี้

Shazam!

Shazam! ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี แบตสัน เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษในการเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในร่างผู้ใหญ่ด้วยการพูดคำว่า ชาแซม ออกมา และได้รับความช่วยเหลือจาก เฟรดดี เพื่อนผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่

โดยเขาต้องผ่านการทดสอบความสามารถหลายอย่างด้วยความสนุกสนานแบบคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในใจ แต่เขาต้องรู้วิธีควบคุมมันให้ได้เร็วที่สุดเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่มี ดร.แธดีอุส ไซวานา เป็นผู้ควบคุม เขาเฝ้ามองพลังของชาแซมและอยากได้พลังนั้นมาเป็นของเขา

จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาให้ชมกันเราก็พอจะทราบแล้วว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จะไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นอีกต่อไปเหมือนเองก่อนๆ ดูเหมือนว่าจากกระแสที่ได้รับจากเรื่องก่อนหน้านี้ใน Aquaman ที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ทำให้หนังออกมาสนุกจนทำรายได้ถล่มทลาย นั่นจึงทำให้ Shazam! กลายเป็นความคาดหวังที่สูงมากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า Shazam! ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย และสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังยิ่งเกินความคาดหมายไปมาก พูดตรงๆ คือมันว้าวจริงๆ หนังทำให้เกิดทุกอารมณ์ เรียกได้ว่าสนุกครบรส ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความดรามานิดๆ เป็นเรื่องดีมากๆ ที่หนังรู้จักดึงเอาความสัมพันธ์ของคำว่าครอบครัวมาเล่น หากจะบอกว่านี่คืออนาคตอันสดใสของจักรวาลนี้ก็ไม่ผิดเลย

โดยเฉพาะในส่วนของนักแสดงที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้เป็นอย่างดี ทั้ง แซเกอรี ลีวาย ที่สวมบทบาทซูเปอร์โร่เด็กในร่างผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวละครเด็กๆ ในเรื่องที่ทำเอาคนดูตื่นตะลึงสุดๆ เมื่อหนังได้เฉลยความลับของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าแทบอยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยทีเดียว รวมไปถึงตัวละคร เฟรดดี ซึ่งแสดงโดย แจ็ก ดีแลนด์ เกรเซอร์ (Jack Dylan Grazer) ที่เรียกได้ว่าเป็นจอมแย่งซีนจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมคือหนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ได้พลาดรายละเอียดสำคัญๆ เช่น การทดสอบพลังความเป็น Shazam! ที่แน่นอนว่าพลังของเขามีมากกว่าการใช้ไฟฟ้าแน่ๆ ในส่วนของตัวร้ายก็ถือว่ามีความโหดเหี้ยมได้ใจทีเดียว แต่อาจจะทำให้เราหลุดขำไปบ้างในหลายๆ ฉากที่เข้าคู่กับพระเอกของเรา เอาเป็นว่าความสนุกที่จะได้รับคุ้มค่ากับราคาตั๋วที่เสียไปแน่นอน

ปล. 1 แอบเห็นอีสเตอร์เอ้กจากตัวละครในหนังของผู้กำกับมาโผล่ด้วย
ปล. 2 หนังมีเอนด์เครดิต 1 ตัว คาดว่าน่าจะเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ

Shazam! 8.5/10 คะแนน เปิดฉายรอบพิเศษ 30-31 มีนาคม เข้าฉายจริง 4 เมษายน 2019

Cr.movie.mthai.com

รีวิว พี่นาค ไม่มีใครได้บวชเป็นพระ เพราะจะตายตอนเป็นนาค

เรียกได้ว่าเป็นหนังผีที่ได้กระแสตอบรับดีตั้งแต่ปล่อยโปสเตอร์แรกออกมาให้เห็นเลยทีเดียว สำหรับ พี่นาค หนังสยองขวัญคอมเมดี้จากฝีมือการกำกับของ ไมค์ ภณธฤต ที่เคยฝากผลงานความหลอนไว้ใน มอญซ่อนผี (2015) เมื่อ 4 ปีที่แล้ว กลับมาคราวนี้ได้หยิบเอาเรื่องราวการบวชนาคสุดสยองมาถ่ายทอดบนจอเงิน ซึ่งงานนี้ยังได้นักแสดงฝีมือเยี่ยม ชิน ชินวุฒ มารับบทบาทสำคัญ พร้อมด้วยแก๊งหนุ่มๆ ที่จะมาบวช นำโดย ออกัส วชิรวิชญ์, เจมส์ ภูริพรรธน์, เอม ตามใจตุ๊ด ร่วมด้วยนักแสดงมากฝีมืออีกเพียบ

พี่นาค

พี่นาค ว่าด้วยเรื่องราวในวัดเก่าแห่งหนึ่งย่านชานเมืองมีตำนานอยู่ว่า หากแม้นใครจะมาขอบวช คนผู้นั้นจะต้องตายตอนเป็นนาค คนที่ไม่เชื่อและลองดีล้วนจบชีวิตลง โดยที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของผีพี่นาค ทว่า โหน่ง เฟิร์ส และ บอลลูน กลับต้องมาบวชที่วัดนี้เพราะบอลลูนดันบนเอาไว้ว่าหากถูกหวยทั้งคู่จะบวชที่วัดแห่งนี้

ส่วนโหน่งนั้นชีวิตของเขาทั้งตกงาน แฟนทิ้ง โดนเพื่อนโกง ทางรอดของเขาคือบวชอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร แต่เมื่อได้ยินเรื่องผีพี่นาคทั้งสามตัดสินใจบวชทันที แต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว เพราะในตำนานยังบอกอีกว่าหากแม้นใครเปลี่ยนใจหนีไปก็จะตายตั้งแต่ก้าวออกไปจากประตูวัดทันที

หลังจากได้เห็นโปสเตอร์รวมไปถึงตัวอย่างหนังที่ทางค่ายไฟว์สตาร์ปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ ก็เรียกได้ว่า พี่นาค เป็นหนังที่มีความหลอนและน่ากลัวสร้างความอยากดูได้เป็นอย่างดี ด้วยธีมหลักของเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาประกอบกับฉากที่เห็นส่วนใหญ่ในหนังนั้นล้วนเต็มไปด้วยความรกร้างจากวัดเก่า ทำให้เรื่องราวในหนังยิ่งทวีความวังเวงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่เป็นการแห่นาคตอนกลางคืนนั้นขอยกให้เป็นฉากที่หลอนที่สุดเลยก็ว่าได้

แน่นอนว่าแค่เห็นรายชื่อนักแสดงมากมายทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า โดยเฉพาะเป็น ชิน ชินวุฒ แล้วจึงทำให้ค่อนเกิดความคาดหวังกับหนังมากพอสมควร และแน่นอนว่าการแสดงในส่วน หนุ่มชิน ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย แม้ว่าบทบาทของ นาคนนท์ จะไม่ได้ออกมาทุกฉาก แต่ก็ถือว่าเป็นตัวละครสำคัญที่สุดอีกตัวหนึ่ง ซึ่งการปรากฏตัวออกมาแต่ละครั้งบวกกับดนตรีประกอบแบบไทยๆ นั้นทำเอาผู้ชมคนดูอย่างแทบปิดตาไม่ทัน (เฉพาะคนขวัญอ่อน) โดยหนังได้ใส่จังหวะตุ้งแช่ออกมาถี่มาก จนช่วงหลังๆ พอเริ่มจับทางได้ก็ไม่ได้ตกใจมากอย่างที่คิด

จะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงแรกหนังได้เอาความสยองขวัญกับความตลกมาใส่ไว้ด้วยกันซึ่งก็ทำออกมาได้ดี มุกแต่ละมุกก็ฮาใช้ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับขำก๊าก ส่วนในเรื่องของความน่ากลัวก็อย่างที่บอกว่ามันหลอนจริงๆ ยิ่งได้ดนตรีประกอบของไทยมาใส่ก็ยิ่งทำให้นึกถึงหนังผีสมัยก่อนที่ได้ยินแค่เสียงก็กลัวจนขนหัวลุกแล้ว แต่หนังยังมาตกม้า(เกือบ)ตายในตอนท้ายที่แม้ว่าจะพยายามขมวดปมจบแบบเคลียร์ๆ ซึ้งๆ แต่ก็ยังทิ้งบาดแผลไว้หลายจุด ซึ่งบางเรื่องมันก็ไม่ได้มีความสมเหตุสมผลมากนัก และในบางฉากก็ยังใส่เรื่องราวเกี่ยวกับการบวชนาคในพุทธประวัติิซึ่งทำออกมาแล้วดูไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของ พี่นาค ก็สามารถตอบโจทย์ความสนุกได้ดีทีเดียว ทั้งในเรื่องของความสยดสยองจากผีที่มีแรงอาฆาตสูง และเรื่องราวความตลกจากทุกๆ ตัวละครที่ช่วยกันส่งให้หนังไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะตัวละคร บอลลูน รับบทโดย เอม ตามใจตุ๊ด ผู้ซึ่งมีความตลกอย่างเป็นธรรมชาติและมีส่วนอย่างมากที่ทำให้หนังออกมาสนุกได้ขนาดนี้ เรียกได้ว่าสนุกครบทุกรสเลยทีเดียว หากคาดการณ์จากตอนจบของเรื่องก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีเรื่องราวภาคต่อซึ่งถ้าทำออกมาจริงๆ ก็เชื่อว่าน่าสนใจไม่น้อย

พี่นาค 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Alita: Battle Angel

ปล่อยตัวอย่างออกมาหลายตัวให้คอหนังได้ตื่นเต้นจนแทบจะอดรนทนไม่ไหวแล้วที่จะได้ดู หนัง Alita: Battle Angel สาวไซบอร์ก อลิตา ตากลมโต ผมดำสั้นที่พร้อมจะใช้อาวุธมีดดาบในมือบั่นคอศัตรูให้แดดิ้นทั้งอินทรีย์ และด้วยโอกาสอันดียิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าไปชมหนังในรอบพิเศษนี้ จึงไม่รอช้าที่จะคว้าแว่นตาที่แจกหน้าโรงหนังไอแม็กซ์เข้าไปติดตามเรื่องราวของสาวไซบอร์กที่น่าหลงใหลที่สุดในช่วงเวลานี้

Alita: Battle Angel

Alita: Battle Angel ว่าด้วยเรื่องราวของ อลิตา ไซบอร์กสาวที่จะต้องออกผจญภัยเพื่อค้นหาว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง พร้อมกับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้

หนังเริ่มต้นที่ตัวเอกของเรื่อง อลิตา ไซบอร์กสาว ได้ตื่นขึ้นมาจากการดูแลของ ดอกเตอร์ ไดสัน อิโดะ รับบทโดย คริสตอฟ วอลต์ซ (Christoph Waltz) เธอจดจำอดีตไม่ได้ ผู้ชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวทั้งในอดีตและปัจจุบันไปพร้อมกับตัวละครสาว ซึ่งตัวหนังเล่าได้อย่างมีจังหวะจะโคนไม่รีบเร่งจนเกินไปและไม่ช้าจนรู้สึกเบื่อหน่าย ซึ่งใครที่ไม่เคยติดตามเรื่องราวฉบับคอมิกส์มาก่อนนั้นก็สามารถสนุกสนานไปกับเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของหนังผ่านอลิตาได้ตลอดทั้งเรื่อง

จากการที่ผู้ชมได้เรียนรู้เรื่องราวผ่านไซบอร์กสาว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอคือเสาหลักของเรื่องที่เรียกได้ว่าออกแทบจะทุกฉากของหนัง ทว่าการที่เธอปรากฏตัวแทบทุกฉากของหนังนั้นกลับไม่ใช่ข้อเสียของหนังแต่อย่างใด เพราะคาแรกเตอร์ของสาวอลิตาที่ถ่ายทอดออกมานั้นเสมือนหนึ่งหญิงสาวในช่วงวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง ตื่นเต้นที่จะได้ปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม และอยากจะท้าทายตัวเองกับเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว เธอจึงไม่ใช่ไซบอร์กที่รอฟังคำสั่งของใคร และไม่ใช่ไซบอร์กที่จะตัดสินใจถูกในทุกเรื่อง ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้จึงกลายเป็นเสน่ห์ที่สามารถสะกดให้ผู้ชมอยู่กับเธอได้ตลอดสองชั่วโมงเต็ม

ด้วยความที่หนังเน้นหนักไปที่อลิตา และดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับดอกเตอร์ ไดสัน อิโดะ เป็นรอง ยังให้ความสำคัญกับพระเอกของเรื่องอย่าง ฮิวโก้ เป็นลำดับที่สาม กลับทำให้ตัวละครอื่น ๆ กลายเป็นตัวประกอบของหนังไปในทันที หนังได้สองนักแสดงมือรางวัลออสการ์อย่าง มาเฮอร์ชาลา อาลี (Mahershala Ali) มารับบทเป็น เวกเตอร์ และ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) มารับบทเป็น ชิเร็น ตัวละครนำของเรื่อง แต่หนังกลับให้เวลาของสองตัวละครนี้น้อยไปหน่อย ส่งผลให้การตัดสินใจบางอย่างของตัวละครดูไม่สมเหตุสมผลขึ้นมาอย่างชัดเจน

จากตัวอย่างของ หนัง Alita: Battle Angel และคลิปต่าง ๆ ที่ปล่อยโปรโมตในช่วงเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่าหนังจะเน้นหนักไปที่ฉากแอคชั่น จึงคาดหวังที่จะได้เห็นฉากบู๊ระห่ำมันสะใจและคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากต่อสู้ในหลากหลายฉาก ซึ่งหนังก็ทำออกมาตอบโจทย์สองข้อนี้ได้เป็นอย่างดี หนังจัดเต็มฉากต่อสู้ให้ได้เห็นไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป และการต่อสู้แต่ละครั้งก็กินเวลาได้อย่างเหมาะสม แม้หนังจะไม่ได้มีฉากแอคชั่นแบบระเบิดป่าเผากระท่อมถล่มตึกให้ได้เห็น แต่หนังกลับทดแทนด้วยฉากต่อสู้ที่เน้นความสะใจเข้าไปแทน ทำให้เกิดความรู้สึกสาแก่ใจไม่น้อยในจุดจบของเหล่าตัวร้ายที่โดนอลิตาสังหารในหลาย ๆ ตัวละคร

กล่าวโดยสรุปแล้ว หนัง Alita: Battle Angel เป็นหนังแอคชั่นที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี ได้เรียนรู้เรื่องราวไปพร้อมกับไซบอร์กสาว เชื่อว่าผู้ชมที่เป็นคุณพ่อและมีลูกสาวที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นน่าจะเข้าใจและอินไปกับความรู้สึกของดอกเตอร์ ไดสัน อิโดะ ได้เป็นอย่างดี การดำเนินเรื่องราวค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ยัดเนื้อหาแน่น ๆ จนอ่านซับไตเติลไม่ทัน ฉากต่อสู้ที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เชื่อว่าน่าจะถูกใจคอหนังแนวนี้ให้รู้สึกไม่เสียดายค่าตั๋วได้

และเพื่อให้ได้อรรถรสแสงสีเสียงจัดเต็มแล้วละก็ควรเป็นอย่างยิ่งในการเข้าไปรับประสบการณ์ในโรงหนังไอแม็กซ์ที่ตัวหนังทำฉากให้ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจ การันตีด้วยของชื่อ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างระดับแถวหน้าของฮอลลิวูดมาเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้เชื่อว่าไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวังอย่างแน่นอน

Alita: Battle Angel 9/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 14 กุมภาพันธ์ 2019

Cr.mthai.com

รีวิวหนัง Bumblebee

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังทั้งหลายต่างตั้งตารอคอยมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ Bumblebee ภาคแยกจากแฟรนไชน์หนังชื่อดังของ Transformers ผลงนการกำกับของผู้กำกับ ทราวิส ไนท์ (Travis Knight) ที่ตั้งใจเล่าเรื่องราวของเจ้ารถโฟล์กสีเหลืองที่เกิดขึ้นในยุค 80s ซึ่งเป็นการเข้ามาอยู่ในโลกครั้งแรกของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ซึ่งงานนี้ก็ได้นักแสดงสาว เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) และ จอห์น ซีนา (John Cena) มาแสดงนำ

Bumblebee

Bumblebee ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1987 บัมเบิลบี ได้มาหลบภัยในลานเศษเหล็กของเมืองริมชายหาดเล็กๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ ชาร์ลี ที่กำลังจะมีอายุครบ 18 ปี เธอได้พบรถโฟล์กสีเหลืองที่ผุพังและในที่สุดเธอก็ได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของบัมเบิลบี

หากใครที่ได้ดู Transformers มาทุกภาคก็พบว่าภาคที่ดีที่สุดของเเฟรนไชน์ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นภาคแรกที่สร้างความประทับใจมากที่สุด ซึ่งมันเป็นความรู้สึกเดียวกันที่ได้ดู Bumblebee เรียกได้ว่าแค่เห็นการรวมตัวต่อสู้กันของเหล่าหุ่นยนต์ออโต้บ็อตส์ในตอนต้นของเรื่องก็ทำเอาแทบน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะพระเอกของเรา บัมเบิลบี ในเวอร์ชั่นที่ยังมีเสียง บอกได้เลยว่าแทบกรี๊ดให้กับเสียงหล่อๆ ที่พากย์โดยนักแสดงจากเขาวงกต ดีแลน โอ’ไบรอัน (Dylan O’Brien)

แน่นอนว่าในภาคแยกนี้เราก็ได้รู้สาเหตุของการไม่มีเสียงของเจ้าหุ่นยนต์เหลืองกันอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ทำให้เขากลับมามีเสียงและมีชีวิตชีวาอีกครั้งไม่ใช่ใครที่ไหน ชาร์ลี แม่สาววัย 18 ปีนี่เอง โดยหนังได้เล่าเรื่องราวความรักความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหุ่นยนต์ออกมาได้อย่างน่ารักและอบอุ่น เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของ บัมเบิลบี ที่ไม่ได้มีแต่ความขี้เล่นเหมือนครั้งที่เจอกันในภาคแรกของ Transformers เพียงอย่างเดียว ในยามปกติเขาก็เหมือนเด็กที่ยังไม่ประสีประสากับโลกใหม่ใบนี้ เมื่อถึงคราวที่ต้องต่อสู้วิญญาณทหารที่หลับใหลอยู่ในร่างเหล็กก็ถูกปลุกขึ้นมาปกป้องเหล่ามนุษย์ จนเกิดเป็นฉากแอคชั่นที่น่าตื่นตาฟัดกันมันแต่อาจจะไม่เท่าการระเบิดภูเขาเผากระท่อมเหมือนของ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay)

โดยรวมแล้วหนังสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี มีครบทุกรส ทั้งสนุกสุขเศร้าและอาจจะมีเคล้าน้ำตาบ้างในบางฉาก อย่างที่เคยบอกแล้วว่าการได้ดู Bumblebee นั้นเหมือนได้กลับไปสัมผัสกลิ่นไอของ Transformers ภาคแรก แต่เป็นเวอร์ชั่นที่น่ารักและอบอุ่นมาก และต้องยอมรับว่า เจ้าบัมเบิลบี และเพื่อนซี๊ ชาร์ลี รับบทโดย เฮลี ไตน์เฟลด์ ( Hailee Steinfeld) นั้นได้ถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่สวยงามออกมาได้อย่างกินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเพลงในยุคนั้นที่อยู่ในวิทยุมาแทนเสียงของเจ้าหุ่นเหลือง เรียกได้เป็นมุกที่สร้างสรรค์และสร้างภาพจำจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของ บัมเบิลบี ที่ไม่เหมือนใคร เชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะอิ่มอกอิ่มใจจนอยากกลับไปดูซ้ำกันอีกแน่นอน

Bumblebee 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

CR.mthai.com

รีวิวหนังใหม่ Aquaman เจ้าสมุทร

เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยร้อยแล้ว สำหรับ Aquaman หรือที่ใช้ชื่อไทยว่า เจ้าสมุทร ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดของจักรวาล DC ที่แฟนหนังหลายคนอาจจะรู้จักเขาพอสมควรจาก Justice League (2017) ภาพยนตร์รวมดาวซูเปอร์ฮีโร่ของฝั่งนี้ ซึ่งเข้าฉายไปในปีที่แล้วและทำออกมาไม่ได้ค่อยถูกใจแฟนหนังเท่าที่ควร ต้องมาดูกันว่าการสร้างเรื่องราวของเจ้าสมุทรจากฝีมือผู้กำกับมากความสามารถ เจมส์ วาน (James Wan) จะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีและความนิยมจากแฟนๆ คืนมาหรือไม่

Aquaman

Aquaman เจ้าสมุทร ว่าด้วยเรื่องราวต้นกำเนิดของ อาเธอร์ เคอร์รี ครึ่งมนุษย์และครึ่งแอตแลนเทียน ที่จะต้องพบกับการผจญภัยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้เขาได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้พบอีกว่าเขามีเกียรติมากพอที่ได้เกิดมาเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรใต้น้ำแอตแลนติส และกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของโลกใบนี้

เรียกได้ว่าก่อนจะเข้าไปดู Aquaman นั้นก็สร้างความตื่นเต้นระทึกใจได้ไม่น้อยเลย หนึ่งล่ะที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าค่อนข้างเอาใจช่วยภาพยนตร์เรื่องนี้ และคาดหวังว่าจะทำออกมาให้ดีสมกับที่รอคอย ประกอบกับการชิมลางกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกของ เจมส์ วาน (James Wan) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีฝีมือในยุคนี้ และในที่สุดเมื่อได้ดูหนังจนจบแล้วก็พบว่าแทบไม่ทำให้ผิดหวังเลย

มาเริ่มกันตั้งแต่พล็อตเรื่องที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะเดากันได้ว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้หนังสนุกน้อยลง เพราะระหว่างทางกว่าจะไปถึงตอนจบนั้นหนังสร้างบันเทิงได้ดีสุดๆ เรียกว่ามันส์ระเบิด สนุกแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ทั้งในส่วนของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของ อาเธอร์ เคอร์รี รับบทโดย เจสัน โมโมอา (Jason Momoa) ที่ดูเหมือนว่าพละกำลังของเขานั้นมีความพิเศษที่ไม่เหมือนใครและด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่ออกจะง่ายๆ สบายๆ ติดจะขี้เล่นก็สามารถเข้าถึงแฟนๆ ส่วนใหญ่ได้มาก

รวมไปถึงการผจญภัยเพื่อพิสูจน์ตัวเองที่แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะได้ค่อยได้เห็นพัฒนาการในเรื่องของความคิดของเขาที่ชัดเจน แต่ภาพรวมของหนังที่ละลานตาไปด้วยสัตว์ใต้ท้องทะลที่มีความแปลกแหวกแนวไปจากเรื่องอื่นและความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรใต้น้ำ ทำให้เราพอจะลืมความสามัญธรรมดาของ อาเธอร์ เคอร์รี ไปได้มาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวละคร เมรา ที่รับบทโดย แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard) นั้นนับเป็นตัวช่วยชูโรงให้หนังน่าดูมากขึ้นไปอีก ฝ่ายตัวละคร ราชินีแอตแลนนา ของ นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) ก็ถือว่าสร้างความเซอร์ไพรส์ได้ไม่น้อยเลย

เห็นข้อดีของหนังมามากก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ติ โดยเฉพาะเรื่องของงาน CGI ที่ในบางจุดยังคงไม่สมบูรณ์ดี บทพูดของทุกตัวละครที่ออกจะโบราณน้ำเน่า รวมไปถึงเรื่องการผูกปมของตัวละครที่ดูง่ายดายเกินไปเหมือนอย่างที่บอกในข้างต้นว่าดูแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก และเราก็จะพบว่าเส้นเรื่องของ Aquaman นั้นคือหนังสำหรับครอบครัวชัดๆ ติดแค่ว่า อาเธอร์ เคอร์รี นั้นอาจจะมีครอบครัวที่ใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเอง

Aquaman เจ้าสมุทร 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์

จ่อคิวรอวันเข้าฉายในไทยแล้ว สำหรับภาพยนตร์รักโรแมนติก Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ฝีมือผู้กำกับหนังรัก ทาคาฮิโระ มิกิ ที่สร้างมาจากมังงะชื่อดัง แถมยังได้พระ-นางสุดฮอตมาเรียกความฟินให้กับแฟนๆ อย่าง หนุ่มหล่อ อิคุตะ โทมะ และสาวสวย ฮิโรเสะ ซึสึ จะจิ้นฟินกระจายแค่ไหนมาดูกัน

Sensei! (My Teacher)

Sensei! (My Teacher) หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะเรื่องดังของอาจารย์ คาซึเนะ คาวาฮาระ ว่าด้วยเรื่องราวของ ฮิบิกิ ชินาดะ เด็กสาวมัธยมปลายที่ได้แอบชอบ โคซากุ อิโต อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ อิโตได้ปฏิเสธคำสารภาพรักของลูกศิษย์ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่เมื่อเขาเริ่มสังเกตถึงความรักที่บริสุทธิ์ของเด็กสาวผู้ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จึงกลายเป็นเรื่องราวสุดโรแมนติก

ด้วยความที่เป็นหนังรักโรแมนติกสัญชาติญี่ปุ่นก็คาดหวังพอสมควรว่าหนังจะทำออกมาได้ดีขยี้ใจคนดู แล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เนื้อเรื่องดูง่าย แต่ละฉากสวยงาม เต็มไปด้วยความฟรุ้งฟริ้ง เรียกว่าเป็นหนังที่สร้างมาเพื่อสาวๆ นั่นเอง เพราะมีการดำเนินเรื่องผ่านนางเอกซึ่งเป็นนักเรียนผู้แอบรักคุณครู และเชื่อว่าคนที่ตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้น่าจะผ่านประสบการณ์การแอบรักมาเหมือนกัน

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคิดว่าจะน่าจะเป็นการสื่ออารมณ์ของตัวละครหลัก ซึ่งก็คืออาจารย์โคซากุ อิโต และเด็กสาว ฮิบิกิ ชินาดะ เพราะเมื่อใดที่มีฉากเข้าคู่กันดูเหมือนเคมีความดึงดูดจะเข้ากันมาก เรียกว่าฟินสุดๆ โดยเฉพาะ อิคุตะ โทมะ ที่รับบทเป็นอาจารย์นั้นหล่อละลายใจมาก น่าจะเป็นคุณครูในฝันที่สาวๆ อยากเจอเลยทีเดียว

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะมีแต่ความฟิน ความจิ้นอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ หนังยังต้องการสื่อประเด็นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมของครูที่พึงมี ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้มีความเข้มข้นมากนัก เหมือนมีมาให้เป็นอุปสรรคข้อขัดแย้งของตัวละครที่ต้องเผชิญมากกว่า และอีกเรื่องทำให้ค่อนข้างขัดใจก็คือบางฉากในหนังก็ทิ้งช่วงนานไป ถ้ากระชับกว่านี้จะดีขึ้นมาก และไม่ยืดเยื้อจนเกินไป

นอกจากเรื่องราวความรักอันสวยงามและความเสียสละของครูหนุ่มสุดหล่อแล้ว หนังก็แทบจะไม่มีประเด็นหนักๆ ให้ต้องคิดปวดสมอง ยกเว้นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรมที่ผู้ชมต้องไปชั่งใจคิดเอาเองว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร หากใครอยากผ่อนคลายสมองจากเรื่องเครียดๆ มาดูหนังสบายๆ เชื่อว่าเรื่องนี้จะโดนใจเหมือนกัน

Sensei! หัวใจฉัน แอบรักเซนเซย์ 7.5/10 เข้าฉายในไทย 8 กุมภาพันธ์ 2018

ขอบคุณเนื้อหาmthai.com

รีวิวหนัง Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด

เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว สำหรับ Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด ผลงานการกำกับของ ออตโต บาตเฮิร์ส (Otto Bathurst) ผู้กำกับหนังรุ่นใหม่ที่ฝากผลงานจากสองซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Black Mirror (2011) และ Peaky Blinders (2013) และนี่ก็ถือเป็นการกำกับหนังใหญ่ครั้งแรกที่ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างปรากฏการณ์อย่างที่หลายคนคาดหวังไว้เท่าที่ควร

Robin Hood

Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด ว่าด้วยเรื่องราวในยุคเริ่มต้นของตำนาน โรบิน ฮู้ด หลังจากที่เขาไปร่วมรบในสงครามครูเสด เมื่อกลับมาจึงพบว่าเมืองของเขาถูกคนชั่วยึดครอง โรบิน ฮู้ด จึงรวบรวมตั้งกองกำลังใหม่เพื่อลุกขึ้นต่อสู้ โดยหนังได้หนุ่มหล่อมากความสามารถ ทารอน เอเจอร์ตัน (Taron Egerton) นักแสดงหนุ่มสายเลือดอังกฤษจากหนัง Kingsman: The Secret Service (2014) มาแสดงนำ แถมยังได้ เจมี ฟ็อกซ์ (Jamie Foxx) มาร่วมระเบิดความมันในครั้งนี้อีกด้วย

อย่างที่หลายๆ คนทราบดีว่า Robin Hood ในเวอร์ชั่นนี้นั้นไม่ค่อยจะมีกระแสที่ดีนักจากเมืองนอกที่ได้ชมก่อนบ้านเรา แต่ดีหรือไม่ดี สนุกหรือไม่สนุกคอหนังก็ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง โดยส่วนตัวมีความคิดเห็นว่าด้วยตัวเนื้อเรื่องของหนังนั้นแน่นอนว่ามันมีความซ้ำซากและค่อนข้างเชย หนึ่งล่ะเพราะถูกสร้างมาหลายต่อหลายเวอร์ชั่น เราแทบจะหาความแปลกใหม่ของจอมโจรคนนี้ไม่ได้เลย อย่างไรเสียก็เชื่อว่าต้องมีคนจำนวนไม่น้อยไปร่วมพิสูจน์ความบันเทิงในครั้งนี้อีกแน่ๆ โดยเฉพาะคอหนังแอ็คชั่น

หากถามว่าสนุกไหม? ตอบได้อย่างเต็มปากว่าสนุกและได้รับความเพลิดเพลินบันเทิงใจได้ดีมาก เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าเป็นเรื่องราวของจอมโจรผู้เป็นตำนาน โดยหนังได้เล่าที่มาที่ไปของ ลอร์ดโรบินแห่งล็อกซ์ลีย์ ก่อนจะกลายมาเป็นจอมโจรผู้ปล้นคนรวยช่วยเหลือคนยากจน เรื่องราวก็ไม่ได้มีความเซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หากเคยได้ยินเรื่องราวของ Robin Hood มาก่อนก็เป็นไปตามนั้น ซึ่งก็บอกกันตามตรงว่าแอบเบื่อนิดๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยเสน่ห์อันเหลือล้นของพ่อหนุ่ม ทารอน เอเจอร์ตัน (Taron Egerton) ก็พอจะทำให้สาวๆ สนใจมากขึ้นอีกหน่อย (หรือเปล่า?)

แต่สิ่งที่ดูเหมือนหนังจะถ่ายทอดออกมาได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นงานแอ็คชั่น (ก็แหงละนี่มันหนังแอ็คชั่น!) การออกลีลาบู๊ยิงธนูของตัวละครในเรื่องก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่พระเอกจอมโจรโรบินฮู้ดของเราออกปล้นพร้อมธนูุคู่ใจ และเสิร์ฟความฟินให้คอหนังด้วยฉากสโลว์โมชั่นในท่วงท่าที่สวยงามและดุดันให้เห็นกันแบบจะๆ เรียกได้ว่าเห็นแล้วแทบอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้เสียเหลือเกิน ซึ่งหากมองข้ามความเรื่องความจำเจของตัวบทและหันไปโฟกัสความมันจากการบู๊แอคชั่นต่างๆ ก็ถือว่าหนังสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

Robin Hood พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ภาพยนตร์ภาคต่อของผู้กำกับไฟแรง สุรศักดิ์ ป้องศร จากค่ายเซิ้งโปรดักชั่น ที่เกือบจะไม่ได้เข้าโรงฉาย เนื่องจากมีฉากที่กองพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์เห็นว่าไม่เหมาะสม แต่สุดท้ายทางทีมผู้สร้างก็ตัดสินใจตัดฉากดังกล่าวออกเพื่อให้ได้เข้าฉายได้ทันท่วงที มาดูกันว่าเรื่องราวของหนุ่มสาวไทบ้านในภาคนี้จะสามารถสร้างปรากฏการณ์อย่างภาคที่แล้วได้หรือไม่

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ว่าด้วยเรื่องราวภาคต่อของแก๊งผู้บ่าวไทบ้านที่จะมาสานต่อความสนุกให้ชมอีกครั้ง ทั้งชีวิตรักของ จาลอด และ ครูแก้ว, พระเซียง กับการสูญเสียอดีตคนรักด้วยการตายที่เป็นปริศนา, ธุรกิจสโตร์ผักของ เฮียป่อง และความรักในวัยเรียนของ มืด กับสาวสวยหัวหน้าห้อง

ใครที่จำเรื่องราวใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.1 ไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะในภาคนี้หนังได้ย้อนเรื่องราวคร่าวๆ ให้เราได้รู้ก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่ออย่างที่กล่าวในเรื่องย่อ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วก็ถือว่าหนังให้ความสนุกสนานและบันเทิงมากกว่าภาคที่แล้ว เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ทั้งเศร้า สุข สนุก และตลกจนแทบหยุดขำไม่ได้ โดยเรื่องราวของตัวละครนั้นก็มีความเข้มข้นและลงลึกอย่างที่ให้เราเห็นว่าใครเป็นอย่างไร จุดจบจะเป็นแบบไหน ซึ่งทุกตัวละครก็ล้วนแล้วแต่มีความเป็นธรรมชาติสูง

หากใครเป็นคนอีสานเชื่อว่าน่าจะอินกว่าคนภาคอื่นๆ อย่างแน่นอน เพราะวิถีชีวิตของตัวละครแต่ละตัวนั้นก็เปรียบเสมือนภาพแทนของคนอีสานยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีแค่ความยากจน มีอาชีพทำไร่ไถนา อยู่ท่ามกลางความแห้งแล้งอย่างที่เคยมีภาพจำในอดีต ซึ่งในเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นไม่ว่าจะเป็นสังคมวัยรุ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ วิถีชีวิตของชาวอีสาน ด้วยภาษาถิ่นที่แสดงออกถึงความตรงไปตรงมา และการถ่ายทอดบทบาทของคนไทบ้านเอง จึงทำให้เรารู้สึกอินไปกับบทบาทของตัวละครเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็น จาลอด ที่พยายามแสดงความเป็นผู้นำครอบครัวและสร้างฐานะของตนเองให้ทัดเทียมกับครูสาวการศึกษาสูง มืด น้องชายผู้ตกอยู่ในห้วงรักของวัยฮอร์โมน การทำธุรกิจครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ของ เฮียป่อง ที่ต้องการจะพิสูจน์ตัวเองกับทางบ้าน รวมไปถึงตัวละครที่ช่วยสร้างสีสันได้ไม่น้อยอย่าง ครอบครัวของ เฮิร์บ-เจ๊สวย และมิตรภาพของเหล่าเดอะแก๊งที่ต้องดูแล โรเบิร์ต คนบ้าประจำหมู่บ้าน

และไม่พูดถึงไม่ได้คือชีวิตของตัวละคร พระเซียง ที่ดูเหมือนสำคัญมากที่สุดในภาคนี้ โดยหนังได้เล่าความเป็นไปของพระที่คล้ายกับว่าจะทำใจเรื่องแฟนเก่าได้แล้ว แต่ก็มีตัวเสี้ยมและเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องสูญเสียคนเคยรักไปตลอดกาล หากได้ติดตามข่าวก็จะทราบดีว่าในพาร์ทของตัวละครนี้นั้นมีฉากอันเป็นพฤติกรรมที่กองพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ เห็นว่าไม่เหมาะสม ทางทีมผู้สร้างจึงตัดออก ซึ่งถือว่ามีส่วนทำให้หนังไม่ต่อเนื่องเพียงนิดเดียว จะว่าไปก็ไม่มีผลต่อการชมมากนัก แต่ถ้าไม่ตัดออกก็น่าจะได้อารมณ์กว่านี้

จากจุดจบของตัวละคร พระเซียง นี้เองจะทำให้เราได้เห็นเรื่องราวที่ถูกปูไว้เพื่อจะสานภาคต่อ ดังที่ผู้สร้างเคยบอกออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมีการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเกี่ยวกับผี โดยในตอนท้ายของเรื่องเราก็ได้เห็นเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งเป็นความเกี่ยวเนื่องมาจากการตายของ ใบข้าว แฟนเก่าของพระเซียง และในตอนจบหนังได้เผยให้เห็นชื่อ สัปเหร่อ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นโปรเจกต์ภาคต่อเตรียมความเสิร์ฟความบันเทิงให้แฟนไทบ้านกันยาวๆ เรียกได้ว่าแค่เห็นจุดเริ่มต้นเพียงน้อยนิดก็สร้างความอยากดูได้ดีมากทีเดียว ขอบอกกับผู้สร้างเอาภาคต่อมาไวๆ เลย

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด

หลังจากกำกับหนังแฟรนไชน์ชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็น Star Trek (2009) รวมไปถึง Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (2015) ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์มากฝีมืออย่าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) ก็มาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับ Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราอีกไม่กี่วันนี้ โดยหนังได้ จูเลียส เอเวอรี (Julius Avery) จาก Son of a Gun (2014) มากำกับการแสดง

Overlord

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด ว่าด้วยเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในวันดีเดย์ ทหารอเมริกันบุกเข้าไปปฏิบัติภารกิจเพื่อทำลายกองกำลังของนาซี แต่แล้วพวกเขากลับต้องพบกับกองกำลังซอมบี้สุดสยองซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองนาซี นี่จึงเป็นภารกิจอันท้าทายที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

นับตั้งแต่วันที่ได้เห็นตัวอย่างแรกจนได้มาดูหนังนั้น ถือว่าสนุก ระทึกจัดเต็มสุดๆ แม้ว่าหนังจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ไม่ต่างไปจากหนังแอคชั่นเรื่องอื่นๆ แต่พอองค์ประกบทุกอย่างมารวมอยู่ใน Overlord แล้วมันกลับทำออกมาได้สนุกมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสงครามที่ถูกเซ็ตออกมาอย่างสมจริง ซึ่งเต็มไปด้วยความอันตรายมากมาย ทั้งจากทหารของเยอรมัน กับดักระเบิด เรียกได้ว่าสร้างความระทึกให้กับคนดูได้ดีสุดๆ

โดยเฉพาะฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมนั้นทำออกมาได้ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่เสียชื่อผู้อำนวยการสร้าง เจ.เจ. เอบรามส์ (J.J. Abrams) จริงๆ แน่นอนว่านอกจากเราจะได้เต็มอิ่มไปกับความโหด ดิบ เถื่อนแล้ว หนังยังได้สร้างความต่างจากหนังสงครามทั่วไป นั่นคือการมีซอมบี้มาอยู่ในเรื่อง ซึ่งจากที่ได้ดูตัวอย่างก็พอจะทราบอยู่แล้วว่ามันมีซอมบี้อยู่ แต่มันเทียบไม่ได้เลยเมื่อเราได้มาเห็นกระบวนการผลิตซอมบี้จริงๆ หนังได้เผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของสงครามที่ไม่ได้มีเพียงการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ห่ำหั่นกันเท่านั้น แต่ฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวร้ายอย่างนาซีเยอรมันยังได้สร้างกองทัพของผีดิบขึ้นมาเตรียมต่อสู้ด้วย

ในการสร้างซอมบี้ผีดิบของ Overlord ถือได้ว่าค่อนข้างแปลกและแตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ มากทีเดียว จากที่เคยได้ดูหลายๆ มาแล้วจะพบว่าซอมบี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเชื้อโรคบางอย่างที่ติดมาจากคนหรือไม่ก็สัตว์ แต่ในเรื่องนี้กลับใช้น้ำมันที่อยู่ใต้ดินมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างซอมบี้ เรียกได้สร้างความแปลกใหม่ได้ดี ยิ่งหนังได้เผยให้เห็นสารพัดวิธีการทดลองของนาซีที่อยากจะสร้างกองทัพอมนุษย์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนดูอย่างเรานั้นเกิดความสยดสยองมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าการสร้างซอมบี้นี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น (หรือเปล่า) ถ้าหากเป็นเรื่องจริงก็น่ากลัวไม่น้อยเลย

ท้ายที่สุดนี้หากใครอยากหนังแอคชั่นมันๆ ขอคอนเฟิร์มเลยว่า ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะทุกนาทีในเรื่องนั้นเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก โหดแบบเลือดสาดสมกับเป็นเรต R มันตั้งแต่ต้นจนจบแน่นอน และถึงแม้ว่านักแสดงจะค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่เชื่อว่าด้วยความที่ไม่รู้จักและไม่ติดภาพจำของเขามาจากการแสดงเรื่องนี่แหละจะเพิ่มความสนุกให้ผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก

Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด 8.5/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 8 พฤศจิกายน 2018

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง โนราห์

โนราห์ ภาพยนตร์โรแมนติกดรามาที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดวัฒนธรรมของภาคใต้จากฝีมือการกำกับของ เอกชัย ศรีวิชัย ที่มาสานต่อศิลปะพื้นบ้านจาก เทริด (2016) ที่เจ้าตัวพ่วงตำแหน่งผู้กำกับและนักแสดงนำไว้ก่อนหน้านี้

 โนราห์

โนราห์ ว่าด้วยเรื่องราวของจุดกำเนิดตำนานความเชื่อทางใต้ที่เริ่มต้นจากหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า นอร์ร่า ที่ข้ามมิติกาลเวลาไปยังอดีตจนได้พบกับ สิงหร ทายาทผู้สืบทอดนาฏศิลป์ของเมืองเวียงกลางบางแก้ว แต่ความรักของทั้งคู่ไม่อาจสมหวังได้ เนื่องจากสิงหรต้องรักษาพรหมจรรย์เพื่อที่เป็นโนราห์คนแรกตามธรรมเนียมของบ้านเมือง

จากตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ที่ถูกปล่อยออกมานับเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เอกชัย ศรีวิชัย จะนำตำนานของมโนราห์มาดัดแปลงถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ให้น่าสนใจได้อย่างไร และเมื่อได้ชมแล้วกลับพบว่าค่อนข้างผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่องที่ไม่ประติดประต่อ ขาดความลื่นไหล เริ่มตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็สร้างความงุนงงว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น

และด้วยความที่ตัวผู้เขียนเองนั้นไม่ใช่คนภาคใต้จึงอาจจะมีความรู้ในเรื่องประวัติความเป็นมาของมโนราห์ค่อนข้างน้อย จึงทำให้ไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ จุด ซึ่งตัวหนังเองก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจที่จะเสนอเรื่องราวเหล่านี้ให้คนทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ได้เข้าใจมากขึ้นเลย แต่ก็มีความเชื่ออยู่ว่าคนในพื้นที่น่าจะพอเข้าใจความเป็นมาของแต่ละตัวละครอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

จากความไม่เข้าใจในจุดนี่เองจึงทำให้ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้ว่าหนังจะพยายามตัดสลับอดีตกับปัจจุบันให้มีความเชื่อมต่อกันก็ตาม ประกอบกับการมีตัวละครต่างชาติเข้ามาบทบาททั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยิ่งสร้างงุนงง และเห็นได้ชัดถึงผสมเรื่องราวความรักกับวัฒนธรรมที่ไม่เข้ากัน ยิ่งได้เห็นฝีมือทางการแสดงของนางเอกใหม่ เจด แองเจลิน่า ที่แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะสวยเข้าขั้นแต่ก็ดูจะไม่เข้ากับหนังเลย ทั้งในเรื่องของการพูดไม่ชัด อารมณ์ต่างๆ ที่แสดงออกมาไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ

ในส่วนการแสดงของพระเอกโนราห์คนแรกของเราอย่าง ไพศาล ขุนหนู ที่ผ่านผลงานการแสดงภาพยนตร์มาหลายเรื่อง พอได้มาถ่ายทอดอารมณ์อยู่ในเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดใต้ การรำมโนราห์ แต่ด้วยวิธีการผูกเรื่องที่ไม่สนุกมาตั้งแต่ต้นก็เลยทำให้ไม่สนุกกับการเรื่องราวเหล่านี้เท่าที่ควร และถึงแม้หนังจะพยายามใส่ความตลกเพิ่มเข้าไปมันก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

แต่สิ่งที่หนังทำออกมาได้ดีที่สุดดูเหมือนจะเป็นโปรดักชั่นงานสร้างที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะฉากตามเกาะต่างๆ ก็ถ่ายออกมาให้เห็นน่าไปเที่ยวตามรอยเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคอมตูมเสื้อผ้านั้นก็จัดเต็มประหนึ่งหนังบอลลีวูดเลยทีเดียว นี่จึงน่าจะเป็นจุดดีอีกจุดที่จะพอทำให้เราเพลิดเพลินได้บ้าง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

โนราห์ 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com