Gintama 2 กินทามะ ซามูไรเพี้ยนสารพัด แหกกฎชิมิก่อนไม่รอแล้วนะ

ในที่สุดแฟนมังงะทั้งหลายก็จะได้พบกับภาคต่อของภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นที่เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรากันแล้ว สำหรับ Gintama 2 หรือที่ใช้ชื่อไทยว่า กินทามะ ซามูไรเพี้ยนสารพัด แหกกฎชิมิก่อนไม่รอแล้วนะ ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากมังงะสุดฮิตของญี่ปุ่นที่ครองอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศมาหลายสัปดาห์ในปีที่แล้ว

Gintama 2

โดยในภาคนี้หนังก็ยังคงได้ ยูอิจิ ฟุคุดะ ผู้กำกับและเขียนบทคนเดิมจากภาคที่แล้วมานั่งแท่นถ่ายทอดเรื่องราวสุดป่วน รวมทั้งได้ทีมนักแสดงชุดเดิมจากภาคแรกที่ตบเท้าเข้าร่วมถ่ายทอดความฮากันอย่างพร้อมหน้า

Gintama 2 กินทามะ ซามูไรเพี้ยนสารพัด แหกกฎชิมิก่อนไม่รอแล้วนะ ว่าด้วยเรื่องราวของ 3 นักรับจ้างสารพัดนำโดยอดีตซามูไร ซากาตะ กินโทกิ, คางุระ และ ชิมูระ ชินปาจิ กำลังร้อนเงินอย่างหนักเพื่อจะจ่ายค่าเช่าบ้าน พวกเขาจึงหางานพาร์ทไทม์ทำและได้เจอกับ ท่านโชกุน ซึ่งพฤติกรรมสุดเพี้ยนของทั้งท่านโชกุนและนักรับจ้างทั้ง 3 ก็นำไปสู่เหตุการณ์แสนวุ่นวายตามมา

ขณะเดียวกันนักรับจ้างทั้ง 3 ต้องไปพัวพันการแตกหักของหน่วยชินเซ็นกุมิเมื่อ ฮิจิคาตะ โทชิโร ไหว้วานทั้ง 3 ให้ไปต่อกรกับ อิโต คาโมะทาโร ผู้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาของหน่วย โดยจุดมุ่งหมายแท้จริงของอิโตคือการขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยชินเซ็นกุมิแทน คอนโด อิซาโอะ และร่วมมือกับคู่ปรับเก่าของกินโทกิอย่าง ทากาสุงิ เพื่อล้มล้างโชกุน จนกลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่สุดมันเคล้าเสียงฮาจนกรามค้าง

นับตั้งแต่ครั้งที่ได้ลิ้มรสความฮาในภาคแรกก็เรียกได้ว่าตั้งความหวังกับภาคสองที่ต้องเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่แพ้กัน ซึ่ง Gintama 2 ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เพราะนอกจากเหตุการณ์อันแสนจะวุ่นวายที่เกิดทั้งจะสร้างความสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะให้กับผู้ชมอย่างเราแล้ว ในเรื่องของงานบู๊แอคชั่นก็ยิ่งทวีความมันส์มากกว่าภาคก่อน

โดยภาคนี้เราจะได้เห็นการลีลาวาดลวดลายการต่อสู้ของเหล่าซามูไรที่ดุเดือดไปพร้อมกับการสร้างเสียงฮาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะพระเอกของเราที่ดูเหมือนจะมีการพัฒนาทักษะความยียวนกวนประสาท ตลกหน้าตายได้แบบไม่มีใครสามารถโค่นเขาลงได้เลย และที่สำคัญยังคงไว้ลายความเป็นฮีโร่สุดฮาไว้อย่างเต็มที่

มากไปกว่านั้นหนังยังได้หยิบยกเอากระแสความฮิตต่างๆ นานามาล้อเลียนกันแทบหยุดขำไม่ได้เลย ให้อารมณ์ประหนึ่งดูหนังของผู้กำกับไทยคนหนึ่งที่ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ (ไม่บอกก็น่าจะรู้ว่าเป็นใคร) มาใส่ให้ตัวละครในเรื่องเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้น แต่ดูเหมือนจะต่างกันที่ ซามูไรเพี้ยนสารพัด จะมีภาษีที่ดีกว่าตรงที่มีขอบเขตและอยู่ในจังหวะที่ดีไม่มีเดดแอร์ไปเสียเฉยๆ

เชื่อว่าใครที่เป็นแฟน Gintama มาตั้งแต่มังงะจนมาถึงภาพยนตร์ที่เป็นไลฟ์แอคชั่นในภาคแรกก็ไม่สมควรพลาดตีตั๋วไปพิสูจน์ความสนุกอีกครั้งกับเรื่องราวในภาคนี้ รับรองว่าแทบหยุดหัวเราะไม่ได้เลยทีเดียว หากกล่าวโดยรวมก็เรียกว่าฮาเพี้ยนเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือบู๊อย่างมันส์ คนชอบหนังคอมเมดี้สไตล์หลุดโลกแบบญี่ปุ่นๆ ห้ามพลาดเลย

รีวิว Polaroid ถ่ายติดตาย ความสยองขวัญที่ยังคงความจำเจ

ถือเป็นภาพยนตร์สยองขวัญเพียงเรื่องเดียวที่เข้าฉายในสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับ Polaroid ถ่ายติดตาย ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ลาร์ส เคลฟเบิร์ก (Lars Klevberg) ที่กำลังจะมีภาพยนตร์รีบูต Child’s Play คลั่งฝังหุ่น เข้าฉายในบ้านเราติดต่อกันในเดือนหน้า โดยในเรื่องนี้ รอย ลี (Roy Lee) โปรดิวเซอร์จาก It (2017), The Ring (2002) มาอำนวยการสร้างให้ พร้อมด้วยทีมนักแสดง แคทรีน เพรสคอตต์ (Kathryn Prescott), ฮาเวียร์ โบเทต (Javier Botet) มาแสดงนำ

Polaroid

Polaroid ถ่ายติดตาย ว่าด้วยเรื่องราวของ เบิร์ด ฟิทเชอร์ ได้พบกับกล้องโพลารอยด์ตัวหนึ่งในร้านขายของเก่า แต่แล้วเธอกลับพบว่าผู้ที่ถูกถ่ายด้วยกล้องตัวนี้ล้วนแต่จะต้องตายอย่างน่าสยดสยอง เธอและเพื่อนๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์นี้ก่อนที่พวกเธอทุกคนจะถูกมันฆ่า

เรียกได้ว่าความสยองขวัญสุดสะพรึงจาก Polaroid นั้นถือว่าสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึกจิกเบาะได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าหนังจะยังคงเป็นไปตามสูตรหนังสยองขวัญทั่วไปออกจะจำเจเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือความตุ้งแช่ที่ทำออกมาถี่มาก บ้าคลั่งสุดๆ ประเดี๋ยวโดด ประเดี๋ยวตะครุบ ทำเอาหัวใจจะวาย ถึงเราจะจับทางถูกว่าเจ้าผีจากกล้องโบราณนี้จะออกมาตอนไหน แต่เชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ คนคงอดตกใจแทบตัวโยนไม่ได้เลย ถึงจะเป็นคอหนังผีก็เถอะ

นอกเหนือไปจากความสยองขวัญที่น่าจะถูกใจคอหนัง (บางส่วน) แล้ว หนังยังนำเสนอประเด็นใหญ่เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัวออกมาได้อย่างสะเทือนใจ แม้ว่าหนังจะเสนอเรื่องนี้ออกมาซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับทำให้เราแทบจะลืมความน่ากลัวของผีกล้องฟิล์มไปเลย

โดยรวมแล้วแม้หนังจะไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ ตัวละครก็ยังมีพฤติกรรมแบบไม่ค่อยเข้าท่า และขาดมิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังแนวนี้มากนัก แต่หากใครที่อยากพิสูจน์ความสะพรึงในครั้งนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะรสนิยมดูหนังของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างน้อยๆ หนังก็กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีทีเดียว

รีวิว Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์

ถือเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่มาแรงสุดๆ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ สำหรับ Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ Stephen Chbosky ที่ทำเอาแฟนหนังต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจสุด นอกจากจะได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง Julia Roberts และ Owen Wilson มาแสดงนำแล้ว ยังได้หนุ่มน้อย Jacob Tremblay จากหนังดราม่าเรียกน้ำตา Room (2015) มาแสดงฝีมือจนกวาดคะแนนวิจารณ์มามากมาย

Wonder

Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ ว่าด้วยเรื่องราวของ ออกกี พูลล์แมน เด็กชายอายุ 10 ขวบ ที่ชื่นชอบสตาร์วอร์ส ชอบกินไอศกรีม ติดเกม มีครอบครัวที่อบอุ่น และแม่ที่รักเขาที่สุดในโลก แต่ออกกีป่วยด้วยโรคผิดปกติทางใบหน้าและปากแหว่งเพดานโหว่ตั้งแต่แรกเกิด ออกกีเข้ารับการผ่าตัดใบหน้ามาแล้วกว่า 27 ครั้ง

คนแปลกหน้ามักเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นหน้าเขา หลายคนมองว่าออกกีมีหน้าตาที่น่าเกลียดจนไม่อยากเข้าใกล้ แต่คนใกล้ตัวและออกกีกลับไม่คิดแบบนั้น เขาเป็นแค่เด็กชายตัวน้อยที่อยากกินไอศกรีมโดยที่เด็กคนอื่นๆ เห็นว่าเขากินจริงๆ เขาอยากแต่งชุดซูเปอร์ฮีโร่โดยไม่ต้องคอยสวมหน้ากากปิดใบหน้า เขาอยากไปโรงเรียนและเล่นกับเด็กทั่วไปอย่างปกติสุข

ต้องขอออกตัวก่อนว่าก่อนจะมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ส่วนตัวค่อนข้างเตรียมตัวตัวมาดี ด้วยการพกทิชชู่มาหลายแผ่น แต่ก็สู้น้ำตาแห่งความรู้สึกอันหลากหลายที่หลั่งออกมาไม่ได้ เพราะเปิดฉากแรกมาก็รู้เลยว่าจะต้องมีน้ำตาแน่นอน แล้วก็ไม่ทำให้ให้ผิดหวัง ได้ใช้ทิชชู่กันสมใจ แม้ว่าจะไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่ก็มีน้ำตาซึมออกมาแทบทุกฉากที่หนุ่มน้อยออกกีปรากฏในเรื่อง ซึ่งมีทั้งความเศร้า เสียใจ และสุขใจปนกันไป

ด้วยตัวหนังที่มีการเล่าเรื่องที่เรียกว่าแทบจะไม่ต่างจากหนังดราม่าเรื่องอื่นๆ เพียงแต่ความพิเศษของหนังก็คือ ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของหนัง ที่ทำให้เราเกิดความประทับใจ เมื่อเป็นการเล่าเรื่องง่ายๆ แต่ก็แฝงไปด้วยพลังบางอย่างที่ถูกถ่ายทอดออกมา อีกทั้งยังมีการเล่าชีวิตของตัวละครได้รอบด้าน และเปิดชีวิตตัวละครทุกตัว ทำให้เราไม่เบื่อ เพราะตัวละครแต่ละครต่างก็มีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างเสน่ห์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้

นอกจากการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตเด็กชายใบหน้าประหลาดแล้ว หนังยังมีประเด็นที่สำคัญหลายอย่างที่ต้องการจะสื่อให้เห็น ทั้งในเรื่องของการศึกษาในโรงเรียน ปัญหาที่แต่ละครอบครัวต้องเผชิญ ซึ่งก็มีแตกต่างกันออกไป นั่นแสดงให้เห็นถึงความธรรมดาของชีวิตมนุษย์ที่ยังต้องเกิดปัญหาอยู่ตลอด มันจึงทำให้ผู้ชมสามารถคล้อยตามได้อย่างง่าย เพราะความสมจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

อีกทั้งหนังยังได้สะท้อนให้เห็นความเป็นธรรมชาติของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่นในเรื่องของการละเลยลูกบางคนเพื่อเอาใจใส่อีกเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าต้องการพ่อแม่มากกว่า นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก และในเรื่องของสังคมในโรงเรียนที่มีทุกคนจะเห็นได้ว่าคงเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาบ้างแล้ว ฉะนั้นมันจึงทำให้เรารู้สึกอินที่แม้ว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจกันแบบเด็กๆ แต่ก็มีเจ็บปวดได้ไม่แพ้กัน อีกทั้งด้วยความประทับภาพรวมของหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ ขอยกให้ Wonder เป็นหนังฟีลกู๊ดแห่งปี

Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ 9.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

รีวิว Anna สวยสะบัดสังหาร หนังแอคชั่นพลังหญิงของ ลุค เบซ

หลังจากสร้างภาพยนตร์แอคชั่นพลังหญิงที่ทำเอาแฟนๆ ชื่นชอบสุดๆ ใน Lucy (2014) ผู้กำกับ ลุค เบซง (Luc Besson) ก็กลับมาปั้นเรื่องราวของสาวสวยอีกครั้งใน Anna สวยสะบัดสังหาร แต่คราวนี้มาในธีมของสายลับสาวในยุค 80 โดยได้นางแบบสาว ซาชา ลุสส์ (Sasha Luss) ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วใน Valerian and the City of a Thousand Planets (2017) มาขึ้นแท่นเป็นนางเอกนักบู๊คนล่าสุด

Anna

Anna สวยสะบัดสังหาร ว่าด้วยเรื่องราวของ แอนนา โพเลียโทวา สาวสวยชาวรัสเซีย หลังจากถูกค้นพบโดยแมวมองนางแบบ เธอก้าวขึ้นมาเป็นนางแบบแถวหน้าและเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลก แต่แอนนามีด้านที่ซ่อนไว้มากกว่าที่คนทั่วไปได้เห็น ภายใต้ความงามไร้ที่ติของเธอนั้นคือ การใช้ชีวิตอยู่ในโลกของโคตรนักฆ่าสุดอันตรายที่ก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียวมันหมายถึงชีวิต

แน่นอนว่า Anna ก็ยังคงตามสูตรหนังสายลับที่มีทั้งเรื่องของงานแอคชั่นอันเป็นจุดขาย รวมไปถึงการหักเหลี่ยมเฉือนคม ต่างฝ่ายก็ต่างกุมความลับของกันและกัน โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังก็หนีไม่พ้นนางเอกของเรื่อง ซึ่งเธอสามารถถ่ายทอดบทบาทของสายลับสาวที่ใฝ่หาอิสรภาพออกมาได้ดีทีเดียว ในส่วนของงานบู๊แอคชั่นแม้จะดูไม่ค่อยกระฉับกระเฉงแต่ก็ยังคงมีความสวยงาม เฟียสสุดๆ สุดกับเป็นนางแบบ แถมเผยให้เห็นลีลาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรียกว่าฟาดไม่ยั้งเลยทีเดียว

อีกหนึ่งส่วนที่ชอบมากๆ คือมีการหักมุมหลายชั้นทำเอาคนดูอย่างเราคาดไม่ถึง และเคลียร์ปมได้ทุกประเด็น ในส่วนนี้ถือเป็นจุดที่ทำออกมาได้สนุกมากๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางฉากบางตอนหรือบางมุกอาจจะติดเชยๆ ไปบ้าง นอกจากนั้นหนังยังได้นักแสดงเบอร์ใหญ่มามีส่วนช่วยให้หนังมีสีสันและมีส่วนสำคัญมาก ทั้งรุ่นใหญ่ เฮเลน มิร์เรน (Helen Mirren), ลุค อีแวนส์ (Luke Evans) และ คิลเลียน เมอร์ฟีย์ (Cillian Murphy)

อีกหนึ่งประเด็นที่หนังทุกเรื่องในยุคนี้พยายามสื่อให้เห็นคือ ความหลากหลายทางเพศ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครของ แอนนา และเพื่อนสาวนางแบบที่เธอมีความน่ารักมากๆ เมื่อเห็นจุดจบของทั้งคู่แทบใจสลายเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะทำให้ส่วนของงานบู๊แอคชั่นออกมาได้ดี แต่ดูๆ ไปแล้วยังไม่สามารถเทียบภาพยนตร์แอคชั่นพลังหญิงที่ผ่านๆ มาของผู้กำกับได้

Anna สวยสะบัดสังหาร 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

รีวิว Aladdin ตะเกียงวิเศษกับความต้องการที่ต้องสิ้นสุด

นับเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างมาจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นของดิสนีย์ในปีนี้ สำหรับ Aladdin ที่ในเวอร์ชั่นฉบับคนแสดงนี้ได้ผู้กำกับถนัดงานแอคชั่นสืบสวนสอบสวนอย่าง กาย ริตชี (Guy Ritchie) มาสร้างโลกแห่งจินตนาการครั้งนี้ ซึ่งคะแนนวิจารณ์จากหลายๆ ประเทศที่ได้ดูก่อนบ้านเราก็ออกมาไม่ได้สูงมากอย่างที่หลายๆ คนคาดเดา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวนักแสดงนำเอง ที่นอกจาก วิล สมิธ ( Will Smith) แล้ว พระ-นางก็ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก อย่างไรก็ตามจากการได้สัมผัสเรื่องราวด้วยตัวเองหนังถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว

Aladdin

Aladdin ว่าด้วยเรื่องราวของ อะลาดดิน ชายหนุ่มผู้ยากจนที่ตกหลุมรัก เจ้าหญิงจัสมิน ด้วยความที่อยากมีศักดิ์ศรีและฐานะเท่าเทียมเจ้าหญิง ทำให้เขากึ่งๆ ถูกบังคับและเข้าไปหาตะเกียงวิเศษภายในถ้ำแห่งเวทมนต์ จนได้พบกับยักษ์นามว่า จีนี อยู่ในตะเกียงนั้น จึงได้ขอพรให้ได้สิ่งที่ต้องการ จนกลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นตาและทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หากใครที่เคยได้ดูเวอร์ชั่นที่เป็นแอนิเมชั่นในปี 1992 และเอาเทียบเคียงกับเวอร์ชั่นนี้ก็ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกันอยู่หลายอย่างทีเดียว แต่เป็นความแตกต่างที่ลงตัวไม่ได้ฉีกต้นฉบับไปมากจนรับไม่ได้ ซึ่งหนังได้ใส่วัฒนธรรมร่วมสมัยหลายๆ อย่างลงไป ดูแล้วไม่ค่อยเฉย เช่น การเต้นที่ผสมผสานกันได้ดี การร้องเพลงที่เพราะฟังได้เพลินๆ ในส่วนก็โปรดักชั่นงานสร้างก็อลังการดี คอมตูมก็มีสีสันสวยงามมาก ยกเว้นชุดของนางเอกที่รู้สึกว่า นาโอมิ สก็อตต์ (Naomi Scott) ใส่แล้วไม่ค่อยมีออร่าความเป็นเจ้าหญิงเท่าที่ควร แต่ในส่วนความคิดความอ่านของเจ้าหญิงเวอร์ชั่นนี้ก็ออกจะเฟมินิสต์อยู่ไม่น้อย มีส่วนคล้ายคลึงกับ Frozen อยู่

ส่วนพระเอกอะลาดดินของเรา ซึ่งรับบทโดย เมนา แมสซูด (Mena Massoud) ก็ไม่ได้จัดว่าดึงดูดใจมากนัก เหมาะกับการเป็นโจรผู้ยากจน และค่อนข้างชอบในส่วนของงานแอคชั่นที่เจ้าตัวแสดงดูมือเบาพลิ้วไหวว่องไวดีมาก ฝ่าย จีนี ที่หลายๆ คนแอบขัดใจเรื่องสีฟ้าอันเป็นสีตัวของยักษ์ในตะเกียง พอได้เห็นบนจอใหญ่ก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจอย่างที่คิด เพราะแน่นอนว่าเขาไม่ได้มีตัวสีฟ้าทั้งเรื่องอยู่แล้ว ส่วนมุกตลกและลีลาการเป็นจีนีก็ถือว่าน่ารักและฮาใช้ได้เลย แถมยังมีตัวแย่งซีนอย่างพรมวิเศษ, ลิง อาบู มาสร้างสีสันและช่วยเหลือพระเอกของเราได้เยอะมากๆ

ด้วยความเป็นหนังแฟนตาซีแน่นอนว่ามันก็ยังคงมีหลายๆ จุดที่ไม่ค่อยเมกเซนส์ ก็แอบขัดใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะฉากขี่พรมวิเศษชมเมืองตอนกลางคืน ซึ่งถ้าในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้มีอะไรให้เห็นมากอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ในหนังชาวบ้านยังใช้ตะเกียงหรือไม่ก็ก่อกองไฟให้เห็นความสว่างไสว มันก็ยังไม่ได้ช่วยให้เห็นทัศนียภาพมากนัก แสงจันทร์ยิ่งแล้วใหญ่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่ก็พอจะเข้าใจอารมณ์ความโรแมนติกที่หนังต้องการจะสื่อให้เห็นอยู่

อย่างไรก็ดี มีอีกสิ่งหนึ่งที่หนังสะท้อนออกมาให้เห็นชัดเจนนอกเหนือไปจากการต่อสู้เพื่อพิชิตใจหญิง คือเรื่องเหตุบ้านการเมืองซึ่งดูเข้ายุคเข้าสมัยมาก มิติตัวร้ายอย่าง จาร์ฟาร์ หากมองหลายๆ มุมก็ทำให้เข้าใจได้อยู่ว่าค่อนข้างมีเหตุมีผลในการแย่งชิงอำนาจ แม้เหตุผลนั้นคนส่วนใหญ่อาจจะไม่เห็นด้วย แต่ก็เห็นได้ชัดเจนจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ รวมไปถึงวิสัยทัศน์การปกครองบ้านเมืองที่ยังมีแนวคิดแบบเดิมๆ ไม่ได้มีการนำเสนอตัวละครให้ฉีกต่างไปจากเดิมเลย

ในจุดนี้เองที่ทำให้ค่อนข้างผิดหวังพอสมควร หากมีการแหวกแนวออกไปก็น่าจะมีสีสันกว่านี้ไม่น้อยเลย แต่ก็คงทำให้แฟนๆ ส่วนใหญ่ผิดหวังถ้าเกิดทำแบบนั้นจริงๆ และคงไม่ได้สร้างความสนุกสนานเพลิดอย่างที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตามการแย่งชิงอำนาจของชนชั้นปกครอง ผลร้ายก็มักจะเกิดกับชาวบ้านตาดำๆ นี่แหละที่เดือดร้อน แม้หนังจะไม่ได้ชี้ให้เห็นความทุกข์ยากของชาวเมืองจากการกระทำของ จาฟาร์ มากนักก็ตาม

โดยรวมแล้วหนังก็เล่นกับความต้องการของแต่ละตัวละครได้ดี ทั้งพระเอกที่อยากเป็นเจ้าชายพิชิตใจเจ้าหญิง ส่วนเจ้าหญิงก็อยากมีชีวิตตามใจหวัง ปกครองบ้านเมืองในแบบของตัวเอง ฝ่ายเสนาบดีตัวร้ายก็ต้องการอำนาจมาอยู่ในมือ และตัวจีนียักษ์ในตะเกียงเองก็มีความต้องการเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดหนังก็จบในแบบที่ไม่ยากเกินคาดเดาเรียกว่าแฮปปี้(?)กันทุกฝ่าย

Aladdin 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 23 พฤษภาคม 2019

รีวิว Shazam! อนาคตอันสดใสของจักรวาลดีซี

หลังจาก Wonder Woman และ Aquaman เจ้าสมุทร ออกฉายให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของภาพยนตร์จากฝั่งดีซีจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลย์อีกครั้ง โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดอย่าง Shazam! ที่ได้ เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (David F. Sandberg) ผู้กำกับจาก Annabelle: Creation (2017) และ Lights Out (2016) มากำกับให้ และยังได้นักแสดงที่คาดว่าจะมาแรง แซเกอรี ลีวาย (Zachary Levi) มารับบทนำในครั้งนี้

Shazam!

Shazam! ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี แบตสัน เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษในการเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในร่างผู้ใหญ่ด้วยการพูดคำว่า ชาแซม ออกมา และได้รับความช่วยเหลือจาก เฟรดดี เพื่อนผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่

โดยเขาต้องผ่านการทดสอบความสามารถหลายอย่างด้วยความสนุกสนานแบบคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในใจ แต่เขาต้องรู้วิธีควบคุมมันให้ได้เร็วที่สุดเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่มี ดร.แธดีอุส ไซวานา เป็นผู้ควบคุม เขาเฝ้ามองพลังของชาแซมและอยากได้พลังนั้นมาเป็นของเขา

จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาให้ชมกันเราก็พอจะทราบแล้วว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จะไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นอีกต่อไปเหมือนเองก่อนๆ ดูเหมือนว่าจากกระแสที่ได้รับจากเรื่องก่อนหน้านี้ใน Aquaman ที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ทำให้หนังออกมาสนุกจนทำรายได้ถล่มทลาย นั่นจึงทำให้ Shazam! กลายเป็นความคาดหวังที่สูงมากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า Shazam! ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย และสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังยิ่งเกินความคาดหมายไปมาก พูดตรงๆ คือมันว้าวจริงๆ หนังทำให้เกิดทุกอารมณ์ เรียกได้ว่าสนุกครบรส ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความดรามานิดๆ เป็นเรื่องดีมากๆ ที่หนังรู้จักดึงเอาความสัมพันธ์ของคำว่าครอบครัวมาเล่น หากจะบอกว่านี่คืออนาคตอันสดใสของจักรวาลนี้ก็ไม่ผิดเลย

โดยเฉพาะในส่วนของนักแสดงที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้เป็นอย่างดี ทั้ง แซเกอรี ลีวาย ที่สวมบทบาทซูเปอร์โร่เด็กในร่างผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวละครเด็กๆ ในเรื่องที่ทำเอาคนดูตื่นตะลึงสุดๆ เมื่อหนังได้เฉลยความลับของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าแทบอยากจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยทีเดียว รวมไปถึงตัวละคร เฟรดดี ซึ่งแสดงโดย แจ็ก ดีแลนด์ เกรเซอร์ (Jack Dylan Grazer) ที่เรียกได้ว่าเป็นจอมแย่งซีนจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมคือหนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ได้พลาดรายละเอียดสำคัญๆ เช่น การทดสอบพลังความเป็น Shazam! ที่แน่นอนว่าพลังของเขามีมากกว่าการใช้ไฟฟ้าแน่ๆ ในส่วนของตัวร้ายก็ถือว่ามีความโหดเหี้ยมได้ใจทีเดียว แต่อาจจะทำให้เราหลุดขำไปบ้างในหลายๆ ฉากที่เข้าคู่กับพระเอกของเรา เอาเป็นว่าความสนุกที่จะได้รับคุ้มค่ากับราคาตั๋วที่เสียไปแน่นอน

ปล. 1 แอบเห็นอีสเตอร์เอ้กจากตัวละครในหนังของผู้กำกับมาโผล่ด้วย
ปล. 2 หนังมีเอนด์เครดิตด้วยนะ คาดว่าน่าจะเป็นการปูไปสู่ภาคต่อ

Shazam! 8.5/10 คะแนน เปิดฉายรอบพิเศษ 30-31 มีนาคม เข้าฉายจริง 4 เมษายน 2019

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก

สิ้นสุดการรอคอยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Men in Black: International หรือในชื่อไทย หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ภาพยนตร์แอคชั่นไซไฟผจญภัยผลงานการกำกับของ เอฟ แกรี เกรย์ (F. Gary Gray) หลังเคยฝากฝีมือสุดเฟี้ยวไว้ใน The Fate of the Furious (2017) ซึ่งในเรื่องนี้ยังได้คู่จิ้นนักแสดงจากจักรวาลมาร์เวล คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) และ เทสซา ธอมป์สัน (Tessa Thompson) มาเป็นคู่หูกันอีกครั้งในการปราบเอเลี่ยนครั้งนี้

 Men in Black: International

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก ว่าด้วยเรื่องราวของ มอลลี ผู้มีความเชื่อว่าเอเลี่ยนมีจริงที่พยายามค้นหาพวกมันและได้เข้าไปอยู่ในหน่วย MIB กลายเป็น เอเจนท์เอ็ม คู่หูของ เอเจนท์เอช หนุ่มหล่อมากความสามารถของหน่วย ทั้งคู่ได้ร่วมผจญภัยตามหนอนบ่อนไส้ในองค์กรของพวกเขา

แม้ว่าในเรื่องราวของ Men in Black: International จะไม่ได้ถือว่าเป็นภาคต่อจาก MIB สามภาคก่อนหน้านี้ แต่หนังก็ยังคงกลิ่นไอของหน่วยจารชนชุดดำอย่างชัดเจน ซึ่งความแตกต่างนอกเหนือจากการตามล่าหาเอเลี่ยนในนิวยอร์กแล้ว ในเรื่องนี้ยังได้มาเยือนยุโรป ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส รวมไปถึงการมีเอเจนท์เป็นผู้หญิง โดยหนังมีการจิกกัดประเด็นนี้ตามตัวละครหลักเรียกว่าพอได้ขำในลำคอพอสมควร

หากคิดจะเอาความสนุกในเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบ 3 ภาคก่อนหน้านี้ก็คงเทียบไม่ติด เพราะแน่นอนว่ามันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เสน่ห์หลายๆ อย่างของหนังมันหายไป แต่ก็ทดแทนด้วยเคมีทางการแสดงของสองนักแสดงนำ คริส เฮมส์เวิร์ธ และ เทสซา ธอมป์สัน ที่ดูแล้วเข้าขากันดี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพลังความจิ้นให้แฟนๆ จาก Thor ได้ฟินกันต่ออีกด้วย ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเมื่อได้มาเห็นหนุ่มคริสในบทบาทนี้มันช่างดีต่อใจเหลือเกิน ทั้งตลก เท่ สมาร์ท และมีเสน่ห์สุดๆ ส่วนเทสซานั้นก็ถือว่าเป็นตัวละครที่ฉลาดมาก

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่คิด เพราะเราก็สามารถเดาทางได้ไม่ยาก หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนก็แอบเชยเสียด้วยซ้ำ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าดูได้แบบเพลินๆ นอกจากเคมีของนักแสดงที่โดยส่วนค่อนข้างชอบแล้ว บรรดาเอเลี่ยนทั้งหลายที่ออกมาก็แย่งซีนสุดๆ โดยเฉพาะเจ้าเบี้ยหมากรุก พอว์นนี ที่สร้างคาแรคเตอร์ออกมาได้กวน ฮา และน่ารักมาก เจอเจ้านี่พูดออกมาทีไรก็อดหัวเราะปนเอ็นดูไม่ได้เลย

ส่วนทางด้านอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการปราบเอเลี่ยนในครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ความพิเศษให้ตื่นตาเท่าที่หวังไว้ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดนั้นถ้าดูจากตัวอย่างมันก็มีแค่นั้นเอง แต่ยังดีที่หนังยังหยิบเอาฉากจำจากสามภาคที่แล้วมาไว้ใน Men in Black: International ด้วย ส่วนจะเป็นฉากไหนก็ต้องไปรอดูเอา แต่อย่างที่บอกไม่ควรคาดหวังอะไรมาก แค่ถือว่าไปดูเอาความเพลิดเพลินก็พอ ส่วนภาคต่อนั้นคาดว่าอาจจะมีก็เป็นได้หากหนังทำรายได้เข้าเป้าซึ่งดูทรงแล้วคงเดากันไม่ยาก

Men in Black: International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Dark Phoenix การระเบิดพลังครั้งสุดท้าย

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับภาพยนตร์แฟรนไชน์ชื่อดัง Dark Phoenix ที่ทำเอาใจแฟนๆ ลุ้นกันใจจดใจจ่อว่าจะสามารถทำออกมาได้ดีกว่าเรื่องอื่นๆ ในแฟรนไชน์หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สร้างความประทับใจให้แก่แฟนๆ เท่าที่คาดหวังไว้ โดยในเรื่องนี้หนังได้ ไซมอน คินเบิร์ก (Simon Kinberg) โปรดิวเซอร์หนังดังหลายเรื่องก็มานั่งแท่นกำกับเองครั้งแรก และยังคงได้เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์คุ้นหน้ามาเล่าเรื่องราวในเรื่องนี้

Dark Phoenix

Dark Phoenix ว่าด้วยเรื่องราวของ จีน เกรย์ ที่ออกไปทำภารกิจช่วยเหลือมวลมนุษยชาติจนได้รับพลังเปลี่ยนให้เธอกลายเป็น ดาร์ก ฟีนิกซ์ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเปลี่ยนไป แน่นอนว่าหนังยังคงได้แม่นางซานซา เอ๊ย โซเฟีย เทอร์เนอร์ (Sophie Turner) มารับบทนี้จากเรื่องที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมด เรียกว่าเปิดเรื่องมาเราก็ได้เห็นช็อตสำคัญที่ทำเอาตะลึงกันเลยทีเดียว คิดว่าน่าจะเดากันออกว่าเป็นฉากไหน

ก่อนจะไปพบกับผลกระทบที่ตามมา อันก่อให้เกิดเรื่องราวการต่อสู้และช่วยเหลือของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่มีต่อคนในครอบครัว งานนี้คาดการณ์กันไม่ยากเลยว่าเรื่องจะไปในแนวทางไหน เพราะมันแทบไม่มีจุดหักมุมหรือทำให้เราไขว้เขว้จากสิ่งที่คาดไว้เลย ซึ่งก็เป็นจุดที่ทำให้น่าผิดหวังไม่น้อยหากมองในเรื่องชั้นเชิงการเล่าเรื่อง เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหนังพยายามหาที่ทางให้แต่ละตัวละครจบแบบลงตัวที่สุด เสมือนเป็นการทิ้งทวนแบบปลอดภัย

นอกจากตัวละครหลักๆ ที่ออกมาถ่ายทอดเรื่องราวและใช้พลังแต่กำเนิดมาให้เราจนแทบจะหายคิดถึงแล้ว ยังมีตัวละครใหม่ๆ อีกหลายตัวโผล่มาโชว์พลังให้ได้เห็น แต่สิ่งที่น่าผิดหวังไม่น้อยไปกว่าบทหนังก็คือตัวร้ายในเรื่องนี้ช่างดูอ่อนเสียเหลือเกิน เสียดายที่อุตส่าห์ได้ เจสสิกา แชสแทน (Jessica Chastain) มาร่วมแจม แถมยังไม่ค่อยให้รู้สึกว่ามีพลังความชั่วร้ายอย่างเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญหนังมันไม่มีความเชื่อมโยงกันเป็นภาคต่อแบบจริงๆ จังๆ จึงทำให้ขาดความต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตามใช่ว่าหนังจะไม่สนุกเลย เพราะอย่างน้อยก็รู้สึกว่าหนังทำออกมาได้ดีกว่า X-Men: Apocalypse จริงๆ โดยเฉพาะซีนระเบิดพลังของ จีน เกรย์ ที่ทำออกมาได้สวย ทรงพลัง ตระการตา แต่ก็เต็มไปด้วยความร้อนแรงน่าหวาดผวา อดคิดไม่ได้ว่าในอนาคตถ้าได้ไปเจอ กัปตันมาร์เวล แล้วจะเป็นยังไงบ้าง คงจะดุเด็ดเผ็ดมันไม่น้อยเลย อีกพาร์ทที่ทำได้ดีก็คือ ความดรามา ซึ่งมาจากสายใยรักความผูกพันของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันเสมือนครอบครัว เรียกว่าแฟนพันธุ์แท้น่าจะแอบน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว ท้ายที่สุดแล้วคงไม่มีใครอยากเสียใจเพราะความผิดหวังจากสิ่งที่รักและผูกพันแน่นอน

Dark Phoenix 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Time Freak

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังรักไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

Time Freak

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

Time Freak ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม Time Freak เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

Time Freak เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

นับว่า สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในปีนี้ของผู้กำกับ พชร์ อานนท์ หลังจากปลายปีที่แล้วส่ง หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (2018) ที่คาดว่าจะเป็นการปิดฉากแฟรนไชน์ภาพยนตร์ ซึ่งได้กระแสตอบรับจากแฟนหนังขาประจำค่อนข้างดีทีเดียว แม้ดีกรีความฮาจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์

งานนี้ผู้กำกับร้อยล้านก็ยังไม่หยุดพัก สานต่อโปรเจกต์สร้างความฮากับ สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ตามมาติดๆ โดยคราวนี้ได้ดาวตลกฮาลำดับต้นๆ ของวงการจากทีมบริษัทฮาไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น น้าค่อม ชวนชื่น, ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม, โรเบิร์ต สายควัน รวมไปนางเอกสาว พิ้งกี้ สาวิกา สองหนุ่มหล่อหน้าใส นิก คุณาธิป และ ยอร์ช ยงศิลป์

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มาเป็นตัวละครหลักและช่วยสร้างสีสันใหม่ๆ จากตัวอย่างแรกก็พอจะทราบแนวทางการดำเนินเรื่องว่าจะไปในทิศทางใดบ้าง จะออกมาฮาถูกใจแฟนๆ แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลไป

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ว่าด้วยเรื่องราวของค่ายมวย ส.วาเลนไทน์ หัวใจดวงน้อย ที่กำลังจะปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีนักมวยขึ้นชก ภารกิจการตามหานักมวยคนใหม่จึงเริ่มขึ้น สงกรานต์ ลูกชายผู้มีวีรกรรมโชกโชนต้องการจะพิสูจน์ตัวให้พ่อได้เห็น เขาจึงพยายามปรับตัวให้ดีขึ้นและอาสาขึ้นชกมวยในครั้งนี้

ต้องยอมรับว่าหลายๆ คนน่าจะเกิดอาการเดียวกันหลังจากได้เห็นตัวอย่างหนังที่ถูกปล่อยออกมาให้ชมกันก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งเล็กๆ ในใจก็ได้แต่หวังว่า สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ จะทำให้เกิดความหวังในการสร้างเสียงหัวเราะได้สำเร็จ หลังจากผลงานส่วนใหญ่ที่ผ่านๆ มาของผู้กำกับค่อนข้างจะฝืดและฝืนพอสมควร

เมื่อได้รับชมเรื่องราวต่างใน สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อนอกเหนือจะไปจากความตลกที่ได้จากทีมบริษัทฮาไม่จำกัดแล้ว หนังสอดแทรกเรื่องราวความพยายาม ความตั้งใจ และการพิสูจน์ตัวตนผ่านตัวละครหลายๆ ตัวที่ไม่แน่ใจว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มันทำให้เราเห็นมุมดีๆ อีกมุมหนึ่งก็ว่าได้

ในส่วนของเรื่องราวความฮานั้นถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางฝืดเสียส่วนมาก ซึ่งเสียงหัวเราะที่ได้ส่วนใหญ่มาจากบทบาทของ น้าค่อม ชวนชื่น และ โรเบิร์ต สายควัน แค่เปล่งออกมาเพียงไม่กี่ประโยคก็ได้ใจไปแล้ว ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็นับว่ามาช่วยสร้างสีสัน บางครั้งยังคิดเลยว่าไม่มีก็ได้ โดยเฉพาะบทบาทของสองหนุ่มหน้าหล่อ นิก และ ยอร์ช ดูช่างไร้มิติ เหมือนมาเพียงแค่เรียกกระแสจากสาวๆ เท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่รับไม่ได้เกี่ยวกับมุกตลกในหนังก็คือ การเล่นมุกที่เกี่ยวกับอาหาร เล่นกับของกิน ที่ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่ามันสกปรกมากจริงๆ หากหลีกเลี่ยงการนำมุกเหล่านี้มาเล่นมันน่าจะทำให้หนังดูทันสมัย และน่าสนใจขึ้นไม่น้อยเลย เอาเป็นว่าท้ายที่สุดแล้วหนังจะสนุกหรือไม่สนุกนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการมาดูหนัง หากต้องการความตลกและเพลิดเพลินก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดี แต่ไม่ถึงขั้นดีมาก

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ 5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com