รีวิวหนัง The Gentlemen – สุภาพบุรุษมาหากัญ หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง The Gentlemen เรื่องราวของเจ้าพ่อแห่งอาณาจักรกัญชาแห่งอังกฤษ กำลังจะวางมือขายอาณาจักรของเขา จึงเกิดการแย่งชิงสุดอลหม่ายระหว่างแก๊งมาเฟียร์ วัยรุ่น อาชญากร อันธพาล และนักสืบ พวกเขาต้องมาแย่งชิงกัญ! ผลงานการกำกับลำดับที่ 11 ของ Guy Ritchie ที่ได้กลับมาทำหนังแนวที่ตัวเองถนัดอีกครั้ง เครดิตขึ้นยังยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว ยิ้มให้ในความเจ๋งของบท ความยอดเยี่ยมของนักแสดง เนื้อเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ และความมีสไตล์ของหนังเรื่องนี้ นี่คือ The Gentlemen กับกราบใจคนคิดชื่อไทยจริงๆ สุภาพบุรุษมาหากัญ เรื่องราวของเจ้าพ่อกัญชาแห่งเกาะอังกฤษ ที่พร้อมจะวางมือเพราะถึงจุดอิ่มตัวอยากไปใช้ชีวิตกับลูกๆ และจะขายอาณาจักรนี้ แต่เมื่อข่าวหลุดออกไป จึงเกิดเป็นเรื่องวุ่นๆ ศึกแย่งชิงอาณาจักรกัญชานี้

The Gentlemen

The Gentlemen คือผลงานลำดับที่ 11 ของ Guy Ritchie ที่กลับมาทำกำกับและเขียนบทงานที่ถนัดอีกครั้ง หลังจากที่หลุดแนวไปซะหน่อยใน Aladdin (2019) เอาจริงๆ เรื่องนั้นถ้าไม่บอกว่า Guy Ritchie เราไม่รู้เลยจริงๆ แต่ครั้งนี้เขากลับมาทำหนังแนวอาชญากรรม หักเหลี่ยม เฉือนคม เหมือนกับผลงานแจ้งเกิดของเขาอย่าง Lock, Stock and Two Smoking Barrels (1998), Snatch (2000) ถ้าใครเคยดู ก็จะเข้าใจว่า The Gentlemen เป็นยังไง เพราะมันคือแนวแบบนั้นแหละ

มาเริ่มกันที่ความน่าสนใจแรกของหนังเลย กับตัวละคร คือถ้าตัดชื่อผู้กำกับ แนวหนัง เนื้อเรื่องออกไป แค่ตัวละครก็อยากดูแล้ว มีทั้ง Matthew McConaughey, Charlie Hunnam, Michelle Dockery, Jeremy Strong, Colin Farrell, Henry Golding และ Hugh Grant หนังมีคาแรคเตอร์แต่ละตัวละครที่ชัดเจนมาก บทเปิดตัวของแต่ละคนยิ่งการันตี และเป็นเครื่องบ่งบอกความเป็นตัวตนของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี แถมยังมีการแบ่งบทที่ดีอีกต่างหาก อีกอย่างคือความมีสไตล์ การแต่งตัวของตัวละครที่เท่ชะมัด คือแต่ละคนยังกะเดินแฟชั่นวีคยังไงยังงั้น

หนังดำเนินเรื่องตามสไตล์ของ Guy Ritchie เลย โดยเรื่องนี้จะเป็นการดำเนินเรื่องผ่านการบอกเล่าของ Fletcher (Hugh Grant) ที่พยายามจะแบลคเมล Mickey Pearson (Matthew McConaughey) เจ้าพ่อกัญชา โดยการสนทนาผ่านทาง Ray (Charlie Hunnam) ซึ่งบทสนทนานั้นเต็มไปด้วยความฮา ความยียวนกวนประสาท แบบเล่าๆ อยู่ปวดฉี่ขอไปเข้าห้องน้ำงี้ และยังมีชั้นเชิงในการเล่าที่เข้าใจไม่ยาก แต่บันเทิงชะมัด คือไม่ได้คิดตามจนต้องปวดหัว แต่ก็ไม่ได้ง่ายจนเดาออก อ๋อ ต้องบอกไว้ก่อนว่าบทสนทนาเรื่องนี้เยอะมาก ถือเป็นเรื่องที่เยอะที่สุดในบันดาหนังของ Guy Ritchie เลยก็ว่าได้ คือมีบทพูดทุกวินาทีเลยว่างั้นเถอะ ตัวบทเองมีการหักเหลี่ยมเฉือนคม คนนั้นคนนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง และทุกส่วน ทุกเหตุการณ์ มีแต่เรื่องสนุกๆ ทั้งนั้น

สรุปแล้วมันคือหนังสไตล์ Guy Ritchie ที่คุ้นเคย มีทั้งความสนุก บันเทิง ตลกร้าย ฮา เท่ มีสไตล์ บทสนทนากวนๆ คือถ้าคุณไม่เคยติดตามผลงานของเขา คุณจะรู้จักเขา รับรองว่าตลอดเกือบ 2 ชั่วโมง คุณจะได้รับความบันเทิงเต็มอิ่มแน่นอน

ปล. จะหาว่าอวยก็ได้นะ เพราะ Guy Ritchie คือผู้กำกับคนโปรดของเรา เรื่องก่อนหน้านี้อย่าง Aladdin เราก็ไม่ชอบนะ ก่อนหน้านั้น King Arthur ก็ใช้ได้แต่ก็ไม่ถึงขั้นเรื่องนี้ 555 แต่เรื่องนี้มันสนุก บันเทิงและถูกจริตเราจริงๆ ลองไปสัมผัสด้วยตัวคุณเองดีกว่า

ปล. 2 ที่คะแนนหายไปนิดนึงเพราะว่ามีช่วงท้ายของหนังเราสงสัยอะไรบางอย่างนิดหน่อย (บอกไม่ได้เดี๋ยวสปอยล์)

รีวิวหนัง Dolittle – ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล หนังผจญภัยหนังตลก

หนัง Dolittle หรือชื่อไทยว่า ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล หลังจากสูญเสียภรรยาเมื่อเจ็ดปีก่อน ด็อกเตอร์ จอห์น ดูลิตเติ้ล (ดาวนีย์) ผู้มีความแปลกไม่เหมือนใครและสร้างชื่อเสียงเป็นหมอและสัตว์แพทย์ของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่หลังกำแพงสูง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ดูลิตเติ้ลกับสวนสัตว์ที่มีสัตว์หายาก แต่เมื่อพระราชินี (เจสซี่ บัคลีย์ จาก Wild Rose) มีพระอาการประชวรอย่างสาหัส ดูลิตเติ้ลจึงต้องออกเดินทางผจญภัยไปยังเกาะในตำนาน เพื่อหาวิธีรักษา พร้อมทั้งรื้อฟื้นสติปัญญาและความกล้าหาญ ต้องต่อสู้กับศัตรูและค้นพบสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ . คุณหมอออกเดินทางไปกับนักเดินทางวัยเยาว์ (แฮร์รี่ คอลเล็ตต์) และเหล่าเพื่อนที่เป็นสัตว์ดุร้าย อาทิ ลิงกอริลลาผู้มีความกังวล (รามี มาเล็ก เจ้าของรางวัลออสการ์), เป็ดสมองนก ผู้กระตือรือล้น (เจ้าของรางวัลออสการ์ ออคตาเวีย สเปนเซอร์), นกกระจอกเทศจอมถากถาง (คูเมล นันจานี จาก The Big Sick) หมีขั้วโลกที่มองโลกในแง่ดี (จอห์น ซีนา จาก Bumblebee) และนกแก้วหัวแข็ง (เจ้าของรางวัลออสการ์ เอ็มม่า ธอมป์สัน) ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเป็นสัตว์ที่ดูลิตเติ้ลที่ไว้วางใจและเชื่อถือมากที่สุด

 Dolittle

ส่วนตัวผมเองนั้นคุ้นเคยกับหนังเวอร์ชั่นล่าสุด เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ เล่นมากกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับปี 1967 ซึ่งในเวอร์ชั่นเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่เล่นนั้นจะดำเนินเรื่องในยุคปัจจุบัน มีความทันสมัยในด้าบริบทต่างๆ ซึ่งต่างจากเนื้อเรื่องต้นฉบับที่จะดำเนินในยุคกลางอะไรประมาณนั้น และเวอร์ชั่นใหม่นี้เลือกจะที่เล่าให้ตรงตามต้นฉบับ จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจและแปลกใหม่สำหรับผมเอามาก

ในเวอร์ชั่นนี้เรื่องราวจะเริ่มต้นด้วย Dr Dolittle ได้พบรักกับภรรยาที่เป็นนักสำรวจชื่อดัง ทั่งคู่ได้รับการสนับสนุนที่ดินจากสมเด็กพระราชินี เพื่อเปิดเป็นศูนย์รักษาสัตว์ จนอยู่มาวันนึง ภรรยาเขาได้ออกเดินทางไปค้นหาของบางอย่างในทะเลอันไกลโพน แต่เกิดเหตุเรือล้มจนเสียชีวิตทำให้ Dr. Dolittle เสียใจอย่างมากและเปิดกันตัวเองกับมนุษย์ทุกคน และได้หลบหน้าอยู่กับสัตว์ต่างๆเพียงลำพัง จนกระทั่งราชินีเกิดประชวน ทำให้ Dr.Dolittle ต้องออกเดินทางไกลเพื่อค้นหาวิธีรักษาชีวิตราชินีไว้ให้จงได้

โดยรวมตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ ดูเหมือนว่าสร้างมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะจริงๆ เรียกได้ว่าเด็กดูได้เพลินๆไม่มีพิษภัยอะไรเลย (แต่ด้วยความที่มันเป็นหนังที่มี Target เด็กเป็นหลัก อาจจะทำให้วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่บางคนชวนหลับเอาได้ง่าย) ถึงแม้ว่าหนังมันจะดูเด็กเอามาๆส่วนตัวผมเองก็เพลิดเพลินกับการผจญภัยของ DR. Dolittle เวอร์ชั่นนี้เลยทีเดียว

จุดที่ชวนติ ที่สุดของหนังน่าจะเป็นการที่ตัวหนังนั้นเดินเรื่องไวมาก แป๊ปๆถึงที่หมายแป๊ปๆ ก็จบแล้ว อาจจะทำให้คนดูบางท่านยังไม่เต็มอิ่มกับหนังเลย หนังก็จบลงแล้ว

สรุปแล้วถึงแม้ว่าตัวหนังนั้นจะค่อนข้างเด็กเอามากๆแต่ผมก็เอ็นจอยกับการดูหนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องจริงๆ 7.5/10

รีวิวหนัง Shadow In The Cloud หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Shadow In The Cloud เรื่องราวการเดินทางของนักบินหญิงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กับภารกิจนำส่งเอกสารลับ ที่ต้องบินไปบนเครื่อง B-17 Flying Fortress Shadow in the Cloud บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Maude Garrett กับภารกิจขนส่งพัสดุุลับสุดยอด ที่ต้องมาขึ้นเครื่องบิน B-17 กับเหล่าผู้ชายทั้งหลายที่ดูถูกเธออยู่ตลอดเวลา แต่การเดินทางในครั้งนี้พวกเขาต้องเผชิญกับทั้งเครื่องบินข้าศึกและสัตว์ประหลาดที่หมายคร่าชีวิตพวกเขา

 Shadow In The Cloud

เราไม่เคยได้ข่าวหรืออะไรจากหนังเรื่องนี้เลยจนเห็นตัวอย่างโผล่มานั่นแหละ ความน่าสนใจอย่างแรกเลยคือพล็อต การติดอยู่บนเครื่องบินกับสัตว์ประหลาดพร้อมยังต้องรับมือกับข้าศึกเป็นอะไรที่โคตรน่าสนใจ และความน่าสนใจอย่างที่สองคือน้อง Chloë Grace Moretz

แต่หนังผิดคาดไปเยอะ ตลอดกว่าครึ่งเรื่องแรกเราจะได้เห็นแต่หน้าน้อง Chloë Grace พร้อมการถากถาง ดูถูก เถียงกันไปมาระหว่างตัวน้องและเหล่านักบินชายทั้งหลาย บวกกับสะท้อนความเป็นเฟมินิสต์ต่าง ๆ นานา รวมถึงการชี้ให้เห็นว่านักบินหญิงเก่งๆ ก็มีนะเว้ย ผู้หญิงก็ทำแบบนี้ได้ แถมตอนจบช่วงเครดิตยังมีเน้นย้ำเรื่องนี้ด้วยการใส่ฟุตเหล่านักบินหญิงมาให้ดูด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวก็ไม่ได้ติดเรื่องนี้หรอก ติดแค่ว่ามันใช้เวลาส่วนนี้ไปกว่าครึ่งเรื่องเลยทีเดียว เรายังไม่ทันจำชื่อหรือใบหน้าตัวละครอื่นๆ ครบเลย จำได้แค่บางตัว และกว่าครึ่งเรื่องนั้นเราก็แทบจะไม่เห็นหน้าพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

อย่างที่ได้กล่าวไปว่ามีการปะทะกับข้าศึกเครื่องบินรบและสัตว์ประหลาดที่เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของไอ้เจ้าตัวนี้หรอกว่ามันมาจากไหน เข้าเรื่องเราก็รู้แล้วว่ามันมีไอ้ตัวนี้ และหากใครคาดหวังว่าจะเจอทัพสัตว์ประหลาดเป็น 100 หรือตัวแม่ตัวยักษ์มาขย่มเครื่องบิน ไม่ต้องคาดหวัง เพราะมันมีตัวเดียวขนาดเท่าคนนั่นแหละ และไอ้ความโหดของสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยโหด ไม่ค่อยน่ากลัว ไม่ค่อยน่าเกรงขาม การปรากฏตัวแต่ละทีก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอันตรายสักเท่าไหร่ ฉากแอ็คชันภาพรวมก็ธรรมดาไม่ได้มีอะไรโดดเด่น

ส่วนประเด็นเรื่อง “พัสดุลับสุดยอด” ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็นก็ได้ มันไม่ได้ส่งผลกับเนื้อเรื่องอะไรมากมายขนาดนั้น

อย่างเดียวที่ถูกอกถูกใจ (หรืออาจจะเพราะชอบน้องเป็นทุนเดิม) คือการแสดงของ Chloë Grace ที่ยังคงทำได้ดีมีจริตที่น่ามอง และ…ซีนตอนน้องซัดกับสัตว์ประหลาดไม่กี่สิบวิช่วงท้ายก็สะใจดีเท่านั้นล่ะ

เอาจริง ๆ ในตัวอย่างบอกแทบจะทั้งหมดของเรื่องละ แค่เข้าไปดูว่ามันจะสนุกหรือเปล่า จะบอกว่าสนุกก็ไม่ใช่ ไม่สนุกก็ไม่เชิง เพลินมั้ย ก็ไม่ น่าเบื่อมั้ย ก็มี แย่ไม่ก็ไม่อีกนั่นแหละ เอาเป็นว่าอยู่ในระดับเฉยๆ เสียมากกว่า ดูก็ดีไม่ดูก็ได้

รีวิวหนังเรื่อง Crimson Tide ลึกทมิฬ หนังแอ็คชั่นระทึกขวัญ

ผลงานเรื่องเด่นของผู้กำกับ Tony Scott ที่จับเอา Denzel Washington มาเจอกับ Gene Hackman ในเรือดำน้ำที่ปฏิบัติภารกิจในช่วงหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกลับเป็นความขัดแย้งภายในของฝ่ายเดียวกันเอง

 Crimson Tide ลึกทมิฬ

หนังจำลองให้เห็นถึงอิทธิพลของความไม่รู้ที่ก่อให้เกิดความกลัว แล้วจากนั้นมันจะแยกคนเป็น 2 ฝ่าย

ด้วยการกำกับที่ขึงขังและการเชือดเฉือนบทอย่างเฉียบขาดของ 2 นักแสดงนำ ทำให้หนังเป็นความระทึกโดยไม่ต้องประเคนฉาก Action ใหญ่โตแต่ประการใด บทหนังบางส่วนถูกแก้ไขโดย Quentin Tarantino (แต่ไม่ได้รับเครดิต) ใครที่เป็นแฟนตัวยงก็สามารถทดสอบความเป็นแฟนพันธ์แท้ได้ด้วยการหาว่าฉากไหนคือฉากที่ถูกแก้ไข (ถ้าไม่ลุ้นไปกับหนังจนลืมไปซะก่อน) Crimson Tide

รีวิวหนัง Underwater – มฤตยูใต้สมุทร หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Underwater หรือชื่อไทยว่า มฤตยูใต้สมุทร เตรียมระทึกจนลืมหายใจ ไปกับหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ฟอร์มยักษ์ต้อนรับศักราชใหม่ เมื่อบางสิ่งถูกปลุกขึ้นจากการหลับใหลใต้มหาสมุทร พวกเขาจะเอาชีวิตรอดจากมันได้หรือไม่? พบคริสเต็น สจวร์ท กลับมารับบทนำในหนังบล็อคบัสเตอร์อีกครั้งใน Underwater มฤตยูใต้สมุทร

Underwater

นี่เป็นอีก 1 เรื่องที่ปล่อยโปสเตอร์และตัวอย่างแรกได้ Impact บิ้วกระตุ้นให้อยากดู ลำดับต้นๆ ของปีก่อนเลยก็ว่าได้ เพราะส่วนตัวผมเองนั้นชอบหนังแนวสัตว์ประหลาดลึกลับอยู่แล้วด้วย ซึ่งคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีอะไรดีซักอย่างแน่ๆ แบบที่เรื่อง Life ทำเอาไว้ได้ดีงามพระรามแปดเอามากๆ จนในที่สุดหนังก็ได้ฉาย (ผมเองก็พยายามที่จะเลี่ยงอ่านรีวิวจากเมืองนอกและเลือกที่จะไปพิสูจน์ด้วยตัวเองในโรงหนัง)

ตัวหนังว่าด้วย ทีมขุดเจาะของบริษัทเอกชน ได้ทำการติดตั้งแท่นขุดเจาะกลางทะเลในส่วนที่มีความลึกมากๆแบบที่ยังไม่มีใครเคยสำรวจและขุดเจาะมาก่อน มาวันนึงสถานีขุดเจาะเกิดขัดข้องโดยโดนบางอย่างมากทำให้พื้นทะเลสั่นสะเทือน ผู้ที่ทำงานในแท่นขุดเจาะนี้จะต้องเอาตัวรอดหาทางขึ้นยานกู้ชีพเพื่อขึ้นมาบนผิวน้ำให้ได้ โดยที่ระหว่างทางที่เอาตัวรอดนั้นตองเผชิญกับสิ่งมีชีวิตประหลาดสุดอันตราย

โดยรวมหลังจากทีได้ดูแล้วนั้น ส่วนตัวผมเองค่อนข้างน่าผิดหวังเล็กๆ เพราะตัวหนังเองพยายามที่จะหาช่องทางใหม่ๆ ในการนำเสนอฉากลุ้นระทึก แต่มันก็กลายเป็นแค่ฉากลุ้นระทึกดาดๆที่เคยผ่านๆตามาแล้วในหนังหลายๆ เรื่อง รวมถึงบางส่วนของหนังนั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงหนังอย่าง Alien / Cloverfield อีกด้วย (แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่า 2 เรื่องที่ว่ามา)

อีก 1 ข้อเสียของหนังเรื่องนี้คือด้วยความที่การเดินเรื่องทุกฉากนั้นอยู่ใต้ทะเลลึก ฉากนั้นโคตรมืดเอามากๆ ชนิดที่ว่าถ้าใครอยากเข้ามาเห็นสัตว์ประหลาดใต้ทะเลแบบเต็มๆ ตา ชัดๆ คงได้ผิดหวัง ร่วมด้วยถ้าใครอยากรู้ว่าที่แท้จริงนั้นสัตว์ประหลาดใต้ทะเลนี้มันคือตัวอะไร มีที่มาอย่างไร คงต้องผิดหวังไปอีกเช่นกัน เพราะเรื่องนี้ท้ายที่สุดแล้วเลือกที่จะไม่เฉลยใดๆเลย

สรุปแล้ว Underwater เป็นหนัวแนวระทึกขวัญ ที่พื้นๆ สำหรับใครที่เคยดูหนังแนวๆ นี้มาเยอะแล้ว อาจจะดุได้เพลินๆ แต่พอดูจบแล้วก็จบกันไม่สามารถทำให้อยากกลับไปดูซ้ำอีกเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมในหนัง 7/10

หนังได้นักแสดงนำ Kristen Stewart มาในมาดสุดเท่ไว้ทรงผมสกินเฮด ที่บอกเลยว่าแปลกตาเอามากๆ รับบทเป็นนอราห์ หนึ่งในทีมขุดเจาะทะเลที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ดันมาเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดแท่นเจาะถล่ม และมีบางอย่างที่อยู่ในใต้ทะเลนั้น

เปิดเรื่องมาไม่เกิน 5 นาที ก็เข้าจุดไคลแมกซ์ของหนังทันที เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องได้กระชับ เน้นระทึกฉากต่อฉาก หนีตายตั้งแต่ต้นเรื่องยันฉากจบ อีกทั้งหนังยังซ่อนปมต่างๆ ไว้อีกมาก

Kristen Stewart แบกหนังเรื่องนี้ไว้ทั้งเรื่อง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการแสดงมีขาดๆ เกินๆ บ้าง บางทีก็ไม่สุด ทำให้ตัวหนังโดยรวมมีจุดที่ไม่โอเค

ด้วยการดำเนินเรื่องที่ไวมาก ทำให้เราไม่ค่อยอินกับตัวละคร ถึงแม้ตัวละครบาตัวจะมีปมต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอิน

ถ้าใครที่เสพเนื้อเรื่องเป็นหลัก เรื่องนี้อาจให้ได้ไม่ครบ เพราะเนื้อเรื่องออกแนวเส้นตรง เดาได้ว่าจะจบยังไง ไม่มีพลอตที่น่าติดตามหรือชวนสงสัย อีกทั้งพลอตเรื่องยังคล้ายๆ เรื่องอื่นๆ

ถ้าดูเอามันบอกเลยว่าได้ เพราะหนังแทบไม่มีเวลาหายใจหายคอ สะดุ้งบ่อยมาก ตรงนี้เป็นส่วนที่หนังทำได้ดีมากๆ สุดท้ายก็เป็นหนังที่ดูเอามันเอาสนุกได้อย่างไม่เสียดายค่าตั๋ว

รีวิวหนัง The End of the Storm หนังสารคดี จากผู้กำกับ James Erskine

The End of the Storm เส้นทางสู่แชมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของ Liverpool กับการเดินทางอันยากลำบากฝ่าพายุที่โหมกระหน่ำ จนมาถึงจุดสิ้นสุดของพายุลูกใหญ่ คว้าถ้วยแชมป์ 2019/20 Premier League นี่คือหนังสารคดีของ Liverpool กับเส้นทางการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี ของฤดูกาล 2019/20 หลังจากที่พวกเขาเพิ่งคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกไปครอบครอง นำโดยผู้จัดการอย่าง Jurgen Klopp

The End of the Storm

แน่นอนว่านี่เป็นหนังเฉพาะกลุ่มมาก ถ้าเป็นแฟนบอลทีมอื่นคงไม่อิน และถ้าเป็นคนไม่ได้ติดตามเลยก็ย่อมจะไม่อินเข้าไปใหญ่ มันคือการย้อนชมความสำเร็จ การผ่านเส้นทางอันยากลำบาก เราจะได้ดูว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างตลอดฤดูกาล การฝ่ามรสุมลูกนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

นี่คือผลงานการกำกับและเขียนบทของ James Erskine ที่ก่อนหน้านี้ผมเพิ่งเคยดูผลงานของเขาไปกับเรื่อง Billie และต้องบอกตามตรงว่าไม่ชอบเลย น่าเบื่อมากๆ อาจจะเพราะว่าไกลตัวและเราไม่รู้จัก Billie Holiday ด้วยมั้ง แต่พอมาเป็น Liverpool ทีมที่เราเชียร์ก็เลยตัดสินใจไปดูด้วยแหละ

แต่มันก็ยังคงกลัวเหมือนกันว่าจะทำออกมาน่าเบื่อแบบ Billie จะทำยังไงให้มันยังคงกินใจ ตื่นเต้น และอินกับเรื่องราวที่คนรู้อยู่แล้ว

ตัวหนังส่วนมากเล่าเรื่องโดยการสัมภาษณ์ผ่าน Jurgen Klopp ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ความรู้สึก ความคิด การตัดสินใจ ในช่วงเวลานั้น ๆ รวมถึงทัศนะวิสัยการทำทีมของเขาด้วย และด้วยความที่ Klopp เป็นคนพูดเก่ง มีวาทะศิลป์ดี เราก็จะได้เห็นคำคม หรือประโยคต่าง ๆ ที่ฟังแล้ว “โห สุดยอด” และการได้เห็นเขามานั่งให้สัมภาษณ์แบบผ่อนคลาย ยิ้ม หัวเราะ มันเป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับแฟนบอลหงส์แดงสุด ๆ เลย เพราะมันคงไม่มีโอกาสที่เราจะได้เห็นเขาเป็นแบบนี้สักเท่าไหร่ (ในสนามแยกเขี้ยวตลอดเลย 555+)

สลับกับการสัมภาษณ์ผู้เล่น หลัก ๆ ก็จะเป็น Virgil van Dijk, Jordan Henderson, Alisson Becker, Sadio Mane และมีคนอื่นๆ อีกบ้างอย่าง Roberto Firmino, Trent Alexander-Arnold, Alex Oxlade-Chamberlain รวมถึงอดีตนักเตะและโค้ชอย่าง Kenny Dalglish แอบเสียดายตรงที่ทำหนังสารคดีเกี่ยวกับ Liverpool ทั้งที น่าจะได้สัมภาษณ์เหล่าผู้เล่นคนอื่นๆ มากกว่านี้ มีหลายคนที่เราอยากรู้ความรู้สึกของพวกเขามาก พวกเขาคงมีช่วงเวลาที่ยากลำบากและน่าจดจำในฤดูกาล 2019/20 ไม่มากไม่น้อยไปกว่าเหล่าผู้เล่นคนอื่นๆ

และหนังยังไม่ลืมที่จะสัมภาษณ์แฟนบอลที่เป็นกำลังสำคัญในการคว้าแชมป์ของ Liverpool แต่รู้สึกว่าเราไม่ค่อยอินกับพาร์ทแฟนบอลสักเท่าไหร่ มันน่าจะมีแฟนบอลคนอื่นที่น่าจะทำให้เรื่องราวอินได้มากกว่าที่ตัวหนังเลือกมาเล่า

มาพูดถึงความ exclusive มันมีนะ แต่ไม่เยอะ แน่นอนว่าเราคงไม่เคยได้ยินหรือรับรู้ความรู้สึกในหลากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2019/20 ตรงนี้มันก็จะมีความพิเศษหน่อย แต่ฟุตเหตุการณ์ต่างๆ มันยัง exclusive น้อยไปหน่อย หลายฟุตเราก็เคยเห็นกันมาแล้ว อาจจะมีในสนามซ้อมที่ไม่เคยเห็น แต่ที่อยากเห็นคือช่วงเวลาก่อนแข่งในห้องแต่งตัวแมชสำคัญๆ เราไม่เห็นเลย…

ในภาพรวมหนังมันก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด บางช่วงรีบเล่าเร็วไปด้วยซ้ำ แต่ก็ยังคงมีซีนให้ตื้นตัน ประทับใจ ดราม่า โมเมนท์น่ารักๆ ของผู้จัดการ ของผู้เล่นให้เราได้เห็นตลอดทั้งเรื่อง

The End of the Storm เป็นวลีที่มาจากเพลง You’ll Never Walk Alone ที่เป็นสโลแกนและเพลงประจำทีม Liverpool มาจากท่อนที่ว่า “At the end of a storm. There’s a golden sky and the sweel silver song of a lark.” ซึ่งหนังเรื่องนี้แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าการคว้าแชมป์ฤดูกาล 2019/20 การที่เราจะก้าวเดินฝ่ามรสุมอันเลวร้ายกว่าจะมาถึงจุดนั้น เราต้องมีความหวังในหัวใจ และจงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เดินอย่างเดียวดาย

รีวิวหนัง The Lingering – โรงแรมผีจอง (เวร)

Lingering, The หรือชื่อไทยว่า โรงแรมผีจอง(เวร) ยูมี สำรวจโรงแรมของเพื่อนแม่ หลังจากที่ได้ไปส่งน้องสาวของเธอเข้าพัก และได้พบกับเรื่องประหลาดที่น่ากลัวในโรงแรมแห่งนั้น The Lingering – โรงแรมผีจอง(เวร) เป็นเรื่องราวของ ยูมี ผู้หญิงคนนึงที่บังเอิญต้องเลี้ยงดูน้องสาว เพราะผู้เป็นแม่ได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน แต่ยูมีไม่สามารถเลี้ยงได้ จึงจะฝากน้าให้เลี้ยงดูแทนเธอให้หน่อย ยูมีจึงเดินทางไปหาน้าที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่น้าเป็นเจ้าของเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยของยูมีเพราะเธอเคยมาตั้งแต่เด็กๆ แต่การกลับไปของเธอในครั้งนี้ทำให้เธอต้องพบเจอกับเหตุการณ์สุดประหลาดและน่าสยดสยอง

The Lingering

หากดูแต่ตัวอย่างและอ่านเพียงเรื่องย่อ คุณอาจจะเข้าใจว่ามันคือหนังผีที่สิงในโรงแรม นางเอกต้องไปเจอผีหลอกหลอนที่โรงแรมแห่งนี้แน่นอน มันก็ใช่…แหละ เพียงแต่ว่ามันใช้วัตถุดิบความเป็นโรงแรมได้ไม่ดี ไม่คุ้มเอาซะเลย ด้วยความที่ตัวอย่างขายแบบนั้นด้วยแล้ว พอได้ดูจริงมันกลับน่าผิดหวัง

จริงๆ แนวคิดของหนังก็ดี เรียกได้ว่าน่าสนใจเลยแหละ แต่มันเล่าได้ไม่สนุกเลย เล่าได้น่าเบื่อมากถึงมากที่สุด ทำให้ความน่าสนใจทั้งหมดหดหายไปในทันที ปูเรื่องก็น๊านนาน

เท่านั้นยังไม่พอ หนังยังมีการพูดถึงเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ใช่แค่หนังผี มีพาร์ทของการสืบสวนสอบสวน ที่ไม่เวิร์ค และไม่เข้าใจถึงการมีอยู่เลยจริงๆ

เรื่องที่น่าหงุดหงิดก็ยังมีมากกว่านั้น คือตัวละครอื่นๆ ที่โผล่มานอกจากในตัวอย่างล้วงแล้วแต่ชวนให้งง ว่ามาทำไม มีอะไร เกี่ยวข้องยังไง บอกเล่าที่มาที่ไปน้อยมาก บางตัวนี่ไม่ได้พูดเลยว่าเป็นใครมาจากไหน มีความสัมพันธ์อะไรกับตัวละคร

ไม่ใช่แค่ปัญหาด้านการเล่าเรื่อง บทยังน่าหงุดหงิดอีก ยิ่งช่วงหลังของหนังเต็มไปด้วยคำถาม ว่าอะไร? ทำไม? ยังไง? อย่างไร? ไม่ว่าจะเรื่องของแม่นางเอก, ตำรวจ, คนรับใช้, เจ้าของโรงแรม, ชุดแดง, เรื่องผี คือจนจบเรื่องประเด็นแต่ละอย่างก็ไม่เคลียร์ ไม่เข้าใจอะไรเลย สับสนไปหมด หลายๆ อย่างถูกใส่เข้ามาอย่างไม่มีเหตุเลย

ไม่รู้จะเขียนบอกเล่าจุดไหนเลย ตัวหนังมันสะเปะสะปะจนเขียนไม่ถูกเหมือนกัน จุดที่พอจะชื่นชมคงมีความพยายามที่จะเป็นหนังที่มากกว่าความเป็น Horror บรรยากาศความน่ากลัวก็พอได้อยู่ แต่ทำออกมาได้ไม่ดีเอาซะเลย ที่เหลือก็…นางเอกใส่ชุดแดงสวยดี แค่นั้นแหละ 5555

สรุปแล้ว The Lingering – โรงแรมผีจอง(เวร) เป็นหนังผีที่…นั่นแหละไม่รู้จะพูดไรแล้ว 555

รีวิวหนัง The Witches – แม่มด หนังผจญภัย หนังใหม่ 2020

หนัง The Witches หรือชื่อไทยว่า แม่มด เรื่องราวที่สร้างจากหนังสือสุดคลาสสิกของ Roald Dahl เกี่ยวกับเด็กกำพร้าวัย 7 ขวบคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับยายของเขาในเมือง Alabama จนกระทั่งวันหนึ่งถูกหลอกล่อไปยังคฤหาสน์แห่งหนึ่งจนไปล่วงรู้ความลับของกลุ่มแม่มดเหล่านี้

The Witches

หนึ่งในคนเขียนหนังสือเด็กที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคก่อน คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก โรอัลด์ ดาห์ล ผู้ที่มีผลงานเขียนอันโด่งดังอย่าง James and the Giant Peach, Charlie and the Chocolate Factory ,The BFG, Matilda ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเคยถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์มาแล้ว รวมไปถึง The Witches ที่เคยถูกนำมาทำเป็นหนังในปี 1990 กลับมาครั้งนี้ The Witches ได้ถูกหยิบกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งภายใต้การกำกับของผู้กำกับทที่มีวิสัยทัศน์อย่าง Robert Zemeckis ผู้กำกับ The Polar Express

เรื่องราวว่าด้วย เด็กชายคนนึงที่ได้สูญเสียพ่อและแม่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุรถคว่ำช่วงคริสต์มาส ทำให้เขาต้องย้ายมาอยู่กับคุณยาย ซึ่งในระหว่างนั้น แม่มดก็ได้ปรากฎตัวแถวๆ บ้าน ทำให้คุณยายของเขาที่เคยเจอแม่มดในวัยเด็ก ต้องพาเขาย้ายหนีไปยังโรงแรมสุดหนูแห่งหนึ่ง แต่ไม่วายเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ที่โรงแรมแห่งนี้ ราชินีแม่มดได้นัดรวมพลเหล่าแม่มดเพื่อทำแผนการร้ายบางอย่างที่จะส่งผลต่อเด็กๆทั่วโลก

จริงๆ แล้วเนื้อเรื่องถ้าว่ากันตามตรง เปรียบเสมือนการฆ่าล่างเผ่าพันธ์เลยก็ว่าได้ แต่ โรอัลด์ ดาห์ล เขียนออกมาให้ดูซอฟลง และมักจะแฝงข้อคิดไว้ท้ายเรื่องเสมอ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นหนังในหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือได้ค่อนข้างซื้อตรงต่อหนังสือเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าหนังแนวๆ นี้จะมีเยอะแล้วก็ตาม ตัวหนังเองก็สามารถให้ความบันเทิงแก่คนดูได้ดีเลยทีเดียว

สรุปแล้วถึงแม้ว่าหนังจะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเกินหน้าเกินตาหนังครอบครัวทั่วๆไป แต่ตัวหนังเองก็ตอบโจทย์ที่ให้ความบันเทิงได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ดีทีเดียว 7.5/10

รีวิวหนัง Playing with Fire – ดับเพลิงอลเวง หนังตลก

Playing with Fire หนังคอเมดี้สุดฮากับเรื่องราวของกลุ่มนักดับเพลิง นำแสดงโดย John Cena ที่ได้รับหน้าที่พิเศษมาดูแลเด็กทั้ง 3 คน 3 วัย สุดแสบ จะว่าเทรนเอาดาราหน้าโหด หุ่นล่ำมาเล่นหนังตลกที่มีเด็กเป็นตัวเดินเรื่อง ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรเท่าไหร่ เพราะหลายๆ ท่านคงเคยผ่านๆ ตามาแล้วกับเรื่อง The Pacifier ที่มีวิน ดีเซลมาเล่น / The Game Plan ที่มีเดอะร๊อคมาเล่น ครั้งนี้ถึงคราวของจอห์น ซีน่า อดีตนักมวยปล้ำชื่อดัง ต้องมารับบทเป็นนักดับเพลิงพี่เลี้ยงจำเป็นของเด็กแสบ 3 คน จะบันเทิงได้ขนาดไหนไปดูกัน!

Playing with Fire

เรื่องราวว่าด้วยกลุ่มนักโดดร่มผจญเพลิง ได้รับการแจ้งเตือนว่ามีกระท่อมร้างกลางป่าเกิดไฟไหม้ เขาต้องออกไปกูภัย จนแล้วจนรอดเจอเด็ก 3 คนอยู่ในกระท่อมดังกล่าว ซึ่งได้ถูกช่วยเหลือมาไว้ที่ สถานีปฏิบัติการของหน่วยดับเพลิง เคราะซ้ำกรรมซัด ช่วงนั้นเกิดเหตุพายุเข้าอย่างหนักทำให้ไม่สามารถส่งตัวเด็กไปตามขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติได้ เหล่านักโดดร่มดับเพลิงก็ต้องรับบทพี่เลี้ยงจำเป็น รับเลี้ยง 3 เด็ก เรียกได้ว่าโคตรแสบ ที่พร้อมสร้างวีรกรรมป่วนชวนปวดหัวให้แก่เหล่านักโดดร่มดับเพลิงตลอดสุดสัปดาห์นั้น

หลังจากที่ได้ดูแล้วต้องบอกเลยว่าตัวหนังเองถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรผิดแปลก หรือเกินคาดเดาอะไรเท่าไหร่ แต่ความเป็นหนังคอมเมดี้นั้นยังทำงานกับคนดูได้ตลอดทั้งเรื่องจริงๆ (แต่ก็จะมีแป๊กบ้างประปรายปนๆ กันไปบ้างก็ตาม) สำหรับใครที่ต้องการหาหนังตลกเบาสมองเพื่อดูคลายเครียดกับข่าวการระบาดของไวรัสโคโรน่า เรื่องนี้แนะนำเป็นอย่างยิ่ง 7/10

รีวิวหนัง Unhinged – เฮียคลั่ง! ดับเครื่องชน หนังระทึกขวัญ

หนัง Unhinged ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญสั่นประสาท ที่หยิบเอาเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องเคยประสบมาก่อน มาสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์สุดระทึก เมื่อ The Man (รับบทโดย รัสเซลล์ โครว์) ต้องเอาชีวิตรอดจากการขับขี่รถบนถนนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ดูผิวเผินนี่อาจเป็นเรื่องราวสุดแสนธรรมดา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ซ่อนบทสรุปอันแสนจะคาดเดาไม่ได้ และชวนให้ตกตะลึงเอาไว้Unhinged กำกับภาพยนตร์โดย Derrick Borte (จาก American Dreamer) กำหนดฉาย 10 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์

Unhinged

Unhinged เป็นเรื่องราวความหัวร้อนบนท้องถนนที่เรียกว่า Road Rage เกิดขึ้นกับคุณแม่ยังสาว ที่กำลังเร่งรีบพาลูกไปโรงเรียนและตัวเองต้องไปงานให้ทัน แต่ดันบังเอิญเจอกับลุงใจลอยไฟเขียวไม่ยอมออกรถ คุณแม่ยังสาวจึงปิ๊นนนน (เสียงแตร) ลากยาวเดือดใส่ลุงนั้นเฉย แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะลุงไม่ยอม เลยตามไล่ล่า สั่งสอนบทเรียนชีวิตให้เธอเสียเลย

เอาจริงๆ ไอ้อาการหัวร้อนบนท้องถนนถ้าใครขับรถคงเคยเจอกันบ่อยๆ ไม่กับคนอื่น ก็กับตัวเองเนี่ยแหละ และไอ้อาการ Road Rage นี่มันสร้างปัญหาในหลายประเทศไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น โดยเฉพาะในอเมริกาเกิดเรื่องนี้บ่อยมาก Unhinged จึงหยิบเอาเรื่องราวที่ (อาจ) เกิดขึ้นเมื่อไหร่กับใครก็ได้ มาขยายความให้เลยเถิดว่าถ้าเกิดมันไม่ยอมกันเนี่ย มันจะเอากันสักแค่ไหนฟะ

ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในหนังจริง ไม่น่าจะลากยาวมาตามทำร้ายผู้เกี่ยวข้อง สั่งสอนบทเรียนคุณแม่แบบนั้นหรอก น่าจะซัดกันตั้งแต่ไฟแดงแรกแล้ว 5555 แต่ก็นะ ด้วยความเป็นหนัง มันก็เหตุผลมารองรับการกระทำนั้นๆ อยู่นะ อาจจะแบบ “ขนาดนั้นเลยหรอว๊าาา” แต่มันก็มีเหตุผลมารองรับการกระทำเฮียคลั่งคนนี้อยู่ และไม่เล่าอย่างเวิ่นเว้อด้วย

แต่นอกเหนือจากการไล่ล่าสุดคลั่งสุดเดือด หนังมันยังแฝงข้อคิด กับมารยาทการใช้ถนนเอาไว้ให้คนได้ฉุกคิดได้ ถึงแม้อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์ขนาดนี้ แต่อาจนำไปสู่อันตรายได้

หนังมันก็มีแค่นั้นแหละ คุณแม่ยังสาวดันไปบีบแตรใส่ผิดคน ผิดเวลา ผิดสถานที่แบบสุดๆ เลยทำให้เดือดร้อนถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูง และตัวหนังก็ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์อะไรยากสักเท่าไหร่ แต่มันดันสนุกเฉยเลย เพราะหนังดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไว ไม่น่าเบื่อ ไม่ปล่อยให้เราได้หายใจหายคอสักเท่าไหร่ ไล่ล่ากันเกือบทั้งเรื่อง บวกกับดนตรีประกอบที่บิ้วชวนระทึกเหลือเกิน

แต่แอบเสียดายที่หนังหายทางออกและทางลงง่ายไปหน่อย จริงๆ บทในเมื่อมันมาขนาดนี้แล้วอะ มันน่าจะไปไกลกว่านี้ได้เลยนะ เดือดกว่านี้ คลั่งกว่านี้ ได้อีกมาก

การได้เห็นเฮีย Russell Crowe มารับบทเฮียไร้นามสุดคลั่งก็เป็นอะไรที่คุ้มแล้ว ไม่เคยเห็นเฮียแกรับบทแบบนี้เลย เฮียแกเล่นได้น่ากลัวชะมัด ไม่ว่าจะท่าทาง สีหน้า หรือคำพูด เหมาะกับบทนี้มาก

ส่วนทางฝั่งคุณแม่ยังสาวรับบทโดย Caren Pistorius นี่ก็เล่นดีไม่แพ้กันเลย ฉากตื่นตระหนก วิตกกังวล หวาดระแวง การแสดงสีหน้าต่างๆ ทำออกมาได้ดูเชื่อ ดูจริงมาก รวมถึงการแสดงของน้อง Gabriel Bateman ที่เล่นได้ไม่ธรรมดาเลย

จุดที่น่าชื่นชมไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะฉากขับรถไล่ล่าหนังเรื่องทำได้ดีถึงดีมากเลยทีเดียว ดูรู้เรื่องเลย ไม่ว่าจะมุมกล้อง การถ่ายทำ หรือการตัดต่อต่างๆ ออกแบบแต่ละซีนออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

สรุปแล้ว Unhinged เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดำเนินเรื่องเรียบง่าย แต่สนุก ระทึก ตัวหนังมีเหตุผลมารองรับการกระทำต่างๆ ของตัวละคร มีการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องเรื่องต่างๆ อาจจะมีช่องจุดบกพร่องไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยประปรายในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่แค่นี้ก็เพียงพอเพลิดเพลินในโรงหนังไปกับวันหยุดแล้ว