รีวิวหนัง The Secrets We Keep หนังดราม่า

หนัง The Secrets We Keep หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะสร้างชีวิตใหม่กับสามีของเธอ แต่ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ได้ลักพาตัวชายคนหนึ่ง ที่เชื่อว่าเป็นคนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายกับเธอในช่วงสงครามโลก

The Secrets We Keep

The Secrets We Keep เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงคนหนึ่งที่มีครอบครัวและสามีที่เพียบพร้อม แต่บังเอิญเธอได้พบกับชายคนหนึ่งในระแวกบ้านเธอ ที่ทำให้เรื่องราวสุดแสนจะขมขื่นในอดีตหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อชายคนที่เธอพบมันทำให้เธอมั่นใจว่าต้องเป็นคนเดียวกับที่ทำทารุณกับเธอในช่วงสงครามโลกอย่างแน่นอน เธอจึงตัดสินใจจับชายคนนั้นมาและสอบสวนจนกว่าเขาจะสารภาพ

ประเด็นเดียวที่หนังพยายามจะนำเสนอและชวนให้เราติดตามเรื่องราวคือการหาคำตอบว่า “ชายคนที่เธอจับมา…ใช่คนที่ทำระยำกับเธอในอดีตจริงหรือไม่” มันทำให้เราสงสัย คิดตาม แต่หลังจากเฉลยปั๊บอารมณ์ความรู้สึกมันแบบ…นึกว่าจะมีอะไรมากกว่านี้แหะ คือระหว่างทางมันไม่เข้มข้นสักเท่าไหร่ น้ำหนักของคำตอบมันก็มีแหละ แต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบเออจริงว่ะ มันไม่ได้หนักแน่นพอ มันแลดูเรื่องราวมันง่ายไปเสียหมด ยิ่งจุดเฉลยยิ่งง่ายเกินไปเลย

มันมีบางจุดที่หนังปล่อยผ่าน ทำให้คนสงสัยอยู่มากเช่นกัน ยิ่งทางด้านอารมณ์ความรู้สึกตัวละครในตอนท้ายคือแบบ รู้สึกขัด รู้สึกทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้ และก็ไม่ชอบตอนจบเลยมัน อิหยังวะ ไปหน่อย 555

แต่ถึงกระนั้นนักแสดงก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดี แต่ไม่ได้ชวนให้รู้สึกว่าจนน่าทึ่งขนาดนั้น คือแต่ละคนก็รับผิดชอบบทตัวเองกันได้ดี และสามารถนำพาเรื่องราวไปตลอดรอดฝั่งได้

สรุป The Secrets We Keep เป็นหนังที่ไม่ค่อยสนุกนะ เอาจริงๆ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่ยึดเราไว้ได้คือความสงสัยนั่นแหละ เรื่องราวการสืบหาความจริงก็ไม่เข้มข้น จุดเฉลยก็ง่ายดายเหลือเกิน นึกว่ามันจะมีอะไรมากกว่านี้เสียอีก

รีวิวหนัง Dragon Rider – มหัศจรรย์มังกรสุดขอบฟ้า หนังการ์ตูน

หนัง Dragon Rider หรือชื่อไทยว่า มหัศจรรย์มังกรสุดขอบฟ้า มังกรเงินรวมทีมกับภูตภูเขาและเด็กกำพร้าเพื่อเดินทางไปยังเทือกเขาหิมาลัยเพื่อตามหาขอบสวรรค์

Dragon Rider

6.5/10 เนื้อเรื่องธรรมดา เเต่สนุกเเฮะๆ

เเว็ปเเรกไม่ได้หวังไรมากดูเเค่ข้ามเวลาเเต่พอเข้ามาดูก็สนุกดีครับ เนื้อเรื่องย่อ

มื่อมังกรหนุ่มสีเงิน ไฟร์เออร์เดรค, ภูตภูเขา ซอร์เรล และเด็กกำพร้าผู้อ้างว่าขี่มังกรได้ เบน ร่วมกันออกผจญภัยเพื่อหาที่หลบภัยของมังกร แต่ภารกิจนี้ไม่ง่าย เพราะพวกเขาต้องหนีจากการไล่ล่าของ เนทเทิลแบรนด์ ปีศาจกินมังกรที่ถูกสร้างขึ้นโดยนักเล่นแร่แปรธาตุ ผู้ต้องการทำลายมังกรให้หมดสิ้นไปจากโลกมนุษย์

รีวิว
ภาพสวยมากครับเก็บรายระเอียดดีมากต้องยอมรับนี้เป็นกาตูนอนิเมะชั่นเกี่ยวกับมังกรเรื่องเเรกที่ดูครับ

ต้องยอมรับมุกๆต่างในเรื่องทำออกมาได้ค่องข้างดีบางมุกอาจจะดูเด็กๆไปบ้าง บ้างมุกพอยิ้มได้ไม่ได้ฮาลั่นๆโรงนะครับการเล่าเรื่องถือว่าทำออกมาได้ดีฮะ เรื่องนี้มีอะไรให้บ่นน้อยมากเรามาดูกันดีกว่า

1.ภาพสวยมากต้องยอมรับจริงๆว่าสวยจัดๆ

2. เนื้อเรื่องนำเสนอเเบบรวดเร็วดีครับ

3.อาจจะรวดรัดเนื้อเรื่องหน่อยประวัติตัวพระเอกเลยไม่ได้เล่ามากนัก

4.ตัวละครมีเสน่ห์ มุกในเรื่องทำออกมาได้ดี พอยิ้มมุมปากได้บ้างครับ

5.ฉากเเอดชั่นไม่ได้โดดเด่นมากเเต่ทำออกมาได้ดี

ุ6. ข้อเสียคงเนื้อเรื่องธรรมดาไม่ได้เเปลกใหม่มาก

7.ไม่ได้เล่าประวัติตัวร้ายเลย หนังไม่ได้เล่าตัวร้ายเเบบเจอะลึกมากเลยไม่รู้อะไรมากรู้เเค่เรื่องเล่ามา

เป้าหมายตัวร้ายไม่สบเหตุสมผลเท่าไหร่ครับเเต่ถ้าเด็กดูคงไม่คิดมากเหมืยนผม55 ผมเเก่เเล้ว

8. ความธรรมดาหลายองค์ประกอบบรรยากาศเก่าๆ เเบบเดินเเบบนี้นำพาหนังดูสนุกจนจบครับ

หนังเเบบนี้บ้างเรื่องทำไม่ได้นะเรื่องนี้นำเสนอมาได้ดีจริงๆ

“สรุปดูได้ สนุกดีอยู่ครับ เเนะนำดูคร่าเวลา เเล้วทำสมองโล่อย่างหวังมากจะสนุกกับเรื่องราวที่เรื่องนี้เล่ามาครับผม

รีวิวหนัง The War with Grandpa – ถ้าปู่แน่ ก็มาดิครับหนังตลก

หนัง The War with Grandpa หรือชื่อไทยว่า ถ้าปู่แน่ ก็มาดิครับ Peter (Oakes Fegley) และ Jack (Robert DeNiro) ปู่ของเขาเคยสนิทกัน จนกระทั่ง Jack ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันและยึดห้องนอนของ Peter ไป เขาจึงรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนเพื่อทวงห้องคืนมา ในขณะที่ Jack เองก็เรียกเพื่อนของเขามาด้วยเช่นกัน จึงเกิดสงครามย่อมๆ ระหว่างปู่และหลาน

The War with Grandpa

เรื่องราววุ่นวายของบ้านหลังนี้เกิดขึ้นเมื่อปู่เอ็ด ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของลูก ๆ แต่ทว่าเขากลับมาแย่งห้องนอนสุดรักของหลานชาย พีท ทำให้พีทต้องระเห็ดไปนอนห้องใต้หลังคา นำพาซึ่งความไม่พอใจมาสู่หลานชายคนนี้ พีทพยายามทำทุกอย่างเพื่อแกล้งให้ปู่ทนไม่ได้และคืนห้องให้เขา ในขณะเดียวกันคุณปู่เองก็ต้องการกำราบหลาานชายเช่นกัน สงครามระหว่างปู่หลานจึงเริ่มขึ้น

เอาจริงตัวหนังบทอ่อนมาก เพียงแต่ท่ามกลางความไม่มีอะไรนี้มันก็มีการพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจอย่างความต่างกันของวัย พูดถึงมิตรและศัตรูที่ถูกเปรียบเทียบถูกสอนสอดแทรกเข้ามาได้แบบแนบเนียนอยู่เหมือนกัน คือหนังมันดูง่าย อบอุ่น อาจจะไม่ได้ตลกเพราะมุกของหนังไม่ได้ใหม่มาก แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไร เพลิน ๆ ไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหนัง ยิ่งถ้าใครชอบโรเบิร์ต เดอ นีโร ที่หลัง ๆ เราติดภาพพ่อตาแสบ คุณปู่แสบไปแล้ว เรื่องนี้เขาเหมือนคาร์ลหรือปู่ซ่าใน UP มาก ฮ่าฮ่า เรื่องนี้คาแรคเตอร์เป็นแบบนั้นเลย ดูแล้วก็หายคิดถึงภาพลักษณ์ของเขาแบบนี้ไปเหมือนกัน อ้อเกือบลืมพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนพอมาเห็นในจอตกใจมากกับ อูม่า เธอร์แมน ที่ต้องมาเล่นเป็นแม่ในหนังตลกเจ็บตัวแบบนี้ เซอร์ไพร์สและแปลกตามาก (ถึงแม้ว่าจะเคยผ่าน Movie 43 มาแล้วก็เหอะ)

ใครที่อยากหาหนังที่ดูง่าย ๆ เพลิดเพลินเรื่องนี้ตอบโจทย์มาก เพียงแต่อย่าไปคาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะไปทางตลกทั้งเป็นสายเจ็บตัวหรือสายฮาก็ไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ เพราะมุกในเรื่องนี่บางทีต่อให้ไม่ได้ดูหนังเยอะแต่เคยดูแนวนี้มาบ้างอาจจะเดาได้เลยว่าฉากต่อไปกำลังจะเกิดอะไรขึ้น เดามุกง่าย เพราะมันไม่ได้ใหม่เลย บางมุกออกจะเชยมากด้วยซ้ำ แต่สาระสำคัญของหนังคือความอบอุ่น ความวุ่นวายของครอบครัวนี้มากกว่า ที่ทำให้หนังดูเพลินจริง ๆ ช่วงหลัง ๆ นี้หนังฟอร์มยักษ์เลื่อนหนีแทบหมดแล้ว ฉะนั้นนี่เป็นโปรแกรมดูสบายผ่อนคลายที่ไม่น่าเบื่อเลย แต่ถ้าคาดหวังถึงหนังที่ซีเรียสจริงจังก็อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก

รีวิวหนัง Love You Forever – ย้อนรัก ให้ยัง มีเธอ

Love You Forever หรือชื่อไทยว่า ย้อนรัก ให้ยัง มีเธอ ภาพยนตร์โรแมนติกย้อนเวลา กับเรื่องราวของชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์พิเศษ เขาสามารถย้อนเวลาได้ เขาจึงใช้ความสามารถนี้ย้อนไปช่วยผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักจากอุบัติเหตุ แต่การย้อนเวลาครั้งนี้มันทำให้เขาต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

Love You Forever

Love You Forever คือหนังจากแดนมังกรที่ดัดแปลงมาจากนิยาย บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่หลงรักสาวคนหนึ่ง แต่ฝ่ายหญิงกลับต้องมาเจออุบัติเหตุจนเสียชีวิต ฝ่ายชายจึงย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น แต่ต้องแลกกับการที่คนที่เขารักจะจำเขาไม่ได้ รวมถึงไม่มีใครบนโลกสักคนรู้ว่าเขามีตัวตนอยู่เลยแม้แต่น้อย ที่หนักไปกว่านั้นคือตัวเขาต้องแก่ลงไปกว่าเดิมอีกด้วย

แค่ดูตัวอย่างและพล็อตเรื่องก็พอเดาได้ว่านี่คือหนังรักน้ำเน่าแน่เลยแหละ แต่การไปดูหนังน้ำเน่าช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ไม่เลวเหมือนกัน เพราะหนังบล็อคบัสเตอร์ใหญ่ๆ ดังๆ ต่างก็เลื่อนหนีไปหมด และก็ไม่ได้ดูหนังแนวนี้มานานแล้วล่ะนะ

ซึ่งหนังย้อนเวลาไปแก้ไขเรื่องราวอะไรบางอย่างเราก็ได้เห็นมาเยอะแล้ว เยอะมากๆ ด้วย และในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่หรือเซอร์ไพรส์อะไรเราเลย มันคือหนังสูตรสำเร็จเรื่องนึงนี่แหละ ความน่าสนใจมันเลยตกไปพิจารณาอยู่ที่เนื้อหา

ด้วยความที่หนังบอกเล่าหลายช่วงอายุด้วย จึงทำให้เราผูกพันกับตัวละครได้ไม่ยาก และแต่ละช่วงอายุคาแรคเตอร์มูดแอนโทนก็เปลี่ยนไป ทำให้คล้อยตามไปได้ง่ายๆ และพร้อมจะติดตามเรื่องราวของทั้งคู่อยู่เสมอ แต่น่าเสียดายที่ส่วนโรแมนติกเอย ดราม่าเอย โดยเฉพาะพาร์ทดราม่าเนี่ยแหละมันบิ้วได้ไม่ถึงจุดเลย ทั้งๆ ที่มันน่าจะขยี้ได้มากกว่านี้ มันไม่สามารถส่งให้น้ำตาคลอได้ขนาดนั้น ถึงแม้เราจะเห็นพัฒนาการหรือเรื่องราวของตัวละครมาตลอดก็ตาม บทมันไม่ส่งจริงๆ

อีกอย่างหนังยังมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่พอสมควร ในจุดเรื่องการจดจำได้ของนางเอก ยิ่งช่วงท้ายๆ นี่ง่ายเกินไปเลยทีเดียว

แต่วิธีที่เล่าเรื่องกับงานภาพถือว่าทำได้ดี ตัดสลับเหตุการณ์ในปัจจุบันกับอดีตได้อย่างน่าสนใจ เล่าเรื่องได้ดีและชัดเจน ไม่งงลำดับเหตุการณ์ว่าช่วงเวลาไหนคืออดีตช่วงเวลาไหนคือปัจจุบัน ในอดีตก็จะเป็นภาพสีสว่างสดใสภาพโทนร้อนหน่อยขนาดภาพเต็มจอ แต่พอตัดมาปัจจุบันจะติดโทนเย็นขนาดภาพก็จะกว้างขึ้น

จริงๆ ตอนจบหนังไม่น่าจะลงเอยอย่างนั้น ถ้าลงเอยอีกแบบมันจะอินมากกว่า และความรู้สึกมันจะต่างไปมากกว่านี้มาก ซึ่งจริงๆ หนังไม่ได้ผิดอะไรหรอก แค่มันจบไม่ถูกจริตเราเฉยๆ เท่านั้นเอง

คู่พระ-นางในเรื่องเล่นดีเลยแหละ น่าชื่นชมสุดๆ น่ารักด้วยการแสดง ด้วยคาแรคเตอร์ ดูแล้วอมยิ้มได้ เคมีทั้งสองคนเข้ากันแบบสุดๆ โดยเฉพาะคนที่รับบทนางเอกคือสวยและน่ารักมากจริงๆ ดึงดูดให้น่ามองตลอดเวลา และการแสดงของเธอก็เอาอยู่เสียด้วยสิ สิ่งที่ข้องใจและตลกๆ นิดหน่อยคงเป็นหน้าพระเอกตอนแก่ที่ดูปลอมไปเสียหน่อยเท่านั้นแหละ (พระรองโคตรหล่อเลย หล่อกว่าพระเอกเยอะ ด้วยหน้าตาและบุคลิก)

สรุปแล้ว Love You Forever เป็นหนังสูตรสำเร็จที่ดูเพลินด้วยนักแสดงนำ เนื้อเรื่องไม่ได้แปลกใหม่ เดาง่าย แต่ก็ยังเล่าได้น่าสนใจและน่าติดตาม และเป็นหนังแนวที่ไม่ได้เห็นมาสักพักแล้วหละ ไปดูผ่อนคลายก็ไม่เสียหายเช่นกัน

ปล. มีเพลงไทยเวอร์ชันจีนด้วย จังหวะนั้นเล่นเอายิ้มได้แบบไม่รู้ตัวเลย ทั้งตัวเพลงและภาพในตอนนั้น

รีวิวหนัง The Last Full Measure 34 ปีหลังจากการตายของ William H. Pitsenbarger Jr.

The Last Full Measure 34 ปีหลังจากการตายของ William H. Pitsenbarger Jr. ทหารอากาศผู้ช่วยชีวิตเพื่อนทหารที่เขาไม่รู้จักกว่า 60 ชีวิต แต่เขากลับกลายเป็นวีรบุรุษที่โลกไม่รู้จัก ทำให้เหล่าเพื่อนทหารตามเรื่องเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเขาได้รับเหรียญเกียรติยศสูงสุดของทหาร The Last Full Measure เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงของวีรกรรมจากวีรบุรุษที่โลกลืม William H. Pitsenbarger ทหารอากาศที่ยอมสละชีวิตตนเองโรยตัวลงมาเพื่อช่วยชีวิตทหารราบกว่า 60 นายท่ามกลางสงครามเวียดนาม แต่วีรกรรมเขาก็ถูกลืมเลือน จนทำให้สหายร่วมรบและทหารที่รอดจากเหตุการณ์นั้นต่างใช้เวลาเกิน 30 ปี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับวีรบุรุษผู้นี้ ด้วยการเสนอชื่อให้เขาได้รับเหรียญแห่งเกียรติยศชั้นสูงสุด

The Last Full Measure

จริงๆ The Last Full Measure มาจากประโยคในสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดี Abraham Lincoln ที่พูดไว้เพื่อสดุดีแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ Gettyburg ใจความว่า

…That from these honored dead we take increased devotion to that cause for which they here gave the last full measure of devotion.

แปลประมาณว่า “…นั่นมาจากผู้วายชนม์อันทรงเกียรติทั้งหลายที่ยอมสละทุกอย่างสำหรับการจงรักภักดีอย่างเต็มภาคภูมิในวาระสุดท้ายของชีวิต”

หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละครสมมุตินามว่า Scott Huffman (Sebastian Stan) เจ้าหน้าที่ระดับกลางของเพนตากอน ที่ได้รับเรื่องให้ไปตามเรื่องราวการรายงานขอเลื่อนขั้นเหรียญกล้าหาญเป็นเหรียญแห่งเกียรติยศ ทำให้เขาต้องไปเจอกับเพื่อนทหารหาญทั้งหลาย ร้อยเรียงข้อมูล ตัดสลับกับการเล่าเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดเหตุจริงๆ เลยทำให้ความน่าสนใจหนังเพิ่มขึ้นมา

แต่ในความน่าสนใจนั้นก็มีความน่าเบื่ออยู่เช่นกัน ด้วยความที่หนังคล้ายกับสารคดีไปสัมภาษณ์คน นั่งพูดๆ เล่าเหตุการณ์ ซ้ำไป วนไป วนมา ตามหาความจริง มันเลยกลายเป็นหนังเรื่อยๆ ไปสักหน่อย

ถึงแม้จะมีความ “ลับ” บางอย่างของเหตุการณ์จริงในครั้งนี้ที่ทำให้เหตุการณ์มันน่าเคลือบแคลงใจ และตัวเอกต้องเอาหน้าที่การงานเข้าแลก ไอ้ส่วนนี้แหละ ที่มันดูเหมือนจะมีอะไร แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้เห็นความเสี่ยงหรือจุดอันตรายจากเหตุการณ์นี้สักเท่าไหร่เลย เลยกลายเป็นอุปสรรคเล็กๆ ที่ผ่านมาและผ่านไป

ถึงแม้หนังจะตัดสลับเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ในสนามรบที่ผ่านมา 30 ปี แต่ในพาร์ทของสนามรบดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ไม่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ น่าทึ่งหรือน่าประทับใจของการช่วยชีวิตของ William H. Pitsenbarger สักเท่าไหร่เลย รู้เพียงแต่ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเท่านั้น พาร์ทนี้ถ้าทำออกมาดีๆ มันจะทำให้หนังอินมากกว่านี้เยอะ

ซึ่งจุดอินจริงๆ จากในหนังเรื่องนี้มาจากบทพูดต่างๆ ของตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ William H. Pitsenbarger ทั้งนั้น ถึงแม้มันจะค่อนข้างเป็นคำคม จุก กระแทกใจ น่าประทับใจมากเกินจริงไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เราได้ซาบซึ้งถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของ William H. Pitsenbarger ได้ดีจริงๆ หลายฉากนี้น้ำตาคลอตามเลยทีเดียว

โดยเฉพาะฉากตอนท้ายเรื่องที่ประธานาธิบดีกล่าว เล่นเอาซึ้งจนเกือบน้ำตาไหล กินใจสุดๆ แถมยังเกือบทำให้เรายืนขึ้นในโรงเลยทีเดียว (อยากรู้ว่าทำไมต้องลองไปดูด้วยตัวเอง).

ทัพนักแสดงนี่เด่นๆ ดังๆ ทั้งนั้น แต่ที่โดดเด่นมากๆ คือ การแสดงของ William Hurt, Ed Harris และ Christopher Plummer ที่ฉากดราม่าทีไรแทบจะเล่นเอาเราน้ำตาคลอได้แทบทุกฉากเลย แต่การแสดงที่เฉยๆ จนน่าเสียดายคือการแสดงของ Sebastian Stan ในบท Scott Huffman และการแสดงของ Jeremy Irvine ในบท William H. Pitsenbarger

สรุปแล้ว The Last Full Measure คือหนังที่บอกเล่าวีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ที่โลกไม่เคยรู้ บอกเล่าการต่อสู้เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ฮีโร่ในสนามรบ บอกเล่าความจริงเบื้องหลังสงครามนั้น แต่บอกเล่าออกมาได้ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ มีความน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่มันถูกประคับประคองด้วยบทพูดอันคมคาย ชวนซึ้ง และการแสดงอันยอดเยี่ยม

รีวิวหนัง Billie – บิลลี่ ฮอลิเดย์ แจ๊ส เปลี่ยน โลก หนังสารคดี

Billie หรือชื่อไทยว่า บิลลี่ ฮอลิเดย์ แจ๊ส เปลี่ยนโลก เรื่องราวเกี่ยวกับการพยายามผลักดันตัวเองมาเป็นนักร้องแจ๊สในช่วงปลายยุค ’30s ของ Billie Holiday เด็กที่อาศัยอยู่ในสลัม ประเทศลัตเวีย

Billie

นี่คือหนังชีวประวัติที่บอกเล่าในรูปแบบสารคดีแบบเต็มสูบ มันคือการบอกเล่าเรื่องราวของ Billie Holiday ผ่านนักข่าวที่กำลังขุดคุ้ยเรื่องราวของเธอ แต่ก็ต้องมาเสียชีวิตลงอย่างน่าสงสัยก่อนที่จะได้ตีแผ่ความจริงนี้ให้โลกรู้ หนังเรื่องนี้จึงหยิบนำเทปบทสัมภาษณ์คนรู้จัก เพื่อน พี่น้อง ของ Billie กว่า 100 ชม. มาบอกเล่าให้เราฟัง พร้อมด้วยความจริงที่ชวนตะลึงและสุดช็อค

Billie คือนักร้องแจ๊สผิวดำโคตรคุณภาพ เสียงดีแบบหาที่เปรียบไม่ได้ การได้ยินเสียงร้องของเธอในหนังเรื่องนี้เปี่ยมไปด้วยความทึ่ง และน่าอัศจรรย์ พร้อมๆ กันนั้นก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญมา เพราะหลายๆ เพลงถูกแต่งมาจากเรื่องจริงอันน่าเศร้าของเธอ โดยเฉพาะฉากที่ได้ยินเธอร้องเพลง Strange Fruit ฟังแล้วโคตรหดหู่ โคตรเจ็บปวด แค่เริ่มเพลงก็เจ็บปวดแล้ว “Sounthern trees bearing strange fruit blood on the leaves and blood at the roots”

และเรื่องราวความจริงของเธอที่เจอมาแต่ละอย่างที่โคตรน่าเห็นใจ โคตรน่าสงสาร เจ็บปวดจริงๆ การเป็นนักร้องผิวดำในช่วงนั้น แบบไม่คิดเลยว่าคนหนึ่งคนจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ มาตลอดชีวิตขนาดนั้น ตั้งแต่โดนข่มขืน เคยขายตัว ยาเสพติด พัวพันกับผู้ชายหลายคนแต่หามีรักจริงไม่ จนถึงขั้นรัฐบาลตั้งตัวเป็นศัตรูเลยทีเดียว ทั้งหมดนั้นถูกนำเสนอให้เราได้เห็นหมด จนถึงตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลยว่าความสุขของเธอมาจากไหนกัน และที่สำคัญหนังยังช็อคคนดูด้วยการนำเสนอเรื่องราวคนที่พยายามตีแผ่ความจริงของเธอให้โลกได้รู้ด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นสารคดีที่บอกเล่าไม่สนุก ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตามเท่าไหร่ จริงอยู่ที่เรื่องราวของ Billie มันน่าสนใจ แต่การนำเสนอสารคดีเรื่องนี้ทำได้ไม่ดีเลยจริงๆ มันกลายเป็นชวนง่วงไปเลย

สรุปแล้ว หากใครอยากรู้เรื่องราวตีแผ่ความจริงที่เกี่ยวข้องกับ Billie Holiday ก็สามารถเข้าไปดูได้ ถ้าสามารถทนความเป็นสารคดีเล่าแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ ได้อะนะ

รีวิวหนัง Greenland – นาทีระทึก วันสิ้นโลก หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Greenland หรือชื่อไทยว่า นาทีระทึก…วันสิ้นโลก เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ดาวหางพุ่งชนโลก โดย John Garrity (Gerard Butler), Allison (Morena Baccarin) และ Nathan ลูกชายของพวกเขาต้องเดินทางฝ่าอันตรายเพื่อไปยังสถานที่ปลอดภัย ท่ามกลางข่าวร้ายว่าเมืองต่างๆ ทั่วโลกถูกทำลายด้วยชิ้นส่วนของดาวหางนี้

 Greenland

Greenland บอกเล่าเรื่องราวของดาวหางที่ชื่อว่าคลาร์กหลุดวงโคจรจากอีกระบบสุริยะกำลังพุ่งมายังโลก ซึ่งสะเก็ดดาวนั้นกำลังจะสร้างหายนะและล้างบางมนุษย์ทั่วโลก ทำให้พระเอกและครอบครัวถูกเลือกจากทางประธานาธิบดีให้ไปหลบภัยยังสถานที่รัฐจัดให้ จึงเกิดเป็นการฝ่าฟันวิกฤติ เผชิญหน้าอันตรายเพื่อเอาชีวิตรอด

หลายคนอาจจะเคยผ่าน เคยเห็น เคยได้ยินข่าวเกี่ยวอุกาบาตที่เฉี่ยวโลกมีเศษอุกาบาตหล่นมายังโลกบ้าง แต่ก็ตกลงน้ำไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็หยิบเอาประเด็นนั้นแหละมาต่อยอดว่าถ้าเกิดมันเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ ถ้ามันไม่ได้ตกน้ำละ มันตกลงบนพื้นและสร้างความวินาศสันตะโรอย่างรุนแรงล่ะจะเป็นยังไง

ไปดูแบบไม่คาดหวัง แต่ผลลัพธ์คือมันสนุกจริงๆ มันไม่ใช่หนังภัยพิบัติอย่าง The Day After Tomorrow, 2012 หรือหนังภัยพิบัติทั่วไป ที่มีฉาก CG อลังกาล แห่งความชิบหายของภัยพิบัติอย่างรุนแรง ไม่มีฉากเวอร์ๆ เหนือมนุษย์ของตัวเอกเท่ๆ แต่เรื่องนี้มันคือหนังภัยพิบัติที่บอกเล่าว่าความชิบหายที่มนุษย์ธรรมดาๆ อย่างเราอาจประสบพบเจอหากมันเกิดขึ้นจริง และวิบากกรรมตัวละครที่ต้องประสบพบเจอถูกบีบให้เจอปัญหาตลอด ก็ทำให้คนดูไม่ค่อยได้พักหายใจหายคอ ลุ้นเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่น

ชอบความที่หนังไม่ได้บันยะบันยังยัดเยียดภัยพิบัติให้ตัวละครเจอตลอด มันใส่มาแบบพอดี แต่หนังยังใส่ใจว่าความเลวร้ายเมื่อเกิดภัยพิบัติจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องภัยพิบัติอย่างเดียวนะ มันยังมีเรื่องราวของมนุษย์ที่เข่นฆ่าเอาเปรียบกัน ขโมยของ ปล้นสะดม หาทางเอาชีวิตรอดไม่สนกฏเกณฑ์ ไม่สนผิดชอบชั่วดี นั่นแหละสิ่งเหล่านี้ยังทำให้มัน Real มากๆ และมันคือสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ต้องหนีจากภัยพิบัตินะ มันก็มีนะ และมาทีก็น่ากลัวไม่ใช่เล่น สำคัญคือมันบาลานซ์สิ่งเหล่านี้ได้ดีเลยทีเดียว

สิ่งสำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆ หนังมันไม่ได้มีฉากที่ทำให้แบบ “ขนาดนั้นเลยหรอวะ” “เวอร์ไปมั้ง” เช่นแบบสโลโดดข้ามตึกพร้อมไฟที่ลุกไหม้ตามมาข้างหลัง มันไม่มีฉากแบบนั้นเลย อาจจะมีความโชคดีอยู่บ้างในเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่ฉากโชว์ปาฏิหาริย์แน่นอน

ด้วยความที่หนังเลือกนักแสดงนำเป็น Gerard Butler ด้วยแล้วนั้น ที่ผ่านหนังเวอร์ๆ มามากมายไม่ว่าจะ 300, หรือตระกูล Has Fallen ที่ค่อนข้างเวอร์ เราก็ติดภาพความเวอร์ของเขาว่าในเรื่องนี้มันต้องมีฉากแบบเวอร์ๆ ของพระเอกให้เราเห็นแน่นอน แต่มันเปล่าเลย เรื่องนี้ Gerard Butlter สะบักสะบอม ไม่มีฉากเท่ๆ เปรียบดั่งมนุษย์เดินดินธรรมดาๆ เนี่ยแหละ มันเลยทำให้เรายิ่งอยากเอาใจช่วย ร่วมลุ้นไปกับทุกเหตุการณ์ที่ตัวละครต้องเจอ

หนังเล่าเรื่องภูมิหลังตัวละครได้อย่างชาญฉลาด ไม่เสียเวลาเล่าแบบเปลืองเวลาหนังเลยก็สามารถทำให้คนดูเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

และการแสดงของ Morena Baccarin ก็ยอดเยี่ยมจริงๆ ฉากเอาตัวรอดหรือฉากดราม่าก็ทำออกมาได้ดีมากๆ จริงๆ เราชอบเธอตั้งแต่ในซีรีส์ Gotham ละนะ พอได้เห็นการแสดงของเธอในเรื่องนี้ยิ่งทำให้เราคิดว่าเธอมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

สรุปแล้ว โดยภาพรวมของ Greenland มันอาจจะดูไม่ได้แปลกใหม่ แต่ความแปลกใหม่มันคือความแตกต่างในรายละเอียดระหว่างทางที่มันกำลังเกิดขึ้น มันไม่ใช่หนังตามสูตร มันมีฮีโร่ มันคือความธรรมดา ความ real ที่ตัวละครต้องเจอเนี่ยแหละ มันจึงทำให้เราลุ้น ระทึก เอาใจช่วยจนเหนื่อยเลย

ปล. จริงๆ ชอบฉากก่อนจบมากนะ มันปล่อยให้คิดได้ต่อ และพอมาเป็นฉากจบแบบนั้นก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่แอบเสียดายนิดนึง จริงๆ เอาฉากจบนั้นมาใส่ไว้ในหลัง End-Credit จะยอดเยี่ยมมาก

รีวิวหนัง A Little Chaos สวนนี้มีมนต์รัก

หลังจากเจอเธอใน Insurgent มาคราวนี้ เคท วินเสลต ขอกลับมาเป็นนางเอกบ้านๆธรรมดาเต็มตัวบ้าง กับผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง A Little Chaos ที่งานนี้เธอโคจรกลับมาเจอกับ อลัน ริคแมน ที่แสดงเป็นตัวประกอบในเรื่อง และยังกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองอีกด้วย

A Little Chaos

หนังเป็นเรื่องราวของนักออกแบบภูมิทัศน์สวนหญิง มาดามซาบีน เดอ บาร์รา (เคท วินสเลต) ที่ได้รับการว่าจ้างโดยสถาปนิกชื่อดัง เลอ นอร์ต(มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์) ให้ทำงานอันทรงเกียรติในการเนรมิตรสวนอันงดงามให้กับพระราชวังแวร์ซายของพระ เจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายใต้เวลาที่แสนจำกัด นับเป็นภารกิจที่สร้างความกดดันให้กับซาบีนเป็นอย่างมาก ท่ามกลางอุปสรรครอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ที่แสนเข้มงวดของราชสำนัก และเหล่าศัตรูแฝงกายอยู่รายล้อม ซาบีนจะทุ่มเทความสามารถและความมุ่งมั่นในตัวเอง พิสูจน์ให้เห็นว่าผลงานของเธอสามารถจะชนะใจกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้ได้

โดยถ้าหากพูดถึงหนังแนวย้อนยุค พีเรียตแบบนี้ สิ่งแรกที่ตัวผมจะหวังไว้เป็นอย่างสูง ไม่ว่าตัวบท หรือโครงสร้างของหนังจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องทำให้ดีให้ได้คือแง่ของ คอสตูม และ โปรดัคชั่น เพราะมันเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของหนังในตระกูลนี้อย่างแท้จริง และก็ดูเหมือนว่า A Little Chaos จะค่อนข้างทำตามจุดประสงค์ที่ผมตั้งไว้ได้ดีตามมาตรฐาน ถึงแม้จะเป็นผลงานการกำกับของ อลัน ริคแมน ผู้ผันตัวมาจากนักแสดงก็ตาม ซึ่งทั้งคอสตูม และ โปรดัคชั่น งานออกแบบพระราชวังแวร์ซายในหนังเรื่องนี้ล้วนแล้วสวยงาม ไร้ที่ติ สามารถจัดได้ว่าเป็นหนังที่ดูเพื่อหวังจะเห็นอะไรสวยๆ งามๆได้อย่างไม่เสียสายตา

ในขณะที่ทางตัวบทของหนัง ถึงแม้จะยังไม่ได้เน้นหนักถึงประเด็นทางชนชั้น และ สังคม เท่าที่มันต้องการได้อย่างดีนัก แต่ส่วนตัวก็แอบชอบหลายจุดเล็กๆของหนัง ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่าง ชนชั้น ของ คนธรรมดา และเหล่า พระราชา ที่ต่างแสดงให้เห็นว่าก็มีความเป็นมนุษย์ที่ต้องการพักผ่อน, เศร้า, เสียใจ และกินได้ร้องไห้เป็นไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่าวิธีการอยู่ในสังคมของคนทั้ง 2 ชนชั้นนี้จะต่างกันโดยสิ้นเชิง

และนั่นรวมไปถึงการที่หนังมีการแอบจิกกัดถึงความเสมอภาคในตัวของเพศหญิง และ ชาย ผ่านเรื่องราวความรักที่ถึงแม้จะมาในรูปแบบชู้รักพิศวาส ตามสไตล์หนังจักรๆวงศ์ๆไปหน่อย ซึ่งมีข้อเสียตรงที่มันอาจจะนำมาซึ่งความจำเจในการเล่าเรื่องที่เหมือนบังคับให้คนดูต้องผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆของเรื่องนี้ๆไปได้เสียก่อน ถึงจะเจอภาพใหญ่ที่หนังรอคอยที่จะนำเสนอให้ ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องถือว่าตัวหนังไม่ได้ทำให้เราผิดหวังสักเท่าไหร่นักถ้าหากเทียบถึงความละเอียดละอ่อนในการค่อยๆเปรยถึงเรื่องการสู้ชีวิตของผู้หญิง ในดงนางอิจฉาออกมาเช่นนี้ครับ

ซึ่งแน่นอนแล้วว่า เคต วินเสลต เธอออร่าประกายสูงมากๆในหนังแบบนี้ แต่บุคคลที่สมควรพูดถึงไม่แพ้กันคือพระเอกหนุ่ม มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์ ที่ไม่ว่าเขาจะมองนางเอกสวยตาเช่นไร หรือแม้แต่การแสดงของเขาอาจจะไร้ชีวิตในบางส่วน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพียงแค่เสน่ห์ และออร่าส่วนตัวของเขานั่น ก็เพียงพอแล้วที่จะประครองหนังร่วมกับ วินสเลต ไปให้ถึงจุดหมายได้ค่อนข้างสวยงาม ท่ามกลางกรวดหินขรุขระที่มีอยู่มากมาย

โดยสรุปแล้วผมจึงคิดว่า A Little Chaos เป็นหนังพีเรียตที่ค่อนข้างดูเพลินๆ อารมณ์สบายๆดีมากๆ เพราะถึงแม้ตัวหนังจะมาในเรื่องแบบคบรักมักชู้ แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เน้นหนักไปที่ประเด็นด้านใดด้านนึง แต่เน้นเล่าเรื่องความรักท่ามกลางการสร้างสวนที่สบายๆ ให้คนดูรู้สึกผ่อนคลายไปกับสิ่งสวยงามด้านโปรดัคชั่น และนักแสดงเสียมากกว่าครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7.5/10 ครับ

รีวิว Antebellum – หลอน ย้อน โลก

Antebellum เรื่องราวของ Veronica นักเขียนชื่อดังที่พบว่าตนเองติดอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง และทำให้เธอต้องค้นหาปริศนาบางอย่างในที่แห่งนี้และเอาชนะความกลัวของตนเองให้ได้ จะว่าไปก็เขียนยากเหมือนกันนะ 5555+ ตัวอย่างก็ไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่ เขียนมากไปก็กลัวสปอยล์ เอาเป็นว่า Antebellum มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเหยียดผิวที่นางเอกต้องเผชิญ

Antebellum

ถึงแม้ป้ายโปสเตอ์หรือตัวอย่างจะขายทีมสร้างจาก Get Out หรือ Us ซะใหญ่โต แต่จริงๆ ผู้เกี่ยวข้องที่เห็นๆ ก็คือผู้อำนวยการสร้างบางคน ไม่ใช่ผู้กำกับ ไม่ใช่คนเขียนบท จะหวังให้เหมือน ก็คงไม่ใช่ซะทีเดียว แต่ก็มีจุดคล้ายอยู่บ้าง (อาจมีฝ่ายอื่นๆ เกี่ยวข้องอีกก็เป็นได้) แต่เนื้อเรื่องก็พูดถึงประเด็นเดียวกันอยู่แหละ อย่างที่บอกไปว่าเรื่องเกี่ยวกับการเหยียดผิว และใน Antebellum นี้เหยียดผิวแบบตรงไปตรงมาสุดๆ

การดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก คือการรู้น้อยที่สุด ยิ่งเข้าไปแบบไม่รู้อะไรเลยยิ่งดี ตัวอย่างไม่ต้องไปดูมัน ไปลุ้นกันในหนังเลย เพราะความรู้สึกระหว่างดูหนังเรื่องนี้ แค่เปิดเรื่องมาก็เรียกความน่าสนใจเราด้วยฉาก Long take และความน่าสงสัยแบบ เอ๊ะ!? อะไรวะ? มันไม่ได้งงนะ แค่ชวนสงสัย เป็นความสงสัยแบบน่าติดตาม

หนังดำเนินไปก็มีการสับขาหลอกคนดูไป ให้เราคิดไปต่างๆ นานา ไอ้จุดนี้แหละที่มันสนุก มันตรึงให้เราอยู่กับหนังว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะ 555+ แต่มันก็ไม่ถึงกับว้าวมาก ไม่ได้เซอร์ไพรส์คาดเดายาก คาดเดาไม่ได้อะไรขนาดนั้น และที่สำคัญมันไม่ได้ดูยากเลย

การแสดงของ Janelle Monáe ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเอาอยู่ในทุกๆ ฉาก ไม่ว่าจะสถานการณ์ใดก็ตาม แต่ปัญหาคือ ตัวละครแวดล้อมอื่นๆ กลับไม่น่าจดจำ และไม่มีประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่กับหนังเลย

แต่หนังแลดูเบากว่าที่คิด ไม่มีฉากโหดๆ เลือดสาดเท่าไหร่ ถือว่าผิดคาดไปพอสมควร ความตื่นเต้น ความระทึก ความอันตราย ความกดดันของตัวละครก็ดูน้อยไป ส่วนพาร์ทดราม่าหรือปมตัวละครต่างๆ ก็ดูจะละเลยจนเกินไป หยิบมาแตะแบบเบาๆ บางๆ เท่านั้น ไม่นำมาบอกเล่าเท่าที่ควร บทบางอย่างก็ดูแบบล็อคมาก เล่นง่ายเกิน

และไอ้ความตรงไปตรงมาในการบอกเล่าเกี่ยวกับประเด็นเหยียดผิว มันดูง่ายก็จริง แต่มันเลยกลายเป็นไม่มีอะไรเลย ไม่ได้ทำให้รู้สึกกระทบกระเทือนหนักอย่างหนังเหยียดผิวเรื่องอื่นๆ หนังแค่สื่อให้เห็นว่ามันมีการเหยียดผิวเท่านั้น

ตอนท้ายเราไม่ชอบเลย มันดูหนังสูตรมาก ธรรมดา คาดเดาง่าย แล้วฉากท้ายๆ นี่ดูตลกเสียด้วยซ้ำ แทนที่จะดูอีปิก จริงๆ เราว่าหนังมันไปได้ไกลกว่านั้น

ปล. ชอบความล้อกับประโยคเปิดหนังนะ ตอนแรกอาจจะงงๆ ว่าเกี่ยวอะไร พอจบเรื่องย้อนไปนึกดูจะเข้าใจในทันที

รีวิวหนัง The High Note – ไต่โน้ตหัวใจตามฝัน หนังดราม่า

The High Note เรื่องราวของนักร้องชื่อดังและผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำงานหนักจนเกินตัวที่ได้รับข้อเสนอบางอย่างที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเธอไปได้

The High Note

The High Note – ไต่โน้ตหัวใจตามฝัน เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าเกี่ยวกับ Maggie Sherwoode ผู้ช่วยนักร้องชื่อดัง Grace Davis ที่อยู่ในช่วงร้องแต่เพลงเก่าหากิน ซึ่งเหล่าแฟนคลับก็ถามผลงานใหม่ๆ แต่ผู้จัดการเห็นต่างอยากให้ร้องแต่เพลงเก่าที่เดิมซ้ำๆ มีเพียง Maggie ที่อยากให้เธอออกอัลบั้มใหม่ และอาสาจะโปรดิวซ์เพลงให้เธอ แต่เรื่องราวมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเธอไม่ใช่โปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียง ทำให้เธอต้องหาทางทำสิ่งที่เธอฝัน พร้อมๆ กับการดูแลศิลปินที่เธอรักไปด้วย

หนังพยายามให้เห็นความสนิทสนมของผู้หญิงทั้ง 2 คนที่ต่างกันสุดขั้ว ศิลปินชื่อดัง-ผู้ช่วย หัวหน้า-ลูกน้อง แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่สัมผัสถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนได้มากเท่าที่ควรเลย ทั้งๆ ที่มันควรจะนำเราไปผูกพันกับตัวละครสิ มันจึงเกิดการไม่อินขึ้นมา

หนังยังนำเสนอเกี่ยวกับวงการเพลง ทั้งด้านการทำเพลง การโปรดิวซ์เพลง นายทุน ค่าย ซึ่งนำเสนอแบบผิวๆ แตะแบบบางๆ มาก นำเสนอจุดนี้ได้น้อยเลยแหละ ไม่ได้น่าสนใจ หรือดึงดูดมากพอเลย ส่วนเพลงที่ใช้ในหนังต้องบอกเลยว่าเพราะมากถึงมากที่สุด แต่ดูไม่ส่งเสริมเรื่องราวเท่าไหร่

พาร์ทโรแมนซ์ของพระนางก็ใส่มาทำไมไม่รู้ ไม่ได้น่าสนใจเลยสักนิด ทุกอย่างดูไหลลื่นไปหมด สะดุดนิดหน่อย แต่อะไรมันก็ง่ายเกินไป ดูเป็นพาร์ทที่ไร้น้ำหนักสุดแล้ว

หนังเหมือนจะปลุกพลังฝัน แต่ก็ไม่ได้มีตรงไหนที่สร้างกำลังใจ เติมไฟให้ฝันเลยเช่นกัน

ทางด้านจุดดราม่าต่างๆ ก็ไม่ชวนให้อินพอ มาไว ไปไว ไม่มีเวลาให้ซึมซับอะไรเลย เอาจริงๆ ชีวิตนางเอกดูราบรื่นไปเสียด้วยซ้ำ คือบทล็อคมาก สูตรสำเร็จสุดๆ ยิ่งช่วงท้ายเรื่องนี่หาบทสรุป หาทางลง จบง๊ายง่าย แบบ “เอ๊า แค่เนี้ยนะ?”

นักแสดง Dakota Johnson หรือ Tracee Ellis Ross เราก็มองว่าไม่ได้มีจุดที่แสดงได้โดดเด่นอะไร เพียงแต่ อาจจะได้เห็นความน่ารักๆ ของ Dakota Johnson เท่านั้น สลัดภาพเธอจาก Fifty Shades ไปได้เลย และบทเธอ ลุคเธอในเรื่องนี้ก็ดูเหมาะกับเธอดีเหมือนกัน เพียงแต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ส่งให้เธอดูโดดเด่นอะไรเท่าไหร่

สรุปแล้ว The High Note – ไต่โน้ตหัวใจตามฝัน มันก็ไม่ใช่หนังเพลงซะทีเดียว มันคือหนังที่มีเพลงมาประกอบ และนำเสนอเรื่องราวของคนในวงการเพลง (แบบผิวๆ) เน้นตัวละครนำ ที่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วมีดีแค่เพลง และความน่ารักของ Dakota Johnson สลัดคราบความเธอจาก Fifty Shades เท่านั้น